The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

น้ำมาจากไหน

น้ำมาจากป่าต้นน้ำสูงขึ้นไปบนภูเขา เมื่อถึงฤดูมรสุม สายฝนที่โปรยปรายลงมาจะถูกกักเก็บไว้ในดินและต้นไม้ในผืนป่า รากสาขาขนาดมหึมาที่แผ่ขยายอยู่ใต้ดินช่วยดูดซับน้ำปริมาณมหาศาลเอาไว้ และค่อยๆ ปล่อยน้ำไหลซึมลงมาทีละน้อย กลายเป็นธารน้ำเล็กบริสุทธิ์ ธารน้ำเล็กๆ ไหลลงมารวมกันสายแล้วสายเล่ากลายเป็นแม่น้ำกว้าง อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งภูมิภาค ก็มีต้นกำเนิดเล็กๆ จากป่าต้นน้ำบนภูเขา

ทุกวันนี้ ป่าต้นน้ำทั่วประเทศไทยถูกรุกล้ำด้วยการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่ต้องเร่งการเติบโตของพืชพรรณด้วยสารเคมีจำนวนมหาศาล ทำให้ในน้ำและดินบริเวณป่าต้นน้ำเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อน คนเมืองปลายน้ำก็ได้รับสารเคมีที่ไหลลงมาตามสายน้ำด้วยเช่นกัน

ป่าต้นน้ำลดจำนวนลงทำให้ผลิตน้ำได้น้อยลง แถมน้ำยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ใครต้องเป็นคนแก้ไข

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก กุล ปัญญาวงศ์ หญิงตัวเล็กๆ ผู้ชวนชาวบ้านมาช่วยกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการทำเกษตรกรรมผสมผสานที่เลิกใช้สารเคมีถาวร และสร้างระบบจัดการน้ำด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาที่เพียงพอหล่อเลี้ยงพื้นที่ของตัวเองตลอดทั้งปี 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

สิ่งที่เธอทำคือการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการลดมลพิษ ลดการปล่อยสารเคมีลงในน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทุกภาคส่วน สร้างหลักประกันการใช้น้ำจืดและแหล่งน้ำจืดที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองต่อการขาดแคลนน้ำ รวมถึงปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ภูเขา ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแม่น้ำ

พื้นเพของกุลเป็นคนจังหวัดน่าน เธอจากบ้านไปเรียนหนังสือและทำงานในเมืองหลายสิบปี เฝ้าติดตามข่าวความวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิดอยู่ห่างๆ จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจกลับน่าน​มาเปิด ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน’ เพื่อชวนชาวบ้านมาร่วมมือกันพาสายน้ำ และป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของน่านกลับคืนมา

เธอสร้างความยั่งยืนในการใช้น้ำร่วมกับชุมชน​ ด้วยการใช้ภูมิปัญญาโบราณสร้าง ‘แท็งก์น้ำไม้ไผ่’ ความเจ๋งของแท็งก์น้ำนี้ คือทำจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุจากหลักแสนให้เหลือเพียงไม่กี่หมื่นบาท ถือเป็นนวัตกรรมในการจัดการน้ำคุณภาพดีราคาย่อมเยา ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ไม่เพียงแค่กักเก็บน้ำ​ แต่แท็งก์น้ำไม้ไผ่ยังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่าน ด้วยการสร้างวัฏจักรของน้ำผิวดินที่หมุนเวียนเป็นวงจร ทำให้ดินชุ่มชื้น เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

หนทางในการฟื้นฟูต้นน้ำทำสำเร็จด้วยมือคนคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน คนปลายน้ำในเมืองอย่างพวกเราก็มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสายน้ำและผืนป่า ด้วยการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ไม่ทิ้งขยะหรือของเสียลงในแหล่งน้ำ เพราะแม้จะเป็นปลายน้ำ แต่สุดท้ายน้ำก็ไหลลงสู่มหาสมุทรถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเล แหล่งอาหารของมนุษย์ และต้นกำเนิดของเมฆฝนที่กลั่นกลายเป็นเม็ดฝนนั่นเอง

01

เมื่อป่าน่านหายไป

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน ตั้งอยู่ในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่บริเวณนี้ในอดีตมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างรุนแรง ความอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยภูเขาหัวโล้นว่างเปล่า 

ต้นไม้และรากสาขาในป่าต้นน้ำ นอกจากเป็นแหล่งผลิตน้ำแล้ว พวกมันยังช่วยชะลอกระแสน้ำหลาก หากฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วง ช่วยรักษาหน้าดินซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุไม่ให้ถูกชะล้างไปจากผืนป่า เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง แม้จะไร้ฝนก็ไม่มีปัญหา เพราะน้ำถูกเก็บรักษาอย่างดีใต้ผืนดิน ป่าต้นน้ำจะทยอยปล่อยน้ำออกมาให้เรามีใช้ตลอดทั้งปี 

เมื่อพื้นที่สูงไร้พืชพรรณใดๆ ปกคลุม ก็ยากจะกักเก็บความชุ่มชื้นรวมถึงหยดน้ำตามฤดูกาลไว้ได้ ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงเมื่อถึงคราวน้ำหลาก เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากจะพรากทุกสิ่งไป ไม่เว้นแม้แต่แร่ธาตุและตะกอนดิน

การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งความรีบเร่งในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวบ้านจึงหันมาทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ โดยเฉพาะข้าวโพด พร้อมใช้สารเคมีเต็มอัตราเพื่อหวังร่นระยะการเจริญเติบโตของพืชในแปลงเกษตร ที่นี่จึงมีทั้งปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและสารเคมีตกค้างปนเปื้อนในผืนดินและแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จริงๆ แล้วการที่น่านเต็มไปด้วยเขาหัวโล้นไม่ใช่แค่ปัญหาของคนน่าน แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัดน่านคือป่าต้นน้ำ และต้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจากที่นี่

“เมื่อถึงฤดูฝน น้ำชะผ่านภูเขาหัวโล้นลงมา ไม่มีรากต้นไม้อุ้มน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในดิน น้ำจึงหายไปอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำพาตะกอนดินบนภูเขาหัวโล้นลงมาด้วย ตะกอนทำให้แม่น้ำตื้นเขิน เมื่อแม่น้ำเก็บน้ำไม่ได้ น้ำก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จนไปท่วมพื้นที่ปลายน้ำอย่างกรุงเทพฯ” 

