The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

น้ำมาจากไหน

น้ำมาจากป่าต้นน้ำสูงขึ้นไปบนภูเขา เมื่อถึงฤดูมรสุม สายฝนที่โปรยปรายลงมาจะถูกกักเก็บไว้ในดินและต้นไม้ในผืนป่า รากสาขาขนาดมหึมาที่แผ่ขยายอยู่ใต้ดินช่วยดูดซับน้ำปริมาณมหาศาลเอาไว้ และค่อยๆ ปล่อยน้ำไหลซึมลงมาทีละน้อย กลายเป็นธารน้ำเล็กบริสุทธิ์ ธารน้ำเล็กๆ ไหลลงมารวมกันสายแล้วสายเล่ากลายเป็นแม่น้ำกว้าง อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งภูมิภาค ก็มีต้นกำเนิดเล็กๆ จากป่าต้นน้ำบนภูเขา

ทุกวันนี้ ป่าต้นน้ำทั่วประเทศไทยถูกรุกล้ำด้วยการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่ต้องเร่งการเติบโตของพืชพรรณด้วยสารเคมีจำนวนมหาศาล ทำให้ในน้ำและดินบริเวณป่าต้นน้ำเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อน คนเมืองปลายน้ำก็ได้รับสารเคมีที่ไหลลงมาตามสายน้ำด้วยเช่นกัน

ป่าต้นน้ำลดจำนวนลงทำให้ผลิตน้ำได้น้อยลง แถมน้ำยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ใครต้องเป็นคนแก้ไข

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก กุล ปัญญาวงศ์ หญิงตัวเล็กๆ ผู้ชวนชาวบ้านมาช่วยกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการทำเกษตรกรรมผสมผสานที่เลิกใช้สารเคมีถาวร และสร้างระบบจัดการน้ำด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาที่เพียงพอหล่อเลี้ยงพื้นที่ของตัวเองตลอดทั้งปี 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

สิ่งที่เธอทำคือการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการลดมลพิษ ลดการปล่อยสารเคมีลงในน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั่วทุกภาคส่วน สร้างหลักประกันการใช้น้ำจืดและแหล่งน้ำจืดที่ยั่งยืนเพื่อตอบสนองต่อการขาดแคลนน้ำ รวมถึงปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ภูเขา ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแม่น้ำ

พื้นเพของกุลเป็นคนจังหวัดน่าน เธอจากบ้านไปเรียนหนังสือและทำงานในเมืองหลายสิบปี เฝ้าติดตามข่าวความวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิดอยู่ห่างๆ จนวันหนึ่งเธอตัดสินใจกลับน่าน​มาเปิด ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน’ เพื่อชวนชาวบ้านมาร่วมมือกันพาสายน้ำ และป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของน่านกลับคืนมา

เธอสร้างความยั่งยืนในการใช้น้ำร่วมกับชุมชน​ ด้วยการใช้ภูมิปัญญาโบราณสร้าง ‘แท็งก์น้ำไม้ไผ่’ ความเจ๋งของแท็งก์น้ำนี้ คือทำจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุจากหลักแสนให้เหลือเพียงไม่กี่หมื่นบาท ถือเป็นนวัตกรรมในการจัดการน้ำคุณภาพดีราคาย่อมเยา ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ไม่เพียงแค่กักเก็บน้ำ​ แต่แท็งก์น้ำไม้ไผ่ยังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่าน ด้วยการสร้างวัฏจักรของน้ำผิวดินที่หมุนเวียนเป็นวงจร ทำให้ดินชุ่มชื้น เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

หนทางในการฟื้นฟูต้นน้ำทำสำเร็จด้วยมือคนคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน คนปลายน้ำในเมืองอย่างพวกเราก็มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสายน้ำและผืนป่า ด้วยการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ไม่ทิ้งขยะหรือของเสียลงในแหล่งน้ำ เพราะแม้จะเป็นปลายน้ำ แต่สุดท้ายน้ำก็ไหลลงสู่มหาสมุทรถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเล แหล่งอาหารของมนุษย์ และต้นกำเนิดของเมฆฝนที่กลั่นกลายเป็นเม็ดฝนนั่นเอง

01

เมื่อป่าน่านหายไป

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน ตั้งอยู่ในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่บริเวณนี้ในอดีตมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างรุนแรง ความอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยภูเขาหัวโล้นว่างเปล่า 

ต้นไม้และรากสาขาในป่าต้นน้ำ นอกจากเป็นแหล่งผลิตน้ำแล้ว พวกมันยังช่วยชะลอกระแสน้ำหลาก หากฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วง ช่วยรักษาหน้าดินซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุไม่ให้ถูกชะล้างไปจากผืนป่า เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง แม้จะไร้ฝนก็ไม่มีปัญหา เพราะน้ำถูกเก็บรักษาอย่างดีใต้ผืนดิน ป่าต้นน้ำจะทยอยปล่อยน้ำออกมาให้เรามีใช้ตลอดทั้งปี 

เมื่อพื้นที่สูงไร้พืชพรรณใดๆ ปกคลุม ก็ยากจะกักเก็บความชุ่มชื้นรวมถึงหยดน้ำตามฤดูกาลไว้ได้ ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงเมื่อถึงคราวน้ำหลาก เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากจะพรากทุกสิ่งไป ไม่เว้นแม้แต่แร่ธาตุและตะกอนดิน

การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งความรีบเร่งในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวบ้านจึงหันมาทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ โดยเฉพาะข้าวโพด พร้อมใช้สารเคมีเต็มอัตราเพื่อหวังร่นระยะการเจริญเติบโตของพืชในแปลงเกษตร ที่นี่จึงมีทั้งปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและสารเคมีตกค้างปนเปื้อนในผืนดินและแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จริงๆ แล้วการที่น่านเต็มไปด้วยเขาหัวโล้นไม่ใช่แค่ปัญหาของคนน่าน แต่เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัดน่านคือป่าต้นน้ำ และต้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจากที่นี่

“เมื่อถึงฤดูฝน น้ำชะผ่านภูเขาหัวโล้นลงมา ไม่มีรากต้นไม้อุ้มน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในดิน น้ำจึงหายไปอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำพาตะกอนดินบนภูเขาหัวโล้นลงมาด้วย ตะกอนทำให้แม่น้ำตื้นเขิน เมื่อแม่น้ำเก็บน้ำไม่ได้ น้ำก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จนไปท่วมพื้นที่ปลายน้ำอย่างกรุงเทพฯ” 

