เราชอบกาแฟออร์แกนิกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

ต้องขอบคุณมันสมองของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่าการดื่มกาแฟออร์แกนิกช่วยให้เรามีสุขภาพดีขึ้น

ต่อมา ต้องขอขอบคุณนักภูมิศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกาแฟออร์แกนิก ว่าไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถปลูกกาแฟออร์แกนิกได้ แต่เกิดขึ้นได้บนพื้นที่สูง อุดมสมบูรณ์ อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และมีความชื้นที่เพียงพอเท่านั้น

นั่นเท่ากับว่าการปลูกกาแฟออร์แกนิกในประเทศไทยจะเกิดขึ้นบนภูเขาหรือพื้นที่ของชาวไทยภูเขา

ไม่เพียงให้ผลผลิตชั้นดี ผลพวงจากการปลูกกาแฟออร์แกนิกคือ การช่วยรักษาผืนป่าให้ยังคงธรรมชาติที่สมบูรณ์

ได้ยินอย่างนี้แล้วมันน่าชื่นใจใช่ไหมคะ กาแฟแสนอร่อยที่เราดื่มช่วยรักษาป่าไม้ได้ด้วย อย่ารอช้าเลยค่ะ รีบแบกเป้ขึ้นดอยไปเรียนรู้ที่มาของกาแฟออร์แกนิกที่ว่ากันดีกว่า

กาแฟออร์แกนิก

1

สูงแค่ไหนก็ไปถึง

1,200 เมตร คือความสูงเหนือระดับน้ำทะเลของหมู่บ้านป่าคาหรือบ้านแม่แจ๋ม ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง แหล่งปลูกกาแฟออร์แกนิกอาราบิก้าของอินทนิลที่เรากำลังเดินทางไป

สมัยก่อนพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ปลูกยาฝิ่น ต่อมาในปี 2530 ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเมืองหนาวอย่างกาแฟและแมคคาเดเมีย จนถึงปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้หลักจากพืช 2 ชนิดนี้

หลายร้อยโค้งที่รถวิ่งผ่าน วิวข้างทางคือภูเขาทางภาคเหนืออันเขียวชอุ่มบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าพื้นที่ป่าแถวนี้อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน

รถที่เรานั่งมาเริ่มลัดเลาะเข้าหมู่บ้าน เลี้ยวเข้าทางขึ้นภูเขาไปยังไร่กาแฟ ทางขึ้นทั้งลาดชันและยังไม่เป็นถนนหนทางที่ดีนัก แต่ทางที่ดีคือเราควรเตรียมใจไว้ก่อนซะตั้งแต่ตอนนี้ว่าการเดินขึ้นไปเก็บกาแฟบนภูเขาน่าจะไม่ง่ายสำหรับคนเมืองอย่างเรา

รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเร่งเครื่องขึ้นทางชันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเบรกดังเอี๊ยด เป็นอันว่าถึงที่หมายเรียบร้อย

กาแฟออร์แกนิก

พี่ปาว-เลาสาร แซ่จ๋าว กับ พี่ดาว-วิภารัตน์ แซ่จ๋าว คือเจ้าของไร่ชาวมูเซอที่จะพาเราเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดของการทำกาแฟออร์แกนิก ทั้งสองปลูกกาแฟบนภูเขาลูกนี้มานานกว่า 20 ปี ส่วนพี่ปาวเองก็เป็นทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้นำการปลูกกาแฟแบบออร์แกนิกของหมู่บ้านแม่แจ๋ม ที่ชักชวนให้คนอื่นในหมู่บ้านหันมาปลูกกาแฟแบบออร์แกนิกกัน

พวกเขาทั้งสองดูพร้อมมากกับการที่จะพาเราเดินขึ้นไปเก็บกาแฟด้วยกัน

2

เขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้

เขาที่ว่าคือภูเขาและป่าไม้

ไร่กาแฟออร์แกนิกขนาด 14 ไร่แห่งนี้ คือหนึ่งในไร่กาแฟอาราบิก้าที่อินทนิลรับซื้อจากกลุ่มเกษตรภาคเหนือ ไร่กาแฟของพี่ปาวอยู่บนภูเขาที่เป็นจุดสูงสุดของหมู่บ้าน ใกล้แหล่งต้นน้ำ และอยู่ทางซีกภูเขาฝั่งตะวันตก นั่นหมายความว่าต้นกาแฟทุกต้นจะได้รับความชื้นเพียงพอจากผืนดินที่กักเก็บน้ำ มีต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงา ได้รับแสงแดดเต็มที่ในตอนเช้า และไม่โดนแดดบ่ายที่แรงเกินไป