น้ำท่วมที่เกิดจากป่าน่านหายไป น้ำแล้งที่เกิดจากป่าน่านก็หายไป 

02

เล็ก แคบ ชัด

“เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว สมัยอยู่ชั้นประถม พื้นที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสักทอง มองออกไปไกลๆ คือป่าเขาชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เราเริ่มจากบ้านไปเรียนหนังสือในเมือง กลับมาอีกทีต้นสักทองหายไป ไม่มีป่าชอุ่มอีกแล้ว จากถนน มองทะลุไปเห็นยอดเขาเวิ้งว้างได้เลย จากพื้นที่ป่าเขียวเหลือเพียงดินแห้งแข็งสีดำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนใจหาย” กุลเริ่มเล่าเสี้ยวความทรงจำของเธอที่มีต่อบ้านเกิด

“เราทำงานอนุรักษ์บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่นาน ถามว่าอยากกลับบ้านที่น่านไหม ในใจลึกๆ ก็อยากกลับ แต่ไม่รู้ว่ากลับไปแล้วจะเริ่มตรงไหน จะทำอะไรก่อนดี ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนรู้สึกว่าไกลเกินกว่าที่เราจะตามไป

“จนครั้งหนึ่งมีโอกาสตาม อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาดูสภาพพื้นที่จังหวัดน่าน อาจารย์ยักษ์บอกว่า จริงๆ แล้วที่นี่มีโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและป่าต้นน้ำใหญ่ๆ เกิดขึ้นแล้วมากมาย มีนักวิชาการเก่งๆ หลายคนขึ้นมาช่วยดูแลแก้ไข แต่ยังขาดใครสักคนทำในส่วนที่เรียกว่า ‘เล็ก แคบ ชัด’ เพื่อให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่างว่าแค่สองมือเล็กๆ ก็ช่วยฟื้นฟูต้นน้ำน่านได้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุดแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น”

เล็ก แคบ ชัด ใช้เรียกพื้นที่เล็กๆ ที่คนหนึ่งคนจัดการได้ด้วยตัวเองตามกำลัง คนที่มีกำลังเยอะก็ทำเยอะ คนที่มีกำลังน้อยก็ทำน้อย ไม่มีสตางค์ก็ทำอย่างคนไม่มีสตางค์ ทำแบบพึ่งตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นการทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เป็นการจัดการน้ำเฉพาะครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ฟื้นฟูป่าก็ไม่ต้องปลูกป่าขนาดใหญ่ แต่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเอง เพื่อยังชีพและหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีกินก่อน แล้วจึงค่อยขยายออกไป 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

กุลจึงตัดสินใจกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน เพื่อหวังเปลี่ยนแนวคิดในการจัดการน้ำ แนวคิดในการทำเกษตรกรรม และแนวคิดในการใช้ชีวิตของชาวบ้าน สู่ความยั่งยืนด้วยการลงมือทำให้ดู

03

จัดการน้ำด้วยธรรมชาติ

สายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ที่แหวกว่ายหากินไม่หยุดอยู่กับที่ ตั้งแต่ตัวโตจนถึงตัวจิ๋วมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากนี้ พื้นที่ขอบตลิ่งยังเป็นแหล่งบรรจบพบกันของพืชและสัตว์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต

ก่อนหน้านี้คนนิยมสร้างฝายคอนกรีตบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ไม่ทันฉุกคิดว่าสิ่งก่อสร้างแปลกปลอมฝีมือมนุษย์เหล่านั้น จะขวางกั้นการใช้ชีวิตของสรรพสัตว์ในสายน้ำ ซึ่งส่งผลไปถึงระบบนิเวศป่าใหญ่ 

หลายปีที่ผ่านมา กระบวนการฟื้นฟูป่าน่าน จากการบุกรุกทำลายด้วยเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ถูกปลุกขึ้นในหลายพื้นที่ มีการจัดตั้งหน่วยจัดการน้ำ ชวนชาวบ้านมาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำน่าน ด้วยการปลูกพืชพื้นถิ่นเพื่อฟื้นป่าและจัดการน้ำอย่างถูกวิธีด้วยภูมิปัญญาธรรมชาติ

ทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มหันกลับไปทำฝายชะลอความแรงของน้ำป่าแบบดั้งเดิมด้วยไม้และก้อนหิน ซึ่งเป็นฝายชั่วคราวที่พังได้หากน้ำป่าไหลบ่ามาแรงมากๆ ฝายลักษณะนี้จะยังคงเหลือช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายเคลื่อนผ่านได้ ไม่เป็นการตัดตอนสายน้ำอย่างฝายคอนกรีตแต่อย่างใด

04

ภูมิปัญญาโบราณในยุคปัจจุบัน

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือภูมิปัญญาประยุกต์ในการกักเก็บน้ำที่อาจารย์ยักษ์คิดค้นขึ้น จากการนำภูมิปัญญาการใช้ไม้ไผ่ดั้งเดิม มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทการใช้งานและก่อสร้างในปัจจุบัน 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่นี้ กุลและชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านร่วมไม้ร่วมมือกันก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลายแท็งก์ ผลลัพธ์ในการกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในชุมชนนับว่าใช้การได้ดี ไม่มีที่ติ

“บริเวณที่มีแหล่งน้ำต้นทุน เช่น มีลำธาร ห้วย หนอง บึง เราทำถัง อ่าง หรือแท็งก์ สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชุมชนได้

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“โดยปกติแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาทำให้ชาวบ้าน ถ้าขนาดบรรจุน้ำราวหนึ่งแสนลิตร ราคาค่าก่อสร้างจะตกที่หลายแสนถึงหลักล้านบาท ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะมีทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็ก ค่าขนส่งขึ้นมาบนภูเขา ค่าแรงงานก่อสร้าง ต้องจัดจ้างประมูลเป็นโครงการใหญ่ ส่งผลให้ระยะดำเนินการนานตามไปด้วย” 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน
แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ต่างจากแท็งก์น้ำไม้ไผ่ที่ชาวบ้านทำกันเองในชุมชน ไม่ต้องเสียค่าแรงงาน และใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นคือไม้ไผ่ มาประกอบเป็นโครงสร้างหลักแทนเหล็ก ร่วมกับหิน ปูน ทราย ที่ซื้อมาบางส่วน ทำให้ลดต้นทุนในการก่อสร้างลงเหลือไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

