The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

น้ำมาจากไหน

น้ำมาจากป่าต้นน้ำสูงขึ้นไปบนภูเขา เมื่อถึงฤดูมรสุม สายฝนที่โปรยปรายลงมาจะถูกกักเก็บไว้ในดินและต้นไม้ในผืนป่า รากสาขาขนาดมหึมาที่แผ่ขยายอยู่ใต้ดินช่วยดูดซับน้ำปริมาณมหาศาลเอาไว้ และค่อยๆ ปล่อยน้ำไหลซึมลงมาทีละน้อย กลายเป็นธารน้ำเล็กบริสุทธิ์ ธารน้ำเล็กๆ ไหลลงมารวมกันสายแล้วสายเล่ากลายเป็นแม่น้ำกว้าง อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งภูมิภาค ก็มีต้นกำเนิดเล็กๆ จากป่าต้นน้ำบนภูเขา

ทุกวันนี้ ป่าต้นน้ำทั่วประเทศไทยถูกรุกล้ำด้วยการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่ต้องเร่งการเติบโตของพืชพรรณด้วยสารเคมีจำนวนมหาศาล ทำให้ในน้ำและดินบริเวณป่าต้นน้ำเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อน คนเมืองปลายน้ำก็ได้รับสารเคมีที่ไหลลงมาตามสายน้ำด้วยเช่นกัน

ป่าต้นน้ำลดจำนวนลงทำให้ผลิตน้ำได้น้อยลง แถมน้ำยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ใครต้องเป็นคนแก้ไข

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก กุล ปัญญาวงศ์ หญิงตัวเล็กๆ ผู้ชวนชาวบ้านมาช่วยกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการทำเกษตรกรรมผสมผสานที่เลิกใช้สารเคมีถาวร และสร้างระบบจัดการน้ำด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาที่เพียงพอหล่อเลี้ยงพื้นที่ของตัวเองตลอดทั้งปี 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

สิ่งที่เธอทำคือการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการลดมลพิษ ลดการปล่อยสารเคมีลงในน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทุกภาคส่วน สร้างหลักประกันการใช้น้ำจืดและแหล่งน้ำจืดที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองต่อการขาดแคลนน้ำ รวมถึงปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ภูเขา ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแม่น้ำ

พื้นเพของกุลเป็นคนจังหวัดน่าน เธอจากบ้านไปเรียนหนังสือและทำงานในเมืองหลายสิบปี เฝ้าติดตามข่าวความวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิดอยู่ห่างๆ จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจกลับน่าน​มาเปิด ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน’ เพื่อชวนชาวบ้านมาร่วมมือกันพาสายน้ำ และป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของน่านกลับคืนมา

เธอสร้างความยั่งยืนในการใช้น้ำร่วมกับชุมชน​ ด้วยการใช้ภูมิปัญญาโบราณสร้าง ‘แท็งก์น้ำไม้ไผ่’ ความเจ๋งของแท็งก์น้ำนี้ คือทำจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุจากหลักแสนให้เหลือเพียงไม่กี่หมื่นบาท ถือเป็นนวัตกรรมในการจัดการน้ำคุณภาพดีราคาย่อมเยา ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ไม่เพียงแค่กักเก็บน้ำ​ แต่แท็งก์น้ำไม้ไผ่ยังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่าน ด้วยการสร้างวัฏจักรของน้ำผิวดินที่หมุนเวียนเป็นวงจร ทำให้ดินชุ่มชื้น เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

หนทางในการฟื้นฟูต้นน้ำทำสำเร็จด้วยมือคนคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน คนปลายน้ำในเมืองอย่างพวกเราก็มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสายน้ำและผืนป่า ด้วยการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ไม่ทิ้งขยะหรือของเสียลงในแหล่งน้ำ เพราะแม้จะเป็นปลายน้ำ แต่สุดท้ายน้ำก็ไหลลงสู่มหาสมุทรถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเล แหล่งอาหารของมนุษย์ และต้นกำเนิดของเมฆฝนที่กลั่นกลายเป็นเม็ดฝนนั่นเอง

01

เมื่อป่าน่านหายไป

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน ตั้งอยู่ในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่บริเวณนี้ในอดีตมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างรุนแรง ความอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยภูเขาหัวโล้นว่างเปล่า 

ต้นไม้และรากสาขาในป่าต้นน้ำ นอกจากเป็นแหล่งผลิตน้ำแล้ว พวกมันยังช่วยชะลอกระแสน้ำหลาก หากฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วง ช่วยรักษาหน้าดินซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุไม่ให้ถูกชะล้างไปจากผืนป่า เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง แม้จะไร้ฝนก็ไม่มีปัญหา เพราะน้ำถูกเก็บรักษาอย่างดีใต้ผืนดิน ป่าต้นน้ำจะทยอยปล่อยน้ำออกมาให้เรามีใช้ตลอดทั้งปี 

เมื่อพื้นที่สูงไร้พืชพรรณใดๆ ปกคลุม ก็ยากจะกักเก็บความชุ่มชื้นรวมถึงหยดน้ำตามฤดูกาลไว้ได้ ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงเมื่อถึงคราวน้ำหลาก เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากจะพรากทุกสิ่งไป ไม่เว้นแม้แต่แร่ธาตุและตะกอนดิน

การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งความรีบเร่งในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวบ้านจึงหันมาทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ โดยเฉพาะข้าวโพด พร้อมใช้สารเคมีเต็มอัตราเพื่อหวังร่นระยะการเจริญเติบโตของพืชในแปลงเกษตร ที่นี่จึงมีทั้งปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและสารเคมีตกค้างปนเปื้อนในผืนดินและแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จริงๆ แล้วการที่น่านเต็มไปด้วยเขาหัวโล้นไม่ใช่แค่ปัญหาของคนน่าน แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัดน่านคือป่าต้นน้ำ และต้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจากที่นี่

