ในยุคสมัยที่การศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทั้งในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ในดินแดนลึกลับกลางป่าเขาลำเนาไพรไกลปืนเที่ยง อย่างชุมชนบ้านห้วยพ่าน ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน กลับไม่มีการศึกษารูปแบบใดเดินทางไปถึง

ชาวบ้านในชุมชนจึงลุกขึ้นมาระดมเงินจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง

เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้

ผ้าป่า

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดีของทุกปี ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ทั้งคนไทย คนลัวะ และคนถิ่น จะชวนกันมาแห่ผ้าป่าการศึกษา สมทบทุนสนับสนุนการเรียนการสอนให้ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน’ โรงเรียนที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกในชุมชน ด้วยความหวังจะผลิตนักเรียนที่เป็นอนาคตของชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

วันนี้เลยคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเสียงกลอง เสียงฆ้อง และเนื้อร้องทำนองเพลงพื้นบ้าน ดังก้องกลางป่าไพร ราวกับว่าหุบเขาลูกนี้จะไม่มีวันเงียบเหงาเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นี่

หลังเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญ ทุกคนล้อมวงนับเงินบริจาค ปีนี้ได้มา 8 หมื่นกว่าบาท ยังห่างไกลกับยอดค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านบาท แต่พวกเขายังรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยก็ได้ร่วมต่อชะตาอนาคตของโรงเรียน-สถานศึกษานอกระบบที่อยู่นอกบัญชีการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ

ในรอยยิ้มของความภูมิใจ ชวนให้เรื่องราวความหลังถูกกล่าวขานขึ้นอีกครั้ง…

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ห่างไกลเหลือเกิน

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ.2502 – 2514 ในยุคที่มีการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาลไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ป่าทึบและภูเขาสูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่เคยเป็นที่อยู่ของคนท้องถิ่นกลายมาเป็นที่ตั้งฐานของการต่อสู้ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ จำนวน 7 ครอบครัวรวมตัวกันออกเดินทางแสวงหาถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ พวกเขาเดินทางมาพบพื้นที่ผืนนี้ จึงลงหลักปักฐาน แล้วกลายมาชุมชนบ้านห้วยพ่านในปัจจุบัน

หลังสงครามยุติ บ้านเมืองพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดน่านมีความเจริญมากขึ้น ทว่าความรุ่งเรืองทางกายภาพก็ยังมาไม่ถึงชุมชนกลางป่าแห่งนี้

หากผู้อ่านเดินทางมาด้วยกันจะพบว่า ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆ ตามป้ายบอกทางบ้านห้วยพ่าน ตลอดระยะทางนับสิบกิโลเมตร เราไม่พบถนนคอนกรีต เสาไฟฟ้า ระบบประปา แม้กระทั่งคลื่นโทรศัพท์ จนถึงหมู่บ้านนั่นแหละโทรศัพท์ถึงกลับมาพบกับคลื่นอีกครั้ง

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ที่ผ่านมาเด็กๆ ในชุมชนแทบไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองและไกลจากโรงเรียน หากเด็กคนไหนอยากเรียนหนังสือต้องระหกระเหินเดินทางไกลตั้งแต่ 10 – 120 กิโลเมตร เกิดค่าใช้จ่ายตามรายทางที่มากเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว เด็กบางคนจึงขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่มีทุนทรัพย์

เด็กบางคนก็ต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปพักอาศัยที่อื่น เพื่อลดระยะการเดินทาง หนำซ้ำพวกเขายังมีปัญหาการเข้าสังคม เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ หลายคนจึงเผชิญกับความโดดเดี่ยว บางคนพอไปเติบโตกลางแสงสีในเมืองก็ลืมทุ่งนาป่าควาย กลายเป็นคนอื่นคนไกลไปเสีย

โรงเรียนของหนู

หลังกัดฟันขบความคิดกันนานหลายปี ชาวบ้านก็มีมติว่า ต้องสร้างสถานศึกษาขึ้นในชุมชน ครอบครัว 45 ครัวเรือนจึงเอาแรงเอาเงินลงขันกันร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ก่ออิฐโบกปูนลูบดิน จนเกิดเป็นอาคารเรียนดินขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 และเปิดการเรียนการสอนใน พ.ศ. 2556

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ผู้รับตำแหน่งครูใหญ่หรือผู้อำนวยการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ครูผู้สอนก็เป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนที่อื่นจบแล้วตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน พวกเขาตั้งโต๊ะประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อวางหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบที่ทุกคนอยากให้เป็น ดังนี้

