ในยุคสมัยที่การศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทั้งในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ในดินแดนลึกลับกลางป่าเขาลำเนาไพรไกลปืนเที่ยง อย่างชุมชนบ้านห้วยพ่าน ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน กลับไม่มีการศึกษารูปแบบใดเดินทางไปถึง

ชาวบ้านในชุมชนจึงลุกขึ้นมาระดมเงินจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง

เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้

ผ้าป่า

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดีของทุกปี ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ทั้งคนไทย คนลัวะ และคนถิ่น จะชวนกันมาแห่ผ้าป่าการศึกษา สมทบทุนสนับสนุนการเรียนการสอนให้ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน’ โรงเรียนที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกในชุมชน ด้วยความหวังจะผลิตนักเรียนที่เป็นอนาคตของชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

วันนี้เลยคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเสียงกลอง เสียงฆ้อง และเนื้อร้องทำนองเพลงพื้นบ้าน ดังก้องกลางป่าไพร ราวกับว่าหุบเขาลูกนี้จะไม่มีวันเงียบเหงาเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่

หลังเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญ ทุกคนล้อมวงนับเงินบริจาค ปีนี้ได้มา 8 หมื่นกว่าบาท ยังห่างไกลกับยอดค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านบาท แต่พวกเขายังรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยก็ได้ร่วมต่อชะตาอนาคตของโรงเรียน-สถานศึกษานอกระบบที่อยู่นอกบัญชีการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ

ในรอยยิ้มของความภูมิใจ ชวนให้เรื่องราวความหลังถูกกล่าวขานขึ้นอีกครั้ง…

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ห่างไกลเหลือเกิน

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ.2502 – 2514 ในยุคที่มีการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ป่าทึบและภูเขาสูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยเป็นที่อยู่ของคนท้องถิ่นกลายมาเป็นที่ตั้งฐานของการต่อสู้ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ จำนวน 7 ครอบครัวรวมตัวกันออกเดินทางแสวงหาถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ พวกเขาเดินทางมาพบพื้นที่ผืนนี้ จึงลงหลักปักฐาน แล้วกลายมาชุมชนบ้านห้วยพ่านในปัจจุบัน

หลังสงครามยุติ บ้านเมืองพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดน่านมีความเจริญมากขึ้น ทว่าความรุ่งเรืองทางกายภาพก็ยังมาไม่ถึงชุมชนกลางป่าแห่งนี้

หากผู้อ่านเดินทางมาด้วยกันจะพบว่า ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆ ตามป้ายบอกทางบ้านห้วยพ่าน ตลอดระยะทางนับสิบกิโลเมตร เราไม่พบถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ระบบประปา แม้กระทั่งคลื่นโทรศัพท์ จนถึงหมู่บ้านนั่นแหละโทรศัพท์ถึงกลับมาพบกับคลื่นอีกครั้ง

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ที่ผ่านมาเด็กๆ ในชุมชนแทบไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองและไกลจากโรงเรียน หากเด็กคนไหนอยากเรียนหนังสือต้องระหกระเหินเดินทางไกลตั้งแต่ 10 – 120 กิโลเมตร เกิดค่าใช้จ่ายตามรายทางที่มากเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว เด็กบางคนจึงขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่มีทุนทรัพย์

เด็กบางคนก็ต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปพักอาศัยที่อื่น เพื่อลดระยะการเดินทาง หนำซ้ำพวกเขายังมีปัญหาการเข้าสังคม เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ หลายคนจึงเผชิญกับความโดดเดี่ยว บางคนพอไปเติบโตกลางแสงสีในเมืองก็ลืมทุ่งนาป่าควาย กลายเป็นคนอื่นคนไกลไปเสีย

โรงเรียนของหนู

หลังกัดฟันขบความคิดกันนานหลายปี ชาวบ้านก็มีมติว่า ต้องสร้างสถานศึกษาขึ้นในชุมชน ครอบครัว 45 ครัวเรือนจึงเอาแรงเอาเงินลงขันกันร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ก่ออิฐโบกปูนลูบดิน จนเกิดเป็นอาคารเรียนดินขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 และเปิดการเรียนการสอนใน พ.ศ. 2556

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ผู้รับตำแหน่งครูใหญ่หรือผู้อำนวยการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ครูผู้สอนก็เป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนที่อื่นจบแล้วตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน พวกเขาตั้งโต๊ะประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อวางหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบที่ทุกคนอยากให้เป็น ดังนี้