น้ำท่วมที่เกิดจากป่าน่านหายไป น้ำแล้งที่เกิดจากป่าน่านก็หายไป 

02

เล็ก แคบ ชัด

“เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว สมัยอยู่ชั้นประถม พื้นที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสักทอง มองออกไปไกลๆ คือป่าเขาชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เราเริ่มจากบ้านไปเรียนหนังสือในเมือง กลับมาอีกทีต้นสักทองหายไป ไม่มีป่าชอุ่มอีกแล้ว จากถนน มองทะลุไปเห็นยอดเขาเวิ้งว้างได้เลย จากพื้นที่ป่าเขียวเหลือเพียงดินแห้งแข็งสีดำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนใจหาย” กุลเริ่มเล่าเสี้ยวความทรงจำของเธอที่มีต่อบ้านเกิด

“เราทำงานอนุรักษ์บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่อยู่นาน ถามว่าอยากกลับบ้านที่น่านไหม ในใจลึกๆ ก็อยากกลับ แต่ไม่รู้ว่ากลับไปแล้วจะเริ่มตรงไหน จะทำอะไรก่อนดี ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนรู้สึกว่าไกลเกินกว่าที่เราจะตามไป

“จนครั้งหนึ่งมีโอกาสตาม อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาดูสภาพพื้นที่จังหวัดน่าน อาจารย์ยักษ์บอกว่า จริงๆ แล้วที่นี่มีโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและป่าต้นน้ำใหญ่ๆ เกิดขึ้นแล้วมากมาย มีนักวิชาการเก่งๆ หลายคนขึ้นมาช่วยดูแลแก้ไข แต่ยังขาดใครสักคนทำในส่วนที่เรียกว่า ‘เล็ก แคบ ชัด’ เพื่อให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่างว่าแค่สองมือเล็กๆ ก็ช่วยฟื้นฟูต้นน้ำน่านได้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุดแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น”

เล็ก แคบ ชัด ใช้เรียกพื้นที่เล็กๆ ที่คนหนึ่งคนจัดการได้ด้วยตัวเองตามกำลัง คนที่มีกำลังเยอะก็ทำเยอะ คนที่มีกำลังน้อยก็ทำน้อย ไม่มีสตางค์ก็ทำอย่างคนไม่มีสตางค์ ทำแบบพึ่งตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นการทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เป็นการจัดการน้ำเฉพาะครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ฟื้นฟูป่าก็ไม่ต้องปลูกป่าขนาดใหญ่ แต่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเอง เพื่อยังชีพและหล่อเลี้ยงตัวเองให้มีกินก่อน แล้วจึงค่อยขยายออกไป 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

กุลจึงตัดสินใจกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน เพื่อหวังเปลี่ยนแนวคิดในการจัดการน้ำ แนวคิดในการทำเกษตรกรรม และแนวคิดในการใช้ชีวิตของชาวบ้าน สู่ความยั่งยืนด้วยการลงมือทำให้ดู

03

จัดการน้ำด้วยธรรมชาติ

สายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ที่แหวกว่ายหากินไม่หยุดอยู่กับที่ ตั้งแต่ตัวโตจนถึงตัวจิ๋วมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากนี้ พื้นที่ขอบตลิ่งยังเป็นแหล่งบรรจบพบกันของพืชและสัตว์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต

ก่อนหน้านี้คนนิยมสร้างฝายคอนกรีตบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ไม่ทันฉุกคิดว่าสิ่งก่อสร้างแปลกปลอมฝีมือมนุษย์เหล่านั้น จะขวางกั้นการใช้ชีวิตของสรรพสัตว์ในสายน้ำ ซึ่งส่งผลไปถึงระบบนิเวศป่าใหญ่ 

หลายปีที่ผ่านมา กระบวนการฟื้นฟูป่าน่าน จากการบุกรุกทำลายด้วยเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ถูกปลุกขึ้นในหลายพื้นที่ มีการจัดตั้งหน่วยจัดการน้ำ ชวนชาวบ้านมาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำน่าน ด้วยการปลูกพืชพื้นถิ่นเพื่อฟื้นป่าและจัดการน้ำอย่างถูกวิธีด้วยภูมิปัญญาธรรมชาติ

ทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มหันกลับไปทำฝายชะลอความแรงของน้ำป่าแบบดั้งเดิมด้วยไม้และก้อนหิน ซึ่งเป็นฝายชั่วคราวที่พังได้หากน้ำป่าไหลบ่ามาแรงมากๆ ฝายลักษณะนี้จะยังคงเหลือช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายเคลื่อนผ่านได้ ไม่เป็นการตัดตอนสายน้ำอย่างฝายคอนกรีตแต่อย่างใด

04

ภูมิปัญญาโบราณในยุคปัจจุบัน

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือภูมิปัญญาประยุกต์ในการกักเก็บน้ำที่อาจารย์ยักษ์คิดค้นขึ้น จากการนำภูมิปัญญาการใช้ไม้ไผ่ดั้งเดิม มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทการใช้งานและก่อสร้างในปัจจุบัน 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่นี้ กุลและชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านร่วมไม้ร่วมมือกันก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลายแท็งก์ ผลลัพธ์ในการกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในชุมชนนับว่าใช้การได้ดี ไม่มีที่ติ

“บริเวณที่มีแหล่งน้ำต้นทุน เช่น มีลำธาร ห้วย หนอง บึง เราทำถัง อ่าง หรือแท็งก์ สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในชุมชนได้

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“โดยปกติแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาทำให้ชาวบ้าน ถ้าขนาดบรรจุน้ำราวหนึ่งแสนลิตร ราคาค่าก่อสร้างจะตกที่หลายแสนถึงหลักล้านบาท ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะมีทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็ก ค่าขนส่งขึ้นมาบนภูเขา ค่าแรงงานก่อสร้าง ต้องจัดจ้างประมูลเป็นโครงการใหญ่ ส่งผลให้ระยะดำเนินการนานตามไปด้วย” 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน
แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ต่างจากแท็งก์น้ำไม้ไผ่ที่ชาวบ้านทำกันเองในชุมชน ไม่ต้องเสียค่าแรงงาน และใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นคือไม้ไผ่ มาประกอบเป็นโครงสร้างหลักแทนเหล็ก ร่วมกับหิน ปูน ทราย ที่ซื้อมาบางส่วน ทำให้ลดต้นทุนในการก่อสร้างลงเหลือไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

กุลเล่าว่า ภูมิปัญญาแบบโบราณในการทำอุปกรณ์กักเก็บน้ำของไทยมักใช้ไม้ไผ่ เช่น หาบหรือกระบุงใส่น้ำ มีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่สาน เคลือบด้วยยางเพื่อกันน้ำรั่วซึม โอ่งใส่น้ำที่สมัยโบราณเรียกโอ่งแดง ก็ใช้ไม้ไผ่สานขึ้นเป็นรูปทรง เคลือบด้วยดินเหนียว แม้แต่ที่ใส่ข้าวเปลือกยังใช้ไม้ไผ่สาน ฉาบด้วยขี้วัวขี้ควายผสมกับขี้เถ้า

ไม้ไผ่คือวัสดุหลัก เพราะเป็นพืชที่หาง่ายในท้องถิ่น แข็งแรงทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูง

05

สานไม้ไผ่ให้เป็นแท็งก์

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ของกุลและชาวบ้านมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 – 6 เมตร ใช้แรงงานคนในชุมชน 10 คน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพียง 10 วัน แท็งก์น้ำขนาดบรรจุน้ำกว่า 100,000 ลิตร ก็ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

กุลอธิบายขั้นตอนในการก่อสร้างแท็งก์น้ำไม้ไผ่ว่า ต้องเริ่มจากการหาพื้นที่โล่งว่างที่กว้างมากพอ โดยที่ไม่ต้องไปตัดหรือรบกวนต้นไม้เดิมที่มีอยู่ จากนั้นขุดหลุมทรงกลมลงไปในดินประมาณ 1 เมตรครึ่ง แรงบีบอัดจากเนื้อดินรอบๆ จะเป็นตัวเสริมความแข็งแรงให้ฐานของแท็งก์น้ำไม้ไผ่

ขั้นแรก ทำฐานราก เริ่มจากทุบดินก้นหลุมให้แน่น วางโครงที่สานเป็นตารางขึ้นจากไม้ไผ่ โดยหนุนให้ลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย เพื่อกันปลวกขึ้นจากพื้นดินมากินเนื้อไม้ไผ่ จากนั้นเทปูนซีเมนต์ลงระหว่างไม้ไผ่ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำฐานรากด้วยไม้ไผ่ ซึ่งให้ความแข็งแรงไม่ต่างจากการใช้เหล็กเส้น

ขั้นที่สอง ก่อโครงสร้างแท็งก์น้ำ เริ่มจากนำไม้ไผ่ปักลงบนฐานรากรอบหลุมดิน ระยะห่างของไม้ไผ่ทางตั้ง แต่ละซีกไม่เกิน 30 เซนติเมตร จากนั้นสานไม้ไผ่ทางนอนขึ้นมาทีละเส้นให้เป็นทรงกระบอก ให้ระยะห่างของไม้ไผ่แนวนอนแต่ละเส้นชิดติดกันมากที่สุด 

แท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ขั้นที่สาม ฉาบปูนซีเมนต์ขึ้นมาจากฐานราก ฉาบทั้งข้างนอกและข้างใน เมื่อฉาบเสร็จก็ขัดมันเฉพาะข้างในแท็งก์น้ำเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ในขณะที่ข้างนอกไม่จำเป็นต้องขัดมัน เพื่อปล่อยให้มอสและตะไคร่เลื้อยเกาะได้ตามอิสระ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

“ในการทำโครงสร้าง เราฝังไม้ไผ่ดิบๆ เข้าไปในเนื้อซีเมนต์ ไม้ไผ่พวกนี้จะไม่โดนอากาศ ไม่โดนปลวกกัดกิน แท็งก์น้ำไม้ไผ่บางที่ แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากก่อสร้าง พอกะเทาะซีเมนต์ออกมา ไม้ไผ่ข้างในยังสดอยู่เลย” กุลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“แท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางห้าเมตรขึ้นไป บรรจุน้ำได้แสนลิตร เป็นขนาดสำหรับทั้งชุมชน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนใคร่อยากจะทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ขนาดเล็กใช้เฉพาะบ้านตัวเองก็ทำได้ ถ้าทำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร ก็จะบรรจุน้ำได้ประมาณสามหมื่นลิตร

“แม้จะทำใช้แค่บ้านตัวเอง แต่ชาวบ้านตามชนบทยังมีวัฒนธรรมเอามื้อ หรือที่ภาษากลางเรียกว่า ลงแขก คือมาร่วมด้วยช่วยกันโดยไม่คิดค่าแรง มาช่วยกันสานไม้ไผ่ มีหลายมือหลายคนไม่กี่วันก็เสร็จ การเอามื้อ นอกจากจะได้งานแล้ว ยังได้เรื่องพลังความสามัคคีในชุมชนด้วย” 

น้ำในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านถูกนำมาใช้อุปโภค บางส่วนนำไปผ่านเครื่องกรองน้ำเพื่อบริโภค และภารกิจที่ใหญ่กว่านั้นของแท็งก์น้ำไม้ไผ่ คือการช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผืนป่าน่านด้วยการทำงานสอดประสานไปกับผืนดินและผืนน้ำโดยรอบ

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“เราจัดการพื้นที่ให้เกิดระบบน้ำที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตพลังงานสะอาดใช้กับเครื่องยนต์ที่สูบน้ำจากแอ่งน้ำข้างล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ในแท็งก์น้ำไม้ไผ่ของชุมชนบนภูเขาสูง เมื่อน้ำเต็มแท็งก์ มันจะค่อยๆ ไหลลงมาสู่พื้นดิน”

กุลอธิบายว่า น้ำที่ล้นออกมาจะไหลซึมซาบไปทั่ว แต่มันจะไม่หายไปในดินอย่างรวดเร็ว เพราะเราขุดร่องน้ำเล็กๆ ไว้รอบพื้นที่ ร่องน้ำนี้เรียกว่าคลองไส้ไก่ น้ำจะไหลเข้าสู่คลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยกักเก็บและกระจายความชื้นให้ดิน 

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“แผงโซลาร์เซลล์ทำงานทุกวัน พอพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บเครื่องยนต์ก็ทำงานทันที สูบน้ำขึ้นไปในแท็งก์จนเต็ม น้ำล้นลงสู่คลองไส้ไก่ บางส่วนซึมซาบไปตามพื้นดิน เมื่อดินชุ่มชื้นกระบวนการฟื้นป่าก็เร็วขึ้น เพราะต้นไม้พืชพรรณมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ

“ในขณะเดียวกัน ต้นไม้แต่ละต้นก็คือแหล่งกักเก็บน้ำชั้นดี เพราะต้นไม้เหมือนร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในราก กิ่ง ก้าน ใบ ทุกส่วนของต้นไม้คือน้ำ สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่แท็งก์ไม้ไผ่เก็บน้ำ แต่เป็นวัฏจักรของน้ำที่หมุนเวียนเป็นวงจร นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์”

06

ดิน น้ำ ป่า คน

กุลเล่าว่า 6 ปีที่เธอกลับบ้านมาทำศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน สิ่งที่ประจักษ์ชัดกับตัวเองคือ ถ้าชาวบ้านไม่เห็นผลลัพธ์ตำตาว่าวิถีเกษตรกรรมผสมผสานดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างไร พวกเขาจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเลยแม้แต่น้อย

“ปีสองปีแรกชาวบ้านมองว่าเราประหลาด เพราะทำทุกอย่างตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านใส่ปุ๋ยเคมี ในขณะที่เราหยุดใช้ปุ๋ยเคมีถาวรเพื่อฟื้นฟูดิน เราเก็บดินตัวอย่างในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ทั้งห้าสิบไร่ของศูนย์กสิกรรมไปตรวจสอบ และพบว่าทุกจุดเต็มไปด้วยไซยาไนด์หรือสารหนู รวมถึงสารเคมีตกค้างอื่นๆ เต็มไปหมด เพราะเขาใช้สารเคมีต่อเนื่องมาเป็นสิบๆ ปี”