กาแฟออร์แกนิก

พี่ปาวและพี่ดาวพาเราเดินขึ้นไร่บนทางชันชวนท้อใจ เราต้องฝ่าหญ้ารก ดินที่ชื้นจนน่ากลัวจะลื่น ฝ่าด่านกิ่งต้นกาแฟบางส่วน บางช่วงของทางเดิน (ที่ไม่อยากเรียกว่าทางเดินเลย) เราต้องใช้มือทั้งสองยึดโยงตัวเองกับกิ่งกาแฟไว้เพื่อไม่ให้ลื่นตกเขาลงไป

ยอมรับกันตรงนี้อย่างไม่อายเลยว่าทั้งกลัวและเหนื่อยมาก แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าขาทั้งสองข้างมีสมรรถภาพแห่งการเดินบนพื้นที่ลาดชันได้อย่างดี

“เดินเก่งมากเลยครับ” พี่ปาวหันมาบอกเราแล้วหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะหยุดที่ต้นกาแฟต้นหนึ่งแล้วค่อยๆ เก็บผลผลิต

สองสามีภรรยาคู่นี้กำลังใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งค่อยๆ หมุนเก็บผลกาแฟเชอร์รี่สีแดงก่ำทีละลูกลงกระบุงสานไม้ไผ่ของชาวมูเซอ พวกเขาต้องคอยระวังไม่ให้ผลสีเขียวร่วงผสมลงมา แล้วพี่ปาวก็เริ่มเล่าถึงการปลูกกาแฟในไร่นี้ให้เราฟัง

กาแฟออร์แกนิก กาแฟออร์แกนิก

“เมื่อก่อนผมก็ปลูกแบบใช้สารเคมีนะ ผลผลิตสวยก็จริง แต่ผืนดินตรงนี้แข็ง ไม่ร่วนซุย ไม่เป็นสีดำและนิ่มแบบนี้ ผมต้องซื้อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ธรรมชาติตรงนี้ก็โทรมลง เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นปลูกแบบออร์แกนิกประมาณ 6 – 7 ปีมานี้เอง เพราะเห็นว่ามีตลาด อินทนิลเขาก็อยากรับซื้อ

กาแฟออร์แกนิก

กาแฟอินทนิลไม่ใช่แค่เป็นแบรนด์กาแฟที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟออร์แกนิกอาราบิก้ามากที่สุดในประเทศไทย  แต่เป็นกาแฟที่ใช้ไบโอพลาสติกมากที่สุดอีกด้วย และจากนโยบายที่อินทนิลเปลี่ยนมาใช้แก้วพลาสติกด้วยวัสดุแบบย่อยสลายในธรรมชาติได้ 100 เปอร์เซ็นต์ (Bio Cup) เป็นรายแรกๆ เมื่อหลายปีก่อน รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ฝาแบบยกดื่ม (อินทนิลฝาใหม่ไม่หลอด) ในปีที่ผ่านมา ก็คงจะพอทำให้รับรู้ได้ว่าแบรนด์นี้น่ารักและรักษ์โลกขนาดไหน

ตัดภาพมาที่พี่ชายชาวมูเซอตรงหน้า เขายังคงง่วนอยู่กันการเก็บผลกาแฟเชอร์รี่ แล้วเล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ

กาแฟออร์แกนิก

กาแฟออร์แกนิก

“แรกเริ่มเลย ผมต้องเปลี่ยนการใส่ปุ๋ยก่อน ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จากที่ให้ปุ๋ยเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นผสมปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ให้ต้นกาแฟเขาปรับตัว แล้วลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงเรื่อยๆ จนตอนนี้ใส่แต่ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวแล้ว ก็คือเปลือกกาแฟกับขี้วัวนั่นแหละ ตรงนี้ก็มีใบไม้ทับถม มันก็เป็นปุ๋ยให้ต้นกาแฟได้อีก ต้นกาแฟมันก็เหมือนคนนะ ได้กินอาหารธรรมชาติเขาก็อยู่ได้นาน” ชายวัย 39 ปีตรงหน้าชี้ให้เห็นเราดูใบไม้และกิ่งไม้ที่ทับถมกันอยู่ใต้ต้นกาแฟ พวกมันคือแหล่งอาหารชั้นดีของต้นกาแฟออร์แกนิก

การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องใช้เวลา แม้แต่การเปลี่ยนวิถีการปลูกกาแฟของคนที่นี่เอง พี่ปาวก็ต้องค่อยๆ ชักชวนชาวบ้านคนอื่นๆ มาปลูกกาแฟแบบออร์แกนิกโดยการทำเป็นตัวอย่างให้เห็นว่ากาแฟออร์แกนิกขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาด จนตอนนี้ที่นี่มีพื้นที่ปลูกกาแฟออร์แกนิกอาราบิก้าในหมู่บ้านครอบคลุมประมาณ 70 เปอร์เซ็นแล้ว แถมธรรมชาติตรงบริเวณไร่กาแฟก็ดีขึ้นในระดับที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์

