ทุกครั้งเมื่อผู้เขียนจะเดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อน ๆ ที่ทราบข่าว มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ระวังตัวด้วยครับ”

เป็นเวลานานนับสิบปีแล้ว ที่คนไทยจำนวนมากมีภาพจำเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นดินแดนที่ผู้คนอยู่กันด้วยความหวาดกลัว ระแวงว่าจะมีการวางระเบิด เสียงปืนปะทะกัน มีเสียงหวอของรถพยาบาล บ้านช่องปิดเงียบไม่คึกคัก

ใครไม่มีธุระจำเป็น ไม่ควรไปดินแดนเหล่านี้

ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนใช้เวลา 4 – 5 วันตระเวนไปเยี่ยมชุมชนชาวมุสลิมหลายแห่งในจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ทุกแห่งที่เดินทาง ผู้คนใช้ชีวิตปกติ อยู่กันด้วยความสงบสุข ร้านค้าเปิดขายกัน ผู้คนเดินทางกันขวักไขว่

รถราตามท้องถนนแล่นกันพลุกพล่าน ไม่ได้เงียบเหงาวังเวงอย่างที่คนข้างนอกจินตนาการ ชาวบ้านในพื้นที่แนะนำว่า ระหว่างเดินทาง หากไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะปลอดภัยกว่าเป็นรถของทางการ

ด่านหลายแห่งตามท้องถนนที่เคยมีทหาร ตำรวจรักษาการณ์เคร่งครัด กลายเป็นด่านร้าง แทบจะไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ประจำการ

วันหนึ่งที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ผู้เขียนเดินเข้ามาเยี่ยมชมโรงเรียนประถมศึกษาบ้านช่องแมว โรงเรียนเล็ก ๆ แต่มีบรรยากาศสดใส ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น และที่น่าสนใจคือ ภาพวาดสัตว์นานาชนิดสีสันจัดจ้านงดงามตามกำแพงห้องเรียน ราวกับโรงเรียนเด็กเล็กในเมืองใหญ่ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าโรงเรียนแห่งนี้อยู่ในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ดินแดนแห่งความรุนแรงและความขัดแย้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

ที่ผ่านมาโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ได้รับรางวัลหลายรางวัล อาทิ โรงเรียนต้นแบบนักเรียนสุขภาพดี โรงเรียนปลอดขยะ ฯลฯ

โดยเฉพาะรางวัลโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวันดีเด่น ระดับประเทศ

‘โรงเรียนบ้านช่องแมว’ เป็นโรงเรียนเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ในอดีตโรงเรียนแห่งนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยได้รับการพัฒนา ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อหลายปีก่อน โรงเรียนกำลังจะโดนยุบตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนไม่ถึง 100 คน

แต่คณะกรรมการโรงเรียน ผู้ปกครอง ในเวลานั้น ร่วมกันหาทางออก และประจวบเหมาะกับ นายอุดม ชูอ่อน ย้ายมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ จึงได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเพิ่มจำนวนนักเรียน ในที่สุดโรงเรียนไม่โดนยุบ และสิบกว่าปีผ่านไป โรงเรียนบ้านช่องแมวค่อย ๆ มีนักเรียนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีนักเรียน 325 คน และกลายเป็นโรงเรียนประถมศึกษาตัวอย่าง โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในอำเภอสายบุรี

ครูอุดมย้อนความหลังให้ฟังว่า แนวทางการจัดการแก้ปัญหาในอดีตเป็นอย่างไร

“ตอนแรกที่ผมมารับตำแหน่ง เด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม ผมสังเกตว่า สาเหตุที่ผู้ปกครองมาให้นักเรียนลาออก เพราะโรงเรียนรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามเหมือนศาสนาพุทธ ทำให้ผู้ปกครองย้ายลูกหลานตัวเองไปอยู่โรงเรียนมุสลิมแทน ผมจึงเปลี่ยนวิธีการทำให้โรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้ให้ความสำคัญกับทุกศาสนาเท่ากัน ผู้ปกครองจึงพานักเรียนกลับมาเรียนใหม่ และหันมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมในโรงเรียน และที่สำคัญคือปรับปรุงอาหารกลางวัน”

คุณครูเล่าให้เราฟังว่า การคำนึงถึงสุขภาพของนักเรียนต้องมาก่อนเรื่องอื่น นักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนเป็นลูกหลานคนยากจนในอำเภอ ไม่ค่อยมีเงิน แกจึงปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันก่อน โดยใช้เงินค่าอาหารกลางวันของเด็กที่ทางการอุดหนุนคนละ 21 บาท มาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้โรงเรียนมีการเลี้ยงปลา ไก่ เป็ด กบ ปลูกผักสวนครัวหลากหลายชนิด เพื่อเป็นอาหารเสริมและลดค่าใช้จ่าย จนทำให้นักเรียนทั้งหมดได้กินอาหารครบทุกหมู่อย่างอิ่มหนำ