หนึ่ง สร้างองค์ความรู้ด้านวิชาการทุกกลุ่มสาระวิชา ให้นักเรียนมีทักษะทุกด้านทัดเทียมกับเด็กโรงเรียนของรัฐและเอกชน ต้องเรียนต่อในระดับสูงได้ตามมาตรฐานการศึกษาที่กฎหมายกำหนด

สอง สร้างองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ส่งเสริมประสบการณ์และจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาดิน น้ำ ป่า ในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ ดูเหมือนง่ายแต่นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่กระแสการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ภูเขาหัวโล้นกินพื้นที่กว้างขึ้นทุกที

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีชื่อว่า ‘มรดกห้วยพ่าน’ จากการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบฉบับของห้วยพ่านเองกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เกิดเป็นกลุ่มสาระต่างๆ เช่น

กลุ่มสาระตัวเลขหรรษาและภาษามหาสนุก สอนภาษาลัวะ ภาษาชนเผ่า

กลุ่มสาระคลังสมบัติห้วยพ่าน สอนต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีในชุมชน

กลุ่มสาระทักษะสร้างสุข ให้เด็กๆ สร้างเสริมประสบการณ์และหัดใช้ชีวิตอย่างสมดุล

หมู่บ้านต้องยื่นหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ของจังหวัดน่าน ให้รับรองและอนุมัติการดำเนินงานของศูนย์การเรียนฯ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ระบุให้องค์กรชุมชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้

กว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายครั้ง โดยประสานงานกับเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบ อย่างโรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่ปรึกษาในการเดินเรื่อง กระทั่งได้รับการเห็นชอบจากสำนักงานเขตภายในระยะเวลา 2 ปี

โรงเรียนฟ้ากว้าง ทางใกล้

เด็กนักเรียนในช่วงชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่เคยไปเรียนที่อื่นจึงได้หวนกลับมาสู่อ้อมอกพ่อแม่อีกครั้ง พวกเขาเดินมาเรียนที่ศูนย์การเรียนในชุมชนของตัวเอง ไม่ต้องเสียค่ารถ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ใครบังคับ อยากใส่อะไรก็ได้ตามสะดวกใจ

วันไหนเรียนในห้องแล้วเบื่อก็พากันออกมาเรียนรู้กับธรรมชาติ มองฟ้ากว้าง ดูทางไกล ฟังสายน้ำไหล สบายใจจริงเอย หรือวันไหนที่หมู่บ้านมีกิจกรรม ครูก็จะพาเด็กๆ มาร่วมบำเพ็ญประโยชน์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

เมื่อหมู่บ้านมีพิธีขอขมาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน เด็กๆ ในชุดพื้นบ้านจะไปเก็บดอกไม้ในป่าเอามาโปรยบนผิวน้ำ ระหว่างนั้นพระสงฆ์จะนำสวดมนต์บูชา ชวนให้ระลึกถึงคุณค่าของแม่น้ำที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง และเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนวิชาวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

นอกจากจะมีความรู้พื้นฐานไม่ต่างจากเรียนที่อื่น ยังปลูกฝังความรู้สึกรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่ดั่งมรดกที่บรรพบุรุษรักษาเอาไว้

วันนี้มีนักเรียนเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จบการศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านแล้วทั้งหมด 5 รุ่น เด็กหลายคนสอบเข้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ แม้ไม่ได้เรียนพิเศษในห้างดังอย่างใครเขา ตรงกันข้ามพวกเขายังมีอาวุธความคิด ทั้งทักษะวิชาชีวิต และเข็มทิศในการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน

หลักสูตรการสอนของที่นี่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคน และมีผลสัมฤทธิ์ให้เด็กๆ รู้จักรู้ใจตัวเองจริงๆ ว่าเรียนไปทำไม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

อยู่นอกสายตา

ความสำเร็จในการสร้างคนของศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้สร้างความประหลาดใจมากแล้ว แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น คือสถาบันการศึกษาการแห่งนี้ดูเหมือนเป็นคนนอกสายตาที่ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ชาวห้วยผ่านยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของศูนย์การเรียนฯ

ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทยเหมือนอย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าจะผ่านการรับรองให้จัดการเรียนการสอน และมีรหัสสถานศึกษาตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แล้วก็ตาม