กาแฟออร์แกนิก

ความพิเศษอย่างหนึ่งที่เราสังเกตได้ตั้งแต่แรกคือ ต้นกาแฟในไร่แห่งนี้อยู่ใต้ต้นแมคคาเดเมีย พี่ปาวให้เหตุผลกับเราว่ามันจะช่วยให้รสกาแฟมีความหอมมันเหมือนกับลูกแมคคาเดเมีย บางวันก็มีกระรอกและนกมากินผลผลิตให้พออิ่มท้อง เจ้าของไร่อย่างเขาอนุญาตให้ธรรมชาติได้พึ่งพิงดูแลซึ่งกันและกัน

“เราปลูกกาแฟอยู่บนที่สูงและอยู่ต้นน้ำ เพราะฉะนั้น ถ้าเราใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง สิ่งแวดล้อมก็จะเริ่มอยู่ไม่ได้ จุดมุ่งหมายของออร์แกนิกคือทำยังไงก็ได้ให้กลับมาเป็นธรรมชาติที่สุด” เขาว่าอย่างนั้น

ไม่ช้าไม่นานผลกาแฟเชอร์รี่ก็ถูกเก็บจนเต็มกระบุง พร้อมเดินทางลงจากยอดเขา เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

กาแฟออร์แกนิก กาแฟออร์แกนิก

3

รสชาติของงานละเอียด

กาแฟออร์แกนิก กาแฟออร์แกนิก

ผลกาแฟเชอร์รี่ที่ได้มาถูกนำไปแช่ในบ่อน้ำกลางหมู่บ้านเพื่อทำการคัดแยก ลูกที่ลอยน้ำขึ้นมาจะถูกคัดทิ้ง เป็นอันว่าไม่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารอบต่อไป

เราเดินทางขึ้นมาถึงโรงกะเทาะเปลือกหลังน้อยที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านของครอบครัวพี่ปาว สองข้างทางเรียงรายไปด้วยสวนกาแฟขนาดย่อมของบ้านข้างเคียง มีลานตากกาแฟรายล้อมอยู่อย่างละลานตา

บ้านไม้ สวนกาแฟ ลานตากไม้ไผ่ สลับกันไปกันมาอย่างนี้ตลอดเส้นถนน

โรงกะเทาะเปลือกอายุสิบกว่าปีหลังนี้มีหน้าที่ตามชื่อของมัน สองสามีภรรยาช่วยกันตักกาแฟเชอร์รี่คุณภาพเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกออกอย่างขะมักเขม้น เครื่องจะพ่นเปลือกไปยังอีกฝั่ง คัดแยกไว้รอเอาไปทำเป็นปุ๋ย ไม่มีอะไรในที่นี้ไร้ประโยชน์

กาแฟออร์แกนิก

กาแฟกะลาที่ได้จะยังคงมีเมือกติดจากเปลือก พี่ปาวจะเอาเมล็ดกาแฟเหล่านี้ใส่ในกระสอบแล้วปล่อยให้พวกมันนอนแช่น้ำประปาภูเขา 1 คืนเพื่อทำการชำระล้างเมือกตัวเอง เช้ามา พี่ปาวก็จะเทเมล็ดกาแฟเหล่านั้นลงกะละมังเพื่อล้างด้วยน้ำประปาภูเขาอีกประมาณ 3 – 4 รอบ เขาบอกเราว่า หากล้างน้ำเยอะเกินไป รสชาติกาแฟที่ได้จะจางและไม่อร่อย

กาแฟออร์แกนิก

ความละเอียดลออของคนทำกาแฟส่งต่อมาเป็นคุณภาพของรสชาติที่ดีนี่เอง

และเมื่อเมล็ดกาแฟถูกล้างเสร็จแล้วก็เข้าสู่กะบวนการตากให้แห้ง ขั้นตอนนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นเชื้อเพลิง   

เมล็ดกาแฟสีขาวและสีน้ำตาลที่ผสมปะปนกันอยู่ จะถูกเทลงตะแกรงไม้ไผ่ที่ยกสูงเกือบเมตร พี่ปาวและพี่ดาวจะต้องช่วยกันแบ่งกลุ่มเมล็ดเหล่านี้ตามสีทีละเม็ดด้วยสองมือและสองตา กว่าจะเสร็จก็กินเวลานานเกินสัปดาห์

กาแฟออร์แกนิก กาแฟออร์แกนิก

เมล็ดสีเข้มกว่าจะถูกนำไปสี คั่วให้เข้ม แล้วขายได้เป็นกาแฟดำหรือกาแฟโบราณ ส่วนเมล็ดกาแฟสีนวล หลังสีเสร็จแล้วจะสามารถเก็บไว้ส่งให้อินทนิลนำไปคั่วต่อได้

