“โรงพยาบ้าน มาจากที่เราทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน มีความอบอุ่น เป็นมิตร น่าอยู่” 

คอลัมน์ Pubilc Space คราวนี้ แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ สถาปนิกชุมชนจากอาศรมศิลป์กลับมาพูดคุยกับเราอีกครั้ง พร้อมกับพา เกรส-วิลาสินี ยมสาร หนึ่งในทีมออกแบบ นำโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ที่ทุกคนตั้งใจปั้นกันร่วมปีมาเล่าให้เราฟัง

โปรเจกต์นี้ไม่ใช่การรีโนเวตที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป หากเป็นการ ‘เชื่อมประสาน’ ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนรายรอบ

ทั้งทางกายภาพ – ทั้งความสัมพันธ์ทางใจ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ศูนย์ฟื้นฟูชุมชน

“เป้าหมายของจังหวัดนนทบุรี คืออยากให้โรงพยาบาลนี้รองรับการเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด มีแผนว่าจะทำ Master Plan ใหม่ วางแผนพัฒนาพื้นที่โรงพยาบาล ปรับพื้นที่ ทางเข้าออก และขยายให้รองรับได้ถึง 200 เตียง จากเดิมที่มี 30 เตียง” แอนเริ่มเล่าด้วยการย้อนไปถึงที่มาตอนเริ่มต้น 

เมื่อทราบเป้าหมายของจังหวัด ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 จึงยกเรื่องนี้ไปปรึกษากับทาง สสส. ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะ ซึ่ง สสส. ก็ได้ชักชวนทีมอาศรมศิลป์ที่คุ้นเคยกันจากโปรเจกต์อื่น เข้ามาร่วมเป็นทีมออกแบบให้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ทันที

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

“ไซต์ของโรงพยาบาลอยู่ใกล้กับชุมชนมาก มีทั้งชุมชนเก่าและชุมชนใหม่เลยค่ะ” เกรสอธิบายบริบทของโรงพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน “คาดการณ์ว่าในอนาคตชุมชนจะโตขึ้น แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นพื้นที่รองรับผู้คนที่มาใช้งาน”

ภาพตรงหน้า แสดงให้เห็นถึงแผนผังแสดงพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล ซึ่งสองสถาปนิกพยายามขีดให้เราดูตำแหน่งของชุมชนที่รายล้อม

เช่นเดียวกับภาพรวมของประเทศไทย ตอนนี้นนทบุรีและพื้นที่ใกล้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยในละแวกนั้น ทว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมให้คุณตาคุณยายเหล่านี้ไปใช้งาน มีเพียงพื้นที่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าไปได้ ชาวบ้านบางส่วนจึงเข้ามาออกกำลังกายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ที่คนแถวนี้รับการรักษาอยู่เป็นประจำ

ทั้ง สสส. และอาศรมศิลป์ จึงคิดตรงกันว่า นอกจากต้องการขยายขนาดเป็น 200 เตียง หรือปรับให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพแล้ว ยังอยากให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อกิจกรรมของชุมชนโดยรอบ และทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์รองรับการดูแลผู้สูงอายุด้วย

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

คุยคุ้ยปัญหา

หลังจากผ่านการสำรวจเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจพื้นที่โครงการและผู้ใช้งานมาแล้วประมาณหนึ่ง ‘กระบวนการออกแบบ’ ตามสไตล์ของอาศรมศิลป์ก็เริ่มต้นขึ้น

ทางทีมได้เข้าไปพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งผู้บริหารก็รับฟัง และยินดีติดต่อบุคลากรแผนกต่าง ๆ รวมถึงชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ เพื่อมาร่วมให้ข้อมูลตามคำขอของทีมออกแบบ โดยกระบวนการนี้จะเริ่มด้วยการเข้าไปพูดคุยกับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก

“โรงพยาบาลมี 10 กว่าแผนก เราก็เข้าไปคุยกับบุคลากรทีละแผนก” เกรสอธิบาย ทีมอาศรมศิลป์ให้ทุกฝ่ายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ สะท้อนปัญหาการใช้งานที่ประสบมา เพื่อนำไปใช้ในการทำแบบรีโนเวต