แต่ยังคงต้องรอการตรวจสอบสิทธิ์ที่พึงจะได้ตามข้อกำหนดของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทั้งยังต้องผ่านด่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามติร่วมกัน ซึ่งหากมีมติเห็นชอบแล้ว จะต้องประเมินเกณฑ์การอุดหนุน และรอการจัดสรรงบประมาณต่อไป

จึงไม่อาจตอบได้เลยว่า เมื่อไหร่กันหนอ นมโรงเรียนกล่องเล็กๆ จะตกถึงท้องเด็กๆ ห้วยพ่าน ในระหว่างที่รอพวกเขาต้องห่อข้าวจากบ้านไปกินเองที่โรงเรียน พ่อแม่ต้องปันเงินส่วนตัวมาเป็นค่าจ้างครู หรือช่วยกันจัดผ้าป่าหาเงินสนับสนุน เพราะศูนย์การเรียนไม่มีรายได้มากพอ   

เมื่อลองศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะพบว่า มาตรา 14 และ มาตรา 14 (2) ระบุว่า องค์กรชุมชนซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามควร อาทิ เงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะที่ มาตรา 61 ระบุว่า ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยองค์กรชุมชนตามความเหมาะสมและความจำเป็น

แม้ดูเหมือนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่เพราะคำจำกัดความไม่ได้มีสภาพบังคับ มีผลทำให้การศึกษาของชุมชนห้วยพ่านยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ยิ้มสู้

ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อเรียกร้องเพื่อหาความเป็นธรรม ชาวบ้านห้วยพ่าน มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหลายต่อหลายครั้ง ด้วยหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รับผิดชอบดูแล จะเจียดเงินก้อนเล็กๆ จากงบประมาณที่มีรวมๆ กว่า 7 แสนล้านบาท มาปันให้กับศูนย์การเรียนรู้หลังน้อยๆ ในหุบเขาบ้าง

ชาวบ้านห้วยพ่านเต็มใจจะเป็นกำลังเสริมทำงานแทนหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไม่ถึงคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ห่างไกล ขอแค่มีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อมื้อต่อหัว ค่าจ้างครู 7,000 – 10,000 บาทต่อเดือน และเงินสนับสนุนตามมาตรฐานที่ใช้กับโรงเรียนทั่วๆ ไป ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่ศูนย์การเรียนฯ ต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียว ราวปีละ 2 ล้านบาทได้บ้าง และเพียงพอต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาผลการเรียกร้องยังคงเป็นศูนย์

สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือ ยืนหยัดปลูกต้นไม้เล็กๆ ด้วยการศึกษาให้กับลูกหลาน เพื่อเพาะกล้าคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังในการรักษามรดกจากธรรมชาติ ทั้งป่ากว้างนับหมื่นไร่ แหล่งน้ำทั้ง 47 แห่ง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวห้วยพ่านให้อยู่ดีมีสุขเรื่อยมา

จากเรื่องราวการต่อสู้ของชาวห้วยพ่านที่เป็นจุดเริ่มสร้างถิ่นฐานในหุบเขาน่าน ตลอดจนการสร้างรากฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ถึงวันนี้ดูเหมือนพวกเขายังต้องเดินทางไกลจนกว่าจะถึงจุดหมาย แต่รอยยิ้มที่เห็นได้ในทุกๆ วันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า มีชัยชนะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีขบวนผ้าป่าเดินทางมาถึง ศูนย์การเรียนกำลังเปิดสอน และมีนักเรียนเดินเข้าออกระหว่างป่ากับห้องเรียน

ก่อนจะหมดวันฤกษ์งามยามดี เด็กๆ ห้วยพ่านยังจัดการแสดงร้องเล่นเต้นรำให้ดูอย่างสนุกสนาน บางคนรับบทเป็นล่ามแปลภาษาจากเนื้อร้องภาษาถิ่นให้ฟัง บางคนอาสาทำของขวัญพื้นบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นที่ระลึกแทนใจ ทั้งหมดอาจไม่มีราคาที่เป็นมูลค่า แต่มีคุณค่าทางจิตใจที่เกินกว่าจะประเมินได้

หากเพียงจะนิยามได้ว่า หุบเขาน่านที่ไกลปืนเที่ยง ไม่ได้ล้าหลัง แต่กลับรุ่งเรืองด้วยจิตวิญญาณและแนวทางพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ภาพ: มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