ด้วยพื้นที่หมู่บ้านที่มีอากาศหนาวเย็นและแสงแดดอ่อน พวกเขาต้องใช้เวลาถึง 15 วันกว่าเมล็ดกาแฟจะแห้งพร้อมคั่ว แต่ถ้าเป็นพื้นที่ข้างล่างที่มีแสงแดดแรง กระบวนการนี้จะใช้เวลาแค่ 5 วัน และเมื่อมีความชื้นไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าผ่าน พร้อมส่งต่อให้ผู้บริโภค

อินทนิลจะส่งคนมารับซื้อกาแฟเหล่านี้ถึงหมู่บ้าน พร้อมนำเมล็ดกาแฟชั้นดีส่งต่อถึงคนรักกาแฟผ่านเมนูเครื่องดื่มแสนอร่อย

อดทนกันอีกนิดนะคะ เราจะได้ดื่มกาแฟกันแล้ว

4

จากธรรมชาติสู่ธรรมชาติ

แบรนด์กาแฟอินทนิลพยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า แค่ดื่มกาแฟคุณก็มีส่วนช่วยธรรมชาติได้

ไม่ใช่แค่เมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือกาแฟออร์แกนิกจากธรรมชาติที่อินทนิลเลือกใช้ แต่ทุกแก้วของอินทนิลคือวัสดุชีวภาพ ผลิตจากพืชและย่อยสลายสู่ธรรมชาติด้วยตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

จากต้นกาแฟบนป่าเขาถึงแก้วกาแฟของอินทนิลที่คุณกำลังถือ ล้วนหวนคืนสู่ธรรมชาติทั้งสิ้น เม็ดเงินจากการซื้อกาแฟสักแก้วก็เดินทางไปเป็นรายได้เลี้ยงปากท้องของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเช่นกัน

ยังไม่หมดแค่นี้

นอกจากเมล็ดอาราบิก้าจากไร่กาแฟของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือที่อินทนิลรับซื้อมาตลอด 12 ปี ในปี 2562 แบรนด์อินทนิลวางแผนไว้ว่าจะสามารถรองรับผลผลิตกาแฟออร์แกนิกอาราบิก้าให้ได้ 30 ตัน ถึงเวลานั้นเราคงได้เห็นวิถีการปลูกกาแฟอาราบิก้าแบบออร์แกนิกที่ช่วยรักษาป่าเพิ่มขึ้นอีกหลายพื้นที่

ไม่ใช่แค่น่าสนใจ แต่มันน่าชื่นใจจริง ๆ

รู้ขนาดนี้แล้ว ไปดื่มกาแฟอินทนิลด้วยกันนะคะ

กาแฟออร์แกนิก

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

การเดินทางที่ยาวไกลและนานที่สุดของฉัน เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันบินจากไทยมายุโรป เพื่อเรียนต่อ ป.โท สาขา วรรณกรรม สื่อ และวัฒนธรรมเด็ก (Children’s Literature, Media, and Culture-CLMC) 

CLMC เป็นคอร์ส ป.โท 2 ปี ในโครงการ Erasmus Mundus ของสหภาพยุโรป (EU) มีมหาวิทยาลัยร่วมกันสอน 6 แห่ง คือ Tilburg University (เนเธอร์แลนด์), Universidad Autónoma de Barcelona (สเปน), University of Wrocław (โปแลนด์), Aarhus University (เดนมาร์ก), University British Columbia (แคนาดา) และมี University of Glasgow ที่สกอตแลนด์เป็นแม่งาน นั่นหมายความว่า เราเริ่มเรียนเทอมแรกและกลับไปรับปริญญาที่นั่น ส่วนระหว่างนั้นนักเรียนก็เดินทางย้ายไปประเทศต่าง ๆ เทอมสองไปเดนมาร์ก ปิดเทอมใหญ่ไปแคนาดา (ซึ่งเราไม่ได้ไปกันเพราะล็อกดาวน์) 

เทอมสามพวกเราต้องเลือกว่าจะไปเรียนต่อสาขาอะไรเป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กับการฝึกงาน เราเลือกไปเรียนด้าน ‘การส่งเสริมการอ่าน’ (Promotion of Reading) ที่สเปน เพื่อนบางคนเลือกไปเรียนสาขา ‘การข้ามวัฒนธรรมของวรรณกรรม’ (Transcultural Trajectories) บ้างก็เลือกเรียนด้าน ‘ภาพยนตร์และการสร้างการมีส่วนร่วม’ (Film and Participatory Culture) และเทอมสุดท้าย พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ใน 6 ประเทศนี้ เพื่อเขียนทีสิสกับอาจารย์ที่ปรึกษา 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เพื่อน ๆ CLMC รุ่น 1 ฉลองคริสต์มาสแรกด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