แม้ว่าบุคลากรในโรงพยาบาลจะงง ๆ บ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ได้งบประมาณมาจากไหน แต่เมื่อทีมออกแบบเล่าให้ฟังถึงเจตนาของโปรเจกต์ ทุก ๆ คนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ห้องพักแพทย์ไม่พอ ห้องพักเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอ” เพราะบรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง เหล่าบุคลากรจึงรู้สึกสบาย ๆ กับการออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทางลาดเข้าอาคารชันเกินไป ใช้ไม่ได้จริง เรื่องการไม่มีที่พักคอยของคนป่วย ต้องยืนออกันที่โถงด้านหน้า เรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือเรื่องอากาศในโรงพยาบาลไม่ถ่ายเท

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 สร้างมาจากแปลนโรงพยาบาล 30 เตียงที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน แปลนนี้อาจจะเหมาะกับบางพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ ได้มีการต่อเติมตามการใช้งานไปไม่น้อย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศไม่ถ่ายเท ก็มาจากการต่อเติมอาคารที่ว่า

“สำหรับภายนอกอาคาร ปัญหาหลัก ๆ คือความเปลี่ยว แสงสว่างไม่เพียงพอ” นอกจากภายในแล้ว ด้านนอกก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้ ทีมออกแบบก็ได้ตั้งใจเก็บข้อมูลไปใช้ต่ออย่างเต็มที่

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ไอเดียชาวบ้าน

จากนั้นก็ถึงคราวลงพื้นที่ไปคุยกับชุมชน ซึ่งหมู่ 7 และหมู่ 8 เป็นสองชุมชนแรกที่อาศรมศิลป์ได้สัมผัส

“ชาวบ้านเน้นพูดถึงการบริการเป็นส่วนใหญ่” เกรสเล่ายิ้ม ๆ

“รีโนเวตโรงพยาบาลเขาก็คิดว่าสำคัญนะ แต่เขาจะโฟกัสเรื่องให้ปรับปรุงการบริการมากกว่า เราเลยเห็นว่าควรเข้าไปสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน” แอนเสริมขึ้นมา แม้แต่หมู่ 8 เองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล และมีชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่มากที่สุด ทุกคนก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก

พอมานั่งทบทวนการจัดกระบวนการที่ได้ทำมา ทางอาศรมศิลป์สรุปได้ว่า จริง ๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาพื้นที่ แต่พวกเขารู้สึกว่าให้ข้อมูลไปก็เท่านั้น เพราะโครงการอาจไม่เกิดขึ้นจริง

“เราต้องคุยให้เขาเห็นภาพชัดเจนว่าเขาจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้ยังไง แล้วโครงการนี้จะดีต่อเขายังไง” อาศรมศิลป์พยายามสรุปทิศทางการทำงานต่อ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

‘เล่าเคสตัวอย่างให้ฟัง’ เป็นวิธีที่ทีมออกแบบเลือกใช้ในการเข้าไปคุยกับชุมชนถัด ๆ ไป อย่างหมู่ 5 และหมู่ 6

เคสแรก คือโรงพยาบาลราชพฤกษ์ ตัวอย่างที่ดีของการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมให้อบอุ่น เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน

เคสถัดมา คือการปรับปรุงพื้นที่อนามัยท่าฉลอม ที่ทำให้เห็นว่าแม้พื้นที่จะมีขนาดเล็ก แต่ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการออกแบบ ทำให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมของชุมชนได้

เคสสุดท้าย โครงการลานกีฬาพัฒน์ ซึ่งใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ให้ชุมชนมุสลิมมาร่วมกันปรับปรุงและบริหารจัดการพื้นที่

สมความตั้งใจ การเล่าเคส (โดยเฉพาะสองเคสหลัง) ทำให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่ ‘เก็ต’ ขึ้นมา ว่าพวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพื้นที่ด้วยการเสนอไอเดีย รวมถึงเมื่อพื้นที่นั้นสร้างเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ได้ด้วย