Writer & Photographer

Avatar

December Sky

ปากกา หน้าจอ สมอ หมอนข้าง ฟ้ากว้าง และ กวางเรนเดียร์

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จากบันทึกของลูกชายในตอนที่แล้ว ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม ที่ต้องเรียนและเล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน 

ตอนนี้คุณแม่จะขอเล่าภาคต่อว่า ชีวิตของนักเรียนญี่ปุ่นหลังจากเปิดเทอมแล้ว นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครอง ต้องปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโควิด-19 ยังไงบ้าง

บ้านเราอยู่ในอำเภอเล็กๆ นอกตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนเปิดอีกครั้ง คุณครูก็แจ้งมาตรการที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ วัดไข้ก่อนไปเรียนทุกเช้า ถ้านักเรียนหรือคนในครอบครัวมีไข้ ขอให้หยุดอยู่บ้าน

นอกจากนั้น มีการขออาสาสมัครผู้ปกครองไปช่วยทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียน โดยปกติแล้วการดูแลทำความสะอาดห้องเรียนประจำวันเป็นหน้าที่ของนักเรียนและครู (โรงเรียนที่ญี่ปุ่น ไม่มีนักการภารโรงนะคะ คุณครู นักเรียน และอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทั่วไปสัก 1 คน ช่วยกันดูแลความสะอาดเรียบร้อยโดยรวมในทุกวัน ในหนึ่งภาคเรียนอาจจะมี 1 หรือ 2 ครั้งที่ต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยทำความสะอาดใหญ่) 

แต่ในช่วงโควิด-19 ทางโรงเรียนต้องเพิ่มการเช็ดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและอุปกรณ์ในห้องเรียนด้วยแอลกอฮอล์ คุณครูคงทำทั้งหมดไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจากพ่อๆ แม่ๆ ที่พอมีเวลา

เมื่อช่วงเวลาโควิด-19 ผ่านไป สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนที่งดไปก็เริ่มกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง แต่ต้องลดทอนให้สั้นลงและมีผู้ร่วมงานน้อยลง เช่น งานกีฬาสีของโรงเรียน จากเดิมจัดเต็มวันก็ลดเหลือแค่ 3 ชั่วโมง ผู้ปกครองมาดูเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกของตัวเองทำกิจกรรม เมื่อจบแล้วให้กลับเลย หรือวันดูการเรียนการสอนและประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะมาเข้าชมแค่ครั้งละครึ่งห้อง และจบในเวลา 1 ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เวลาครึ่งวัน

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง
รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

แม่มีโอกาสไปช่วยงานกิจกรรมของโรงเรียนอนุบาลแถวบ้านในช่วงโควิด ตอนนั้นสถานศึกษามีมาตรการว่า ไม่อยากให้นักเรียนส่งเสียงดังหรือตะโกน เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อ ปกติทุกปีจะมีกิจกรรมร้องเพลงและมีเต้นประกอบ แต่พอเสียงดังไม่ได้ สิ่งที่ครูอนุบาลหาทางเลือกคือ เปิดเทปแล้วให้เด็กๆ ร้องเพลงเป็นภาษามือแทน ดูแล้วก็อมยิ้มกับการแสดงของเด็กตัวน้อย และยิ่งประทับใจในความพยายามของเหล่าคุณครูที่พยายามทำให้ชีวิตของเด็กๆ เป็นปกติในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

เมื่อผ่านชีวิตกับเจ้าไวรัสไปจนเกือบสิ้น ค.ศ. 2020 ทางโรงเรียนมีจดหมายมาแจ้งว่า จะแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนทุกคนภายในเทอมนี้ โดยทางอำเภอเป็นผู้จัดหาและมอบกับเด็กนักเรียนทุกคนในเมือง โครงการแจกแท็บเล็ตนี้อยู่ในแผนมาก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้บทสรุปเพื่อดำเนินการ การมาถึงของโควิด-19 ทำให้โครงการนี้ได้รับการอนุมัติเร็วยิ่งขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนะคะ ที่ญี่ปุ่นอำนาจการปกครองของประเทศ จังหวัด และอำเภอ ค่อนข้างจะมีอิสระจากกัน การนำคำสั่งหรือนโยบายต่างๆ ไปบังคับใช้จึงไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ (นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าเมือง และนายอำเภอ ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง การปฏิบัติ นโยบายท้องถิ่นต่างๆ จึงต้องฟังความเห็นของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย) 