กุลเล่าว่า ภูมิปัญญาแบบโบราณในการทำอุปกรณ์กักเก็บน้ำของไทยมักใช้ไม้ไผ่ เช่น หาบหรือกระบุงใส่น้ำ มีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่สาน เคลือบด้วยยางเพื่อกันน้ำรั่วซึม โอ่งใส่น้ำที่สมัยโบราณเรียกโอ่งแดง ก็ใช้ไม้ไผ่สานขึ้นเป็นรูปทรง เคลือบด้วยดินเหนียว แม้แต่ที่ใส่ข้าวเปลือกยังใช้ไม้ไผ่สาน ฉาบด้วยขี้วัวขี้ควายผสมกับขี้เถ้า

ไม้ไผ่คือวัสดุหลัก เพราะเป็นพืชที่หาง่ายในท้องถิ่น แข็งแรงทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูง

05

สานไม้ไผ่ให้เป็นแท็งก์

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ของกุลและชาวบ้านมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 – 6 เมตร ใช้แรงงานคนในชุมชน 10 คน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพียง 10 วัน แท็งก์น้ำขนาดบรรจุน้ำกว่า 100,000 ลิตร ก็ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

กุลอธิบายขั้นตอนในการก่อสร้างแท็งก์น้ำไม้ไผ่ว่า ต้องเริ่มจากการหาพื้นที่โล่งว่างที่กว้างมากพอ โดยที่ไม่ต้องไปตัดหรือรบกวนต้นไม้เดิมที่มีอยู่ จากนั้นขุดหลุมทรงกลมลงไปในดินประมาณ 1 เมตรครึ่ง แรงบีบอัดจากเนื้อดินรอบๆ จะเป็นตัวเสริมความแข็งแรงให้ฐานของแท็งก์น้ำไม้ไผ่

ขั้นแรก ทำฐานราก เริ่มจากทุบดินก้นหลุมให้แน่น วางโครงที่สานเป็นตารางขึ้นจากไม้ไผ่ โดยหนุนให้ลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย เพื่อกันปลวกขึ้นจากพื้นดินมากินเนื้อไม้ไผ่ จากนั้นเทปูนซีเมนต์ลงระหว่างไม้ไผ่ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำฐานรากด้วยไม้ไผ่ ซึ่งให้ความแข็งแรงไม่ต่างจากการใช้เหล็กเส้น

ขั้นที่สอง ก่อโครงสร้างแท็งก์น้ำ เริ่มจากนำไม้ไผ่ปักลงบนฐานรากรอบหลุมดิน ระยะห่างของไม้ไผ่ทางตั้ง แต่ละซีกไม่เกิน 30 เซนติเมตร จากนั้นสานไม้ไผ่ทางนอนขึ้นมาทีละเส้นให้เป็นทรงกระบอก ให้ระยะห่างของไม้ไผ่แนวนอนแต่ละเส้นชิดติดกันมากที่สุด 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ขั้นที่สาม ฉาบปูนซีเมนต์ขึ้นมาจากฐานราก ฉาบทั้งข้างนอกและข้างใน เมื่อฉาบเสร็จก็ขัดมันเฉพาะข้างในแท็งก์น้ำเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ในขณะที่ข้างนอกไม่จำเป็นต้องขัดมัน เพื่อปล่อยให้มอสและตะไคร่เลื้อยเกาะได้ตามอิสระ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

“ในการทำโครงสร้าง เราฝังไม้ไผ่ดิบๆ เข้าไปในเนื้อซีเมนต์ ไม้ไผ่พวกนี้จะไม่โดนอากาศ ไม่โดนปลวกกัดกิน แท็งก์น้ำไม้ไผ่บางที่ แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากก่อสร้าง พอกะเทาะซีเมนต์ออกมา ไม้ไผ่ข้างในยังสดอยู่เลย” กุลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“แท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางห้าเมตรขึ้นไป บรรจุน้ำได้แสนลิตร เป็นขนาดสำหรับทั้งชุมชน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนใคร่อยากจะทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเล็กใช้เฉพาะบ้านตัวเองก็ทำได้ ถ้าทำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร ก็จะบรรจุน้ำได้ประมาณสามหมื่นลิตร

“แม้จะทำใช้แค่บ้านตัวเอง แต่ชาวบ้านตามชนบทยังมีวัฒนธรรมเอามื้อ หรือที่ภาษากลางเรียกว่า ลงแขก คือมาร่วมด้วยช่วยกันโดยไม่คิดค่าแรง มาช่วยกันสานไม้ไผ่ มีหลายมือหลายคนไม่กี่วันก็เสร็จ การเอามื้อ นอกจากจะได้งานแล้ว ยังได้เรื่องพลังความสามัคคีในชุมชนด้วย” 

น้ำในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านถูกนำมาใช้อุปโภค บางส่วนนำไปผ่านเครื่องกรองน้ำเพื่อบริโภค และภารกิจที่ใหญ่กว่านั้นของแท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือการช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่านด้วยการทำงานสอดประสานไปกับผืนดินและผืนน้ำโดยรอบ

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“เราจัดการพื้นที่ให้เกิดระบบน้ำที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตพลังงานสะอาดใช้กับเครื่องยนต์ที่สูบน้ำจากแอ่งน้ำข้างล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชุมชนบนภูเขาสูง เมื่อน้ำเต็มแท็งก์ มันจะค่อยๆ ไหลลงมาสู่พื้นดิน”

กุลอธิบายว่า น้ำที่ล้นออกมาจะไหลซึมซาบไปทั่ว แต่มันจะไม่หายไปในดินอย่างรวดเร็ว เพราะเราขุดร่องน้ำเล็กๆ ไว้รอบพื้นที่ ร่องน้ำนี้เรียกว่าคลองไส้ไก่ น้ำจะไหลเข้าสู่คลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยกักเก็บและกระจายความชื้นให้ดิน 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“แผงโซลาร์เซลล์ทำงานทุกวัน พอพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บเครื่องยนต์ก็ทำงานทันที สูบน้ำขึ้นไปในแท็งก์จนเต็ม น้ำล้นลงสู่คลองไส้ไก่ บางส่วนซึมซาบไปตามพื้นดิน เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

“ในขณะเดียวกัน ต้นไม้แต่ละต้นก็คือแหล่งกักเก็บน้ำชั้นดี เพราะต้นไม้เหมือนร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในราก กิ่ง ก้าน ใบ ทุกส่วนของต้นไม้คือน้ำ สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่แท็งก์ไม้ไผ่เก็บน้ำ แต่เป็นวัฏจักรของน้ำที่หมุนเวียนเป็นวงจร นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์”

