การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคงจะไม่พ้นการประสบพบเจอด้วยตนเอง อันเป็นประสบการณ์เชิงประจักษ์ ที่จะซึมซับเข้าไปในตัวในตนของผู้เรียนได้ ครูจึงควรให้นักเรียนได้มีประสบการณ์กับเรื่องจริงบนโลกใบนี้ และหากเป็นสถานการณ์ปัจจุบันได้ยิ่งดี ผู้เรียนจะได้เข้าใจความเป็นไปที่เกิดขึ้นอย่างทันเรื่อง ทันรู้ มีหลักฐานและข้อมูลที่ตรวจสอบได้

การลงพื้นที่จริงเป็นเรื่องดีมาก ได้พบสถานการณ์ ผลของสถานการณ์ และผู้คนที่บอกเล่าข้อมูลจริง ผู้เขียนจึงได้พานักเรียนจากกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งไปเรียนรู้ความเป็นมนุษย์และวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่หมู่บ้านตามุย

หมู่บ้านตามุยตั้งอยู่บนที่ราบขนาดเล็กระหว่างแม่น้ำโขงและส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ภูตามุย’ ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนพานักเรียนมาทุกปีการศึกษา หมู่บ้านนี้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ทำมาหากินไปตามสภาพพื้นที่ที่มีและเป็นอยู่ มีวิถีชีวิตเฉพาะตัวตามฉบับบ้านตามุย 

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

นี่จะเป็นครั้งแรกของนักเรียนชาวกรุงที่มาสัมผัส ปรับตัว พักพิง อยู่ร่วม และทำกิจกรรมกับชาวบ้าน เรียนรู้และเคารพในภูมิรู้ของผู้อื่น ฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานของชาวบ้าน ชาวบ้านเองก็ต้อนรับพวกเราเหล่าครูและผู้เรียนอย่างเป็นกันเองเสมือนลูกหลานจริงๆ เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ครูและนักเรียนแล้วว่าจะพากันปรับตัวและเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด

การเริ่มต้นอาศัยเรียนรู้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ผู้เรียนหลายคนพร้อมปรับตัวกับการอยู่ในบ้านตามุย ไม่ว่าจะเป็นที่หลับที่นอน แต่ละกลุ่มจะแยกกันไปฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานตามแต่ละบ้าน บ้านหลังละ 3 – 4 คน แต่ละหลังมีที่หลับที่นอน ทั้งที่นอน หมอน มุ้ง และพัดลม ไม่สบายเท่าอยู่บ้านสำหรับผู้เรียนเมื่อแรกเห็น แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ชาวบ้านทำให้เราแล้ว 

เรื่องอาหารการกิน ผู้เขียนได้ไปขอแต่ละบ้านตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่า ชาวบ้านกินแบบไหนก็ควรให้ผู้เรียนได้กินแบบนั้นด้วย เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิถีการกิน แต่ก็ไม่วายมีทั้งแตกต่างจากที่เคยกินและแบบที่คุ้นเคย เพราะชาวบ้านกลัวว่าผู้เรียนเหล่านี้จะกินไม่ได้ เลยทำเผื่อผู้เรียนให้กินได้ด้วย เห็นการดูแลต้อนรับอย่างใจจริงของชาวบ้านตามุยแห่งนี้ ผู้เรียนบางคนก็ยังปรับตัวได้ยาก คงต้องให้เวลาพวกเขาปรับตัวบ้าง 

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้เขียนในฐานะผู้อำนวยการเรียนรู้ เลยชี้ชวนให้ผู้เรียนลองย้อนพิเคราะห์สิ่งที่รู้สึกในใจ และลองมองภาพเช่นเดียวกันว่าชาวบ้านที่ต้อนรับเรามีใจเช่นไร ผู้เรียนรู้สึกอย่างไรกับใจพวกเขา ก็อาจพอช่วยให้ผู้เรียนได้มีสายตามองผู้อื่น เห็นใจเขาใจเราได้ 