“เมื่อถึงฤดูฝน น้ำชะผ่านภูเขาหัวโล้นลงมา ไม่มีรากต้นไม้อุ้มน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในดิน น้ำจึงหายไปอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำพาตะกอนดินบนภูเขาหัวโล้นลงมาด้วย ตะกอนทำให้แม่น้ำตื้นเขิน เมื่อแม่น้ำเก็บน้ำไม่ได้ น้ำก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จนไปท่วมพื้นที่ปลายน้ำอย่างกรุงเทพฯ” 

น้ำท่วมที่เกิดจากป่าน่านหายไป น้ำแล้งที่เกิดจากป่าน่านก็หายไป 

02

เล็ก แคบ ชัด

“เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว สมัยอยู่ชั้นประถม พื้นที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสักทอง มองออกไปไกลๆ คือป่าเขาชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เราเริ่มจากบ้านไปเรียนหนังสือในเมือง กลับมาอีกทีต้นสักทองหายไป ไม่มีป่าชอุ่มอีกแล้ว จากถนน มองทะลุไปเห็นยอดเขาเวิ้งว้างได้เลย จากพื้นที่ป่าเขียวเหลือเพียงดินแห้งแข็งสีดำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนใจหาย” กุลเริ่มเล่าเสี้ยวความทรงจำของเธอที่มีต่อบ้านเกิด

“เราทำงานอนุรักษ์บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่นาน ถามว่าอยากกลับบ้านที่น่านไหม ในใจลึกๆ ก็อยากกลับ แต่ไม่รู้ว่ากลับไปแล้วจะเริ่มตรงไหน จะทำอะไรก่อนดี ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนรู้สึกว่าไกลเกินกว่าที่เราจะตามไป

“จนครั้งหนึ่งมีโอกาสตาม อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาดูสภาพพื้นที่จังหวัดน่าน อาจารย์ยักษ์บอกว่า จริงๆ แล้วที่นี่มีโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและป่าต้นน้ำใหญ่ๆ เกิดขึ้นแล้วมากมาย มีนักวิชาการเก่งๆ หลายคนขึ้นมาช่วยดูแลแก้ไข แต่ยังขาดใครสักคนทำในส่วนที่เรียกว่า ‘เล็ก แคบ ชัด’ เพื่อให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่างว่าแค่สองมือเล็กๆ ก็ช่วยฟื้นฟูต้นน้ำน่านได้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุดแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น”

เล็ก แคบ ชัด ใช้เรียกพื้นที่เล็กๆ ที่คนหนึ่งคนจัดการได้ด้วยตัวเองตามกำลัง คนที่มีกำลังเยอะก็ทำเยอะ คนที่มีกำลังน้อยก็ทำน้อย ไม่มีสตางค์ก็ทำอย่างคนไม่มีสตางค์ ทำแบบพึ่งตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นการทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เป็นการจัดการน้ำเฉพาะครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ฟื้นฟูป่าก็ไม่ต้องปลูกป่าขนาดใหญ่ แต่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเอง เพื่อยังชีพและหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีกินก่อน แล้วจึงค่อยขยายออกไป 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

กุลจึงตัดสินใจกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน เพื่อหวังเปลี่ยนแนวคิดในการจัดการน้ำ แนวคิดในการทำเกษตรกรรม และแนวคิดในการใช้ชีวิตของชาวบ้าน สู่ความยั่งยืนด้วยการลงมือทำให้ดู

03

จัดการน้ำด้วยธรรมชาติ

สายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ที่แหวกว่ายหากินไม่หยุดอยู่กับที่ ตั้งแต่ตัวโตจนถึงตัวจิ๋วมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากนี้ พื้นที่ขอบตลิ่งยังเป็นแหล่งบรรจบพบกันของพืชและสัตว์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต

ก่อนหน้านี้คนนิยมสร้างฝายคอนกรีตบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ไม่ทันฉุกคิดว่าสิ่งก่อสร้างแปลกปลอมฝีมือมนุษย์เหล่านั้น จะขวางกั้นการใช้ชีวิตของสรรพสัตว์ในสายน้ำ ซึ่งส่งผลไปถึงระบบนิเวศป่าใหญ่ 

หลายปีที่ผ่านมา กระบวนการฟื้นฟูป่าน่าน จากการบุกรุกทำลายด้วยเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ถูกปลุกขึ้นในหลายพื้นที่ มีการจัดตั้งหน่วยจัดการน้ำ ชวนชาวบ้านมาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำน่าน ด้วยการปลูกพืชพื้นถิ่นเพื่อฟื้นป่าและจัดการน้ำอย่างถูกวิธีด้วยภูมิปัญญาธรรมชาติ

ทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มหันกลับไปทำฝายชะลอความแรงของน้ำป่าแบบดั้งเดิมด้วยไม้และก้อนหิน ซึ่งเป็นฝายชั่วคราวที่พังได้หากน้ำป่าไหลบ่ามาแรงมากๆ ฝายลักษณะนี้จะยังคงเหลือช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายเคลื่อนผ่านได้ ไม่เป็นการตัดตอนสายน้ำอย่างฝายคอนกรีตแต่อย่างใด

04

ภูมิปัญญาโบราณในยุคปัจจุบัน

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือภูมิปัญญาประยุกต์ในการกักเก็บน้ำที่อาจารย์ยักษ์คิดค้นขึ้น จากการนำภูมิปัญญาการใช้ไม้ไผ่ดั้งเดิม มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทการใช้งานและก่อสร้างในปัจจุบัน 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่นี้ กุลและชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านร่วมไม้ร่วมมือกันก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลายแท็งก์ ผลลัพธ์ในการกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในชุมชนนับว่าใช้การได้ดี ไม่มีที่ติ

“บริเวณที่มีแหล่งน้ำต้นทุน เช่น มีลำธาร ห้วย หนอง บึง เราทำถัง อ่าง หรือแท็งก์ สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชุมชนได้