กุลบอกว่าเธอฟื้นฟูพื้นที่ด้วยศาสตร์พระราชา พัฒนา 4 เรื่องหลักคือ ดิน น้ำ ป่า คน 

อย่างแรกคือ เรื่องดิน เมื่อหยุดใช้สารเคมีแล้ว ขั้นต่อมาคือสร้างอินทรียวัตถุคลุมดิน เพื่อให้ดินผลิตฮิวมัสขึ้นมา ฮิวมัสคือปุ๋ยชั้นดี เป็นธาตุอาหารที่จะไปเลี้ยงดิน และดินที่สมบูรณ์จะส่งผลให้พืชพรรณสมบูรณ์ จากนั้นกุลเริ่มปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ปลูกให้มีระบบนิเวศ แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวแค่ชนิดเดียวอย่างที่ผ่านมา

ต่อมาคือเรื่องน้ำและป่า ป่าคือระบบนิเวศ หมายถึงมีพืชและสัตว์หลากหลายชนิดอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล  

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

ที่ผ่านมาชาวบ้านทำนาน้ำฟ้า เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึงอำเภอท่าวังผา ชาวบ้านจึงทำนาได้แค่ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำจากภูเขาไหลผ่านลงมาที่นาเท่านั้น พอหมดฤดูฝนน้ำก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่นาแทบจะแห้งสนิท การทำนาลักษณะนี้ชาวบ้านจะได้ผลผลิตแค่ข้าวเปลือกอย่างเดียว ไม่มีน้ำเหลือใช้ ไม่มีผลผลิตอย่างอื่นให้เก็บกิน

กุลปรับโครงสร้างพื้นที่ทั้ง 50 ไร่ของเธอใหม่หมด เธอขุดหนองน้ำต่างระดับที่เรียกว่าหนองปลาโตไว ลักษณะฟรีฟอร์ม คดโค้งไปทั่วพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ ระดับก้นหนองที่ตื้นลึกไม่เท่ากันทำให้ปลามีพื้นที่แหวกว่ายหากิน มีที่วางไข่ อนุบาลตัวอ่อน เมื่อถึงฤดูแล้ง ส่วนลึกของหนองก็ยังคงมีน้ำติดก้นหนอง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความเข้มของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงไปในน้ำมีหลายระดับ ในหนองจะเกิดแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาและสัตว์หน้าดิน 

นอกจากเก็บน้ำด้วยแท็งก์น้ำไม้ไผ่ หนองปลาโตไว และคลองไส้ไก่แล้ว อย่างที่กุลอธิบายไปข้างต้นว่า ต้นไม้ล้วนประกอบไปด้วยน้ำ เธอจึงปลูกต้นไม้ 5 ระดับ เพื่อช่วยในการกักเก็บน้ำ ประกอบไปด้วยระดับผสมผสาน สูง กลาง เตี้ยเรี่ยดิน และหัวใต้ดิน ระบบรากแบบผสมผสานของต้นไม้ต่างชนิดจะช่วยกักเก็บน้ำได้ดีกว่า

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

จากการทำนาน้ำฟ้า กุลเปลี่ยนมาทำนาแบบหัวคันนากินได้ จากปกติชาวบ้านจะปั้นขอบคันนาสูงแค่หัวเข่าเพื่อกักน้ำ ก็เปลี่ยนมาปั้นสูงถึงเอวเพื่อให้นาเก็บน้ำได้เยอะขึ้น เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น ต้นข้าวก็จะยืดตัวหนีน้ำไปเรื่อยๆ ต้นข้าวยาวๆ จะกลายเป็นซังข้าวที่นำไปใช้คลุมดินรักษาความชุ่มชื้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยังมีน้ำเหลือในนาข้าว ก็เลือกได้ว่าจะปลูกพืชชนิดอื่นต่อหรือจะเลี้ยงปลาต่อเพื่อรอปลูกข้าวฤดูกาลต่อไป

หัวคันนากินได้จะต้องขยายขนาดหัวคันนาให้กว้างขึ้น จากที่ปกติเดินกระย่องกระแย่งได้คนเดียว ก็ให้เดินสวนกันได้ 2 – 3 คน หัวคันนากว้างนี้คือแหล่งอาหาร ปลูกพืชผักสวนครัว ผักเด็ดยอด หรือไม้ผลจำพวกกล้วย มะพร้าว มะนาว ส้มโอ ก็ได้ การแบ่งพื้นที่นามาปลูกพืชผลหลายชนิดเช่นนี้ นอกจากสร้างระบบนิเวศแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงของราคาผลผลิตตามท้องตลาด

ปกติข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละไม่ถึง 15 บาท ในขณะที่บางฤดูพริกขี้หนูกิโลกรัมละ 400 บาท มะเขือพวงราคากิโลกรัมละ 70 บาท วิถีเกษตรกรรมผสมผสานแบบนี้จะทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการใช้ชีวิต มีกินมีใช้ตลอดทั้งปี

07

แผ่ขยายความยั่งยืน

สุดท้ายคือการพัฒนาคน 

“ชาวบ้านจะเชื่อสิ่งที่เราพูดก็ตอนที่เขาเห็นแหล่งน้ำสมบูรณ์ เห็นข้าวออกรวง เห็นปลาในหนอง เห็นหัวคันนาที่มีผลิตผลทุกอย่างสำหรับเก็บกิน เราใช้เวลาสี่ปีพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่ามันเป็นไปได้ พอเขาเห็นแล้วว่าเกษตรกรรมแบบผสมผสานเป็นทางออกที่จับต้องได้ เขาจะค่อยๆ เปลี่ยนใจจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเอง 

“สิ่งสำคัญคือ ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากการลงมือทำ จากวันที่ตกปากรับคำอาจารย์ยักษ์ว่าเราจะกลับบ้านมาเป็นคนคนนั้น คนที่ทำพื้นที่ ‘เล็ก แคบ ชัด’ ให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าทุกคนช่วยกันฟื้นฟูต้นน้ำน่าน พลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุมสมบูรณ์ได้ จากการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง

กุล ปัญญาวงศ์ ผู้เริ่มทำแท็งก์น้ำไม้ไผ่ นวัตกรรมภูมิปัญญาที่ให้ผลเป็นการซ่อมแซมผืนป่าน่าน