พวกเราเหล่านักเรียนแซวกันว่า การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทุก 3 – 4 เดือนแบบนี้ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายประเทศไปแล้ว ไหนจะต้องกรอกเอกสารทำวีซ่า เจอตำรวจ แพ็กของ จองเวลาขนของ ซ่อมกระเป๋าลาก ฯลฯ ถ้าหางานด้านวรรณกรรมเด็กทำไม่ได้ ลองไปเปิดบริษัทช่วยคนย้ายประเทศดูก็แล้วกัน

ข้อเสียของการเดินทางเยอะ ๆ แบบนี้ คือพวกเราต้องรับมือกับความไม่แน่นอน ความเครียดจากการหาที่อยู่ แพ็กของ วางแผนเดินทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับตัวเข้ากับผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป (จากสังคมคนนอนเร็วในเดนมาร์ก มาสู่สังคมไม่หลับไม่นอนในสเปน) และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเรียนคอร์ส ป.โททั่ว ๆ ไป ส่วนหนึ่งเพราะค่าที่พักระยะสั้น (แพงกว่าอยู่ 1 ปีเต็ม) ไหนจะค่าเดินทางอีก เรียกได้ว่าถ้าเราไม่ได้ทุน ก็คงไม่มีโอกาสได้มาเรียนคอร์สนี้เลยตลอดชีวิต

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
กว่าจะถึงบาร์เซโลนา…

ส่วนข้อดีก็คือ พวกเราได้เห็นหนังสือ/สื่อเด็ก ห้องสมุด ร้านหนังสือ เทศกาลหนังสือมากมายหลายแบบ ซึ่งทลายความเชื่อเดิมหลาย ๆ อย่างโดยสิ้นเชิง เช่น อะไรคือสิ่งที่เด็กควรอ่าน ไม่ควรอ่าน เข้าใจ ไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้ว ‘เด็ก’ คือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร 

แม้ในวันที่เรียนจบมาแล้ว เราก็ยังคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ ซึ่งเราว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะ ‘วัยเด็ก’ ไม่ใช่อะไรที่คงที่ เด็กเมื่อวานนี้ วันนี้กับพรุ่งนี้แตกต่างกัน และเด็กคนหนึ่งก็ต่างจากเด็กอีกคนหนึ่ง หากเรามีความเชื่อบางอย่างฝังหัวว่าเด็กเป็นแบบนั้นแบบนี้ เท่ากับเราหยุดรับฟังและสังเกตเด็กจริง ๆ แล้วด่วนตัดสินพวกเขาจากมุมมองของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ขยายขอบเขตความเข้าใจเรื่อง ‘วรรณกรรมเด็ก’ ให้กว้างขึ้น

ก่อนจะมาเรียนต่อ คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ของเราจำกัดอยู่แค่หนังสือสำหรับเด็ก เช่น บอร์ดบุ๊ก นิทานภาพ หนังสือสารคดี/ความรู้สำหรับเด็ก หนังสือเรียน วรรณกรรมแปล อย่างหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ห้าสหายผจญภัย นิตยสารเด็ก เช่น เพื่อเพื่อนรัก เล่มโปรด ไปจนถึงนิยาย Young Adult ซึ่งเอาจริง ๆ แค่นี้ก็เยอะมากแล้ว

แต่คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในเชิงวิชาการที่เราเรียนมากว้างกว่านั้น มันรวมถึงงานเขียนทุกอย่างที่เด็ก (0 – 18 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) เข้าถึง รับสาร และเรียนรู้บางอย่างจากมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ 

มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก พวกเราอ่านอะไรกันบ้าง

สำหรับเรา ตอนเด็ก ๆ เราอ่านอะไรหลายอย่าง นอกจากหนังสือสำหรับเด็กที่เราว่ามาแล้ว เราก็อ่านการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเต็มไปด้วยมุกแนวผัวเมีย ผู้หญิงนมใหญ่เอวคอด มังงะ นิตยสารแนวสารคดี เวลาไปร้านบะหมี่หน้าปากซอย เราก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ (ซึ่งมักเต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรม) เวลาไปร้านทำผม เราอ่านนิตยสารแฟชั่น ขวัญเรือน นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เราก็อ่านงานเขียนออนไลน์ด้วย เช่น แฟนฟิค แปลการ์ตูน แปลเพลง ในเว็บเด็กดี และ Exteen ที่เด็ก ๆ อย่างเราเขียน อ่าน และวิจารณ์กันเอง

