ในยุคสมัยที่การศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทั้งในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ในดินแดนลึกลับกลางป่าเขาลำเนาไพรไกลปืนเที่ยง อย่างชุมชนบ้านห้วยพ่าน ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน กลับไม่มีการศึกษารูปแบบใดเดินทางไปถึง

ชาวบ้านในชุมชนจึงลุกขึ้นมาระดมเงินจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง

เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้

ผ้าป่า

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดีของทุกปี ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ทั้งคนไทย คนลัวะ และคนถิ่น จะชวนกันมาแห่ผ้าป่าการศึกษา สมทบทุนสนับสนุนการเรียนการสอนให้ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน’ โรงเรียนที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกในชุมชน ด้วยความหวังจะผลิตนักเรียนที่เป็นอนาคตของชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

วันนี้เลยคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเสียงกลอง เสียงฆ้อง และเนื้อร้องทำนองเพลงพื้นบ้าน ดังก้องกลางป่าไพร ราวกับว่าหุบเขาลูกนี้จะไม่มีวันเงียบเหงาเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่

หลังเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญ ทุกคนล้อมวงนับเงินบริจาค ปีนี้ได้มา 8 หมื่นกว่าบาท ยังห่างไกลกับยอดค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านบาท แต่พวกเขายังรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยก็ได้ร่วมต่อชะตาอนาคตของโรงเรียน-สถานศึกษานอกระบบที่อยู่นอกบัญชีการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ

ในรอยยิ้มของความภูมิใจ ชวนให้เรื่องราวความหลังถูกกล่าวขานขึ้นอีกครั้ง…

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ห่างไกลเหลือเกิน

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ.2502 – 2514 ในยุคที่มีการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ป่าทึบและภูเขาสูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยเป็นที่อยู่ของคนท้องถิ่นกลายมาเป็นที่ตั้งฐานของการต่อสู้ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ จำนวน 7 ครอบครัวรวมตัวกันออกเดินทางแสวงหาถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ พวกเขาเดินทางมาพบพื้นที่ผืนนี้ จึงลงหลักปักฐาน แล้วกลายมาชุมชนบ้านห้วยพ่านในปัจจุบัน

หลังสงครามยุติ บ้านเมืองพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดน่านมีความเจริญมากขึ้น ทว่าความรุ่งเรืองทางกายภาพก็ยังมาไม่ถึงชุมชนกลางป่าแห่งนี้

หากผู้อ่านเดินทางมาด้วยกันจะพบว่า ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆ ตามป้ายบอกทางบ้านห้วยพ่าน ตลอดระยะทางนับสิบกิโลเมตร เราไม่พบถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ระบบประปา แม้กระทั่งคลื่นโทรศัพท์ จนถึงหมู่บ้านนั่นแหละโทรศัพท์ถึงกลับมาพบกับคลื่นอีกครั้ง

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ที่ผ่านมาเด็กๆ ในชุมชนแทบไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองและไกลจากโรงเรียน หากเด็กคนไหนอยากเรียนหนังสือต้องระหกระเหินเดินทางไกลตั้งแต่ 10 – 120 กิโลเมตร เกิดค่าใช้จ่ายตามรายทางที่มากเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว เด็กบางคนจึงขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่มีทุนทรัพย์

เด็กบางคนก็ต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปพักอาศัยที่อื่น เพื่อลดระยะการเดินทาง หนำซ้ำพวกเขายังมีปัญหาการเข้าสังคม เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ หลายคนจึงเผชิญกับความโดดเดี่ยว บางคนพอไปเติบโตกลางแสงสีในเมืองก็ลืมทุ่งนาป่าควาย กลายเป็นคนอื่นคนไกลไปเสีย

โรงเรียนของหนู

หลังกัดฟันขบความคิดกันนานหลายปี ชาวบ้านก็มีมติว่า ต้องสร้างสถานศึกษาขึ้นในชุมชน ครอบครัว 45 ครัวเรือนจึงเอาแรงเอาเงินลงขันกันร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ก่ออิฐโบกปูนลูบดิน จนเกิดเป็นอาคารเรียนดินขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 และเปิดการเรียนการสอนใน พ.ศ. 2556

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ผู้รับตำแหน่งครูใหญ่หรือผู้อำนวยการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ครูผู้สอนก็เป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนที่อื่นจบแล้วตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน พวกเขาตั้งโต๊ะประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อวางหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบที่ทุกคนอยากให้เป็น ดังนี้