ถ้ารัฐบาลบอกว่า ในอีก 3 ปีอยากให้เด็กเรียนเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านแท็บเล็ต ทางจังหวัดก็รับนโยบายแล้วส่งต่อมาที่อำเภอ อำเภอจะเก็บข้อมูล วางแผน และเตรียมงบประมาณ โดยจะทำเมื่อไหร่ อย่างไร เป็นเรื่องความพร้อมของแต่ละอำเภอ หรืออาจจะไม่ทำ ถ้าคนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วย บางที่อาจติดเรื่องงบ บางที่อาจจะไม่ผ่านที่กลุ่มผู้ปกครอง เช่น เมื่อทำแบบสอบถาม พ่อแม่บางคนอาจจะบอกว่า เด็กชั้น ป.1 หรือ ป.2 ยังเล็กเกินไปที่จะมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น เด็กชั้นไหนถึงควรจะมี ถ้าเป็นชั้นเด็กเล็กจะให้ใช้ร่วมกันเป็นของส่วนกลางหรืออะไรยังไง ต้องมาปรึกษาหาข้อตกลง เพราะฉะนั้น ความช้าเร็วในแต่ละที่จะไม่เท่ากัน หรือบางพื้นที่อาจจะมีมติว่าไม่จำเป็นต้องจัดหาให้ก็ได้

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

ตอนปิดโรงเรียนคราวก่อน ทางโรงเรียนได้ถามความคิดเห็นเรื่องการเรียนออนไลน์ แต่ติดปัญหาหลักคือ หลายบ้านมีอุปกรณ์ไม่พร้อม รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกับเรื่องสิทธิความเสมอภาคขั้นพื้นฐาน ถ้าในอนาคตสถานการณ์โควิดรุนแรงจนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนออนไลน์คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ในการเรียนจากบ้านคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุด อำเภอเรามีมติเช่นนั้น แท็บเล็ตจึงถูกแจกให้เด็กๆ ทุกคน โรงเรียนก็เริ่มสอนการใช้งานต่างๆ แก่นักเรียน สอนเด็กแล้วยังเชิญพ่อแม่ไปสอนด้วย เพื่อกันความผิดพลาด รอบคอบสมเป็นญี่ปุ่น

เรียนกันไปจนจบ ป.1 แล้วต่อ ป.2 จนปิดเทอมแรกที่มาพร้อมกันกับกีฬาโอลิมปิกและไวรัสเดลต้าที่น่าสะพรึง คาดกันว่าจากนี้ต่อไปคลื่นไวรัสลูกที่ 4 ต้องมาแน่นอน แล้วก็เป็นตามนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเพิ่มจากเดิมเป็น 3 – 4 เท่า แต่เมื่อมันเป็นเวฟที่ 4 แล้ว ผู้คนก็เริ่มเคยชิน ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนไวรัสมาแรกๆ รัฐก็ใช้มาตรการต่างๆ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ คาดว่าประเทศคงต้องอยู่กับไวรัสนี้ไปอีกนาน ถ้าอย่างนั้นจะอยู่ร่วมกับมันยังไงดี ทางที่ดีที่สุดให้ญี่ปุ่นรอดไปได้อย่างยืนยาว คือการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด