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“โดยปกติแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาทำให้ชาวบ้าน ถ้าขนาดบรรจุน้ำราวหนึ่งแสนลิตร ราคาค่าก่อสร้างจะตกที่หลายแสนถึงหลักล้านบาท ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะมีทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็ก ค่าขนส่งขึ้นมาบนภูเขา ค่าแรงงานก่อสร้าง ต้องจัดจ้างประมูลเป็นโครงการใหญ่ ส่งผลให้ระยะดำเนินการนานตามไปด้วย” 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน
แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ต่างจากแท็งก์น้ำไม้ไผ่ที่ชาวบ้านทำกันเองในชุมชน ไม่ต้องเสียค่าแรงงาน และใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นคือไม้ไผ่ มาประกอบเป็นโครงสร้างหลักแทนเหล็ก ร่วมกับหิน ปูน ทราย ที่ซื้อมาบางส่วน ทำให้ลดต้นทุนในการก่อสร้างลงเหลือไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

กุลเล่าว่า ภูมิปัญญาแบบโบราณในการทำอุปกรณ์กักเก็บน้ำของไทยมักใช้ไม้ไผ่ เช่น หาบหรือกระบุงใส่น้ำ มีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่สาน เคลือบด้วยยางเพื่อกันน้ำรั่วซึม โอ่งใส่น้ำที่สมัยโบราณเรียกโอ่งแดง ก็ใช้ไม้ไผ่สานขึ้นเป็นรูปทรง เคลือบด้วยดินเหนียว แม้แต่ที่ใส่ข้าวเปลือกยังใช้ไม้ไผ่สาน ฉาบด้วยขี้วัวขี้ควายผสมกับขี้เถ้า

ไม้ไผ่คือวัสดุหลัก เพราะเป็นพืชที่หาง่ายในท้องถิ่น แข็งแรงทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูง

05

สานไม้ไผ่ให้เป็นแท็งก์

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ของกุลและชาวบ้านมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 – 6 เมตร ใช้แรงงานคนในชุมชน 10 คน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพียง 10 วัน แท็งก์น้ำขนาดบรรจุน้ำกว่า 100,000 ลิตร ก็ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

กุลอธิบายขั้นตอนในการก่อสร้างแท็งก์น้ำไม้ไผ่ว่า ต้องเริ่มจากการหาพื้นที่โล่งว่างที่กว้างมากพอ โดยที่ไม่ต้องไปตัดหรือรบกวนต้นไม้เดิมที่มีอยู่ จากนั้นขุดหลุมทรงกลมลงไปในดินประมาณ 1 เมตรครึ่ง แรงบีบอัดจากเนื้อดินรอบๆ จะเป็นตัวเสริมความแข็งแรงให้ฐานของแท็งก์น้ำไม้ไผ่

ขั้นแรก ทำฐานราก เริ่มจากทุบดินก้นหลุมให้แน่น วางโครงที่สานเป็นตารางขึ้นจากไม้ไผ่ โดยหนุนให้ลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย เพื่อกันปลวกขึ้นจากพื้นดินมากินเนื้อไม้ไผ่ จากนั้นเทปูนซีเมนต์ลงระหว่างไม้ไผ่ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำฐานรากด้วยไม้ไผ่ ซึ่งให้ความแข็งแรงไม่ต่างจากการใช้เหล็กเส้น

ขั้นที่สอง ก่อโครงสร้างแท็งก์น้ำ เริ่มจากนำไม้ไผ่ปักลงบนฐานรากรอบหลุมดิน ระยะห่างของไม้ไผ่ทางตั้ง แต่ละซีกไม่เกิน 30 เซนติเมตร จากนั้นสานไม้ไผ่ทางนอนขึ้นมาทีละเส้นให้เป็นทรงกระบอก ให้ระยะห่างของไม้ไผ่แนวนอนแต่ละเส้นชิดติดกันมากที่สุด 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ขั้นที่สาม ฉาบปูนซีเมนต์ขึ้นมาจากฐานราก ฉาบทั้งข้างนอกและข้างใน เมื่อฉาบเสร็จก็ขัดมันเฉพาะข้างในแท็งก์น้ำเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ในขณะที่ข้างนอกไม่จำเป็นต้องขัดมัน เพื่อปล่อยให้มอสและตะไคร่เลื้อยเกาะได้ตามอิสระ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

“ในการทำโครงสร้าง เราฝังไม้ไผ่ดิบๆ เข้าไปในเนื้อซีเมนต์ ไม้ไผ่พวกนี้จะไม่โดนอากาศ ไม่โดนปลวกกัดกิน แท็งก์น้ำไม้ไผ่บางที่ แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากก่อสร้าง พอกะเทาะซีเมนต์ออกมา ไม้ไผ่ข้างในยังสดอยู่เลย” กุลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“แท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางห้าเมตรขึ้นไป บรรจุน้ำได้แสนลิตร เป็นขนาดสำหรับทั้งชุมชน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนใคร่อยากจะทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเล็กใช้เฉพาะบ้านตัวเองก็ทำได้ ถ้าทำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร ก็จะบรรจุน้ำได้ประมาณสามหมื่นลิตร

“แม้จะทำใช้แค่บ้านตัวเอง แต่ชาวบ้านตามชนบทยังมีวัฒนธรรมเอามื้อ หรือที่ภาษากลางเรียกว่า ลงแขก คือมาร่วมด้วยช่วยกันโดยไม่คิดค่าแรง มาช่วยกันสานไม้ไผ่ มีหลายมือหลายคนไม่กี่วันก็เสร็จ การเอามื้อ นอกจากจะได้งานแล้ว ยังได้เรื่องพลังความสามัคคีในชุมชนด้วย” 

น้ำในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านถูกนำมาใช้อุปโภค บางส่วนนำไปผ่านเครื่องกรองน้ำเพื่อบริโภค และภารกิจที่ใหญ่กว่านั้นของแท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือการช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่านด้วยการทำงานสอดประสานไปกับผืนดินและผืนน้ำโดยรอบ

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“เราจัดการพื้นที่ให้เกิดระบบน้ำที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตพลังงานสะอาดใช้กับเครื่องยนต์ที่สูบน้ำจากแอ่งน้ำข้างล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชุมชนบนภูเขาสูง เมื่อน้ำเต็มแท็งก์ มันจะค่อยๆ ไหลลงมาสู่พื้นดิน”