หนึ่ง สร้างองค์ความรู้ด้านวิชาการทุกกลุ่มสาระวิชา ให้นักเรียนมีทักษะทุกด้านทัดเทียมกับเด็กโรงเรียนของรัฐและเอกชน ต้องเรียนต่อในระดับสูงได้ตามมาตรฐานการศึกษาที่กฎหมายกำหนด

สอง สร้างองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ส่งเสริมประสบการณ์และจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาดิน น้ำ ป่า ในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ ดูเหมือนง่ายแต่นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่กระแสการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ภูเขาหัวโล้นกินพื้นที่กว้างขึ้นทุกที

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีชื่อว่า ‘มรดกห้วยพ่าน’ จากการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบฉบับของห้วยพ่านเองกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เกิดเป็นกลุ่มสาระต่างๆ เช่น

กลุ่มสาระตัวเลขหรรษาและภาษามหาสนุก สอนภาษาลัวะ ภาษาชนเผ่า

กลุ่มสาระคลังสมบัติห้วยพ่าน สอนต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีในชุมชน

กลุ่มสาระทักษะสร้างสุข ให้เด็กๆ สร้างเสริมประสบการณ์และหัดใช้ชีวิตอย่างสมดุล

หมู่บ้านต้องยื่นหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ของจังหวัดน่าน ให้รับรองและอนุมัติการดำเนินงานของศูนย์การเรียนฯ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ระบุให้องค์กรชุมชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้

กว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายครั้ง โดยประสานงานกับเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบ อย่างโรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่ปรึกษาในการเดินเรื่อง กระทั่งได้รับการเห็นชอบจากสำนักงานเขตภายในระยะเวลา 2 ปี

โรงเรียนฟ้ากว้าง ทางใกล้

เด็กนักเรียนในช่วงชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่เคยไปเรียนที่อื่นจึงได้หวนกลับมาสู่อ้อมอกพ่อแม่อีกครั้ง พวกเขาเดินมาเรียนที่ศูนย์การเรียนในชุมชนของตัวเอง ไม่ต้องเสียค่ารถ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ใครบังคับ อยากใส่อะไรก็ได้ตามสะดวกใจ

วันไหนเรียนในห้องแล้วเบื่อก็พากันออกมาเรียนรู้กับธรรมชาติ มองฟ้ากว้าง ดูทางไกล ฟังสายน้ำไหล สบายใจจริงเอย หรือวันไหนที่หมู่บ้านมีกิจกรรม ครูก็จะพาเด็กๆ มาร่วมบำเพ็ญประโยชน์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

เมื่อหมู่บ้านมีพิธีขอขมาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน เด็กๆ ในชุดพื้นบ้านจะไปเก็บดอกไม้ในป่าเอามาโปรยบนผิวน้ำ ระหว่างนั้นพระสงฆ์จะนำสวดมนต์บูชา ชวนให้ระลึกถึงคุณค่าของแม่น้ำที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง และเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนวิชาวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

นอกจากจะมีความรู้พื้นฐานไม่ต่างจากเรียนที่อื่น ยังปลูกฝังความรู้สึกรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่ดั่งมรดกที่บรรพบุรุษรักษาเอาไว้

วันนี้มีนักเรียนเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จบการศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านแล้วทั้งหมด 5 รุ่น เด็กหลายคนสอบเข้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ แม้ไม่ได้เรียนพิเศษในห้างดังอย่างใครเขา ตรงกันข้ามพวกเขายังมีอาวุธความคิด ทั้งทักษะวิชาชีวิต และเข็มทิศในการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน

หลักสูตรการสอนของที่นี่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคน และมีผลสัมฤทธิ์ให้เด็กๆ รู้จักรู้ใจตัวเองจริงๆ ว่าเรียนไปทำไม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

อยู่นอกสายตา

ความสำเร็จในการสร้างคนของศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้สร้างความประหลาดใจมากแล้ว แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น คือสถาบันการศึกษาการแห่งนี้ดูเหมือนเป็นคนนอกสายตาที่ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ชาวห้วยผ่านยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของศูนย์การเรียนฯ

ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทยเหมือนอย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าจะผ่านการรับรองให้จัดการเรียนการสอน และมีรหัสสถานศึกษาตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แล้วก็ตาม