แม้จะฟังดูไม่เหมือนสิ่งที่เขียนมาเพื่อเด็ก แต่ในแง่การทำวิจัยสาขาวรรณกรรมเด็กแล้ว ทั้งหมดนี้เข้าข่ายวรรณกรรมเด็กทั้งสิ้น เพราะมันเป็นงานเขียนที่เด็กอ่าน และงานบางชิ้นเด็กเป็นผู้ผลิตเองด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะตั้งใจให้เด็กด้วยกันอ่านหรือไม่)

งานเขียนที่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมเสมอไป แต่ครอบคลุมถึงสื่อสมัยใหม่จำนวนมาก เช่น อีบุ๊ก ออดิโอบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน บทโทรทัศน์-ภาพยนตร์-วิดีโอเกม เพลง แม้แต่ข้อความทวิตเตอร์ ก็อยู่ในขอบข่ายของงานวิจัยด้าน ‘วรรณกรรมเด็ก’ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดารอให้เราหยิบมาอ่านและประยุกต์ใช้ อยากรู้ไหมว่าแฟนฟิคส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร มีคนทำวิจัยไว้แล้ว อยากรู้ไหมว่าหนังสือไร้คำมีประโยชน์ตรงไหน ก็หางานวิจัยอ่านได้เยอะแยะ 

ด้วยคำจำกัดความอันกว้างไกล ในคอร์สนี้เราเลยไม่ได้ทำรายงานแค่เกี่ยวกับ ‘หนังสือเด็ก’ เท่านั้น แต่ได้วิเคราะห์ทั้งเกม การใช้เฟซบุ๊กเพจของเด็กไทย แฟนฟิค กิจกรรมส่งเสริมการอ่านแบบทั้งจังหวัด ฯลฯ แล้วจบที่การเขียนทีสิสเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ในรายการทีวีเด็ก Horrible Histories (ชื่อไทย : ประวัติศาสตร์โหด-มัน-ฮา) เพื่อต่อต้านอำนาจนิยม 

วรรณกรรมหลากหลาย เพื่อสังคมที่เปิดกว้าง

อีกสิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือ การที่เราได้เห็นวรรณกรรมเด็กที่หลากหลาย ได้เห็นว่าผู้ใหญ่ในแต่ละสังคมมองเด็ก ๆ อย่างไร แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งก็คือสังคมของเขานั้นเป็นอย่างไร 

ก่อนที่เราจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน อ.ศิริพร ศรีวรกานต์ ผู้สอนวิชา Children’s Literature ให้เราที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เราตระหนักว่า หนังสือเด็กเป็นมากกว่าแค่หนังสืออ่านสนุกหรือหนังสือเรียน แต่คือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ 

ถ้าเราอยากให้คนในประเทศเรา มีความคิดเปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย และต่อสู้เพื่อความเสมอภาคสำหรับทุกคน เราต้องเริ่มให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า คนในสังคมมีหลายเชื้อชาติ มีที่มา หน้าตา ความสามารถ ความชอบวิถีชีวิต ความคิดแตกต่างกัน ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของสังคมก็มีได้หลายแบบ ไม่ว่าจะครอบครัวผู้ปกครองคนเดียว ครอบครัวบุญธรรม ครอบครัวพ่อสองคน แม่สองคน ฯลฯ และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ถ้าอยากให้ประเทศเรามีการเมืองที่ดี เป็นประชาธิปไตย ปราศจากสงคราม ความรุนแรง เราต้องสื่อสารกับเด็กว่า สภาพบ้านเมืองที่ดีเป็นแบบไหน ระบบการเมืองทำงานอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร สงครามเกิดขึ้นจากอะไรและมันแย่อย่างไร ถ้าอยากให้คนประเทศเรารักษาสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องทำให้เขาตระหนักได้ตั้งแต่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมสำคัญกับเราแค่ไหน ชุมชนเราวางแผนที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง

ความพิเศษของหนังสือเด็กคือ ไม่ได้มีแค่เด็กเท่านั้นที่อ่านและซึบซับข้อมูลในหนังสือ แต่ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือให้เด็กฟังก็ได้รับข้อมูลไปด้วย เมื่อเด็กกับผู้ใหญ่ได้อ่านหนังสือด้วยกัน ก็มีโอกาสจะได้สนทนา รับฟังกันและกัน และสร้างสรรค์โลกที่สันติและยั่งยืนร่วมกัน

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
หนังสือบางส่วนในห้องสมุดชุมชนเล็กมาก ๆ ในสกอตแลนด์ เกี่ยวกับความแตกต่างในสังคม และครอบครัวที่หย่าร้าง