หนึ่ง สร้างองค์ความรู้ด้านวิชาการทุกกลุ่มสาระวิชา ให้นักเรียนมีทักษะทุกด้านทัดเทียมกับเด็กโรงเรียนของรัฐและเอกชน ต้องเรียนต่อในระดับสูงได้ตามมาตรฐานการศึกษาที่กฎหมายกำหนด

สอง สร้างองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ส่งเสริมประสบการณ์และจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาดิน น้ำ ป่า ในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ ดูเหมือนง่ายแต่นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่กระแสการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ภูเขาหัวโล้นกินพื้นที่กว้างขึ้นทุกที

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ด้วยแนวคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีชื่อว่า ‘มรดกห้วยพ่าน’ จากการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบฉบับของห้วยพ่านเองกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เกิดเป็นกลุ่มสาระต่างๆ เช่น

กลุ่มสาระตัวเลขหรรษาและภาษามหาสนุก สอนภาษาลัวะ ภาษาชนเผ่า

กลุ่มสาระคลังสมบัติห้วยพ่าน สอนต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีในชุมชน

กลุ่มสาระทักษะสร้างสุข ให้เด็กๆ สร้างเสริมประสบการณ์และหัดใช้ชีวิตอย่างสมดุล

หมู่บ้านต้องยื่นหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ของจังหวัดน่าน ให้รับรองและอนุมัติการดำเนินงานของศูนย์การเรียนฯ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ระบุให้องค์กรชุมชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้

กว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายครั้ง โดยประสานงานกับเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบ อย่างโรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่ปรึกษาในการเดินเรื่อง กระทั่งได้รับการเห็นชอบจากสำนักงานเขตภายในระยะเวลา 2 ปี

โรงเรียนฟ้ากว้าง ทางใกล้

เด็กนักเรียนในช่วงชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่เคยไปเรียนที่อื่นจึงได้หวนกลับมาสู่อ้อมอกพ่อแม่อีกครั้ง พวกเขาเดินมาเรียนที่ศูนย์การเรียนในชุมชนของตัวเอง ไม่ต้องเสียค่ารถ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ใครบังคับ อยากใส่อะไรก็ได้ตามสะดวกใจ

วันไหนเรียนในห้องแล้วเบื่อก็พากันออกมาเรียนรู้กับธรรมชาติ มองฟ้ากว้าง ดูทางไกล ฟังสายน้ำไหล สบายใจจริงเอย หรือวันไหนที่หมู่บ้านมีกิจกรรม ครูก็จะพาเด็กๆ มาร่วมบำเพ็ญประโยชน์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

เมื่อหมู่บ้านมีพิธีขอขมาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน เด็กๆ ในชุดพื้นบ้านจะไปเก็บดอกไม้ในป่าเอามาโปรยบนผิวน้ำ ระหว่างนั้นพระสงฆ์จะนำสวดมนต์บูชา ชวนให้ระลึกถึงคุณค่าของแม่น้ำที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง และเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนวิชาวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

นอกจากจะมีความรู้พื้นฐานไม่ต่างจากเรียนที่อื่น ยังปลูกฝังความรู้สึกรักและหวงแหนถิ่นที่อยู่ดั่งมรดกที่บรรพบุรุษรักษาเอาไว้

วันนี้มีนักเรียนเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จบการศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านแล้วทั้งหมด 5 รุ่น เด็กหลายคนสอบเข้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ แม้ไม่ได้เรียนพิเศษในห้างดังอย่างใครเขา ตรงกันข้ามพวกเขายังมีอาวุธความคิด ทั้งทักษะวิชาชีวิต และเข็มทิศในการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน

หลักสูตรการสอนของที่นี่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคน และมีผลสัมฤทธิ์ให้เด็กๆ รู้จักรู้ใจตัวเองจริงๆ ว่าเรียนไปทำไม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

อยู่นอกสายตา

ความสำเร็จในการสร้างคนของศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้สร้างความประหลาดใจมากแล้ว แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น คือสถาบันการศึกษาการแห่งนี้ดูเหมือนเป็นคนนอกสายตาที่ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ชาวห้วยผ่านยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของศูนย์การเรียนฯ

ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทยเหมือนอย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าจะผ่านการรับรองให้จัดการเรียนการสอน และมีรหัสสถานศึกษาตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. แล้วก็ตาม