ถึงจะออกนโยบายฉีดให้เร็วให้เยอะ แต่ก็ยังเจอข้อจำกัดคือ บุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ คนป่วยก็ต้องดู วัคซีนก็ต้องฉีด แรกๆ ก็ถือว่าออกตัวช้าไปหน่อย ในการจัดสรรวัคซีนจะทำตามลำดับ แรกสุดคือบุคลากรทางการแพทย์ ต่อมาเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งมีจำนวนอยู่เยอะเลยใช้เวลานานหน่อย แล้วค่อยๆ ไล่อายุลงมา อาจจะมีขอแทรกคิวตามความจำเป็นต่างๆ หรืออย่างปัจจุบันที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อบ่งบอกว่าสัดส่วนใหญ่คือวัยรุ่น 10 กว่า 20 – 30 ปี ทางการก็จัดศูนย์ฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ มาฉีดเพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือบริษัทขนาดใหญ่สามารถเหมาวัคซีนไปดำเนินการฉีดให้พนักงานเองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งทะยาน จนมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดของเราด้วย สิ่งที่คนเป็นแม่กังวลเยอะนิดหนึ่ง เพราะใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ก็คือโรงเรียนจะปิดไหม โรงเรียนในเมืองใหญ่หรือพื้นที่สีแดงก็แจ้งเลื่อนเปิดเทอมไป 1 อาทิตย์ แต่ของอำเภอเรายังไม่มีประกาศอะไร ทางโรงเรียนก็ดี คอยแจ้งข่าวคราว แผนการปฏิบัติ มาตรการมาให้เราได้อัปเดตอยู่ตลอด สิ่งสำคัญคือ ก่อนเปิดเรียน 7 วัน ขอให้นักเรียนทุกคน (และครอบครัว) วัดไข้และบันทึกข้อมูลทุกวันในแอปพลิเคชันบนมือถือ และทำยาวมาถึงตอนเปิดเรียนเลย (โรงเรียนในเขตนี้ใช้แอปพลิเคชันเดียวกันทั้งหมด)

ในอีเมลฉบับหนึ่งจากโรงเรียนบอกว่า ภายใต้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทางอำเภอและโรงเรียนได้วางมาตรการป้องกันเพิ่มเติมคือ ให้คุณครูและบุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน รวมถึงจัดหาชุดตรวจโควิดให้บุคลากรเพื่อทดสอบเป็นประจำ ในสถานการณ์อันลำบากนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทในการให้หลักประกันว่าเด็กๆ จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความมั่นใจในการดูแลสุขภาพกายและใจ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกัน แต่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับครอบครัวที่อาจวิตกกังวลเรื่องการแพร่กระจายของไวรัส และยังไม่อยากมาเข้าเรียนในห้องเรียน เด็กๆ เลือกเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ แต่การเรียนออนไลน์อาจจะทำไม่ได้ครบถ้วนในทุกวิชา แต่โรงเรียนจะพยายามที่สุดให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น 

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

เห็นอีเมลนี้ แม่ก็มั่นใจแล้วว่าโรงเรียนคงจะเปิดตามกำหนดเดิม ได้ความดังนั้น แม่ก็เลยถามความสมัครใจลูกชายว่าจะเลือกแบบไหน (แต่แม่ก็รู้คำตอบอยู่แล้วนะ) เด็กชายบอกว่า ไปโรงเรียนสิฮะแม่ ไม่ได้เจอเพื่อนตั้งนานแล้ว ค่ะ ตามนั้น ลูกชายอยากไปโรงเรียนเพื่อไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้อยากไปเรียนแต่อย่างใด

เริ่มไปโรงเรียน สัปดาห์แรกคุณครูจะใช้เวลาให้นักเรียนทดลองเรียนออนไลน์เสมือนในห้องเรียน ฝึกการใช้แท็บเล็ตมากขึ้น เผื่อว่าวันไหนเกิดภาวะปิดโรงเรียนกะทันหัน เด็กๆ จะได้พร้อมเรียนออนไลน์จากบ้านได้เลย

ในแต่ละพื้นที่หรือแม้แต่อำเภอเดียวกัน แต่คนละโรงเรียน มีแผนการรับมือภาวะโควิดแตกต่างกัน ตามแต่ละโรงเรียนจะเห็นสมควร โรงเรียนของลูกชายทุกอย่างค่อนข้างดำเนินตามปกติ แต่เคร่งครัดในหลักปฏิบัติการป้องกัน ยังมีช่วงพัก มีให้วิ่งเล่น มีเรียนพละ แต่อย่างโรงเรียนข้างๆ ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะกว่า ช่วงพักไม่ให้นักเรียนวิ่งเล่นข้างนอก ไม่มีชั่วโมงพละ เริ่มเวลาเข้าเรียนช้าลง กลับบ้านเร็วขึ้น รวมๆ คือ ย่นระยะเวลาที่อยู่ในโรงเรียนให้สั้นลง แม่ของเด็กโรงเรียนข้างก็บ่นว่าเด็กๆ เครียด ไม่ได้เล่นกันเลย แต่ก็ยังดีที่ได้ไปโรงเรียนแหละค่ะ