กุลอธิบายว่า น้ำที่ล้นออกมาจะไหลซึมซาบไปทั่ว แต่มันจะไม่หายไปในดินอย่างรวดเร็ว เพราะเราขุดร่องน้ำเล็กๆ ไว้รอบพื้นที่ ร่องน้ำนี้เรียกว่าคลองไส้ไก่ น้ำจะไหลเข้าสู่คลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยกักเก็บและกระจายความชื้นให้ดิน 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“แผงโซลาร์เซลล์ทำงานทุกวัน พอพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บเครื่องยนต์ก็ทำงานทันที สูบน้ำขึ้นไปในแท็งก์จนเต็ม น้ำล้นลงสู่คลองไส้ไก่ บางส่วนซึมซาบไปตามพื้นดิน เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

“ในขณะเดียวกัน ต้นไม้แต่ละต้นก็คือแหล่งกักเก็บน้ำชั้นดี เพราะต้นไม้เหมือนร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในราก กิ่ง ก้าน ใบ ทุกส่วนของต้นไม้คือน้ำ สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่แท็งก์ไม้ไผ่เก็บน้ำ แต่เป็นวัฏจักรของน้ำที่หมุนเวียนเป็นวงจร นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์”

06

ดิน น้ำ ป่า คน

กุลเล่าว่า 6 ปีที่เธอกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน สิ่งที่ประจักษ์ชัดกับตัวเองคือ ถ้าชาวบ้านไม่เห็นผลลัพธ์ตำตาว่าวิถีเกษตรกรรมผสมผสานดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างไร พวกเขาจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเลยแม้แต่น้อย

“ปีสองปีแรกชาวบ้านมองว่าเราประหลาด เพราะทำทุกอย่างตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านใส่ปุ๋ยเคมี ในขณะที่เราหยุดใช้ปุ๋ยเคมีถาวรเพื่อฟื้นฟูดิน เราเก็บดินตัวอย่างในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ทั้งห้าสิบไร่ของศูนย์กสิกรรมไปตรวจสอบ และพบว่าทุกจุดเต็มไปด้วยไซยาไนด์หรือสารหนู รวมถึงสารเคมีตกค้างอื่นๆ เต็มไปหมด เพราะเขาใช้สารเคมีต่อเนื่องมาเป็นสิบๆ ปี”

กุลบอกว่าเธอฟื้นฟูพื้นที่ด้วยศาสตร์พระราชา พัฒนา 4 เรื่องหลักคือ ดิน น้ำ ป่า คน 

อย่างแรกคือ เรื่องดิน เมื่อหยุดใช้สารเคมีแล้ว ขั้นต่อมาคือสร้างอินทรียวัตถุคลุมดิน เพื่อให้ดินผลิตฮิวมัสขึ้นมา ฮิวมัสคือปุ๋ยชั้นดี เป็นธาตุอาหารที่จะไปเลี้ยงดิน และดินที่สมบูรณ์จะส่งผลให้พืชพรรณสมบูรณ์ จากนั้นกุลเริ่มปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ปลูกให้มีระบบนิเวศ แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวแค่ชนิดเดียวอย่างที่ผ่านมา

ต่อมาคือเรื่องน้ำและป่า ป่าคือระบบนิเวศ หมายถึงมีพืชและสัตว์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล  

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ที่ผ่านมาชาวบ้านทำนาน้ำฟ้า เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึงอำเภอท่าวังผา ชาวบ้านจึงทำนาได้แค่ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำจากภูเขาไหลผ่านลงมาที่นาเท่านั้น พอหมดฤดูฝนน้ำก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่นาแทบจะแห้งสนิท การทำนาลักษณะนี้ชาวบ้านจะได้ผลผลิตแค่ข้าวเปลือกอย่างเดียว ไม่มีน้ำเหลือใช้ ไม่มีผลผลิตอย่างอื่นให้เก็บกิน

กุลปรับโครงสร้างพื้นที่ทั้ง 50 ไร่ของเธอใหม่หมด เธอขุดหนองน้ำต่างระดับที่เรียกว่าหนองปลาโตไว ลักษณะฟรีฟอร์ม คดโค้งไปทั่วพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ ระดับก้นหนองที่ตื้นลึกไม่เท่ากันทำให้ปลามีพื้นที่แหวกว่ายหากิน มีที่วางไข่ อนุบาลตัวอ่อน เมื่อถึงฤดูแล้ง ส่วนลึกของหนองก็ยังคงมีน้ำติดก้นหนอง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความเข้มของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงไปในน้ำมีหลายระดับ ในหนองจะเกิดแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาและสัตว์หน้าดิน 

นอกจากเก็บน้ำด้วยแท็งก์น้ำไม้ไผ่ หนองปลาโตไว และคลองไส้ไก่แล้ว อย่างที่กุลอธิบายไปข้างต้นว่า ต้นไม้ล้วนประกอบไปด้วยน้ำ เธอจึงปลูกต้นไม้ 5 ระดับ เพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ ประกอบไปด้วยระดับผสมผสาน สูง กลาง เตี้ยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน ระบบรากแบบผสมผสานของต้นไม้ต่างชนิดจะช่วยกักเก็บน้ำได้ดีกว่า

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

จากการทำนาน้ำฟ้า กุลเปลี่ยนมาทำนาแบบหัวคันนากินได้ จากปกติชาวบ้านจะปั้นขอบคันนาสูงแค่หัวเข่าเพื่อกักน้ำ ก็เปลี่ยนมาปั้นสูงถึงเอวเพื่อให้นาเก็บน้ำได้เยอะขึ้น เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น ต้นข้าวก็จะยืดตัวหนีน้ำไปเรื่อยๆ ต้นข้าวยาวๆ จะกลายเป็นซังข้าวที่นำไปใช้คลุมดินรักษาความชุ่มชื้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยังมีน้ำเหลือในนาข้าว ก็เลือกได้ว่าจะปลูกพืชชนิดอื่นต่อหรือจะเลี้ยงปลาต่อเพื่อรอปลูกข้าวฤดูกาลต่อไป