แต่ยังคงต้องรอการตรวจสอบสิทธิ์ที่พึงจะได้ตามข้อกำหนดของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทั้งยังต้องผ่านด่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามติร่วมกัน ซึ่งหากมีมติเห็นชอบแล้ว จะต้องประเมินเกณฑ์การอุดหนุน และรอการจัดสรรงบประมาณต่อไป

จึงไม่อาจตอบได้เลยว่า เมื่อไหร่กันหนอ นมโรงเรียนกล่องเล็กๆ จะตกถึงท้องเด็กๆ ห้วยพ่าน ในระหว่างที่รอพวกเขาต้องห่อข้าวจากบ้านไปกินเองที่โรงเรียน พ่อแม่ต้องปันเงินส่วนตัวมาเป็นค่าจ้างครู หรือช่วยกันจัดผ้าป่าหาเงินสนับสนุน เพราะศูนย์การเรียนไม่มีรายได้มากพอ   

เมื่อลองศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะพบว่า มาตรา 14 และ มาตรา 14 (2) ระบุว่า องค์กรชุมชนซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามควร อาทิ เงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะที่ มาตรา 61 ระบุว่า ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยองค์กรชุมชนตามความเหมาะสมและความจำเป็น

แม้ดูเหมือนจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่เพราะคำจำกัดความไม่ได้มีสภาพบังคับ มีผลทำให้การศึกษาของชุมชนห้วยพ่านยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ยิ้มสู้

ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อเรียกร้องเพื่อหาความเป็นธรรม ชาวบ้านห้วยพ่าน มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหลายต่อหลายครั้ง ด้วยหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รับผิดชอบดูแล จะเจียดเงินก้อนเล็กๆ จากงบประมาณที่มีรวมๆ กว่า 7 แสนล้านบาท มาปันให้กับศูนย์การเรียนรู้หลังน้อยๆ ในหุบเขาบ้าง

ชาวบ้านห้วยพ่านเต็มใจจะเป็นกำลังเสริมทำงานแทนหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไม่ถึงคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ห่างไกล ขอแค่มีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อมื้อต่อหัว ค่าจ้างครู 7,000 – 10,000 บาทต่อเดือน และเงินสนับสนุนตามมาตรฐานที่ใช้กับโรงเรียนทั่วๆ ไป ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่ศูนย์การเรียนฯ ต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียว ราวปีละ 2 ล้านบาทได้บ้าง และเพียงพอต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาผลการเรียกร้องยังคงเป็นศูนย์

สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือ ยืนหยัดปลูกต้นไม้เล็กๆ ด้วยการศึกษาให้กับลูกหลาน เพื่อเพาะกล้าคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังในการรักษามรดกจากธรรมชาติ ทั้งป่ากว้างนับหมื่นไร่ แหล่งน้ำทั้ง 47 แห่ง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวห้วยพ่านให้อยู่ดีมีสุขเรื่อยมา

จากเรื่องราวการต่อสู้ของชาวห้วยพ่านที่เป็นจุดเริ่มสร้างถิ่นฐานในหุบเขาน่าน ตลอดจนการสร้างรากฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ถึงวันนี้ดูเหมือนพวกเขายังต้องเดินทางไกลจนกว่าจะถึงจุดหมาย แต่รอยยิ้มที่เห็นได้ในทุกๆ วันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า มีชัยชนะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีขบวนผ้าป่าเดินทางมาถึง ศูนย์การเรียนกำลังเปิดสอน และมีนักเรียนเดินเข้าออกระหว่างป่ากับห้องเรียน

ก่อนจะหมดวันฤกษ์งามยามดี เด็กๆ ห้วยพ่านยังจัดการแสดงร้องเล่นเต้นรำให้ดูอย่างสนุกสนาน บางคนรับบทเป็นล่ามแปลภาษาจากเนื้อร้องภาษาถิ่นให้ฟัง บางคนอาสาทำของขวัญพื้นบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นที่ระลึกแทนใจ ทั้งหมดอาจไม่มีราคาที่เป็นมูลค่า แต่มีคุณค่าทางจิตใจที่เกินกว่าจะประเมินได้

หากเพียงจะนิยามได้ว่า หุบเขาน่านที่ไกลปืนเที่ยง ไม่ได้ล้าหลัง แต่กลับรุ่งเรืองด้วยจิตวิญญาณและแนวทางพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์

โรงเรียนทางเลือก, บ้านห้วยพาน

ภาพ: มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

Writer & Photographer

Avatar

December Sky

ปากกา หน้าจอ สมอ หมอนข้าง ฟ้ากว้าง และ กวางเรนเดียร์

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load