แต่ยังคงต้องรอการตรวจสอบสิทธิ์ที่พึงจะได้ตามข้อกำหนดของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทั้งยังต้องผ่านด่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามติร่วมกัน ซึ่งหากมีมติเห็นชอบแล้ว จะต้องประเมินเกณฑ์การอุดหนุน และรอการจัดสรรงบประมาณต่อไป

จึงไม่อาจตอบได้เลยว่า เมื่อไหร่กันหนอ นมโรงเรียนกล่องเล็กๆ จะตกถึงท้องเด็กๆ ห้วยพ่าน ในระหว่างที่รอพวกเขาต้องห่อข้าวจากบ้านไปกินเองที่โรงเรียน พ่อแม่ต้องปันเงินส่วนตัวมาเป็นค่าจ้างครู หรือช่วยกันจัดผ้าป่าหาเงินสนับสนุน เพราะศูนย์การเรียนไม่มีรายได้มากพอ   

เมื่อลองศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะพบว่า มาตรา 14 และ มาตรา 14 (2) ระบุว่า องค์กรชุมชนซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามควร อาทิ เงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะที่ มาตรา 61 ระบุว่า ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยองค์กรชุมชนตามความเหมาะสมและความจำเป็น

แม้ดูเหมือนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่เพราะคำจำกัดความไม่ได้มีสภาพบังคับ มีผลทำให้การศึกษาของชุมชนห้วยพ่านยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ยิ้มสู้

ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อเรียกร้องเพื่อหาความเป็นธรรม ชาวบ้านห้วยพ่าน มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหลายต่อหลายครั้ง ด้วยหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รับผิดชอบดูแล จะเจียดเงินก้อนเล็กๆ จากงบประมาณที่มีรวมๆ กว่า 7 แสนล้านบาท มาปันให้กับศูนย์การเรียนรู้หลังน้อยๆ ในหุบเขาบ้าง

ชาวบ้านห้วยพ่านเต็มใจจะเป็นกำลังเสริมทำงานแทนหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไม่ถึงคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ห่างไกล ขอแค่มีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อมื้อต่อหัว ค่าจ้างครู 7,000 – 10,000 บาทต่อเดือน และเงินสนับสนุนตามมาตรฐานที่ใช้กับโรงเรียนทั่วๆ ไป ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่ศูนย์การเรียนฯ ต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียว ราวปีละ 2 ล้านบาทได้บ้าง และเพียงพอต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาผลการเรียกร้องยังคงเป็นศูนย์

สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือ ยืนหยัดปลูกต้นไม้เล็กๆ ด้วยการศึกษาให้กับลูกหลาน เพื่อเพาะกล้าคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังในการรักษามรดกจากธรรมชาติ ทั้งป่ากว้างนับหมื่นไร่ แหล่งน้ำทั้ง 47 แห่ง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวห้วยพ่านให้อยู่ดีมีสุขเรื่อยมา

จากเรื่องราวการต่อสู้ของชาวห้วยพ่านที่เป็นจุดเริ่มสร้างถิ่นฐานในหุบเขาน่าน ตลอดจนการสร้างรากฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ถึงวันนี้ดูเหมือนพวกเขายังต้องเดินทางไกลจนกว่าจะถึงจุดหมาย แต่รอยยิ้มที่เห็นได้ในทุกๆ วันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า มีชัยชนะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีขบวนผ้าป่าเดินทางมาถึง ศูนย์การเรียนกำลังเปิดสอน และมีนักเรียนเดินเข้าออกระหว่างป่ากับห้องเรียน

ก่อนจะหมดวันฤกษ์งามยามดี เด็กๆ ห้วยพ่านยังจัดการแสดงร้องเล่นเต้นรำให้ดูอย่างสนุกสนาน บางคนรับบทเป็นล่ามแปลภาษาจากเนื้อร้องภาษาถิ่นให้ฟัง บางคนอาสาทำของขวัญพื้นบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นที่ระลึกแทนใจ ทั้งหมดอาจไม่มีราคาที่เป็นมูลค่า แต่มีคุณค่าทางจิตใจที่เกินกว่าจะประเมินได้

หากเพียงจะนิยามได้ว่า หุบเขาน่านที่ไกลปืนเที่ยง ไม่ได้ล้าหลัง แต่กลับรุ่งเรืองด้วยจิตวิญญาณและแนวทางพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ภาพ: มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

Writer & Photographer

December Sky

ปากกา หน้าจอ สมอ หมอนข้าง ฟ้ากว้าง และ กวางเรนเดียร์

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา: Foraging
คำอธิบายรายวิชา:
การออกเดินทางไปตามหาอาหารที่ธรรมชาติมอบให้
ประเภทวิชา:
วิชาเลือก (อย่างสมัครใจและเต็มใจ)
ประเทศ:
อังกฤษ