06

ดิน น้ำ ป่า คน

กุลเล่าว่า 6 ปีที่เธอกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน สิ่งที่ประจักษ์ชัดกับตัวเองคือ ถ้าชาวบ้านไม่เห็นผลลัพธ์ตำตาว่าวิถีเกษตรกรรมผสมผสานดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างไร พวกเขาจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเลยแม้แต่น้อย

“ปีสองปีแรกชาวบ้านมองว่าเราประหลาด เพราะทำทุกอย่างตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านใส่ปุ๋ยเคมี ในขณะที่เราหยุดใช้ปุ๋ยเคมีถาวรเพื่อฟื้นฟูดิน เราเก็บดินตัวอย่างในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ทั้งห้าสิบไร่ของศูนย์กสิกรรมไปตรวจสอบ และพบว่าทุกจุดเต็มไปด้วยไซยาไนด์หรือสารหนู รวมถึงสารเคมีตกค้างอื่นๆ เต็มไปหมด เพราะเขาใช้สารเคมีต่อเนื่องมาเป็นสิบๆ ปี”

กุลบอกว่าเธอฟื้นฟูพื้นที่ด้วยศาสตร์พระราชา พัฒนา 4 เรื่องหลักคือ ดิน น้ำ ป่า คน 

อย่างแรกคือ เรื่องดิน เมื่อหยุดใช้สารเคมีแล้ว ขั้นต่อมาคือสร้างอินทรียวัตถุคลุมดิน เพื่อให้ดินผลิตฮิวมัสขึ้นมา ฮิวมัสคือปุ๋ยชั้นดี เป็นธาตุอาหารที่จะไปเลี้ยงดิน และดินที่สมบูรณ์จะส่งผลให้พืชพรรณสมบูรณ์ จากนั้นกุลเริ่มปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ปลูกให้มีระบบนิเวศ แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวแค่ชนิดเดียวอย่างที่ผ่านมา

ต่อมาคือเรื่องน้ำและป่า ป่าคือระบบนิเวศ หมายถึงมีพืชและสัตว์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล  

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ที่ผ่านมาชาวบ้านทำนาน้ำฟ้า เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึงอำเภอท่าวังผา ชาวบ้านจึงทำนาได้แค่ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำจากภูเขาไหลผ่านลงมาที่นาเท่านั้น พอหมดฤดูฝนน้ำก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่นาแทบจะแห้งสนิท การทำนาลักษณะนี้ชาวบ้านจะได้ผลผลิตแค่ข้าวเปลือกอย่างเดียว ไม่มีน้ำเหลือใช้ ไม่มีผลผลิตอย่างอื่นให้เก็บกิน

กุลปรับโครงสร้างพื้นที่ทั้ง 50 ไร่ของเธอใหม่หมด เธอขุดหนองน้ำต่างระดับที่เรียกว่าหนองปลาโตไว ลักษณะฟรีฟอร์ม คดโค้งไปทั่วพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ ระดับก้นหนองที่ตื้นลึกไม่เท่ากันทำให้ปลามีพื้นที่แหวกว่ายหากิน มีที่วางไข่ อนุบาลตัวอ่อน เมื่อถึงฤดูแล้ง ส่วนลึกของหนองก็ยังคงมีน้ำติดก้นหนอง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความเข้มของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงไปในน้ำมีหลายระดับ ในหนองจะเกิดแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาและสัตว์หน้าดิน 

นอกจากเก็บน้ำด้วยแท็งก์น้ำไม้ไผ่ หนองปลาโตไว และคลองไส้ไก่แล้ว อย่างที่กุลอธิบายไปข้างต้นว่า ต้นไม้ล้วนประกอบไปด้วยน้ำ เธอจึงปลูกต้นไม้ 5 ระดับ เพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ ประกอบไปด้วยระดับผสมผสาน สูง กลาง เตี้ยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน ระบบรากแบบผสมผสานของต้นไม้ต่างชนิดจะช่วยกักเก็บน้ำได้ดีกว่า

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

จากการทำนาน้ำฟ้า กุลเปลี่ยนมาทำนาแบบหัวคันนากินได้ จากปกติชาวบ้านจะปั้นขอบคันนาสูงแค่หัวเข่าเพื่อกักน้ำ ก็เปลี่ยนมาปั้นสูงถึงเอวเพื่อให้นาเก็บน้ำได้เยอะขึ้น เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น ต้นข้าวก็จะยืดตัวหนีน้ำไปเรื่อยๆ ต้นข้าวยาวๆ จะกลายเป็นซังข้าวที่นำไปใช้คลุมดินรักษาความชุ่มชื้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยังมีน้ำเหลือในนาข้าว ก็เลือกได้ว่าจะปลูกพืชชนิดอื่นต่อหรือจะเลี้ยงปลาต่อเพื่อรอปลูกข้าวฤดูกาลต่อไป

หัวคันนากินได้จะต้องขยายขนาดหัวคันนาให้กว้างขึ้น จากที่ปกติเดินกระย่องกระแย่งได้คนเดียว ก็ให้เดินสวนกันได้ 2 – 3 คน หัวคันนากว้างนี้คือแหล่งอาหาร ปลูกพืชผักสวนครัว ผักเด็ดยอด หรือไม้ผลจำพวกกล้วย มะพร้าว มะนาว ส้มโอ ก็ได้ การแบ่งพื้นที่นามาปลูกพืชผลหลายชนิดเช่นนี้ นอกจากสร้างระบบนิเวศแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงของราคาผลผลิตตามท้องตลาด

ปกติข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละไม่ถึง 15 บาท ในขณะที่บางฤดูพริกขี้หนูกิโลกรัมละ 400 บาท มะเขือพวงราคากิโลกรัมละ 70 บาท วิถีเกษตรกรรมผสมผสานแบบนี้จะทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการใช้ชีวิต มีกินมีใช้ตลอดทั้งปี

07

แผ่ขยายความยั่งยืน

สุดท้ายคือการพัฒนาคน 

“ชาวบ้านจะเชื่อสิ่งที่เราพูดก็ตอนที่เขาเห็นแหล่งน้ำสมบูรณ์ เห็นข้าวออกรวง เห็นปลาในหนอง เห็นหัวคันนาที่มีผลิตผลทุกอย่างสำหรับเก็บกิน เราใช้เวลาสี่ปีพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่ามันเป็นไปได้ พอเขาเห็นแล้วว่าเกษตรกรรมแบบผสมผสานเป็นทางออกที่จับต้องได้ เขาจะค่อยๆ เปลี่ยนใจจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเอง 