การเรียนรู้เรื่องในหมู่บ้านเป็นอีกเรื่องที่ครูผู้อำนวยการเรียนรู้ ต้องชี้ชวนมองให้เห็นทั้งพื้นที่ ฤดูกาล อันมีผู้คนในหมู่บ้านไปสัมพันธ์ด้วย โดยทั่วไปแล้วชาวบ้านตามุยไม่มีอาชีพหลักกันสักเท่าใดนัก แต่เป็นอาชีพที่จะคอยปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล 

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ช่วงหน้าฝนชาวบ้านมักไปเก็บของป่าบนภูตามุย เช่น หน่อไม้และเห็ดนานาชนิดๆ โดยเฉพาะ ‘เห็ดระโงก’ ที่ดูจะเป็นของดีของเด่นของหมู่บ้านนี้ ถึงขนาดขายไปทั่วจังหวัดอุบลฯ และจังหวัดใกล้เคียง มักได้ราคาดี อันเนื่องด้วยดอกเห็ดงามและมีขนาดใหญ่ 

ฤดูแล้งก็มักหาไข่มดแดง ผักหวาน น้ำผึ้ง บนภูตามุย การปลูกพืชผักริมแม่น้ำโขงมักทำในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่น้ำลด ทำให้ตะกอนแร่ธาตุต่างๆ จะตกลงที่ริมแม่น้ำ เหมาะแก่การปลูกพืชได้ เช่น ข้าวโพด แตงโม ถั่วลิสง โดยเฉพาะฝ้าย ที่ชาวบ้านจะเอาไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอจากฝ้ายที่ตอนนี้เป็นสินค้าประจำหมู่บ้านไปเสียแล้ว และยังทำประมงในแม่น้ำโขง ซึ่งหาปลาได้ง่ายกว่าฤดูฝนที่เป็นช่วงน้ำหลาก น้ำจะนิ่งมากขึ้น ตะกอนตกลงที่พื้นน้ำทำให้ปลาหากินได้ง่าย โดยเฉพาะตามแก่งหินมักมีสาหร่ายแม่น้ำเกาะอยู่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าไกน้ำ อันเป็นอาหารปลาบางชนิดด้วย 

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

การได้รู้ได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพพื้นที่และฤดูกาล ซึ่งทำให้เกิดพืชพรรณต่างๆ ที่ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าพืชหนึ่งๆ จะเกิดได้ทั่วไปและทุกเวลา เหตุปัจจัยมาจากสภาพพื้นที่และอากาศ ชาวบ้านมีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมความเชื่อจากปัจจัยเหล่านี้ด้วย เช่น การตัดเห็ดให้เหลือเชื้อ เพื่อให้เกิดใหม่ในปีหน้าบนที่เดิมการเก็บของป่าที่เก็บอย่างพอดีพอกิน ไม่เก็บล้างผลาญ เคารพในเจ้าป่าเจ้าเขาที่จะปกปักษ์รักษาให้ชาวบ้านไม่มีอันตรายตอนเข้าป่าและหาของป่าเหล่านี้ให้ชาวบ้านมีกิน การไหว้บูชาแม่น้ำโขงเพื่อรำลึกถึงคุณของแม่น้ำ ที่ให้มีปลาเพื่อเลี้ยงปากท้องชาวบ้าน เป็นต้น 

ทุกอย่างมีปัจจัยเกื้อหนุนทำให้มีสิ่งต่างๆ และดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ครูไม่ใช่ผู้บอกข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ที่บอกเล่าได้ดีที่สุดคือชาวบ้านบนพื้นที่ ผู้เขียนแค่ทำหน้าที่ถามหรือปะติดปะต่อร้อยเรียงเรื่องราวเป็นเส้นเป็นสาย ให้เห็นความสัมพันธ์ของเรื่องต่างๆ เรื่องไหนยากเกินไปก็ถามนักเรียนไปทีละขั้นๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้คำตอบนั้นด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีสำหรับเขา

หมู่บ้านตามุยมีเรื่องแง่ดีแง่งามของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาความเชื่อ แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้อยู่อย่างสวยงาม ยังมีข้อติดขัดและปัญหามากมายถาโถมเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยทับซ้อนกับเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ปัญหาแม่น้ำโขงแปรเปลี่ยนไป เนื่องมาด้วยการตั้งเขื่อนหลายแห่ง แม่น้ำจึงผิดไปจากฤดูกาลที่ควรเป็น ปัญหาใหญ่ทั้งสองเรื่องนี้ส่งผลต่อปากท้องของคนในหมู่บ้านพอสมควร จากที่ควรอยู่แบบพึ่งพิงตนเองได้ ก็ต้องเปลี่ยนไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น 

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ตัวผู้เรียนไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงมากนัก ณ ที่ตรงนั้น จะรู้ได้แค่ผลกระทบที่ชาวบ้านบอกเล่า และความรู้สึกที่พวกเขาพบเจอกับปัญหานี้ ตัวผู้เรียนเองต้องเข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้น และต้องนำเรื่องเหล่านั้นกลับมาทำงานต่อที่โรงเรียน เพื่อให้เข้าใจต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้าน 

นักเรียนได้ศึกษาไปจนถึงท้ายที่สุดว่า ตัวนักเรียนเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุปัญหา โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้นักเรียนใช้ทุกวันนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราเองก็ยังจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันอยู่ แล้วเราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

หลายคนคงมีคำตอบในคำถามนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว นักเรียนจะเห็นว่าเป็นเช่นไรก็แล้วแต่ตัวนักเรียน เพราะไม่มีคำตอบสุดท้าย ผู้เขียนได้พานักเรียนมาเรียนรู้ พบเจอประสบการณ์เชิงประจักษ์ เจอความจริงบางอย่างจากหมู่บ้านตามุย จนมาถึงจุดหนึ่งที่นักเรียนต้องเริ่มคิดหรือทำเอง ไม่ใช่คอยบังคับทิศทางพวกเขาอยู่ตลอดเวลา จนผู้เรียนไม่ได้คิดเห็นอะไรได้เป็นตัวของตัวเอง 

หากทิศทางครูไม่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง คงเป็นคำตอบที่ก่อประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนจากความคิดนี้ เป็นคำตอบที่มีความคิด มีแง่งาม มีคุณค่าต่อสังคม อันจะทำให้ผู้เรียนสามารถเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไปในภายภาคหน้า อย่างที่ครูไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาเลย

พานักเรียนกรุงเทพฯ ไปเรียนรู้วิถีตามฤดูกาลที่บ้านตามุย บ้านเกิดของครูชาวอุบลราชธานี, การเรียนรู้นอกห้องเรียน, อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

Writer & Photographer

ภิญโญ เสาร์วันดี

ครูมัธยมที่ไม่ใช่นักเขียนที่เขียนได้ดี แต่อยากเขียนบอกเล่าการเรียนรู้ของครูและผู้เรียน ที่ได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์บนพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วไทย

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จับพลัดจับผลูมาอยู่ป่ายาง

ออกจากงานประจำในช่วงโควิด ระหกระเหินเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้านที่เชียงใหม่ ไปพักกายพักใจได้สามสี่เดือน จู่ๆ ตื่นเช้ามาในเรือนยาวบนเนินเขา ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ายางทางตอนใต้ของหาดใหญ่เสียนี่

ฉันนอนจมอยู่กับความคิด เสียงจิ้งหรีดและเสียงน้ำไหลอยู่บนห้องนอน บางครั้งก็อดคิดกลับไปไม่ได้ 

ฉันมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ยังไงนะ

ย้อนกลับไปสมัยอนุบาล ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอยู่หลายคืน จนกระทั่งพ่อแม่ตัดสินใจเอาลูกออกมาทำโฮมสคูลเองจนถึง ป.4 ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่บ้าน จำได้สนิทใจว่าฉันรักการเรียนรู้มาก กระตือรือร้นและสนใจอะไรไปหมดทุกอย่าง 