“จนถึงวันนี้ ทุกบทเรียนที่ผ่านมาเราถือว่าคุ้มค่าต่อความเหนื่อยยาก ต่อคำที่ชาวบ้านหาว่าเราบ้าในปีแรกๆ (ยิ้ม) ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่านเป็นเหมือนโรงเรียน ชาวบ้านกลุ่มแรกๆ ที่มาเรียนกับเราเปลี่ยนความคิด ลงมือทำ และประสบความสำเร็จ จากประสบการณ์จริงที่เราถ่ายทอดด้วยการทำให้ดู และเมื่อญาติพี่น้องคนรอบตัวเขาเห็นตำตาว่ามันดี เขาก็จะทำตาม แนวคิดความยั่งยืนนี้ก็จะแผ่ขยายออกไป” กุลกล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนของกุลไม่เพียงแผ่ขยายความยั่งยืนในการจัดการน้ำและเกษตรกรรมแบบผสมผสานแก่ชาวบ้านชุมชนต้นน้ำน่านเท่านั้น แต่ยังมอบแรงบันดาลใจในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 6 Clean Water and Sanitation ให้คนในเมืองอย่างพวกเรา 

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว คงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงนัก เพราะหากคนปลายน้ำใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า แหล่งต้นน้ำก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเราไปด้วย และหากเราทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ สัตว์บนบกรวมถึงสัตว์ในน้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ต่างก็ดื่มกินน้ำปนเปื้อนสารเคมีเหล่านั้นเข้าไป สารพิษตกค้างจากสิ่งปฏิกูลที่เราทิ้งก็ตกทอดมาถึงตัวเราหรือลูกหลานเราในอนาคต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ตอนเด็กๆ เราเชื่อว่าทุกคนมีอาชีพในฝันเป็น หมอ ตำรวจ พยาบาล ครู นักบิน นักแสดง มากมายหลายอาชีพที่แต่งแต้มจินตนาการวัยเยาว์ให้เรามีพลัง ระหว่างการเติบโตอาจล้มบ้างลุกบ้าง แต่เราก็รู้ว่ามีหนทางให้ก้าวเดินอยู่เบื้องหน้า

เด็กบางคนเกิดมาพร้อมความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความพิการทางกายภาพหรือมีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กๆ ที่มีภาวะออทิซึม เด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม หรือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ความต่างเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจพยายาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา เส้นทางในการเติบโตสู่สังคมของพวกเขานั้นยากลำบากกว่าคนอื่นๆ

คุณคิดว่าพวกเขามีอาชีพในฝันหรือเปล่า หรือเคยสงสัยไหมว่าเมื่อเติบโตไป พวกเขาประกอบอาชีพอะไรหล่อเลี้ยงชีวิต

สถานที่ที่เราอยากพาคุณไปรู้จักนี้ ตั้งอยู่ในกลางเมืองในซอยเอกมัย 10 ภายนอกอาจดูเหมือนโคซี่คาเฟ่ที่เห็นได้ทั่วไป แต่ทว่าที่นี่ซ่อนความพิเศษอย่างหนึ่งไว้ และคุณจะได้สัมผัสหลังจากผลักประตูเข้าไปแล้วเท่านั้น

Steps With Theera

Steps With Theera คือคาเฟ่ที่นอกจากจะเปิดให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยแล้ว ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนฝึกสอนผู้ที่มีภาวะออทิซึม ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับทำงานดูแลตัวเอง และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth ภายในปี 2573 บรรลุการจ้างงานเต็มอัตราอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้พิการให้มีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีมูลค่าเท่ากัน และภายในปี 2563 ลดสัดส่วนของเยาวชนที่ตกงานหรือมิได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมลงจำนวนมาก

กว่า 3 ปีที่ห้อง 2 คูหาแห่งนี้ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการฝึกสอนทักษะงานหลากหลายประเภทให้นักเรียนที่มีภาวะออทิซึมจำนวนหลายสิบคน เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center ในคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้เล่าว่า มีศิษย์เก่าของที่นี่จำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าทำงานตามร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำหลังจากจบหลักสูตรไปแล้ว แถมยังทำได้อย่างดีด้วย

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center Steps With Theera

นอกจากเรื่องการฝึกสอนทักษะงานแล้ว ที่นี่ยังเป็นเหมือนประตูเชื่อมผู้มีความต้องการพิเศษและสังคมเข้าหากัน เพราะถ้าถามว่าในฐานะคนๆ หนึ่งของสังคม เราเคยมีโอกาสได้พูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเขาหรือเปล่า เชื่อว่ามีคนส่วนน้อยมากที่เคยมีประสบการณ์ ความห่างเหินระหว่างกันทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งรู้สึกว่า การสร้างปฏิสัมพันธ์กับพวกเขานั้นยากเหลือเกิน 

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้ที่มีความต้องการพิเศษก็เหมือนกับเรา มีสุข เศร้า เหงา เสียใจ และที่สำคัญคือมีความฝัน เป็นความฝันแสนเรียบง่าย ว่าจะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและภาคภูมิด้วยความสามารถของตัวเอง

ร้านในช่วงบ่ายวันนี้ค่อนข้างสงบจากผู้คน เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือฝาผนังฝั่งประตูเรียงรายไปด้วยบอร์ดไม้ยาว โน้ตข้อความนับร้อย และรายชื่อนักเรียนของที่นี่แปะอยู่เพื่อเล่าเรื่องราวบางอย่างกับผู้มาเยือน นาทีต่อมานั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากชั้นบน เดาว่าน่าจะเป็นเสียงของน้องๆ ที่กำลังเรียนหรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ

Steps With Theera

หลังจากนั่งจับจองโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย เราสังเกตเห็นพนักงาน 2 – 3 คนกำลังยืนทำงานอยู่หลังเคาน์เตอร์กาแฟด้วยท่าทีคล่องแคล่ว พวกเขาคือน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมชายหญิงกำลังฝึกงานทำอาหาร โดยมีผู้จัดการร้านประกบสอนงานอยู่ข้างๆ

คนสอนตั้งใจ คนเรียนก็ตั้งใจ ถ้าเช่นนั้นในฐานะผู้มาเยี่ยมเยียน ขอให้พวกเราตั้งใจฟังเรื่องราวที่เอื้องกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ว่าเธอทำให้ความฝันของน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมให้เป็นจริงได้อย่างไร

01

Growing From Being Met

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ และ แม็กซ์ ซิมป์สัน พวกเขาคือสองผู้ก่อตั้งที่ชีวิตต่างมีความผูกพันกับเด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม เอื้องมีลูกชายวัย 11 ขวบที่อยู่ในภาวะออทิซึม และเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Theera ส่วนผู้ก่อตั้งคนที่สอง ปัจจุบันเขาเป็นคุณครูผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเด็กพิเศษ และตัวเขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมด้วย เมื่อทั้งคู่โคจรมาเจอกัน Steps With Theera จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2559

เอื้องคือหญิงสาวคนหนึ่งที่สนใจด้านวัฒนธรรมและได้ใช้ชีวิตตามความฝันของตัวเอง เธอเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศในเวลาต่อมา ระหว่างที่เธอกำลังใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น เอื้องก็พบว่าลูกชายอยู่ในภาวะออทิซึม