“พอเขาเก็ต ไอเดียก็เริ่มไหลออกมาเยอะแยะ” เกรสว่า

ชุมชนเกษตรกรรมเสนอจะเข้าไปช่วยปลูกต้นไม้ให้บรรยากาศร่มรื่น บ้างก็เสนอสวนผักสมุนไพร ปลูกไว้ให้โรงพยาบาลใช้ แล้วก็มีตลาดนัดเกษตรกรรม ขายพืชผักปลอดภัย ประเด็นที่ชาวบ้านเห็นว่าโรงพยาบาลขาดแคลนร้านอาหาร ญาติมาเยี่ยมแล้วไม่มีอะไรกิน ชาวบ้านก็ปิ๊งไอเดียว่าให้เปิดโซนร้านค้าชุมชน ประเด็นที่เด็ก ๆ ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ก็มีการเสนอให้สร้างสนามเด็กเล่น และสุดท้ายที่สำคัญ คือพื้นที่ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่าชุมชนโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยคุณตาคุณยาย

“ที่ผ่านมากายภาพเองก็มีผล เวลาเข้าโรงพยาบาลไปแล้วมันอุดอู้ ไม่มีที่พักคอย ร้อน ก็ทำให้บรรยากาศพูดคุย การบริการไม่ค่อยดี ตอนแรกที่เราเข้าไป ชาวบ้านเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโรงพยาบาลได้แค่ไหน”

สถาปนิก ผู้ถือได้ว่าเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่าย ได้สะท้อนความความตั้งใจของผู้บริหารโรงพยาบาลไปว่า ทางโรงพยาบาลเห็นความสำคัญของชุมชน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทั้งชาวบ้านและบุคลากร เมื่อได้รู้เช่นนั้น ชาวบ้านก็คลายความไม่แน่ใจ และร่วมกันออกไอเดียอย่างเป็นธรรมชาติ

“กระบวนการมีส่วนร่วม เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี โดยใช้เครื่องมือเป็นการออกแบบ มาชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน” 

จากครั้งนี้ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้วิธีการเล่าเคสตัวอย่างและการสื่อสารความตั้งใจจริง ไปเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ดี ที่จะนำไปใช้คุยกับชุมชนต่อ ๆ ไปได้ในอนาคต

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ภาพฝันร่วมกัน

เริ่มด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สู่การรับฟังความเห็นจากบุคลากรในโรงพยาบาล การสนทนากับชาวบ้าน แล้วก็วนกลับมาที่การพูดคุยกับผู้บริหารอีกครั้ง

อาศรมศิลป์ได้แสดง Site Analysis หรือแผนที่พร้อมบทวิเคราะห์ที่ตั้งโรงพยาบาล ชี้แจงความสำคัญของพื้นที่โรงพยาบาลต่อชุมชนโดยรอบให้ผู้บริหารเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับผู้ใช้งานพื้นที่อย่างบุคลากรและชาวบ้านมาเล่าด้วย

“เราเล่าว่าชุมชนมีข้อเสนออะไร อยากจะให้โรงพยาบาลปรับปรุงอะไรบ้าง แล้วเขาอยากจะมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยพัฒนาอะไรบ้าง” แอนกล่าวถึงการเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดจากชาวบ้านสู่ผู้บริหารโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเหล่าผู้บริหารได้ฟัง ก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะพิจารณาข้อเสนอของชาวบ้าน

หลังจากที่ได้รู้ความต้องการของแต่ละฝ่ายแล้ว อาศรมศิลป์ก็ทำการออกแบบทั้งหมด 3 ส่วน

ส่วนแรก ปรับปรุงตัวอาคารเดิมที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอก ให้เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่น แม้กายป่วยใจไม่ป่วย

ส่วนที่สอง ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงพยาบาล เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของชุมชน

  และส่วนที่สาม ทำผังแม่บท เพื่อวางแผนรองรับการพัฒนาเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของโรงพยาบาล พร้อมออกแบบอาคารใหม่เพิ่มมาให้รองรับได้ 200 เตียง