แต่พอเข้าโรงเรียน ไฟแห่งการเรียนรู้ก็ค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย จนถึงมหาลัย ฉันค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบการเรียนในระบบเอาเสียเลย และอยากจะหาเรื่องออกนอกกรอบอยู่เรื่อยๆ ความคิดที่จะทำงานเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกจึงติดอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง เห็นโพสต์รับสมัครคุณครูจากโรงเรียนทางเลือกเปิดใหม่ในหาดใหญ่แห่งหนึ่ง

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ฉันนั่งว่างๆ ไม่มีอะไรทำที่บ้านอยู่แล้ว เลยลงมือเขียนอีเมลยาวยืดฉบับหนึ่ง สาธยายถึงประสบการณ์ งานอดิเรกต่างๆ นานา และความสนใจในการศึกษาทางเลือกของตัวเอง 2 เดือนหลังจากนั้น ฉันก็มาโผล่อยู่บนโรงเรียนเล็กๆ ในป่าใหญ่ กับคำนำหน้าใหม่ที่ทุกคนพร้อมใจกันตั้งให้ว่า ‘คุณครูพี่เฟิร์น’

จับพลัดจับผลูมาเป็นคุณครู

ก่อนมาเริ่มงานใหม่นี้ เพื่อนๆ หลายคนที่เคยทำงานกับเด็กๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เธอต้องได้เรียนรู้อะไรจากเด็กๆ มากมายแน่ๆ เลย” ฉันฟังหูไว้หู พยายามมีความคาดหวังให้น้อยที่สุด ก่อนวันแรกในการสอนจะเริ่มต้นขึ้น

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

เด็กๆ ปฐมวัยจะมีกิจวัตรประจำวันชัดเจน ช่วงเช้าจะเรียนรู้นอกห้องเรียนกับธรรมชาติรอบโรงเรียนนี่แหละ ทั้งการเล่นแบบอิสระและการเล่นที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่าง คล้ายๆ กับ Forest Kindergarten ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุโรปนั่นเอง ส่วนตอนบ่าย เด็กๆ ที่ไม่นอนกลางวัน จะมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนเองอยากทำในมุมต่างๆ ทั้งศิลปะ ภาษา ตัวเลข ทำอาหาร หรือมุม Loose End ให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ที่เล่ามานี่แค่คร่าวๆ เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องการศึกษามีรายละเอียดที่ต้องเอาใจใส่เยอะมาก แนวทางการเรียนการสอนหลักของที่นี่ คือการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ผ่านการตั้งคำถามและการสืบค้น (Inquiry-based Learning) เราจะไม่ให้คำตอบกับเด็ก แต่สนับสนุนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวให้เป็น และหล่อเลี้ยงความพิศวงของวัยเด็กให้คงอยู่กับพวกเขาไปจนโต

หน้าที่หลักของครู จึงไม่ใช่การหาความรู้มาสอนเด็ก แต่เป็นการฝึกทักษะการ ‘สังเกต’ เด็กๆ โดยไม่มีการตัดสินใดๆ สังเกตทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะมนุษย์ทั่วไป (อย่างฉัน) บ่อยครั้งจะตอบสนองกับสิ่งที่เห็นด้วยประสบการณ์เก่าของตนเองโดยอัตโนมัติ จึงต้องคอยดึงสติให้กับมีอยู่กับปัจจุบันตรงหน้านี้อยู่เสมอ

คุณครูที่นี่จึงต้องมีการเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจากเด็กๆ เลย

และหลายครั้ง การเรียนรู้ของฉัน ก็เกิดขึ้นจากการสังเกตเด็กๆ นั่นแหละ

มาเรียนรู้จากเด็กๆ

จะเรียกว่าเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ที่เราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีการตัดสิน ไม่มีความลำเอียงใดๆ และเมื่อไหร่ที่การเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ สกิลล์ของการ ‘ด้นสด’ ก็ต้องถูกงัดออกมาใช้บ่อยๆ เพราะแนวทางของเราคือเอาความสนใจของเด็กเป็นศูนย์กลาง ถ้าพวกเขาไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราเตรียมไว้ บางครั้งก็ต้องมาคิดกันหน้างาน ว่าพลิกสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร ให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