โรงเรียนมีสระน้ำพื้นที่ 5 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดต่าง ๆ อาทิ ปลายี่สก ปลาทับทิม ปลาสวาย ฯลฯ และนำน้ำไปใช้ในทางการเกษตร บริเวณรอบ ๆ สระมีการปลูกพืชที่มีประโยชน์ เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวหอม และสวนอนุรักษ์พันธุ์กล้วยของจังหวัดปัตตานี จำนวน 19 สายพันธุ์

นักเรียนตัวน้อยทำหน้าที่เป็นไกด์ พาผู้เขียนเดินไปชมโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว บ่อเลี้ยงปลาดุก ปลาหมอหลายพันตัว แหล่งอาหารโปรตีนสำคัญของนักเรียน เรือนเพาะเห็ด ผักสวนครัว อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะละกอ มะนาว คะน้า ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง พริก มะเขือ โดยพืชผักเหล่านี้ใช้ปุ๋ยขี้ไก่จากโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ และปุ๋ยหมักชีวภาพต่าง ๆ ที่ทำขึ้นเองมาบำรุงรักษา โดยแต่ละแห่งจะมีนักเรียนคอยผลัดเวรมารับผิดชอบ

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

การทำงานของนักเรียนเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่า อาหารกลางวันที่กินได้อิ่มท้อง ส่วนหนึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาด้วย

ผู้เขียนแวะมาที่โรงอาหาร เด็กนักเรียนกำลังต่อแถวเข้าคิวรับอาหารกลางวันและนำมากินที่โต๊ะอาหาร เราเห็นถาดหลุมของเด็กน้อย มีกับข้าว 3 อย่าง ทั้งผัดผัก ไข่เจียว ปลาทอด พร้อมของหวานและข้าวสวยเต็มจาน นักเรียนล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

เด็กนักเรียนแห่งนี้ แม้จะเป็นเด็กยากจน แต่รับประกันว่ากินอาหารกลางวันอิ่มแน่ และที่สำคัญคือ ผอ. โรงเรียนบอกว่า

“ทุกคนในโรงเรียนกินอาหารเหมือนกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จะมีอาหารให้ทานแบบเท่าเทียมทุกคน ทั้งมื้อเช้า มื้อเที่ยง บางครั้งก็มีอาหารว่าง และมื้อเย็นด้วย รวมถึงผู้ปกครองบางคนที่ไม่มีเงิน ก็มาทานข้าวกลางวันพร้อมลูกตัวเองได้ ”

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ
บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

ผู้เขียนสังเกตว่า บรรยากาศโรงเรียนดูร่มรื่นเป็นธรรมชาติ มีพื้นที่ป่าชุมชนภายในโรงเรียน อนุรักษ์ไว้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้หลายชนิด

“พวกเราดูแล ปลูกต้นไม้ใหญ่มานาน เพื่อเป็นปอดให้กับทุกคนจนกลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ เพราะผมเชื่อว่า ธรรมชาติจะเยียวยาและให้สติปัญญากับเด็กนอกห้องเรียนได้เป็นอย่างดี”

ครูอุดมเชื่อว่า นักเรียนจะเติบโตมีคุณภาพขึ้นมาได้ หน้าที่ของครูคือสร้างสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กให้ดีก่อน

มีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้กันเกราอายุนับ 100 ปี จำนวนหลายสิบต้น อันเกิดจากวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ไม่ทำลายต้นไม้ และสังเกตเห็นว่าสิ่งก่อสร้างในโรงเรียนก็ไม่ทำลายต้นไม้เลย เช่น การสร้างสนามเด็กเล่นในโรงเรียนที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย

นอกจากนั้น โรงเรียนยังทำหน้าที่บริการชุมชน อาทิ เมื่อชาวบ้านในชุมชนบางคนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ทางโรงเรียนได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลกับทางกรรมการหมู่บ้าน และอนุญาตให้ชาวบ้านเหล่านั้นมาใช้ที่ดินของโรงเรียนบางส่วนเพื่อปลูกผักสวนครัวเป็นอาหารเลี้ยงภายในครอบครัวได้ ปัจจุบันมีชาวบ้านประมาณสิบคน ที่มาปลูกผักกาดเขียว ผักบุ้ง

ทุกวันนี้โรงเรียนบ้านช่องแมว ได้กลายเป็นโรงเรียนตัวอย่างในวงการศึกษา มีหน่วยงานต่าง ๆ มาดูงานอย่างต่อเนื่อง

ก่อนกลับ เราถามครูอุดมว่า ทำไมอาคารเรียนที่นี่จึงทาสีชมพูสด

“เราเลือกใช้สีชมพูสดเพื่อตัดกับความเขียวของต้นไม้รอบโรงเรียน และวาดภาพทุกผนังกำแพง เพื่อสร้างสีสันและจินตนาการให้กับเด็กครับ”

โรงเรียนเล็ก ๆ ไกลปืนเที่ยง แต่คือตัวอย่างของการปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load