ตามที่เห็น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรงเรียนประถมชั้นเล็ก ป.1 – 4 จะพยายามคงสภาพการไปโรงเรียน โดยเลือกเรียนออนไลน์ได้ตามความสมัครใจ (โดยบางจังหวัดจัดหาอุปกรณ์หรือแท็บเล็ตให้เลย แต่บางจังหวัดก็ไม่ได้ให้นะคะ) ป.5 – 6 มีทั้งเปิดเรียนเลย หรือเปิดเรียนแต่แบ่งมาครั้งละครึ่งห้องสลับเช้าบ่ายหรือสลับวัน หรือบางที่ใช้เรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงระบาดหนักเลย เพราะถือว่าเป็นเด็กโตหน่อยแล้ว สามารถดูแลการเรียนเองได้

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

การตัดสินใจอนุญาตให้เปิดโรงเรียนได้นั้น นายอำเภอและคณะทำงานไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน แม่ว่าเขาน่าจะดูจากตัวเลขสถิติทั้งหลายที่รายงานอยู่แบบวันต่อวัน สิ่งที่ต้องขอชื่นชมญี่ปุ่นคือ การเก็บตัวเลขค่าสถิติต่างๆ ถูกต้อง น่าเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สำคัญอย่างไร  

อันนี้ขอยกตัวอย่างในจังหวัดเราเองนะคะ ทุกวันในรายการข่าวภาคค่ำ ของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นประจำจังหวัด นอกเหนือจากข้อมูลภาพรวมประเทศ รวมทั้งข้อมูลเชิงวิเคราะห์อัปเดตตามข่าวสารเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว จะมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อของจังหวัดประจำวัน แยกตามอำเภอ ผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน ผู้เสียชีวิตและตัวเลขจำนวนเตียงโควิดที่ถูกใช้อยู่ (เปอร์เซ็นต์)

ทุกวันคนในชุมชนจะทราบว่า ในพื้นที่เราสภาวะโควิด-19 อยู่ในระดับไหน เหลือเตียงอีกเท่าไหร่ และในเว็บไซต์ศูนย์โควิด-19 ญี่ปุ่นเรายังเช็กตัวเลขผู้ติดเชื้อ (เปอร์เซ็นต์) แบ่งตามเพศ แบ่งตามสัดส่วนอายุ แบ่งตามสภาพการติด เช่น ติดในครัวเรือน ติดในที่ทำงาน ติดจากการทานอาหารสังสรรค์ หรืออย่างในแอปพลิเคชันที่ใช้บันทึกข้อมูลการวัดไข้ของเด็กทุกวัน เมื่อเขตของเราใช้แอปพลิเคชันเดียวกัน ข้อมูลของเด็กในโรงเรียนทุกคนในเขตนี้จะรวมอยู่ที่เดียว บนมือถือเราสามารถมองแนวโน้มช่วงความเสี่ยงในการมีไข้ (เสี่ยงติดไวรัส) ของนักเรียนในเขตนี้ได้ตลอดเวลา

เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียด วิเคราะห์ต่อได้ เช่น ช่วงโควิดแพร่เชื้อแรกๆ ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ จึงทำให้ช่วงนั้นโรงพยาบาลต้องทำงานหนักมาก เพราะผู้สูงอายุเมื่อป่วย อาการจะหนักต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ต่อมาเมื่อเริ่มการฉีดวัคซีน โดยให้ผู้สูงอายุได้รับไปจนมีภูมิป้องกันแล้ว สัดส่วนผู้ติดเชื้อส่วนมากจะกลายมาเป็นคนทำงานวัยรุ่นและเด็ก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งที่รักษาโดยรับประทานยาดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านได้ หรือหายเอง โรงพยาบาลจึงยังเหลือที่พอให้ได้ใช้งาน

กลับมาเรื่องโรงเรียนที่เมืองเรานะคะ คณะทำงานดูข้อมูลทุกสิ่ง ประมวลผลว่าในพื้นที่ ถึงเปิดเรียนแล้วจะมีการติดเชื้อ สาธารณสุขยังรับมือได้ เพราะการติดเชื้อในเด็กมีผลต่อสุขภาพน้อย และถ้าเด็กติดแล้วกลัวจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เมื่อปู่ย่าตายายได้รับวัคซีนแล้ว วัยพ่อแม่ก็กำลังได้รับครบเสร็จในต้นเดือนตุลาคม (ค.ศ. 2021) เพราะฉะนั้น สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง

ที่สำคัญมากๆ คือ บทเรียนจากการปิดโรงเรียนปิดเมืองไป 2 เดือนเมื่อตอนโควิด-19 มาครั้งแรก มีผลกระทบในด้านลบเยอะมากๆ ทั้งทางครอบครัว ทางสภาพจิตใจ ทางร่างกาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลนี่ก็มาจากการเก็บสถิติตัวเลขแบบสอบถามทั้งคนทำงาน ผู้ปกครอง ครูและเด็กในช่วงนั้นๆ) ทำให้ อันนี้แม่คิดเองนะคะว่า หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นปักธงที่ความสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจมาก่อน ทำให้นโยบายโควิดหลังจากนั้นค่อนข้างผ่อนปรนขึ้น ไม่มีล็อกดาวน์เบ็ดเสร็จแบบครั้งแรก

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

เมื่อโรงเรียนพร้อมใจกันเปิดด้วยวิธีการเรียนแบบต่างๆ ที่จะหาทำได้ สิ่งที่ตามมาคือ จะเกิดการรวมหมู่ของเยาวชน ดังนั้น ทางคณะการศึกษาญี่ปุ่นก็ปล่อยคู่มือการรับมือโควิด-19 ในโรงเรียนให้มาเป็นแนวทาง สิ่งหนึ่งที่อยู่ในนั้นคือ ถ้ามีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียนต้องทำยังไง ง่ายๆ เลยค่ะ

ข้อ 1 หากเจอคน (หรือมีสัญญาณอาการ) ในห้อง ปิดห้องเรียนนั้น

ข้อ 2 เจอการติดในหลายห้องของชั้นเรียนเดียวกัน ปิดชั้นเรียนนั้น

ข้อ 3 เจอการติดกระจายในหลายชั้นเรียนให้ปิดทั้งโรงเรียน ระยะเวลาปิด 5 – 7 วัน ส่วนการนำไปใช้จริงก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หน้างานที่จะตัดสินใจได้เอง

สภาพที่ออกมาหลังเปิดเรียนไปแล้วก็คือ มีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียน แต่จำนวนไม่ได้ถึงกับเยอะมากจนน่าเป็นห่วง ยังรับได้ ก็ทำตามไกด์ไลน์ไป ปิดแล้วก็เปิดเรียนใหม่ ดังนั้น ชีวิตนักเรียนก็คงดำเนินต่อไป

ขอเพิ่มเติมในส่วนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ปีที่แล้วทั้งปี ในปีที่ 2 เริ่มผ่อนปรนให้เข้าเรียนในวิชาที่จำเป็นหรือวิชาภาคปฏิบัติ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนในแต่ละคาบ และมาตรการต่างๆ จะเข้มงวดมากกว่าโรงเรียน และในเดือนพฤศจิกายน (ค.ศ. 2021) นี้ คาดว่าจะเปิดห้องเรียนเต็มรูปแบบ แต่ต้องมีสำรองออนไลน์ไว้ด้วยให้นักศึกษาเลือกได้ 

สาเหตุที่มาตรการเข้มข้น ก็เพราะในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีการข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัดมาเรียนมาสอน จึงง่ายในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในขณะที่โรงเรียน นักเรียน (และคุณครู) เกือบทั้งหมด คือบ้านอยู่ในพื้นที่ (จัดโรงเรียนใกล้ที่อยู่อาศัย) จึงควบคุมการเดินทางของเชื้อโรคได้ดีกว่า

อ่านกันมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า ทำกันเท่านี้พอเหรอ แล้วไม่กลัวกันเหรอ ตอบยากนะคะ แต่ในเมื่อเรายังกำจัดมันไปไม่ได้ ถ้าจะต้องตีกรอบขีดเส้นไปเสียทุกสิ่ง เราคงกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อพวกเราก็ดูแลตัวเองและครอบครัวอยู่บนวินัยเคร่งครัดแล้ว ที่เหลือบางอย่างมันก็ต้องเสี่ยงกัน แต่อย่างที่อธิบายว่า เราเสี่ยงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ มันควรจะทำให้เราดำเนินชีวิตประจำวันไปได้ ถึงแม้จะเป็นแบบไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไปจนกว่าจะถึงวันที่เราจะร่ำลาแบบถาวรกับเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ และโลกกลับมาเป็น Old Normal เหมือนเดิม 

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load