การทำความรู้จักธรรมชาติในที่ที่ฉันไม่ได้เติบโตขึ้นมา เป็นการก้าวเดินไปพร้อมกับลูกๆ อย่างแท้จริง เมื่อครั้งย้ายมาอยู่ที่เมืองชนบทในประเทศอังกฤษใหม่ๆ ฉันแทบไม่รู้จักต้นไม้สักต้น แต่ความไม่รู้มักเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามเสมอ

ฉันและเด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับต้นไม้ในป่าแถวบ้าน เริ่มต้นด้วยการเดินลัดเลาะไปในทุ่งเพื่อตามเก็บลูกเบอร์รี่ชนิดต่างๆ กับบรรดาแม่ของเพื่อนลูก การพาเด็กไปสัมผัสธรรมชาติแบบนี้เรามักได้ยินเสียงหัวเราะแห่งความสุขเวลาที่พวกเขาเก็บลูกเบอร์รี่อร่อยได้ แต่หลายครั้งเด็กๆ ก็ร้องเสียงหลงเมื่อเผลอเดินไปชนใบ Nettle แสบคัน ตามมาด้วยเสียงของแม่ๆ ที่บอกให้รีบเก็บใบต้น Dock มาถูแก้พิษแสบคันของต้นไม้ที่เด็กๆ บอกว่าเป็นต้นไม้ใจร้าย

ในความวุ่นวายสาละวนฉันแอบรู้สึกอุ่นๆ ในหัวใจ เริ่มคิดได้ว่าการมาอยู่ในที่แปลกถิ่นไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่กลับทำให้ฉันนึกถึงภาพตอนตัวเองเป็นเด็ก ในฤดูดอกโสนบาน แม่ชวนพวกเราพี่น้องออกไปเก็บดอกสีเหลืองสวยริมบ่อน้ำมานึ่งขนมไทยแสนธรรมดา แต่รสชาติมิชลินสตาร์สำหรับพวกเรา คิดถึงบ้านอีกแล้ว น้ำตารื้นทุกทีสิ

Foraging

ฉันเริ่มสนุกกับการพาเด็กๆ ออกไปเดินป่า จากป่าแถวบ้านเราก็เริ่มไปไกลขึ้น ไกลขึ้น และได้พบต้นไม้แปลกๆ มากขึ้น มากขึ้น ฉันรู้จักต้นกระเทียมป่า (Wild Garlic) ตอนพากันไปเดินที่ Malham Cove บริเวณรอบๆ ลำธาร Janet’s Foss กลิ่นกระเทียมหอมตลบอบอวล ชวนให้นึกอยากกินหมูทอดกระเทียมขึ้นมา อยากเก็บกลับบ้านแต่ไม่กล้า

เก็บมาปรุงอาหารได้ไหม หรือถ้าเก็บแล้วจะโดนจับโดนปรับไหม เป็นคำถามที่ฉันรีบหาคำตอบในตอนนั้น ทั้งหาข้อมูล ทั้งถามเพื่อน สรุปว่าเราเก็บกระเทียมป่ามากินได้ แล้วทำไมไม่เก็บมานะ ฉันตัดพ้อกับตัวเอง ต้องขับรถอีก 1 ชั่วโมงกลับไปเก็บกระเทียมป่างั้นหรือ แต่เพื่อนคนดีของฉันแอบกระซิบว่า หลังโบสถ์แถวบ้านเธอมีกระเทียมป่าเต็มไปหมด แต่ต้องเดินผ่านสุสานเข้าไปนะ เดินไปเก็บกระเทียมตอนเช้าๆ คงไม่วังเวงนัก ฉันคิด มื้อเที่ยงของวันนั้นคือ ข้าวไข่เจียวกระเทียมป่าแสนอร่อย ที่ไม่ต้องพึ่งซอสพริกเพิ่มความแซ่บ กลิ่นอ่อนๆ ของกระเทียมเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก

Foraging Foraging

Foraging ไม่ใช่การออกไปตามหาของป่าอย่างเดียว เราทำสิ่งนี้ในสวนสาธารณะหรือในเมืองก็ได้ แล้วที่เมืองไทยออกไปเก็บอาหารที่ขึ้นเองตามธรรมชาติได้ไหมนะ ทำได้สิ และทำมานานแล้วด้วย ตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันก็ forage มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราเก็บตำลึง เก็บกระถินริมรั้วมาจิ้มน้ำพริกตั้งแต่เด็ก ขุดหน่อไม้ตรงกอไผ่หลังสวนมาต้มกระดูกหมูไว้ซดน้ำแกง คล่องคอดีแท้ และสุดยอดของการ foraging ในวัยเด็ก ก็คือการขุดเห็ดโคนราคาแสนแพง เซียนขุดเห็ดโคนคือน้องสาวคนกลางของบ้าน วันไหนที่เราเจอเห็ดโคนในสวน วันนั้นเราต้องหุงข้าวเพิ่ม

Foraging เริ่มเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ที่นี่ ร้านอาหารชื่อดังประดับดาวมิชลินหลายร้านใช้ผักและเห็ดที่ขึ้นในป่ามาประกอบอาหาร อย่างเจ้า Truffle เห็ดป่าราคาแพงแถมไม่มีขายในห้างสามัญ พรีเมียมจริงๆ นะ

 Foraging

ตามเมืองต่างๆ มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบการ Foraging ชวนกันไปเก็บพืชผัก พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และสูตรอาหารกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ฉันค้นพบคือ เมื่อเริ่มแล้วหยุดไม่ได้ คงเป็นเพราะรู้สึกดีทุกครั้งที่ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ใหม่ในฤดูกาลต่างๆ ได้พบพืชและดอกไม้หน้าตาแปลกที่ไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน

กฎเหล็กของการ Foraging คือเก็บแต่พอ และมั่นใจว่ามันจะงอกงามต่อไป ไม่ดึงรากถอนโคนของต้นไม้ดอกไม้ อย่าง Elderflower ที่เราไปเก็บเป็นบ้านของนกน้อยหลายตัว เราเก็บดอกที่พอจะเอื้อมเก็บได้ และปล่อยที่เหลือไว้ให้นกได้ลิ้มรสหอมหวานของ Elderflower ให้สมกับการรอคอยมาตลอดฤดูหนาว เราอาจเริ่ม Foraging ด้วยการเก็บสิ่งที่รู้จัก ยกเว้นพวกตระกูลเห็ด แนะนำว่าควรศึกษาและเรียนรู้จากผู้รู้จริงๆ เพราะเห็ดบางชนิดมีพิษ หรือแม้แต่เบอร์รี่บางชนิดหากนำมาทานสดๆ ก็เป็นพิษได้ ฟังดูน่ากลัวเมื่อใช้คำว่า พิษ แต่จริงๆ แล้วมันคือการที่ร่างกายทำการต่อต้านสิ่งนั้น เช่น อาจทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน

 Foraging

 Foraging

สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและหาข้อมูลอย่างจริงจังคือ พืชและดอกไม้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหน้าตาเป็นอย่างไร อย่าง Hemlock, Water Dropwort, Cowbane ที่มีหน้าตาคล้ายกัน บางครั้งหลงคิดว่าเป็นต้นที่ชอบไปแนบแก้มถ่ายรูปอย่าง Cow Parsley

เสน่ห์ของการ Foraging คือการได้ออกไปค้นหา และการได้เรียนรู้และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญ มันทำให้เรารู้สึกว่าธรรมชาตินั้นแสนอัศจรรย์นัก

Let’s go and forage

Let’s explore nature!

 Foraging

คุณสมบัติผู้เรียน: ชอบป่าเขา ลำธาร สายน้ำ และทะเล รักอิสระ ช่างสังเกต สนใจเรื่องสุขภาพ และอาหารตามฤดูกาล
เก็งข้อสอบ:
1. กะเพรากับโหระพาต่างกันอย่างไร
2. ตำลึงตัวผู้กับตำลึงตัวเมียต่างกันอย่างไร
3. ทำไมเห็ดโคนถึงขึ้นวันพระ
วิชาต่อเนื่อง: Wild Kitchen สร้างสรรค์อาหารธรรมชาติ

 


 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศิรินภา ริ้วบำรุง

จบครุศาสตร์ และเบนเข็มไปเรียนสื่อสารมวลชนที่ Wisconsin แต่ในที่สุดก็กลับมาเป็นครูอีก จนตัดสินใจครั้งใหญ่ ทิ้งอาชีพที่รักเดินทางไกลอีกครั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ใช้ขีวิตอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆ ใน Yorkshire ประเทศอังกฤษ กับลูกสาว ลูกชาย และสามี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load