“เอื้องเริ่มรู้ว่าเขามีภาวะออทิซึมตอนสองขวบครึ่ง ก็คิดแล้วว่าต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ต้องมีเวลาให้ลูกให้เต็มที่ เราเลยลาออกจากงานเพื่อดูแลและฝึกลูกเองตลอด ตอนนั้นมันมืดมากเพราะเราไม่ได้มีพื้นฐานด้านนี้ แล้วด้วยความเป็นแม่เลยยิ่งมีความกดดันสูง ว่าทำไมสอนแล้วลูกไม่ยอมพูดสักที ยอมรับว่าตอนนั้นค่อนข้างเครียด

“ตอนนั้นเราก็พอมีเวลาว่าง เลยหันไปคลายเครียดด้วยการฝึกทำเค้ก ทำขนมตอนเช้า ฝากขายตามร้านแล้วผลตอบรับค่อนข้างดี ทำไปทำมารู้สึกชอบ พอเราย้ายกลับมาไทย ลูกไปโรงเรียน เราเลยมีเวลาให้กับการทำขนมนานขึ้น ก็เลยตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่เลอ กอร์ดอง เบลอ แล้วก็พยายามศึกษาข้อมูลในการดูแลเด็กเหล่านี้

“เด็กที่มีภาวะออทิซึมควรจะทาน Gluten-Free กับ Vegan เพราะว่า Gluten เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งทำให้การเรียนรู้ของเขายิ่งมีปัญหา มันเป็นอาการที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ แต่ก็ยังไม่ได้มี Study ที่มายืนยันชัดเจน แต่ด้วยความเป็นแม่ อะไรที่พอทำได้เราก็อยากทำก่อน และมันก็เป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว”

เอื้องเริ่มนำวิชาความรู้ที่เรียนมาปรับสูตรขนมให้เป็น Gluten-free และ Vegan พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว เริ่มจากเป็นร้านเบเกอรี่ขายทางเฟซบุ๊กหลังจากนั้นก็เปิดร้านตรงที่ว่างใกล้บ้านชื่อว่า Theera เป็นร้านขนมเพื่อสุขภาพ จนประมาณ 2 ปีให้หลัง เอื้องได้รู้จักกับแม็กซ์ ซึ่งกำลังทำงานเป็นครูสอนการศึกษาพิเศษของโรงเรียนที่เปิดอยู่ในซอยเดียวกัน

Steps With Theera

“เขาเห็นร้านเบเกอรี่ เอื้องก็เลยอยากพาเด็กของเขามาฝึกงานที่ร้าน เขารู้สึกว่าเด็กที่โตแล้วควรออกไปสู่การทำงานได้แล้ว ไม่ควรจะอยู่ในรูปแบบของโรงเรียนอีกต่อไป เขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งระบบที่อังกฤษดีกว่าบ้านเรามาก แต่ขณะเดียวกันน้องเขาที่จบมหาลัยกลับไม่มีงานทำอยู่นานมาก จึงเห็นปัญหาว่ามันไม่มีระบบอะไรที่ช่วยฝึกฝนและพัฒนาคนเหล่านี้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มสนใจ

“เด็กที่เข้ามา ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานในส่วนของเบเกอรี่ แต่เราจะให้ทำงานต้อนรับและบริการลูกค้า ซึ่งจะทำให้น้องๆ เหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ได้เจอคนอื่น รู้จักการพูดจากับคนอื่น และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากพาน้องๆ มาฝึกได้เกือบปี ก็เห็นได้ว่าน้องๆ มีความสุข มีพัฒนาการ แต่เดิมมันเป็นแค่ร้านเบเกอรี่เล็กๆ ก็เลยคิดว่าจะมาเปิดอะไรที่มันจริงจัง จึงกลายมาเป็น Steps With Theera” เอื้องเล่าถึงการเดินทางอันยาวนานของเธอ นี่คงไม่ใช่แค่การพัฒนาน้องๆ อีกหลายสิบชีวิต แต่เป็นการเติบโตอย่างเข้มแข็งของผู้หญิงคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

จนถึงวันนี้ Steps With Theera เปิดสอนเป็นศูนย์ฝึกทักษะอาชีพอย่างเต็มรูปแบบ มีการเรียนการสอนจากผู้เชี่ยวชาญโดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในการสื่อสาร ผู้ฝึกก็ได้ฝึกงานเรียนรู้การทำอาหารไปจนถึงระบบต่างๆ ในครัวด้วย

02

Learning Differences

ก่อนที่เอื้องและแม็กซ์จะรับน้องสักคนเข้ามา พวกเขาต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองอย่างถ่องแท้จนรู้ว่าน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร เคยเรียนหรือศึกษาอะไรมาบ้าง ความคาดหวังของเขาและพ่อแม่คืออะไร ซึ่งที่ร้าน Steps With Theera เปิดโอกาสให้น้องๆ มาทดลองเรียนก่อน 1 – 2 วัน เพื่อประเมินดูว่าน้องแต่ละคนนั้นเหมาะกับการเรียนรู้ของที่นี่หรือไม่ น้องๆ แต่ละคนมีความสนใจด้านไหน และมีโปรแกรมที่สอดคล้องกับเขาหรือเปล่า

“ผู้ที่อยู่ในภาวะออทิซึมก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่ทุกคนจะมีความแตกต่าง มีระดับของทักษะ และความสามารถที่หลากหลาย อย่างลูกชายเอื้องมีความจำดีมาก จำสีหนึ่งร้อยสีได้ว่าชื่ออะไร เรียงยังไง จำเส้นทางได้แม่นยำ และชอบเล่น Google Map มาก สำหรับเราที่เป็นแม่ก็เริ่มคิดว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวันได้บ้าง มันขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงดูว่าจะสามารถนำความพิเศษเหล่านั้นมาปรับให้มีประโยชน์หรือทำให้เขานำทักษะต่างๆ เหล่านั้นมาเรียนรู้สิ่งอื่นที่มีประโยชน์ในชีวิตเขาได้ยังไง” เอื้องว่า

ปัจจุบันที่แห่งนี้มีผู้ฝึกทั้งหมด 25 คน อายุตั้งแต่ 14 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะสมต่อการเริ่มฝึกฝนทำงาน ไปจนถึง 44 ปีเลยด้วย

Steps With Theera มีระบบการฝึกงานที่เป็นขั้นเป็นตอนที่เหมาะสมมาก มีการฝึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มตามความสามารถของแต่ละคน เบื้องหน้าการทำงานอย่างจริงจังและคล่องแคล่ว ล้วนเป็นผลมาจากความเข้าใจอย่างแท้จริงของตัวผู้ฝึกสอน คือกลุ่ม Job Coach ที่เรียนจบด้านจิตวิทยามา มีแบ็กกราวนด์ด้านนี้โดยเฉพาะ และกลุ่มพนักงานที่เป็นเชฟและบาริสต้า ซึ่งผู้ฝึกสอนทั้ง 2 กลุ่มนี้จะทำงานอย่างสอดคล้องกัน

