ในยุคสมัยที่การศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทั้งในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ในดินแดนลึกลับกลางป่าเขาลำเนาไพรไกลปืนเที่ยง อย่างชุมชนบ้านห้วยพ่าน ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน กลับไม่มีการศึกษารูปแบบใดเดินทางไปถึง

ชาวบ้านในชุมชนจึงลุกขึ้นมาระดมเงินจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง

เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้

ผ้าป่า

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดีของทุกปี ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ทั้งคนไทย คนลัวะ และคนถิ่น จะชวนกันมาแห่ผ้าป่าการศึกษา สมทบทุนสนับสนุนการเรียนการสอนให้ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน’ โรงเรียนที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกในชุมชน ด้วยความหวังจะผลิตนักเรียนที่เป็นอนาคตของชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

วันนี้เลยคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเสียงกลอง เสียงฆ้อง และเนื้อร้องทำนองเพลงพื้นบ้าน ดังก้องกลางป่าไพร ราวกับว่าหุบเขาลูกนี้จะไม่มีวันเงียบเหงาเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่

หลังเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญ ทุกคนล้อมวงนับเงินบริจาค ปีนี้ได้มา 8 หมื่นกว่าบาท ยังห่างไกลกับยอดค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านบาท แต่พวกเขายังรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยก็ได้ร่วมต่อชะตาอนาคตของโรงเรียน-สถานศึกษานอกระบบที่อยู่นอกบัญชีการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ

ในรอยยิ้มของความภูมิใจ ชวนให้เรื่องราวความหลังถูกกล่าวขานขึ้นอีกครั้ง…

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ห่างไกลเหลือเกิน

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ.2502 – 2514 ในยุคที่มีการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ป่าทึบและภูเขาสูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยเป็นที่อยู่ของคนท้องถิ่นกลายมาเป็นที่ตั้งฐานของการต่อสู้ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ จำนวน 7 ครอบครัวรวมตัวกันออกเดินทางแสวงหาถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ พวกเขาเดินทางมาพบพื้นที่ผืนนี้ จึงลงหลักปักฐาน แล้วกลายมาชุมชนบ้านห้วยพ่านในปัจจุบัน

หลังสงครามยุติ บ้านเมืองพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดน่านมีความเจริญมากขึ้น ทว่าความรุ่งเรืองทางกายภาพก็ยังมาไม่ถึงชุมชนกลางป่าแห่งนี้

หากผู้อ่านเดินทางมาด้วยกันจะพบว่า ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆ ตามป้ายบอกทางบ้านห้วยพ่าน ตลอดระยะทางนับสิบกิโลเมตร เราไม่พบถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ระบบประปา แม้กระทั่งคลื่นโทรศัพท์ จนถึงหมู่บ้านนั่นแหละโทรศัพท์ถึงกลับมาพบกับคลื่นอีกครั้ง

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ที่ผ่านมาเด็กๆ ในชุมชนแทบไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองและไกลจากโรงเรียน หากเด็กคนไหนอยากเรียนหนังสือต้องระหกระเหินเดินทางไกลตั้งแต่ 10 – 120 กิโลเมตร เกิดค่าใช้จ่ายตามรายทางที่มากเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว เด็กบางคนจึงขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่มีทุนทรัพย์

เด็กบางคนก็ต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปพักอาศัยที่อื่น เพื่อลดระยะการเดินทาง หนำซ้ำพวกเขายังมีปัญหาการเข้าสังคม เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ หลายคนจึงเผชิญกับความโดดเดี่ยว บางคนพอไปเติบโตกลางแสงสีในเมืองก็ลืมทุ่งนาป่าควาย กลายเป็นคนอื่นคนไกลไปเสีย

โรงเรียนของหนู

หลังกัดฟันขบความคิดกันนานหลายปี ชาวบ้านก็มีมติว่า ต้องสร้างสถานศึกษาขึ้นในชุมชน ครอบครัว 45 ครัวเรือนจึงเอาแรงเอาเงินลงขันกันร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ก่ออิฐโบกปูนลูบดิน จนเกิดเป็นอาคารเรียนดินขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 และเปิดการเรียนการสอนใน พ.ศ. 2556

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ผู้รับตำแหน่งครูใหญ่หรือผู้อำนวยการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ครูผู้สอนก็เป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนที่อื่นจบแล้วตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน พวกเขาตั้งโต๊ะประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อวางหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบที่ทุกคนอยากให้เป็น ดังนี้