“สิ่งสำคัญคือ ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากการลงมือทำ จากวันที่ตกปากรับคำอาจารย์ยักษ์ว่าเราจะกลับบ้านมาเป็นคนคนนั้น คนที่ทำพื้นที่ ‘เล็ก แคบ ชัด’ ให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าทุกคนช่วยกันฟื้นฟูต้นน้ำน่าน พลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุมสมบูรณ์ได้ จากการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จนถึงวันนี้ ทุกบทเรียนที่ผ่านมาเราถือว่าคุ้มค่าต่อความเหนื่อยยาก ต่อคำที่ชาวบ้านหาว่าเราบ้าในปีแรกๆ (ยิ้ม) ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่านเป็นเหมือนโรงเรียน ชาวบ้านกลุ่มแรกๆ ที่มาเรียนกับเราเปลี่ยนความคิด ลงมือทำ และประสบความสำเร็จ จากประสบการณ์จริงที่เราถ่ายทอดด้วยการทำให้ดู และเมื่อญาติพี่น้องคนรอบตัวเขาเห็นตำตาว่ามันดี เขาก็จะทำตาม แนวคิดความยั่งยืนนี้ก็จะแผ่ขยายออกไป” กุลกล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนของกุลไม่เพียงแผ่ขยายความยั่งยืนในการจัดการน้ำและเกษตรกรรมแบบผสมผสานแก่ชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านเท่านั้น แต่ยังมอบแรงบันดาลใจในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation ให้คนในเมืองอย่างพวกเรา 

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว คงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงนัก เพราะหากคนปลายน้ำใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า แหล่งต้นน้ำก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเราไปด้วย และหากเราทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ สัตว์บนบกรวมถึงสัตว์ในน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ต่างก็ดื่มกินน้ำปนเปื้อนสารเคมีเหล่านั้นเข้าไป สารพิษตกค้างจากสิ่งปฏิกูลที่เราทิ้งก็ตกทอดมาถึงตัวเราหรือลูกหลานเราในอนาคต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ในวันที่หญิงสาววัย 17 นัดเพื่อนๆ เล่นน้ำสงกรานต์ย่านข้าวสาร ทั้งที่แดดยังแรงและไม่ใช่ซอยลับตาคน แต่กลับมีกลุ่มชายราว 5 คน ตั้งใจเดินตรงมารุมจับเนื้อต้องตัวอย่างไร้เกียรติก่อนเดินจากไปราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

แต่สำหรับหญิงสาว นั่นคือนาทีแห่งการสิ้นสุดของความสุขแบบที่ยังไม่ทันเริ่มต้น ในวันที่ควรสนุก เธอกลับต้องรีบหนีกลับบ้านด้วยความกลัวและหมองใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ไม่ต่างจากหญิงสาวอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องพบสถานการณ์เดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประเพณีที่ดีงามของไทยกลับกลายเป็นเทศกาลเปลืองตัวในความรู้สึกของสังคม

ผ่านไปนานกว่า 20 ปี ปลายมีนาคม 2561 หญิงสาวคนเดิมในวัย 39 อ่านสื่อภาษาอังกฤษพาดหัวข่าว “Don’t dress sexy” ระบุมาตรการป้องกันการคุกคามทางเพศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยการรณรงค์ให้ผู้หญิง ‘อย่าแต่งตัวโป๊’

เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง เพราะเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันที่เธอสวมเสื้อยืดสีดำหลวมโคร่ง และกางเกงยีนส์สามส่วนเท่านั้น จึงถึงเวลาที่เธอต้องพูด

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปสนทนากับ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดล-ซูเปอร์มัมที่วันนี้พ่วงฐานะนักขับเคลื่อนสิทธิสตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อเปิดมุมมองและความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 5 Gender Equality ขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กทุกรูปแบบ ทั้งในพื้นที่สาธารณะและส่วนบุคคล รวมถึงการค้ามนุษย์ การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ไปจนถึงเสริมสร้างนโยบายที่บังคับใช้ได้ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมพลังแก่สตรีและทุกคนในทุกระดับ

“ผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่อนาจารและไม่ผิดกฎหมาย ผู้ชายต่างหากที่ควรจะคิดนะคะว่ากำลังทำอะไรอยู่ เข้าใจว่าเมาค่ะ เข้าใจว่ากำลังเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อน แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาจับต้องแตะต้องร่างกายของผู้หญิง แบบนี้แหละค่ะที่ทำให้สิทธิสตรีในบ้านเรายังล้าหลังทุกวันนี้”

คลิปสั้นไม่ถึงนาทีพร้อมแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress ของซินดี้กลายเป็นประเด็นร้อนในชั่วข้ามคืน หลังจากนั้น ซินดี้ก็เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อไปโดยร่วมมือกับองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงสาเหตุของการคุกคามทางเพศที่แท้จริง ผ่าน ‘นิทรรศการพลังสังคมหยุดคุกคามทางเพศ (Social Power Exhibition Against Sexual Assault)’ ซึ่งจัดแสดงเครื่องแต่งกายของเหยื่อในวันที่โดนข่มขืน โดยจัดในรูปแบบต่างๆ ต่อเนื่องมาตลอดเกือบ 2 ปี

ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

และล่าสุด เธอกำลังเตรียมจัดทำหนังสือภาพสอนเพศวิถีศึกษาในเด็กเล็ก ตามแนวปฏิบัติสากลทางวิชาการเรื่องเพศวิถีศึกษา ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ยอดวิวหลายแสนและการแชร์แฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress ในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตอบรับอย่างดีจากสังคมกับกิจกรรมที่สร้าง Awareness มากมายหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่ประกาศให้โลกรู้ว่าวันนี้ผู้หญิงและคนเพศอื่นๆ มากมายไม่ยอมนิ่งนอนใจกับการถูกกล่าวโทษและการคุกคามทางเพศอีกต่อไป