ค่อยๆ ฝึกด้วยความใจเย็น จากงานง่ายไปงานที่ยากขึ้น น่าจะเป็นคำอธิบายวิธีการของพวกเขาได้ดีที่สุด

เมื่อเราลองสังเกตตามจุดต่างๆ ในเคาน์เตอร์บาร์และในครัว จะเห็นการแปะป้ายรูปภาพและสัญลักษณ์ไว้ตามจุดต่างๆ เอื้องบอกกับเราว่า สิ่งเหล่านี้ช่วยเอื้อให้พวกเขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และเป็นระบบมากขึ้นด้วย

Steps With Theera

“เราเน้นการสอนด้วยการให้ทำซ้ำๆ เพระว่าพวกเขาเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นหลัก การใช้รูปภาพจะช่วยได้มากกว่าเพราะการอธิบายที่เป็นคำบรรยายยาวๆ มันอาจจะทำให้เขาโฟกัสยาก ซึ่งจริงๆ แล้วรูปภาพมันไม่ได้ช่วยแค่น้อง Trainee แต่ยังช่วยพนักงานทั่วไปด้วยเหมือนกัน ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์

“น้องๆ อาจจะต้องเน้นการฝึกฝนเยอะๆ ไม่ใช่เน้นการเข้าไปนั่งในห้องเรียนดูกระดาน ครูสอนอ่านหนังสือ ทำการบ้าน แต่เราต้องฝึกให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ที่นี่เราเลยสอนหมดทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้เงิน ซักผ้า รีดผ้า ขึ้นรถเมล์ ขึ้นตุ๊กตุ๊ก ขึ้นบีทีเอส นั่งวินฯ หรือเรื่องการใช้เงิน เราสอนทุกสิ่งอย่างที่เป็นทักษะในการใช้ชีวิต แม้ว่าจะทำงานหรือไม่ได้ทำงานก็ตาม แต่อย่างน้อยน้องๆ เขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนทักษะการทำงานก็มีด้วย ขึ้นอยู่กับว่าน้องมีความสนใจด้านไหน แล้วก็ความคาดหวังของทางบ้านเป็นอย่างไร” เอื้องอธิบาย

Steps With Theera

ผู้ฝึกทุกคนจะมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน เอื้องทำกระดานเช็กลิสต์ไว้เป็นไกด์ที่ช่วยบอกให้เขารู้ว่าแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ เช่น เช้านี้ใครทำหน้าที่เปิดร้าน กวาดพื้น รดน้ำต้นไม้ เช็ดโต๊ะ แล้วก็จัดโต๊ะในร้าน ซึ่งการทำงานตรงนี้ผู้ฝึกจะได้ทำงานร่วมกับทีม Job Coach และพนักงานในร้านคนอื่นๆ ด้วย

“เราจะมอบหมายงานตามความสามารถของน้องๆ สำหรับน้องบางคนที่มีความสนใจด้านการทำอาหาร เขาก็จะเข้าไปฝึกงานในครัวเยอะกว่า ช่วยในการเตรียมของ เช่น ล้างผัก หั่นผัก ช่วยเตรียมขนมก็แล้วแต่ความสามารถของน้อง แต่ว่าอาจจะไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่าง

“มีพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่หลักในการดูแลตึกของเรา เขามาทำโดยที่เขาสมัครเข้ามาเองเลย ไม่ได้ผ่านมาจากการเป็น Trainee ของเรา เขาเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยหลักสูตรเกี่ยวกับอาหารมาเลย ตอนแรกเขาเริ่มทำงานในครัวก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้ดูแลตึก ทำหน้าที่ดูแลความสะอาด สั่งของอะไรแบบนี้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก

“น้องๆ ส่วนมากจะสนใจด้านเบเกอรี่ มีความสามารถในการทำขนมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกส่งไปฝึกงานที่ร้าน Theera เพราะได้ทำงานในที่ที่มีคนเข้ามาเยอะ ฝึกให้เขาสามารถรับความกดดันได้ ช่วงแรกก็จะให้ทำบราวนี่อย่างเดียวเพื่อเป็นการฝึกฝนทีละนิดไปก่อน ทำซ้ำๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนระดับขึ้นไป”

หนึ่งในวิสัยทัศน์ของ Steps With Theera คือการพยายามที่จะสร้างโอกาสในการทำงานของผู้ที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ และในขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคม ที่มักเข้าใจว่าคนที่มีความต้องการพิเศษนั้นไม่มีความสามารถและทำงานไม่ได้

Steps With Theera

“ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากถูกมองให้เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ได้ พวกเขาอาจจะอยากถูกมองว่าเขาไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น เขาก็มีความเป็นตัวเขา ถึงแม้ว่าคำเรียกเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะเป็นคำที่ยอมรับได้ทั่วไป แต่สำหรับเรา เราคิดว่าพวกเขาเป็นเพียงเด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้นเอง”

‘เด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้น’ น่าจะเป็นคำอธิบายของภาวะออทิซึมที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพที่สุด เพราะนอกเหนือจากนั้น เราก็เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือคนๆ หนึ่งที่มีความสามารถในการทำงานและเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี เด็กชายวัย 14 ปีเดินเข้ามาพร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เราตรงหน้า ก่อนจะมีบทสนทนาเล็กๆ ถามไถ่ถึงการทำงานในวันนี้ และเอื้องเองก็ดูภูมิใจในตัวน้องๆ อยู่ไม่น้อย

ว่าแล้วก็ขอจิบลาเต้ร้อนตรงหน้าสักนิด ก่อนจะดำเนินบทสนทนาอุ่นๆ ต่อไป

03

Happy Employees

อย่างที่เราเล่าไปข้างต้น ที่นี่เป็นศูนย์เทรนนิ่งที่สอนหลายทักษะแก่เด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม มี Coffee Shop อยู่ชั้นล่างสุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่มาจะต้องไปทำงานด้านนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ร้านคาเฟ่มีไว้เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสลงมาทำงาน ฝึกงาน และปฏิบัติงานจริง ขณะเดียวกันก็ยังได้เรียนรู้ Transferable Skill เช่น การมาทำงานตรงต่อเวลา การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือว่าการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ในอาชีพใดก็ตาม

หลังจากได้ลองดื่มกาแฟอุ่นๆ ขนมหวาน และอาหารคาวบางส่วน เราพบว่าที่นี่คือคาเฟ่ที่มีอาหารอร่อยมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เราเองรู้สึกชอบทั้งอาหารที่รสชาติอร่อยและบรรยากาศอันอบอุ่นในร้าน ส่วนน้องๆ ฝึกงานก็น่ารักและเป็นกันเองมากๆ ยิ่งมีโอกาสได้ลองชวนคุยก็ยิ่งสัมผัสถึงความเป็นมิตรที่พวกเขามอบให้