หัวคันนากินได้จะต้องขยายขนาดหัวคันนาให้กว้างขึ้น จากที่ปกติเดินกระย่องกระแย่งได้คนเดียว ก็ให้เดินสวนกันได้ 2 – 3 คน หัวคันนากว้างนี้คือแหล่งอาหาร ปลูกพืชผักสวนครัว ผักเด็ดยอด หรือไม้ผลจำพวกกล้วย มะพร้าว มะนาว ส้มโอ ก็ได้ การแบ่งพื้นที่นามาปลูกพืชผลหลายชนิดเช่นนี้ นอกจากสร้างระบบนิเวศแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงของราคาผลผลิตตามท้องตลาด

ปกติข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละไม่ถึง 15 บาท ในขณะที่บางฤดูพริกขี้หนูกิโลกรัมละ 400 บาท มะเขือพวงราคากิโลกรัมละ 70 บาท วิถีเกษตรกรรมผสมผสานแบบนี้จะทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการใช้ชีวิต มีกินมีใช้ตลอดทั้งปี

07

แผ่ขยายความยั่งยืน

สุดท้ายคือการพัฒนาคน 

“ชาวบ้านจะเชื่อสิ่งที่เราพูดก็ตอนที่เขาเห็นแหล่งน้ำสมบูรณ์ เห็นข้าวออกรวง เห็นปลาในหนอง เห็นหัวคันนาที่มีผลิตผลทุกอย่างสำหรับเก็บกิน เราใช้เวลาสี่ปีพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่ามันเป็นไปได้ พอเขาเห็นแล้วว่าเกษตรกรรมแบบผสมผสานเป็นทางออกที่จับต้องได้ เขาจะค่อยๆ เปลี่ยนใจจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเอง 

“สิ่งสำคัญคือ ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากการลงมือทำ จากวันที่ตกปากรับคำอาจารย์ยักษ์ว่าเราจะกลับบ้านมาเป็นคนคนนั้น คนที่ทำพื้นที่ ‘เล็ก แคบ ชัด’ ให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าทุกคนช่วยกันฟื้นฟูต้นน้ำน่าน พลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุมสมบูรณ์ได้ จากการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จนถึงวันนี้ ทุกบทเรียนที่ผ่านมาเราถือว่าคุ้มค่าต่อความเหนื่อยยาก ต่อคำที่ชาวบ้านหาว่าเราบ้าในปีแรกๆ (ยิ้ม) ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่านเป็นเหมือนโรงเรียน ชาวบ้านกลุ่มแรกๆ ที่มาเรียนกับเราเปลี่ยนความคิด ลงมือทำ และประสบความสำเร็จ จากประสบการณ์จริงที่เราถ่ายทอดด้วยการทำให้ดู และเมื่อญาติพี่น้องคนรอบตัวเขาเห็นตำตาว่ามันดี เขาก็จะทำตาม แนวคิดความยั่งยืนนี้ก็จะแผ่ขยายออกไป” กุลกล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนของกุลไม่เพียงแผ่ขยายความยั่งยืนในการจัดการน้ำและเกษตรกรรมแบบผสมผสานแก่ชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านเท่านั้น แต่ยังมอบแรงบันดาลใจในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation ให้คนในเมืองอย่างพวกเรา 

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว คงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงนัก เพราะหากคนปลายน้ำใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า แหล่งต้นน้ำก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเราไปด้วย และหากเราทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ สัตว์บนบกรวมถึงสัตว์ในน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ต่างก็ดื่มกินน้ำปนเปื้อนสารเคมีเหล่านั้นเข้าไป สารพิษตกค้างจากสิ่งปฏิกูลที่เราทิ้งก็ตกทอดมาถึงตัวเราหรือลูกหลานเราในอนาคต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

เคยกินยาไม่หมดตามที่แพทย์สั่งไหม ถ้าไม่เคย คุณคือคนไข้ที่ปฏิบัติตามกฎการรักษาของคุณหมอยอดเยี่ยม แต่ถ้าเคย เราอยากพาคุณไปดูชีวิตที่ 2 ของยาที่เหลือในแผงเหล่านั้น ว่ามันยังมีความสำคัญอย่างไรต่อการเยียวยารักษาผู้คน

สำหรับคนเมือง ยาเป็นสิ่งของที่หาซื้อได้ไม่ยาก มันคือหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เข้าถึงได้ง่ายพอๆ กับการปรุงอาหารรับประทานและการหาซื้อเสื้อผ้าสวมใส่ แต่ในบางพื้นที่ยาที่ดูดาษดื่นเหมือนจะซื้อกินเมื่อไหร่ก็ได้ที่มีอาการเจ็บป่วย กลับเป็นของหายาก ราคาแพง แถมบางครั้งก็มีใช้ไม่เพียงพอ

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คนเมืองที่มีร้านขายยาอยู่ทุกหัวมุมถนน แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อก็ยังหาซื้อยาได้ไม่ยาก อาจจะนึกภาพไม่ค่อยออก แต่จริงๆ แล้วพื้นที่เหล่านั้นมีอยู่มากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบชนบทและชายแดน แม้แต่โรงพยาบาลที่ควรจะต้องมียาและอุปกรณ์รักษาครบครัน กลับขาดแคลนยา ทรัพยากรทางการรักษา จำนวนมากอย่างน่าตกใจ

  ด้วยความห่างไกล ความกันดาร และการเข้าถึงได้ยากจากศูนย์กลาง ทำให้โรงพยาบาลชายแดนขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ทางการแพทย์ตลอดจนยารักษา ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมายาวนานนับทศวรรษ 

แม้จะขาดแคลน แต่การรักษาคนเจ็บไข้ยังต้องดำเนินต่อไป ด้วยโรงพยาบาลคือสถานที่บำบัดทุกข์ทางกายที่ส่งผลถึงทุกข์ทางใจของคนทุกชนชั้น ฉะนั้น สิ่งที่โรงพยาบาลตามชนบททำได้ คือการปรับตัวและพยายามขวนขวายด้วยตัวเอง 

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเดินทางไปโรงพยาบาลอุ้มผาง ณ พื้นที่รอยต่อชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อพูดคุยกับ หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ถึงการแก้ไขปัญหายาขาดแคลน ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนในชนบทและคนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยกับ ‘โครงการรับบริจาคยาเหลือใช้’ ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในข้อที่ 3 Good Health and Well-Being บรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ การเข้าถึงยาและวัคซีนที่จำเป็นอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาที่ซื้อได้

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

ผ่านการนำยาเหลือใช้มาสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ชายขอบ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ด้านการใช้ยาอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงพยาบาลอุ้มผางดำเนินการเพื่อผลักดันระบบสุขภาพ และการรักษาที่ยั่งยืนให้คนชายขอบมานานกว่า 10 ปี

01

ชายแดน แดนไร้สัญชาติ

นอกจากชายแดนจะเป็นแดนที่ห่างไกลความพร้อมในหลายๆ ด้าน พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นการคละเคล้าระหว่างผู้คนจากหลายแหล่ง ทำให้ชายแดนปะปนไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ บ้างก็มีสัญชาติไทย แต่อีกมากก็เป็นคนไม่มีสัญชาติ

ปัญหาความเป็นอยู่ของคนในแถบชายแดนมักเริ่มจากตรงนี้ เพราะคนไร้สัญชาตินั้น ถึงจะอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย แต่กลับไม่ได้รับสิทธิหลายๆ อย่างที่ควรได้รับ โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหลักประกันสุขภาพ

  “ที่อุ้มผางเรามีคนในพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่ประมาณเจ็ดหมื่นสามพันคน ในจำนวนนี้มีคนที่มีบัตรทองสองหมื่นสี่พันราย มีคนที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ แต่ได้รับหลักประกันสุขภาพอีกเกือบหนึ่งหมื่นราย และมีผู้มีสิทธิ์อื่นๆ อีกเจ็ดถึงแปดพันราย ทำให้เหลือคนอีกราวๆ สามหมื่นชีวิตที่ไม่มีสัญชาติ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย แต่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งเราต้องดูแลพวกเขาทั้งหมดโดยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ”

02

ไร้สิทธิ์ ไร้หลักประกัน ไร้งบประมาณ

  การต้องดูแลคนไร้สิทธิ์กว่า 30,000 คน เป็นงานที่ท้าทาย อันที่จริง โรงพยาบาลริมชายแดนหลายแห่งก็ต้องพบเจอความท้าทายนี้ไม่ต่างกัน

“รัฐบาลไทยไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายแก่พวกเขา แต่เขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่อำเภออุ้มผางแห่งเดียว คนไร้สิทธิ์เหล่านี้มีอยู่ตามชายแดน ไล่ไปตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก จนถึงกาญจนบุรี” ผอ. เล่าให้ฟังพร้อมกับเปิดภาพแผนที่ชายแดนแถบตะวันตกให้ชมประกอบ

  เมื่อเป็นคนไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกนับเป็นประชากรสัญชาติไทย งบประมาณที่ลงมายังโรงพยาบาลของรัฐจึงไม่เท่ากับจำนวนหัวของประชากรจริงๆ ที่อาศัยอยู่

“เงินที่เราได้มาจากรัฐจึงครอบคลุมแค่ราวห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อีกสี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์เราไม่ได้รับ มันจึงไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาคนทั้งหมด ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่างบที่ได้มากับเงินที่ต้องใช้จริงๆ มันไม่เท่ากัน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้”

คุณหมอวรวิทย์ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ ก่อนพาเราย้อนกลับไปราว 10 ปี เพื่อเท้าความถึงจุดเริ่มต้นของวิธีการแก้ปัญหาที่โรงพยาบาลอุ้มผางแห่งนี้ได้คิดค้นขึ้น

03

ยาเหลือใช้ คือยาที่ถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์

ย้อนกลับไปราว พ.ศ. 2553 ในปีนั้น สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลได้มีนโยบายที่สนับสนุนให้เภสัชกรในโรงพยาบาลทำโปรเจกต์ ‘ใส่ยามาหาหมอ’ โดยให้คนไข้พกยาที่มีทั้งหมดจากบ้านมาที่โรงพยาบาล เพื่อให้เภสัชกรตรวจสอบการใช้ยาของคนไข้ (Compliance) ว่ามีพฤติกรรมการใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน กินถูกมื้อ ถูกเวลาหรือไม่ โดยเภสัชกรจะนับยาที่คนไข้หอบใส่กระเป๋ามาเทียบกับโดสที่เคยสั่งไป หากมียาเหลือเกินกว่าที่ควรจะเป็น ก็จะทำการอธิบายวิธีกินกันใหม่ และจ่ายเพิ่มไปเท่าที่จำเป็น ยาไหนเหลือมากก็ให้นำกลับไปใช้โดยไม่ต้องสั่งจ่ายเพิ่ม

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  “ในช่วงแรก เราเริ่มต้นจากการทำโครงการใส่ยามาหาหมอ ซึ่งทำให้เราได้พบข้อมูลใหม่ในเรื่องการกินยาของคนไข้ ผมจำได้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่เหลือยาที่ควรกินให้หมดเกินกว่าครึ่ง ซึ่งเราก็ได้ตรวจนับยาแล้วทำบันทึกเอาไว้ เมื่อครบปีก็มารวมๆ ตัวเลข แล้วพบว่ามูลค่ายาทั้งหมดที่คนไข้กินเหลือมีจำนวนถึงสี่แสนห้าหมื่นสามพันบาท ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมอเรียกกันว่า Compliance หรือการไม่ใช้ยาตามสั่งของแพทย์