เด็ก ๆ ข้างนอกกำลังอ่านอะไร 

ห้องสมุดชุมชนในประเทศที่เราไปมา ทุกแห่งมีโซนหนังสือเด็กขนาดใหญ่

ห้องสมุดเราชอบที่สุดในการเดินทางครั้งนี้คือ ห้องสมุด Dokk 1 ในเมืองออฮุส ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งให้พื้นที่กว้างทั้งชั้น 2 และ 3 เป็นพื้นที่คลาน วิ่งเล่น ปีนป่าย และวางหนังสือเด็ก แถมยังมีสนามเด็กเล่นรอบ ๆ ห้องสมุดอีกต่างหาก และเนื่องจากวงการหนังสือเด็กในเดนมาร์กค่อนข้างเล็ก ประกอบกับผู้ใหญ่ค่อนข้างใจเปิดกว้างกับแนวคิดและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นหนังสือเด็กที่แปลมาจากทั่วยุโรป รวมอยู่ในห้องสมุดชุมชนที่นี่โดยไม่ต้องไปไหนไกล เช่น หนังสือภาพเรื่อง Glassklokken จากนอร์เวย์ ซึ่งพูดถึงเด็กหญิงที่ถูกรถชนตาย หนังสือภาพ Opa Rainer weiss nitch mehr จากเยอรมนี เล่าเรื่องหลาน ๆ ที่อยู่กับคุณตาความจำเสื่อม และหนังสือสารคดี Lilla Snippaboken กับ Lilla Snoppboken จากสวีเดน ที่อธิบายเรื่องอวัยวะเพศหญิงและชาย รวมไปถึงค่านิยมทางเพศในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
สนามเด็กเล่นรอบห้องสมุด Dokk1
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดสำหรับ 0 ปีขึ้นไป) ลานจอดรถเข็นเด็กในห้องสมุด จออินเตอร์แรกทีฟที่เด็กชอบมากระโดดเล่นกัน เด็กประถมปลายจัดงานอ่านหนังสือมาราธอนและอยู่ค้างคืนห้องสมุดกันเอง (มีบรรณารักษ์ช่วยสั่งพิซซ่าให้)

หนังสือเด็กเดนิชที่เรารักที่สุด และสะท้อนถึงแนวคิดการเลี้ยงดูเด็กของเขาอย่างชัดเจน คือเรื่อง Den lille røde bog for skoleelever (คู่มือนักเรียนขบถ) ที่เขียนโดยครูสองคนในช่วง 1970 คู่มือน้อยเล่มนี้สื่อสารกับเด็ก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า สภาพการศึกษาในขณะนั้นมีปัญหาอะไร ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กยังไง การศึกษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ทั้งยังให้ความรู้อื่น ๆ ที่โรงเรียนไม่สอน เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การคุมโรคติดต่อและคุมกำเนิด การใช้สารเสพติดและผลลัพธ์ การประท้วงและเรียกร้องสิทธิ์ทางการศึกษาที่นักเรียนควรได้รับ

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดชุมชนในเดนมาร์กมีหนังสือหลายภาษา ขึ้นอยู่กับว่าในชุมชนนั้นมีคนพูดภาษาอะไรบ้าง เช่น ที่ละแวกบ้านเรามีคนไทยอยู่ เลยมีหนังสือไทย

สำหรับร้านหนังสือเด็กยอดเยี่ยม เราต้องขอยกให้ในสหราชอาณาจักร อาณาจักรแห่งวรรณกรรมเด็ก ซึ่งมีร้านหนังสืออิสระกระจายตัวอยู่ทั่วไป หลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้าน Chain Store ไฮเอนด์อย่าง Waterstones และ Foyles อุทิศพื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่งให้เด็ก ๆ ตัวอย่างเช่น ร้าน Foyles ในลอนดอนให้พื้นที่วางหนังสือเด็กทั้งชั้นกราวนด์ และเปิดให้เด็กหรือผู้ใหญ่เข้ามาอ่านหนังสือได้ตามใจชอบ วงการหนังสือเด็กภาษาอังกฤษนั้นใหญ่โตและมีชีวิตชีวา เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีนักเขียนหนังสือเด็กภาษานี้อยู่มากมาย หัวข้อและรูปแบบหนังสือก็หลากหลายตามไปด้วย (แม้จะแทบไม่แปลหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาเลยก็ตาม… ถ้าแปลมากกว่านี้จะดีมาก) 

เทรนด์ที่มาแรงตอนนี้ ก็เช่นหนังสือที่มีตัวละครเอกเป็นชนกลุ่มน้อย (BAME) หนังสือที่ Empower (ปลุกพลัง) ให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ หนังสือเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย และหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ร้านหนังสือ Foyles ในลอนดอน ชั้นล่างเป็นของเด็ก ๆ 
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
เทรนด์หนังสือเด็กในห้องสมุดและร้านหนังสือบางส่วนในสหราชอาณาจักร เช่น ขบวนการซัฟฟราเจตต์ การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม, ปกป้องสัตว์โลก, มาต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติกันเถอะ, ข่าวด่วน : จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหกทั้งเพ, พูดออกมา! ทุกคนต้องได้ยินเสียงของเรา ไม่มีใครหยุดยั้งเราได้