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสุขและร้อยยิ้มของน้องๆ ที่มอบให้เราอย่างจริงใจ

“ตอนแรกก็กังวล ไม่รู้ว่าจะปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างไร” เราพูดขึ้น

“เอื้องก็เคยเป็น (ยิ้ม) ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน พอมาทำ Steps With Theera มีเด็กเข้ามาเยอะ ก็รู้สึกว่าเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เราเองไม่ได้คิดว่าจะต้องพูดหรือไม่พูดยังไง แต่อาจจะมีพูดช้าหน่อยหรือเลี่ยงการพูดประโยคยาวๆ แค่นั้นเอง แต่เอื้องก็จะดูด้วยว่าน้องมีทักษะแบบไหน แต่ส่วนใหญ่คุยแบบปกติ มันก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเขา

“Coffee Shop เป็นสถานที่ที่ทำให้คนสองกลุ่มมาเจอกัน เราอยากให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพราะเราเป็น Coffee Shop ที่ให้บริการและอาหารที่ดี ไม่ใช่เข้ามาสนับสนุนเพราะความสงสาร การจ้างงานหรือการฝึกงานผู้ที่มีความต้องการพิเศษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร้านเท่านั้น เราต้องการสร้างความเข้าใจว่าการทำงานของบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะจริงๆ พวกเขามีศักยภาพในการทำงาน แค่นี้เองที่ Steps With Theera ต้องการ” เอื้องพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เรารู้สึกได้ทันทีถึงความรู้สึกปลื้มใจของเธอในการทำงานตรงนี้

Steps With Theera

เราเชื่อว่าการได้มีโอกาสเพิ่มพูนทักษะการทำงานและการมีสภาวะจิตใจที่ดี ช่วยให้คนที่อยู่ในภาวะออทิซึมสามารถพัฒนาขึ้นได้ พวกเขาอาจทำงานอย่างดีเลิศและมีความเชี่ยวชาญ หากได้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

“น้องๆ ทุกคนบอกเราว่าเขามีความสุข เพราะพวกเขาทุกคนเคยเจอสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น  คนไม่ยอมรับเขาเพราะบางทีเขามีพฤติกรรมอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น พวกเขาจึงคิดว่าอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข เพราะมันเป็นสังคมที่เข้าใจเขา และเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เขามีกลุ่มเพื่อนของเขา มีการสร้างกลุ่มไลน์ ไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง โยนโบว์ลิ่ง เหมือนกับวัยรุ่นปกติทั่วไป เพียงแต่ผู้คนมองไม่เห็นและคิดว่าพวกเขาไม่สนใจกิจกรรมอะไรแบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็อยากทำเหมือนเรา เพียงแต่ว่าเขาอาจมีการแสดงออกที่ต่างออกไปหรือเป็นเราที่เลือกจะมองไม่เห็นมากกว่า” หลังเอื้องพูดประโยคนี้จบลง เราเชื่อว่ามีใครหลายคนในที่นี้กำลังเข้าใจพวกเขามากขึ้นเช่นกัน

04

Further Steps

ปัจจุบัน Steps With Theera มีสาขาที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต

เอื้องเล่าว่าจากการทำงานของตัวเองกับโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต พบว่าภูเก็ตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีความต้องการอยู่มาก และผู้ปกครองหลายคนก็พร้อมสนับสนุนลูกๆ ให้มีโอกาสพัฒนาตัวเองด้วย เอื้องและแม็กซ์จึงตัดสินใจเปิด Steps With Theera และเป็น Zero Waste Shop ที่ภูเก็ตในปีนี้เอง

“แพลนในอนาคตจะไปในทิศทางยังไงบ้าง” เราถามหญิงสาวเจ้าของร้านที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“เราอยากจะให้มี Trainee เข้าไปอยู่ในการทำงานที่อื่นได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็อยากจะเป็นคนสร้างงานให้น้องๆ ของเราเอง คือทางเราก็อยากจ้าง เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้มี Capacity ที่จะจ้างงานน้องที่มีความพิเศษได้ทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือให้บริษัทอื่นๆ สามารถรับน้องๆ เหล่านี้เข้าไปทำงาน ไม่ได้ทำเพียงเพราะกฎหมายหรือแค่ความสงสาร เพราะน้องๆ เหล่านี้สามารถเข้าไปแล้วสร้างประโยชน์ให้องค์กรเขาได้จริงๆ

Steps With Theera

“บางคนก็เรียนจบออกไปแล้วทำงานที่อื่นเป็นพนักงานประจำและพาร์ตไทม์ เป็นผู้ช่วยเชฟ ผู้ดูแลร้าน Grocery ทำงานในออฟฟิศ บางคนย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศของตัวเอง เราเองก็ยังมีการคุยอยู่กับบริษัทเพื่อคอยเช็กว่าน้องเป็นยังไงบ้าง สิ่งที่น้องทำคืออะไร เราจะสามารถช่วยเตรียมน้องได้ด้วยค่ะ เพราะเราไม่อยากให้น้องไปทำงานแล้วไม่ราบรื่น เดี๋ยวเขาจะหมดความมั่นใจในตัวเอง

“เราเองก็อยากจะเตรียมความพร้อมน้องให้มากที่สุดก่อนนะ เราต้องดูประเภทของงานด้วยว่าน้องคนนี้เหมาะจะเข้าไปอยู่ในงานที่มีความกดดันได้ไหม น้องสามารถรับตรงนั้นได้ไหม อย่างเราเองถ้าเจอกับความกดดันก็กลับมาดีลกับตัวเอง กลับไปสู้ใหม่ได้ แต่น้องบางคนอาจจะไม่ได้มีความความมั่นใจ ซึ่งมันจะส่งผลเสียกับการกลับไปทำงาน จริงๆ เจอความกดดันได้ก็ดี เพราะมันก็คือโลกของความเป็นจริง วันหนึ่งเขาไปทำงานที่ไหนมันก็ต้องเจออะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องสอนเขาจากที่นี่แหละ ว่าเวลาคุณไปเจอความกดดัน คุณควรจะรับมือกับมันยังไง”

เราเข้าใจได้ทันทีว่านี่คืออีกงานหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนมาก Steps with Theera คือจุดเริ่มต้นการสร้างเส้นทางสู่ความฝัน ในการยืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิด้วยตัวเองของผู้ที่มีภาวะออทิซึม แต่ความฝันเหล่านั้นจะถูกต่อเติมไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนในสังคม

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth มุ่งผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่มีคำว่าเธอ ไม่มีคำว่าฉัน เพราะทุกคนบนโลกนี้ล้วนแตกต่างเหมือนกัน เมื่อทุกคนพร้อมเปิดรับและให้โอกาส เมื่อนั้นเศรษฐกิจและสังคมก็จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load