จะจัดการกับเด็กสองคนที่ทะเลาะกันตรงหน้าอย่างไรดี 

แล้วเราควรจะเข้าไปจัดการแทนเด็กๆ ไหม 

มีเรื่องอะไรบ้างรึเปล่า ที่ถึงเราไม่ยื่นมือเข้าไป เด็กๆ ก็จัดการกันเองได้ 

เมื่อสังเกตไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นวิธีการเลี้ยงดูของแต่ละบ้าน ซึ่งมีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเด็ก ทั้งในเรื่องลักษณะนิสัย วิธีการจัดการปัญหา หรือแม้แต่ ‘การยอมรับ’ ที่ได้รับจากที่บ้านไม่เต็มที่ ทำให้พยายามเรียกร้องออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ให้คนรอบข้างมองเห็นและยอมรับพวกเขา 

พอได้เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งเข้า หลายครั้งฉันนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตัวเองในใจ (และผ่านประโยคบอกเล่าทางโทรศัพท์) ด้วยความรู้สึกอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยได้เข้าใจมาก่อน จนได้มาเจอ และมาอยู่กับเด็กๆ เหล่านี้-ป๊ากับแม่เลี้ยงฉันได้ขนาดนี้ โคตรเก่งเลยว่ะ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

นอกจากนั้น การได้อยู่กับ ‘ความใส’ ของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ดึงเอาความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในใจฉันลึกๆ ออกมาอีกครั้ง ทั้งความทรงจำดีๆ หนังสือนิทานเล่มโปรดในวัยเด็ก ที่ฉันได้เอามาแบ่งปันให้พวกเขาฟัง หรือการได้กลับไประลึกถึงวัยเด็กของตัวเอง ที่ถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักอีกครั้ง กว่าจะมาเป็นฉันผู้กินผักได้เยอะขนาดนี้ จนถึงวันนี้ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้เด็กที่นี่ลองหัดกินผักดูบ้าง ซึ่งกับเด็กบางคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

แต่พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สมาธิที่ดีขึ้น หรือทัศนคติต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้เป็นอย่างดี

ทั้งในตัวเด็กๆ และในตัวของครูเอง

เมื่อได้เห็นความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ (อย่างการเด็ดดอกไม้ป่ามากินเล่นกันอย่างสนุกสนาน) โดยปราศจากความกลัว หรือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสๆ ที่เกิดจากความสุขในขณะนั้น เมื่อพวกเขาได้เล่นน้ำฝนเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันจึงได้แต่คอยย้ำเตือนกับตัวเองว่า

‘อย่าลืมให้ความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวเธอ ได้ออกมาใช้ชีวิตบ้างล่ะ’

มาเรียนรู้จากธรรมชาติ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ธรรมชาติรอบตัวเรา เต็มไปด้วยบทเรียนไม่รู้จบสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์หลากหลายชนิด แมงมุม แมงไหม คางคก ปลา กุ้งตัวจิ๋วในลำธาร หรือการเดินของมด เด็กๆ เฝ้าสังเกตกันนานอย่างไม่รู้เบื่อ 

แม้แต่มื้ออาหารแต่ละวันของพวกเรา ก็เป็นการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

เด็กเมืองหลายคนที่มาเรียนที่นี่ เคยชินกับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินข้าวนอกบ้านอยู่บ่อยๆ แต่อาหารที่เราให้เด็กๆ กิน ไม่ใช่ของที่พวกเขาเคยชินเลย ทั้งผลไม้หลากหลายชนิด ขนมเค้กโฮมเมด ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้อย่างขนมปำจี ขนมโค หรือขนมดอกบัว บางอย่างคุณครูต่างพื้นที่อย่างฉันก็เพิ่งจะลองชิมเป็นครั้งแรกกับเด็กๆ นั่นแหละ