หนึ่ง สร้างองค์ความรู้ด้านวิชาการทุกกลุ่มสาระวิชา ให้นักเรียนมีทักษะทุกด้านทัดเทียมกับเด็กโรงเรียนของรัฐและเอกชน ต้องเรียนต่อในระดับสูงได้ตามมาตรฐานการศึกษาที่กฎหมายกำหนด

สอง สร้างองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ส่งเสริมประสบการณ์และจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาดิน น้ำ ป่า ในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ ดูเหมือนง่ายแต่นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่กระแสการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ภูเขาหัวโล้นกินพื้นที่กว้างขึ้นทุกที

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีชื่อว่า ‘มรดกห้วยพ่าน’ จากการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบฉบับของห้วยพ่านเองกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เกิดเป็นกลุ่มสาระต่างๆ เช่น

กลุ่มสาระตัวเลขหรรษาและภาษามหาสนุก สอนภาษาลัวะ ภาษาชนเผ่า

กลุ่มสาระคลังสมบัติห้วยพ่าน สอนต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีในชุมชน

กลุ่มสาระทักษะสร้างสุข ให้เด็กๆ สร้างเสริมประสบการณ์และหัดใช้ชีวิตอย่างสมดุล

หมู่บ้านต้องยื่นหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ของจังหวัดน่าน ให้รับรองและอนุมัติการดำเนินงานของศูนย์การเรียนฯ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ระบุให้องค์กรชุมชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้

กว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายครั้ง โดยประสานงานกับเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบ อย่างโรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่ปรึกษาในการเดินเรื่อง กระทั่งได้รับการเห็นชอบจากสำนักงานเขตภายในระยะเวลา 2 ปี

โรงเรียนฟ้ากว้าง ทางใกล้

เด็กนักเรียนในช่วงชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่เคยไปเรียนที่อื่นจึงได้หวนกลับมาสู่อ้อมอกพ่อแม่อีกครั้ง พวกเขาเดินมาเรียนที่ศูนย์การเรียนในชุมชนของตัวเอง ไม่ต้องเสียค่ารถ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ใครบังคับ อยากใส่อะไรก็ได้ตามสะดวกใจ

วันไหนเรียนในห้องแล้วเบื่อก็พากันออกมาเรียนรู้กับธรรมชาติ มองฟ้ากว้าง ดูทางไกล ฟังสายน้ำไหล สบายใจจริงเอย หรือวันไหนที่หมู่บ้านมีกิจกรรม ครูก็จะพาเด็กๆ มาร่วมบำเพ็ญประโยชน์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

เมื่อหมู่บ้านมีพิธีขอขมาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน เด็กๆ ในชุดพื้นบ้านจะไปเก็บดอกไม้ในป่าเอามาโปรยบนผิวน้ำ ระหว่างนั้นพระสงฆ์จะนำสวดมนต์บูชา ชวนให้ระลึกถึงคุณค่าของแม่น้ำที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง และเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนวิชาวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

นอกจากจะมีความรู้พื้นฐานไม่ต่างจากเรียนที่อื่น ยังปลูกฝังความรู้สึกรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่ดั่งมรดกที่บรรพบุรุษรักษาเอาไว้

วันนี้มีนักเรียนเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จบการศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านแล้วทั้งหมด 5 รุ่น เด็กหลายคนสอบเข้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ แม้ไม่ได้เรียนพิเศษในห้างดังอย่างใครเขา ตรงกันข้ามพวกเขายังมีอาวุธความคิด ทั้งทักษะวิชาชีวิต และเข็มทิศในการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน

หลักสูตรการสอนของที่นี่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคน และมีผลสัมฤทธิ์ให้เด็กๆ รู้จักรู้ใจตัวเองจริงๆ ว่าเรียนไปทำไม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

อยู่นอกสายตา

ความสำเร็จในการสร้างคนของศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้สร้างความประหลาดใจมากแล้ว แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น คือสถาบันการศึกษาการแห่งนี้ดูเหมือนเป็นคนนอกสายตาที่ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ชาวห้วยผ่านยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของศูนย์การเรียนฯ

ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทยเหมือนอย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าจะผ่านการรับรองให้จัดการเรียนการสอน และมีรหัสสถานศึกษาตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แล้วก็ตาม