01

การเดินทางของโอกาส

คนรุ่นใหม่อาจรู้จักซินดี้ในฐานะนางแบบ นักแสดง และพิธีกรรายการเรียลิตี้ Asia’s Next Top Model แต่หากย้อนกลับไปในปี 2539 เธอคือ สิรินยา วินศิริ มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1996 เป็นนางงามที่เรียกคะแนนด้วยการตอบคำถามอย่างชาญฉลาด หลังได้รับตำแหน่งจึงก้าวสู่โอกาสในวงการบันเทิงเต็มตัวและโด่งดังอย่างมากในยุคนางแบบครองปกแมกกาซีน สูสีกับ พิม-ซอนย่า คูลลิ่ง และลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ซูเปอร์โมเดลรุ่นพี่

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ถ่ายทอดจากพันธุกรรมของคุณพ่อชาวอเมริกันกับคุณแม่เชื้อสายอังกฤษ-ไทย-อินเดีย ทำให้ซินดี้ถูกมองว่าเป็นฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ตลอดชีวิตซินดี้ย้ำเสมอว่าเธอเป็นคนไทย เกิด เติบโต และสร้างครอบครัว ในประเทศไทย ใช้ภาษาไทยชัดเจนทุกถ้อยคำและรู้จักวัฒนธรรมไทยอย่างดี ทุกครั้งที่ร่วมงานระดับโลก เธอประกาศก้องว่า เป็นคนไทย  

ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังโต้กลับคลิปของซินดี้ด้วยความเห็นว่าเธอเป็นต่างชาติ เป็นนางแบบที่ชินชากับการแต่งตัววาบหวิว และแย้งว่า #DontTellMeHowToDress เป็นการยุให้ผู้หญิงออกมาแต่งตัวโป๊ เซ็กซี่ แถมทิ้งท้ายว่า

“คอยดูนะ ถ้าคุณโดนคุกคามทางเพศ แล้วอย่ามาร้องเรียนอะไร” 

แต่เธอเลือกที่จะมองข้ามมุมลบเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง และให้ความสำคัญกับคอมเมนต์ส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยและร่วมแชร์ประสบการณ์ที่เคยเจอเช่นกัน

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

ซินดี้บอกเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าว่า แม้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อคนหันมาฟังสิ่งที่เธอพูดเป็นแสนและเกิดเป็นกระแสทั่วโลก คงน่าเสียดายถ้าปล่อยให้ความตระหนักรู้นี้ถูกกลืนหายไปในโลกโซเชียล เธอเชื่อในสิ่งที่พูดและมั่นใจว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกเคยถูกล่วงละเมิด ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ สายตา หรือวาจา ประเด็นเหล่านี้ควรเป็นที่พูดถึงต่อเนื่องจนเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“บางทีชีวิตเราอาจไม่ได้อำนวยให้ได้ออกไปหาโอกาส แต่เมื่อโอกาสมาแล้ว เราต้องเลือกว่าจะทำอะไรกับมัน” เธอบอก

02

สิทธิที่คิดว่ามี

นิทรรศการถูกเคลื่อนย้ายจากสยามพารากอนไปยังสถานที่ต่างๆ

ล่าสุดร่วมกับแคมเปญ HeForShe University Tour นิทรรศการนี้ได้จัดแสดงในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มนักศึกษา ผู้เข้าชมงานอาจรู้สึกว่าการถูกลวนลามในวันสงกรานต์กลายเป็นเศษส่วนของปัญหาไปถนัดตา เมื่อเห็นเสื้อผ้าและเรื่องราวของเหยื่อที่นำมาจัดแสดงซึ่งระบุข้อความว่า นี่คือชุดที่ฉันใส่วันนั้น

“เด็กอายุสองขวบสวมชุดอยู่บ้าน เสื้อยืดกางเกงกีฬา ถูกชายแปลกหน้าข่มขืน แม่บ้านที่พิการสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสามส่วนถูกหลานชายนายจ้างล่วงละเมิด บางคนสวมชุดนักศึกษา เสื้อคอเต่าแขนยาวกางเกงยีนส์กำลังไปสมัครงาน เราแสดงเสื้อผ้าของเหยื่อให้เห็นเลยว่าแบบนี้โป๊ไหม เซ็กซี่ตรงไหน 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ฉะนั้น เราควรหยุดพูดเรื่องการแต่งตัวโป๊ได้แล้ว เพราะประเด็นอยู่ที่แม้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งแก้ผ้าออกไปข้างนอก แบบนี้ผิดกฎหมาย ตำรวจมีสิทธิ์ที่จะจับในข้อหาอนาจาร แต่ผู้ชายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปจับต้องร่างกายของเขา ไม่สามารถหาข้ออ้างว่าห้ามใจไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเองมีความสามารถหรือมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง” 

ซินดี้เล่าต่อว่า ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่นี่เป็นปัญหาระดับเอเชียและระดับโลก จากผลงานวิจัยของ UN Women พบว่าสาเหตุที่ผู้ชายเอเชียคุกคามผู้หญิงเป็นเพราะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ ชายที่คิดแบบนี้มีมากถึง 71 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาตามลำดับคือเพราะเบื่อ สนุก โกรธ และเมา

“เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับเสื้อผ้าเลยและไม่ได้เกี่ยวกับผู้ชายควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้ แต่มาจากทัศนคติที่เรามักพูดกันว่าผู้ชายก็เป็นผู้ชาย มีความรู้สึกทางเพศก็แสดงออกได้ ขณะที่ผู้หญิงก็มีความต้องการทางเพศเหมือนกัน แต่หากแสดงออกมักจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี

“ส่วนผู้ชายกลับคิดกันว่า He’s a man.” 

03

มายาคติที่บิดเบี้ยว

วัฒนธรรมไทยและหลายประเทศในเอเชียสอนสั่งให้ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ เป็นแม่และเมีย ขณะที่ผู้ชายคือผู้นำ ผู้แข็งแกร่ง มีสิทธิ์ตัดสินใจ ซึ่งส่งผลชัดถึงเรื่องการให้เกียรติและเคารพสิทธิของผู้อื่น ซินดี้มองว่านี่เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกมานานผ่านวัฒนธรรม ความเชื่อ การศึกษา และสื่อสารมวลชน 

การตีข่าวเหตุข่มขืนส่วนใหญ่จะมุ่งประเด็นไปที่ผู้หญิงเป็นใคร ไปทำอะไร เช่นกรณีพริตตี้ถูกนำเสนอว่าเป็นแม่ เป็นซิงเกิลมัม ก็จะถูกตั้งคำถามว่าทำงานนี้ทำไม หลายคนตัดสินไปแล้วว่าเธอผิดเองที่พาตัวเองไปเสี่ยง หลายๆ ครั้งที่สื่อเสนอข่าว Victim Blaming กล่าวโทษเหยื่อมากกว่าที่จะโฟกัสไปที่สาเหตุของผู้กระทำผิด”