  “เราจึงพยายามหาวิธีแก้ไขให้คนไข้กินยาอย่างถูกต้องมากขึ้น ผ่านการใช้เวลาในการอธิบายกับคนไข้เพิ่ม มีการเปลี่ยนรูปแบบของฉลากยาให้เข้าใจง่าย เช่นหากเป็นยาที่ต้องกินตอนเช้าก็จะมีรูปไก่ขัน กลางวันเป็นรูปพระอาทิตย์ ตอนเย็นเป็นรูปนกบินกลับบ้าน คนไข้ก็เริ่มกินตรงเวลาและถูกต้องมากขึ้น จากที่เคยเหลือทิ้งสี่แสนกว่าบาท ปัจจุบันตัวเลขลดลงมาเหลือเพียงสามหมื่นกว่าบาทต่อปี”

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  แต่โครงการใส่ยามาหาหมอนี้ไม่เพียงแค่ทำให้แพทย์ได้ตรวจสอบและแก้ไขเรื่องพฤติกรรมการใช้ยาของคนไข้เท่านั้น แต่มันยังได้เผยความจริงอีกชุดที่น่าสนใจขึ้นมา นั่นคือมูลค่าของยาที่คนไข้กินเหลือ ซึ่งมีปริมาณสูงมาก แต่มูลค่าของยาจำนวนนี้กลับไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์แต่อย่างใด

  “หลังจากที่ได้ทำโครงการนี้ เราก็มาคิดกันต่อว่าแค่ในอำเภอเราอำเภอเดียวยังมียาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตั้งสี่แสนกว่าบาท แล้วทั้งประเทศมันจะเป็นมูลค่าเท่าไร ประจวบกับในช่วงเวลานั้นมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พูดถึงเรื่องเดียวกันว่า คนไทยทั้งประเทศมียาเหลือทิ้งตามบ้านรวมแล้วปีละหลายพันล้าน คือทิ้งไปเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ซึ่งเป็นการสูญเสียทรัพยากรของประเทศชาติอย่างมหาศาล”

04

กำเนิดโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ 

ในโรงพยาบาลแถบชายแดน เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าและหมายถึงสุขภาวะที่ดีของคนในพื้นที่ การค้นพบยาที่มีมูลค่าจำนวนมากซึ่งอยู่ในบ้านของคนไข้โดยไม่ได้เกิดประโยชน์ ทำให้คุณหมอวรวิทย์และทีมงานมองเห็นโอกาสในการนำยาเหล่านี้มาจุนเจือและจัดสรรให้กับคนไข้ของโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลว่างบประมาณหลวงนั้นมีไม่ครอบคลุม

  “หลังจากที่เราพบว่าแต่ละบ้านมียาเหลืออยู่เยอะมาก เราจึงมามองกันว่ายาที่เหลือเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรที่เรานำมาใช้ได้ เพราะยามันยังไม่หมดอายุ และยังมีคุณภาพในระดับที่นำมาใช้งานได้ดี คือใครอาจจะมองว่ามันไม่ใหม่เหมือนยาที่เพิ่งผลิตหรืออะไรก็ตาม แต่เราก็ใช้หลักใจเขาใจเรา คือถ้าเรากินได้ คนไข้ก็กินได้”

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  โครงการนำยาเหลือมาใช้จึงได้เริ่มต้นขึ้น โรงพยาบาลอุ้มผางเปิดรับบริจาคยาจากคนในพื้นที่ใกล้เคียง แล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายออกสู่วงกว้าง เมื่อเวลาผ่านไปสังคมก็เริ่มเห็นประโยชน์จากโครงการนี้ มือจากสื่อต่างๆ จึงค่อยๆ ยื่นเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน บ้างก็เข้ามาทำสกู๊ป บ้างก็ช่วยเป็นตัวกลางในการรับบริจาค 

“ทุกวันนี้ฝ่ายเภสัชฯ ของเราบอกว่า ยาความดัน ยาเบาหวาน นี่แทบไม่ต้องซื้อมาหลายปีแล้ว” หมอวรวิทย์เล่าด้วยน้ำเสียงติดตลก สื่อ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วประเทศ กลายมาเป็นเจ้าของยาบริจาคที่รวมๆ แล้วมีมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งหลังๆ ก็ไม่ได้มีแค่ยาเพียงอย่างเดียว คุณหมอยังเล่าว่า ทั้งเวชภัณฑ์ เตียง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ก็ถูกส่งมาให้สถานพยาบาลแห่งนี้

  มูลค่ายาที่เข้ามาจุนเจือโรงพยาบาลอุ้มผางค่อยๆ ไต่เพดานเพิ่มขึ้น จากหลักแสนในปีแรกๆ ที่เริ่มโครงการ ก็กลายมาเป็นหลักล้านในเวลาต่อมา มูลค่ายาบริจาคใน พ.ศ. 2561 อยู่ที่ 8 ล้านกว่าบาท และใน พ.ศ. 2562 นี้ คะเนอย่างคร่าวๆ ก็ทะลุ 16 ล้านบาทไปแล้ว ทำให้โรงพยาบาลประหยัดงบการจัดซื้อยาเม็ดไปได้กว่า 2 ใน 3 เลยทีเดียว

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  น้ำใจจากคนทั้งประเทศที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเข้ามาจุนเจือคนในพื้นที่อุ้มผางแล้ว ยังได้เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลนำน้ำใจนี้ส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความขาดแคลนด้วย

“ยาบางตัวที่คนส่งมาให้ก็เกินความต้องการของโรงพยาบาล อย่างพาราฯ บางทีส่งมาร่วมห้าแสนเม็ด ยังไงเราก็ใช้ไม่หมด เราเลยแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลในชุมชนอื่นๆ ที่เจอปัญหาเดียวกับเรา ชาวบ้านที่ไหนก็เป็นคนไข้ของเราได้”