แต่ยังคงต้องรอการตรวจสอบสิทธิ์ที่พึงจะได้ตามข้อกำหนดของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทั้งยังต้องผ่านด่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามติร่วมกัน ซึ่งหากมีมติเห็นชอบแล้ว จะต้องประเมินเกณฑ์การอุดหนุน และรอการจัดสรรงบประมาณต่อไป

จึงไม่อาจตอบได้เลยว่า เมื่อไหร่กันหนอ นมโรงเรียนกล่องเล็กๆ จะตกถึงท้องเด็กๆ ห้วยพ่าน ในระหว่างที่รอพวกเขาต้องห่อข้าวจากบ้านไปกินเองที่โรงเรียน พ่อแม่ต้องปันเงินส่วนตัวมาเป็นค่าจ้างครู หรือช่วยกันจัดผ้าป่าหาเงินสนับสนุน เพราะศูนย์การเรียนไม่มีรายได้มากพอ   

เมื่อลองศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะพบว่า มาตรา 14 และ มาตรา 14 (2) ระบุว่า องค์กรชุมชนซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามควร อาทิ เงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะที่ มาตรา 61 ระบุว่า ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยองค์กรชุมชนตามความเหมาะสมและความจำเป็น

แม้ดูเหมือนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่เพราะคำจำกัดความไม่ได้มีสภาพบังคับ มีผลทำให้การศึกษาของชุมชนห้วยพ่านยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ยิ้มสู้

ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อเรียกร้องเพื่อหาความเป็นธรรม ชาวบ้านห้วยพ่าน มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหลายต่อหลายครั้ง ด้วยหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รับผิดชอบดูแล จะเจียดเงินก้อนเล็กๆ จากงบประมาณที่มีรวมๆ กว่า 7 แสนล้านบาท มาปันให้กับศูนย์การเรียนรู้หลังน้อยๆ ในหุบเขาบ้าง

ชาวบ้านห้วยพ่านเต็มใจจะเป็นกำลังเสริมทำงานแทนหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไม่ถึงคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ห่างไกล ขอแค่มีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อมื้อต่อหัว ค่าจ้างครู 7,000 – 10,000 บาทต่อเดือน และเงินสนับสนุนตามมาตรฐานที่ใช้กับโรงเรียนทั่วๆ ไป ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่ศูนย์การเรียนฯ ต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียว ราวปีละ 2 ล้านบาทได้บ้าง และเพียงพอต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาผลการเรียกร้องยังคงเป็นศูนย์

สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือ ยืนหยัดปลูกต้นไม้เล็กๆ ด้วยการศึกษาให้กับลูกหลาน เพื่อเพาะกล้าคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังในการรักษามรดกจากธรรมชาติ ทั้งป่ากว้างนับหมื่นไร่ แหล่งน้ำทั้ง 47 แห่ง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวห้วยพ่านให้อยู่ดีมีสุขเรื่อยมา

จากเรื่องราวการต่อสู้ของชาวห้วยพ่านที่เป็นจุดเริ่มสร้างถิ่นฐานในหุบเขาน่าน ตลอดจนการสร้างรากฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ถึงวันนี้ดูเหมือนพวกเขายังต้องเดินทางไกลจนกว่าจะถึงจุดหมาย แต่รอยยิ้มที่เห็นได้ในทุกๆ วันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า มีชัยชนะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีขบวนผ้าป่าเดินทางมาถึง ศูนย์การเรียนกำลังเปิดสอน และมีนักเรียนเดินเข้าออกระหว่างป่ากับห้องเรียน

ก่อนจะหมดวันฤกษ์งามยามดี เด็กๆ ห้วยพ่านยังจัดการแสดงร้องเล่นเต้นรำให้ดูอย่างสนุกสนาน บางคนรับบทเป็นล่ามแปลภาษาจากเนื้อร้องภาษาถิ่นให้ฟัง บางคนอาสาทำของขวัญพื้นบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นที่ระลึกแทนใจ ทั้งหมดอาจไม่มีราคาที่เป็นมูลค่า แต่มีคุณค่าทางจิตใจที่เกินกว่าจะประเมินได้

หากเพียงจะนิยามได้ว่า หุบเขาน่านที่ไกลปืนเที่ยง ไม่ได้ล้าหลัง แต่กลับรุ่งเรืองด้วยจิตวิญญาณและแนวทางพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ภาพ: มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

Writer & Photographer

December Sky

ปากกา หน้าจอ สมอ หมอนข้าง ฟ้ากว้าง และ กวางเรนเดียร์

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load