เธอหมายรวมถึงสื่อบันเทิงเช่นละคร ที่มีบทพระเอกตบตีนางเอก ปล้ำ ข่มขืน แต่สุดท้ายก็รักกัน ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ ทำให้เยาวชนที่เป็นความหวังของสังคมในอนาคตซึมซับและเข้าใจไปเองว่าเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ในฐานะนักขับเคลื่อนสิทธิสตรี ซินดี้ประกาศจุดยืนว่าไม่รับงานที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดหรือรุนแรงกับผู้หญิง ขณะที่ในฐานะคุณแม่ลูกสอง เธอขอดูแลเรื่องการรับสื่อของลูกๆ อย่างใกล้ชิด 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ทุกวันนี้ซินดี้เปิดข่าวให้ลูกดูลำพังไม่ได้เลย ต้องมีการอธิบาย เลือกเพียงบางข่าวให้เขาดู แต่จะไม่เปิดทีวีโดยที่เราไม่ไปนั่งฟังด้วยว่าสิ่งที่เขาได้ยินคืออะไร”

หากใครได้ติดตาม Vlog ในยูทูบหรือเฟซบุ๊ก Cindy Sirinya Bishop จะเห็นวิธีการเลี้ยงดูแบบซูเปอร์มัมที่แม้จะมีหลากหลายภารกิจ แต่ก็จัดสรรตารางเวลาของเธอและลูกๆ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันได้เสมอ และพัฒนาการทางความคิดของเด็กๆ ไม่ผิดแผกไปจากสิ่งที่เธอกำลังผลักดัน 

เช่นคลิปหนึ่งที่เอเดน ลูกชายวัย 6 ขวบ แสดงความเห็น

“Respect means being nice to people no matter who they are or whether they are a girl or a boy.”

“การให้เกียรติคือการที่เรามีน้ำใจให้คนอื่น ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร และไม่ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”

04

เดินหน้าไม่ได้ ถ้าไร้จุดเริ่มต้น

“เราเดินหน้าไม่ได้ หากเราไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นคืออะไร”

ซินดี้เริ่มให้คำแนะนำเมื่อถามถึงวิธีการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อลูกๆ 

“เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า เราดูแลลูกของเราดีแล้วหรือยัง ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารการกิน โรงเรียน แต่เป็นเรื่องของการปลูกฝังความคิด สร้าง Mindset ของการเป็นคนดีด้วย”

เธอยกตัวอย่างของการสอนลูกๆ เรื่องการยินยอม การให้เกียรติ และการเคารพผู้อื่น ด้วยวิธีง่ายๆ

“หากกำลังเล่นอะไรด้วยกัน ก็ต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะเล่นเกมนี้ ถ้าเล่นไปสักพักแล้วคนใดคนหนึ่งรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเล่น เพราะเจ็บหรือไม่ชอบ แล้วพูดขึ้นมาว่าไม่อยากเล่นแล้ว อีกฝ่ายต้องหยุดทันที เพราะถือว่าคุณไม่ได้รับความยินยอมอีกต่อไป แม้จะอยากเล่นก็ต้องหยุด”

หรือแม้แต่การให้คุกกี้กับเพื่อน เขามีสิทธิ์ที่จะกินหรือไม่กินก็ได้

“เป็นการสอนให้เขารู้ว่าคุณไม่มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น บังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้ เราสอนเด็กได้ แล้วเขาจะค่อยๆ พาความคิดแบบนี้ไปด้วยในอนาคต ถ้าลูกชายไปเล่นของเล่นของคนอื่น ซินดี้จะถามลูกชายตลอดว่า เอเดนขออนุญาตหรือยังครับ เพราะมันคือทรัพย์สินของคนอื่น คือเบสิกของการเป็นมนุษย์ที่ให้เกียรติคนอื่น”

05

เรื่องเพศ ต้องพูด-ไม่พูด

หนึ่งในความตั้งใจของซินดี้คือการปลุกพลังให้พ่อแม่หันมาตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องเพศที่ต้องพูด จึงเตรียมจัดทำหนังสือภาพสอนเพศวิถีศึกษาในเด็กเล็ก ตามแนวปฏิบัติสากลทางวิชาการเรื่องเพศวิถีศึกษา ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

“คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องเพศกับเด็ก แต่ถ้าวันนี้คุณไม่สอน ปล่อยให้เขาไปเรียนรู้จากเพื่อน จากความรู้ที่ไม่ถูกต้อง นั้นน่ากลัวกว่า พ่อแม่ต้องเป็นคนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของเขา ซินดี้ไม่ได้บอกว่าเด็กสามสี่ขวบต้องรู้ว่าเซ็กซ์คืออะไร เพราะเรื่องเพศมีหลายเลเวลมาก เด็กสามสี่ขวบเขาก็รู้แล้วว่าสรีระของเขาไม่เหมือนแม่ เขาควรรู้จักร่างกายตัวเอง และรู้จักสิทธิในร่างกายของตัวเองด้วย

“ทุกวันนี้มีเด็กผู้หญิงโดนล่วงละเมิดเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกระทำโดยคนที่รู้จัก เราควรสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเองและผู้อื่น ถ้าใครมาจับ มากอด หรือหอมแก้มแล้วรู้สึกไม่ชอบ หนูพูดได้ หนูมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ เพราะหนูเป็นหนู ไม่ใช่ทรัพย์สินของคนอื่น หลังจากเลยช่วงวัยที่ดูแลตัวเองได้ มีส่วนไหนของร่างกายที่ห้ามให้คนอื่นมาใกล้มาจับแม้แต่พ่อแม่ เด็กควรได้รู้ว่าฉันมีสิทธิ์มีเสียง”

บางคนอาจคิดว่าการสอนให้เด็กปฏิเสธอาจทำให้เด็กก้าวร้าว เธออธิบายว่าการสอนให้เด็กเชื่อฟังพ่อแม่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลด้วย ไม่ใช่สอนให้เด็กเซย์โนทุกอย่าง ลูกต้องทำเรื่องที่จำเป็นตามหน้าที่ เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ ทำการบ้าน แต่ถ้าเกี่ยวกับความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ พ่อแม่ต้องฟังลูก