เนเธอร์แลนด์และสเปนเองก็เจ๋งไม่เบาในเรื่องการนำหนังสือเด็กเข้าไปอยู่ในพื้นที่ครอบครัวต่าง ๆ เช่น ร้านหนังสือในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ขายหนังสือเด็กเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะและประวัติศาสตร์ อย่างสมุดระบายสีธีมแวนโก๊ะ หนังสือภาพ/การ์ตูนเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมเด่น ๆ ในเมือง เนเธอร์แลนด์มีพิพิธภัณฑ์หนังสือเด็ก (Kinderboeken Museum) ที่เต็มไปด้วยวัตถุจัดแสดงอินเตอร์แรกทีฟสนุก ๆ ส่วนบาร์เซโลนาและเมืองต่าง ๆ ในแคว้นกาตาลัน ก็มีธรรมเนียมน่ารัก ๆ อย่างการมอบหนังสือและดอกไม้ให้กันวันแห่งความรัก (วัน St.Jordi) วันที่ 23 เมษายนของทุกปี

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
หนังสือเด็กในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในบาร์เซโลนา
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
พิพิธภัณฑ์ Kinderboeken Museum ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ มีมุมถ่ายรูปและทำกิจกรรม Hands on มากมายในธีมหนังสือเด็กยอดนิยมของที่นั่น

ย้อนกลับมามองที่ไทยบ้าง

ตอนที่เราทำงานบรรณาธิการหนังสือเด็ก เราได้มีโอกาสเห็นหนังสือต่างประเทศจากแคตตาล็อกที่ตัวแทนลิขสิทธิ์ส่งมาให้ จากหนังสือจำนวนมหาศาลนั้น สำนักพิมพ์ในไทยเลือกมาแปลได้เพียงส่วนน้อย ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน แรงงาน และเวลา หนังสือที่มั่นใจว่าขายออกจะได้รับเลือกก่อน ส่วนหนังสือที่แหวกขนบตลาดออกไปมักถูกเลือกทีหลัง หรือไม่ถูกเลือกเลย 

เช่น หนังสือที่มีภาพประกอบที่อาจทำผู้ปกครองช็อก (รูปเปลือย คนตาย การสู้รบ) ภาพสีสันไม่สดใส อาร์ตจัด ๆ หนังสือประเภทไร้คำ (คนซื้อหนังสือมองว่าไม่คุ้ม) หรือพูดถึงหัวข้อที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่เด็กไม่สนใจอ่าน ยากไป ไกลตัวไป ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การศึกษาในชาติ เช่น หนังสือเด็กเกี่ยวกับปรัชญา ความหลากหลายทางศาสนา ครอบครัวนอกขนบ LGBTQ+ การเมือง การวางผังเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย สงคราม ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ อย่างแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

หัวข้อทั้งหมดนี้มีอยู่จริงในตลาดหนังสือเด็กต่างประเทศมาหลายปีแล้ว ทั้งในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป อเมริกา (เหนือและใต้) และบางประเทศในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่อาจผ่านด่านตลาดหนังสือไทยได้ด้วยสาเหตุบางประการ

หากหนังสือเด็กคือพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ ๆ ในสังคม ก็น่าคิดว่าเด็ก ๆ ของเราเข้าถึงโอกาสนั้นมากแค่ไหน แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปกับ ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในบ้านเรา

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
ตัวอย่างหนังสือเด็กนอกขนบไทย ซึ่งเด็กในประเทศอื่น ๆ กำลังอ่านอยู่ เช่น เมื่อไดโนเสาร์ตาย (หนังสือสารคดีเล่าเรื่องความตายและการสูญเสีย), ซีโนเบีย (หนังสือแทบไร้คำเกี่ยวกับเด็กหญิงผู้ลี้ภัยที่จมน้ำตายกลางทะเล),หนังสือภาพ นี่แหละที่เขาเรียกว่า เผด็จการ, หนังสือคอมิก ฟาสซิสม์คืออะไร บางส่วนของหนังสือบอร์ดบุ๊กที่มีครอบครัวพ่อสองคน, หนังสือบอร์ดบุ๊ก หมวกแห่งศรัทธา เล่าให้เด็กเล็กสุดฟังว่าโลกเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายศาสนาความเชื่อ

Writer & Photographer

บุลวัชร เสรีชัยพร

คนทำหนังสือ/สื่อเด็ก นักสำรวจห้องสมุด ร้านหนังสือ บุ๊คแฟร์ และเจ้าของเพจ Children's Books Out There ผู้ฝันอยากให้เด็กไทยได้อ่านทุกเรื่องที่อยากรู้อย่างอิสระและสนุกสนาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load