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ส่วนอาหารกลางวัน ต้องมีผักใบเขียวทุกมื้อ พร้อมน้ำพริกกับ ‘ผักเหนาะ’ รสฝาดหลากหลายชนิด อาหารทะเลปลอดสารพิษ และไข่ไก่ออร์แกนิก มาแรกๆ ต้องปรับตัวกันอยู่บ้าง ผ่านมาไม่กี่เดือน ตอนนี้กินอาหารกันได้หลากหลาย ทั้งอาหารเหนือ อาหารใต้ อาหารฝรั่ง แม้แต่อาหารอินเดีย วันไหนไปเดินป่า เจอเห็ดกินได้หรือหน่อไม้อ่อนๆ เด็กๆ ก็เก็บมาให้ป้าแม่ครัวลองทำอาหารให้กิน แถมบางมื้อยังได้ลงมือก่อไฟ ย่างปลา เจียวไข่ และหุงข้าวกินกันเองด้วย

ฉันกับเพื่อนครูอีกคนก็ไม่ต่างกัน พวกเราได้ธรรมชาติเป็นเพื่อนสนิทอีกคน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหาดใหญ่เท่าไหร่ แต่การเข้าเมืองแต่ละที ถ้าไม่มีรถก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กิจกรรมวันหยุดส่วนมากจึงเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดินเที่ยวตลาดนัดยามเช้าแถวบ้าน มีอาหารพื้นบ้านแปลกๆ ให้ลองชิมมากมาย พอกินอิ่มก็ไปเดินช้อปเสื้อผ้ามือสองกันต่อ แล้วเอามาอวดกัน ว่ากางเกงตัวนี้ 20 บาท เสื้อตัวนี้ 10 บาท เป็นความสุขเล็กๆ ราคาสบายกระเป๋าของชีวิตแถวนี้นี่เอง

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

แม้การได้ออกไปเที่ยวเล่นในเมืองจะช่วยเติมสีสันใช้ชีวิตได้บ้าง สุดท้ายแล้วความสงบของธรรมชาติบนเนินลูกกอ หรือ Chestnut Hill ก็เป็นที่ชาร์จพลังงานดีๆ ให้เราอยู่เสมอ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด ฟังเสียงนกร้อง น้ำไหล เดินลงบันได 77 ขั้นไปนอนเล่นบนหินก้อนใหญ่ ซึมซับเสียงลำธารรอบๆ ตัว มองดูสีของท้องฟ้ายามเย็นที่ไม่เคยซ้ำกันสักวัน ค่ำไหนโชคดีหน่อย ก็ได้นั่งจิบไวน์ลูกหม่อนโฮมเมดที่เพื่อนครูอีกคนเอามาฝาก เหม่อมองดูพระอาทิตย์ตกดิน เคล้าบทสนทนาของชีวิต ต่อด้วยการนอนดูดาวแสนสุกสกาวในคืนวันฟ้าใส

แต่ชีวิตในป่าก็ไม่ได้สุขสบายไปซะทุกวัน หลายเดือนที่ฝนตกยาวติดต่อกัน ของรักของหวงทั้งหลายที่ขนมาด้วยทยอยขึ้นรากันไปทีละชิ้น ฉันผ่านทั้งอารมณ์หงุดหงิด โมโห เสียใจ และพยายามจะต่อสู้กับธรรมชาติ (และความชื้น) จนสุดท้ายถึงได้ยอมรับว่า ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่กว่าเรามากนัก 

ฝืนไปข้างในเราก็เหนื่อยเปล่า สุดท้ายก็ต้องยอมรับ และปล่อยวางมันเสีย

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

มองย้อนกลับไป ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าตัวเองมาเป็นครู หรือมาเป็นนักเรียนกันแน่

คงจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันนั่นแหละ

เป็นครู ที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

เป็นครู ที่ไม่ได้มาป้อนความรู้ให้เด็กๆ

เป็นครู ที่มาแบ่งปันประสบการณ์

และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เฟิร์น ศรีปุงวิวัฒน์

กำลังเร่ร่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรียนรู้โลกและตัวเองผ่านภาษา วัฒนธรรม และผู้คนที่พบเจอ โดยมีอาหารเป็นเข็มทิศนำทางให้ได้ไปรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆ และเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนแปลกหน้าท้องถิ่นที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load