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“ที่เราสอนลูกผู้หญิงกับลูกผู้ชายของเราในวันนี้ เรากำลังใส่ Gender Norm อะไรบางอย่างโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า เช่นหนูเป็นเด็กผู้หญิงนะ ต้องรักนวลสงวนตัว ต้องเรียบร้อย มีบางอาชีพเท่านั้นที่หนูเหมาะ เสียงดังแบบนี้ไม่ได้นะ ก้าวร้าว 

“หรือแม้แต่เด็กผู้ชายที่หกล้มแล้วร้องไห้เพราะเจ็บ ผู้ใหญ่ก็มักจะสอนว่า ไม่ได้นะ เป็นเด็กผู้ชายห้ามร้องไห้ ต้องแมน กลายเป็นว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะคิดว่าฉันไแสดงอารมณ์พวกนี้ไม่ได้ มันอ่อนแอ แล้วอีกหน่อยเขาก็จะไปปลดปล่อยในรูปแบบอื่นที่คิดว่าต้องเท่ ต้องแมน”

เธอบอกว่า จริงอยู่ที่พ่อแม่ต้องสอนเรื่องพฤติกรรมที่เหมาะสม แต่คงดีกว่าหากเหตุผลที่บอกกับลูกนั้นไม่ถูกครอบด้วยบรรทัดฐานหญิงชายที่สังคมส่วนใหญ่หยิบมาใช้โดยไม่รู้ตัว

“พอเป็นแม่ เรารู้เราเห็นเลยว่าสิ่งที่เราพูดออกไปสำคัญมาก เพราะเขาจะเชื่อทุกอย่างที่เราพูด แล้วทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่กำลังพูดอะไร กำลังใส่อะไรไปในตัวลูก เรากำลังปลูกฝังความคิดผู้ชายเป็นใหญ่แบบนี้หรือเปล่า มันละเอียดอ่อนแต่ส่งผลต่อพวกเขามาก”

06

ตัวตนที่แท้จริง

#DontTellMeHowToDress ยังคงทำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไปและถูกนำไปใช้ในหลายมิติ ทั้งเพื่อรณรงค์เรื่องต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง แต่ส่วนหนึ่งก็ใช้ในวันที่ต้องการแสดงความมั่นใจในสิทธิและการแต่งตัว ไม่ว่าจะในกลุ่มสตรี หรือ LGBT+ เป็นวลีที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตน ขณะที่ซินดี้ได้รับเชิญเป็นวิทยากรนับครั้งไม่ถ้วน และก้าวสู่การปลุกพลังในระดับเอเชียซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

เกือบ 2 ปีแล้วที่ตารางเวลาของซินดี้คละเคล้าไปด้วยภารกิจนี้ แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จสิ้นลงง่ายๆ และไปไกลถึงขั้นการศึกษาเรื่องหลักนิติธรรมที่เกี่ยวข้อง

“ยอมรับว่าเหนื่อย เพราะเรากำลังสู้อยู่กับ Mindset ที่ไม่ใช่แค่ของคนคนหนึ่ง แต่มันคือประเทศที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน และไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่รวมถึงเอเชียและโลกด้วย

“มีเพียงบางประเทศในแถบตะวันตกหรือสแกนดิเนเวียที่ประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายของประเทศ เขาก้าวล้ำไปถึงเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งเราต้องใช้เวลากว่าจะถึงวันนั้น เพราะปัญหานี้ใหญ่มาก เราจะไปแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้ ต้องเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่ง ซินดี้ก็ขอเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุด ใกล้ตัวเราที่สุด ก็คือครอบครัว”

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

ขณะที่ผู้คนค่อนโลกยังเพิกเฉยกับปัญหาสังคม ทำไมวันนี้ซูเปอร์โมเดลคุณแม่ลูกสองยังมีพลังขับเคลื่อนต่อไป นี่คือคำตอบ

ทุกอย่างในชีวิตเหมือนมีแผนการของมันอยู่แล้ว หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับซินดี้เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว อาจจะไม่ได้กลายมาเป็นแคมเปญแบบนี้ก็ได้ ด้วยวุฒิภาวะที่ตัวเองอาจจะยังไม่โตพอ หรืออาจจะยังไม่มั่นใจพอที่จะออกมาพูด หรือออกมาพูดแล้วคนก็จะมองว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือใคร

“แต่วันนี้ซินดี้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด เป็นความลงตัว เป็นโอกาส และคิดว่าการที่เราได้ทำอะไรไปสักพักก็สร้างแพสชัน เรื่องนั้นขึ้นมาได้ด้วย พอเราเก่งขึ้นเข้าใจปัญหามากขึ้น เราจะเห็นทางที่จะช่วยผู้อื่นได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็มีประโยชน์มากขึ้น”

วิธีคิดนี้มีจุดเริ่มตั้งแต่ซินดี้ยังเด็ก วันเกิดครั้งแรกของเธอจัดขึ้นที่บ้านเด็กกำพร้าพัทยา และจัดเรื่อยมาทุกปี ต่างเรื่องต่างสถานที่ไป การปลูกฝังจิตอาสาของครอบครัวทำให้เธอรู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นชีวิตเดียวบนโลกใบนี้

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซูเปอร์โมเดลผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีด้วยแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

“นอกจากเรื่องของจิตอาสา พ่อแม่ปลูกฝังซินดี้เรื่อง Gender Equality ตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ไม่เคยพูดว่าอย่าไปทำอาชีพนี้เพราะหนูเป็นผู้หญิง ไม่เคยพูดเลยว่าหนูทำไม่ได้ ท่านพูดเสมอว่า ไม่ว่าจะฝันถึงอะไร หนูทำได้ แต่ต้องตั้งใจ จริงจัง เปิดใจและให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียม” ซินดี้ทิ้งท้ายด้วยคำสอนที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอเช่นวันนี้

สังคมทุกวันนี้เปิดกว้างมากขึ้นเรื่องเพศ เรามีเพศทางเลือกหลากหลาย ความเท่าเทียมทางเพศจึงควรเกิดขึ้นกับคนทุกเพศอย่างไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนคนหนึ่งในสังคม เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 5 Gender Equality คือการเปิดใจ เข้าใจ ให้เกียรติ และยอมรับ โดยไม่ตัดสินและคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อุราณี ทับทอง

สาวพิจิตรอดีตเด็กเรียน โตมากับงานเขียนและเสียงเพลงยุคโลกดนตรี ชอบกิน ชอบคิด สนิทกับแมวที่เก็บมาเลี้ยงแต่บ่อยครั้งก็เหมือนไม่รู้จักกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load