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง
โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าในตอนนี้โรงพยาบาลอุ้มผางมียาเม็ดเพียงพอสำหรับการดูแลคนในพื้นที่ แต่สุดท้ายแล้วคุณหมอวรวิทย์ก็เปิดใจเล่าให้ฟังว่า เป้าหมายในระยะยาวของเขาไม่ใช่การที่ได้รับยาบริจาคมาอย่างล้นหลาม แต่เป็นการสร้างโมเดลตัวอย่างเพื่อเหนี่ยวนำให้โรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศเห็นประโยชน์ของการทำโครงการเช่นนี้

  “ความตั้งใจของผมคืองานในตรงนี้ (โครงการรับบริจาคยาเหลือ) จะเหนี่ยวนำให้โรงพยาบาลในที่ต่างๆ เห็นคุณค่าและลองนำไปใช้ ผมไม่ได้อยากให้ยาราคาหลายล้านมากระจุกอยู่ที่นี่ หรือมาลดต้นทุนของโรงพยาบาลเราแค่ที่เดียว ลองมองกันไปในระดับประเทศดีกว่า ซึ่งผมคิดว่ามันก็คงจะต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มได้เห็นคนที่ตื่นตัว และมีคนมากมายที่ส่งยามาให้เรา”

05

สถานพยาบาลที่ใช้ใจเป็นตัวกลาง

“ที่นี่เราไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวกลางกับชาวบ้าน แต่เราใช้ความจำเป็นทางการแพทย์ และเรื่องของจิตใจเป็นตัวกลาง”

คุณหมอเล่าให้ฟังเสียงเข้ม โดยปกติแล้วหากคุณถือสัญชาติไทยและถือสิทธิ์ประกันสุขภาพ คุณเดินเข้าไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐในชุมชนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ว่าคนไข้คนนั้นจะมีสิทธิ์หรือไม่ ก็จะได้รับการดูแลรักษาไม่ต่างกัน

จากนั้นคุณหมอก็ได้อธิบายต่อว่า ทำไมเงินถึงไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวกลางในพื้นที่นี้

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

“ยาคือหนึ่งในปัจจัยสี่ มันเป็นเรื่องของชีวิต อย่างแรกเลยคือมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม อย่างที่สองคือเรื่องโรคติดต่อร้ายแรง ถ้าเราไม่รักษาเขา โรคมันก็แพร่ไปทั่ว ถ้าเราไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เราก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ใหญ่และยุ่งยากกว่าเดิม การรักษาพยาบาลให้กับชาวบ้านแบบนี้มันคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

  “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ชาวบ้านที่นี่เขาด้อยโอกาสกว่าคนอื่นในหลายๆ ด้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่สองร้อยกว่าคนในโรงพยาบาลนี้ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกันว่า อย่างน้อยเรามาช่วยเขาในด้านสุขภาพก็ยังดี ทุกวันนี้ผมถึงกล้าพูดกับตัวเองว่ามันมีความสุขดีนะ เราได้รู้สึกว่าตัวเราเป็นคนมีประโยชน์ ไม่ได้หายใจทิ้งไปวันๆ หรือทำให้แค่ตัวเองรอดแล้วจบ บางทีผมเครียดๆ ก็เดินไปอุ้มเด็กในโรงพยาบาล เราก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว มันเป็นบรรยากาศที่ดี ความรู้สึกที่ดี”

06

เปลี่ยนงานเฉพาะหน้าเป็นการรักษาอย่างยั่งยืน

อย่างที่คุณหมอวรวิทย์เล่า งานโรงพยาบาลคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คนเจ็บเดินเข้ามาก็ต้องรักษา คนป่วยเดินเข้ามาก็ต้องได้รับยาที่เหมาะสม แต่การจะสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องรักษามากกว่าอาการเฉพาะหน้า โดยต้องรักษาไปถึงวิธีคิดและพฤติกรรมของคนไข้ในเรื่องการใช้ยาให้มีความถูกต้อง

  “ผมมักจะเรียนกับผู้บริจาคว่า จริงๆ แล้วเราอยากให้คนไข้กินยาอย่างถูกต้อง ท่านควรกินยาของตัวเองให้ครบก่อน ผมอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของยาและใช้มันอย่างคุ้มค่า เพราะการที่เราไม่ได้ใช้ยาอย่างถูกต้อง มันทำให้ประเทศเราสูญเสียเงินไปหลายพันล้านบาทต่อปี ทั้งที่เราควรเก็บเงินตรงนั้นกลับมาพัฒนาประเทศ บางทีเราอาจจะได้รถไฟฟ้าสักสายก็ได้

“อีกแปดปีผมก็เกษียณแล้ว ประเทศไทยเป็นของทุกคน ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยดีก็ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง สิ่งดีๆ มันต้องเริ่มต้นทำ แต่แน่นอน มันก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้วแหละ”

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

น้ำเสียงของคุณหมอวรวิทย์ที่เล่าให้เราฟังเป็นน้ำเสียงที่มีความหวัง งานที่เขาทำมาตลอด 28 ปี ในโรงพยาบาลอุ้มผางเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่การจะพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างจริงจังมันต้องเริ่มจากการลงมือทำ 

การรับฟังปัญหาและที่มาที่ไปของโครงการยาเหลือใช้จากคุณหมอ ทำให้เราเห็นพ้องว่าการจะผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 Good Health and Well-Being จะต้องเริ่มจากการลงมือทำของคนทุกระดับในสังคม 

ตั้งแต่รัฐบาลที่เป็นเจ้าของงบประมาณ โรงพยาบาลที่ให้ความรู้แก่คนไข้ หมอที่คอยตรวจสอบพฤติกรรมการกินยา และตัวคนไข้ที่จะต้องรับผิดชอบแผงยาของตัวเองและกินให้ครบ แน่นอนว่าการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยมันก็เริ่มจากเราได้ตั้งแต่ตอนนี้ 

และถ้าวันนี้คุณมียาเหลือใช้คุณภาพดีที่ยังใช้เยียวยารักษาได้ เราอยากชวนคุณลองส่งยาเหล่านั้นไปให้โรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อมอบชีวิตที่ 2 ให้ยายังคงมีคุณค่าต่อเพื่อนร่วมสังคมที่ขาดแคลนของเรากัน

Writer & Photographer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load