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“พอเราออกแบบแล้วนำกลับไปเสนอบุคลากร เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาเขาเลยนะ” เกรสเล่าถึงบรรยากาศการฉายภาพฝันในรูปแบบ Perspective และ Master Plan ให้ทุกคนดู

“จากที่เขาคิดว่ามันดูเป็นไปไม่ได้ ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นมา แล้วเสนอไอเดียต่อยอดจากแบบที่เราทำได้ อย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาล เขาก็มีความเห็นในวิธีออกแบบเพื่อความปลอดภัยของคนไข้”

จากที่บุคลากรจะนิ่งเงียบ เมื่อพูดถึงพื้นที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับแผนกของตัวเอง ในที่สุดก็ถึงบรรยากาศที่ทุกคนร่วมระดมความคิด จนได้สโกแกนน่าภูมิใจอย่าง ‘โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 โรงพยาบาลกลางธรรมชาติ กลางใจเราทุกคน’ และ คืนสวน คืนสุข สู่ชุมชน  

“ตอนเราเสนอโซนนิ่งให้ส่วนของชุมชนอยู่ด้านหน้า ส่วนรักษาอยู่ตรงกลาง บุคลากรก็บอกกันว่าให้ชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมตรงกลางด้วยได้นะ ทำให้เห็นว่าบุคลากรยอมรับแล้วก็จัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนมาใช้ในโรงพยาบาลมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก” แอนกล่าว “มันสะท้อนจากโซนนิ่ง”

ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมออกไอเดีย บุคลากรในโรงพยาบาลเองก็เช่นกัน อาศรมศิลป์ได้เข้าไปพูดคุย และให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะตำแหน่งเล็ก ใหญ่ หรือว่าทำงานมานานแค่ไหน

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

แบบสุดท้ายของโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ได้แก้ปัญหาที่เคยเป็น อย่างเรื่องทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องห้องพัก-ห้องน้ำไม่เพียงพอ หรือเรื่องอากาศไม่ถ่ายเท ส่วนประเด็นการไม่มีพื้นที่พักคอยซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านทุกคนพูดถึง สถาปนิกก็ได้ออกแบบชานที่เหมาะสมและมีพื้นที่สีเขียวให้ 2 อาคารโรงพยาบาลใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการแยกทางเข้าให้โรคอุบัติใหม่ด้วย

สำหรับพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาลนั้น ด้านนอกสุดจะเป็นลานกิจกรรมชุมชน ใช้ออกกำลังกาย พักผ่อน หรือจัดงานเทศกาล ส่วนด้านในก็จะเป็นสเปซเอาต์ดอร์บรรยากาศดี ๆ ให้คนไข้และชาวบ้านใช้ร่วมกัน โดยมีพื้นที่สวนสมุนไพร-ผักสวนครัวที่ทางชุมชนเสนอจะปลูกให้โรงพยาบาลใช้ทำอาหารอยู่ในบริเวณนั้น

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“มีเจ้าหน้าที่เอกซเรย์คนหนึ่งชื่อป้าจวน เดินขึ้นมาจับมือ แล้วบอกว่าอีก 3 – 4 ปีเขาจะเกษียณแล้วนะ เขาเห็นแบบแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริง” เกรสเล่าความประทับใจปิดท้าย

“เขาคิดว่าถ้ามันปรับแล้ว โรงพยาบาลก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ดีต่อใจเจ้าหน้าที่ด้วย ดีต่อชาวบ้านด้วย กลายเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ทุกส่วนมาใช้งานร่วมกันได้จริง ๆ”

ปัจจุบันโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 อยู่ในขั้นตอนของบประมาณก่อสร้าง และจะค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละส่วน ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของบุคลากรในโรงพยาบาลและชาวบ้าน

‘โรงพยาบ้าน’ ของชาวนนทบุรี กำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2

ที่ตั้ง : เลขที่ 8/88  หมู่ที่ 8 ถนนเลียบคลองตาชม ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 (แผนที่)

เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load