The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

เกือบ 70 ปีแห่งการเจริญเติบโต หากเทียบเป็นต้นไม้สักต้นด้วยอายุเท่านี้ คงเป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่านและแผ่กิ่งก้านไปให้ร่มเงา เช่นเดียวกันกับ แคทเธอรีน รูธ ไรลี่ ไบรอัน หญิงชาวนิวซีแลนด์ อายุ 69 ปี ผู้สร้างสถานที่เรียนรู้ โรงพยาบาล และเป็น ‘บ้าน’ ให้แก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาสและถูกทอดทิ้ง 

แคทเธอรีน รูธ ไรลี่ ไบรอัน

จากชีวิตที่มีครบและเพียบพร้อมทุกอย่างที่เมืองบ้านเกิด เธอพบว่าชีวิตแบบนั้นน่าเบื่อและไร้ความหมาย จึงเลือกเดินทางมาไกลถึงชุมชนบ้องตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมเต็นท์ 1 หลังกับกระเป๋าเป้เพียง 1 ใบ และก่อตั้ง Bamboo School ขึ้น

ไม่เพียงแต่เธอจะอุทิศตนเพื่อดูแลเด็กๆ หลายเชื้อชาติ แต่เธอยังมุ่งมั่นรักษา พัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ด้วย เพราะ Bamboo School นับเป็นต้นแบบของการอยู่กับป่าเขาและธรรมชาติอย่างกลมกลืน

ทั้งการสร้างบ้านจากไม้ไผ่ รวมทั้งบ้าน กำแพง และบันไดจาก Eco Bricks หรือขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะ เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมสอนให้เด็กๆ รู้จักรักษาคุณค่าของสิ่งที่มีและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“การมาดูแลเด็กๆ ที่นี่ ทำให้เชื่อว่าฉันสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ฉันมีเป้าหมายในชีวิตซึ่งส่งผลต่อคุณค่าทางความรู้สึกมากกว่าการอยู่เฉยๆ อย่างสุขสบาย”

01

คนถูกทิ้งที่จะไม่ทอดทิ้งใคร

เธอเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองอย่างถ่อมตัวและติดตลกว่า “ฉันเกิดที่นิวซีแลนด์เมื่อ 68 ปีที่แล้ว ในครอบครัวที่ทำฟาร์มสัตว์ขนาดใหญ่ พ่อแม่ของฉันมีที่ดิน 53,000 เฮกตาร์ หรือเท่ากับพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ เราไม่ต้องไปโรงเรียนเพราะเราเข้าโฮมสคูลที่บ้าน พอโตมาอีกหน่อยฉันก็ถูกส่งให้ไปเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยฝึกหัดครู แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นวิทยาลัยพยาบาล เพราะเขาบอกว่าฉันเด็กเกินไปที่จะสอนคนอื่นได้”

ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ตัดสินใจออกจากโรงเรียน และเริ่มต้นออกเดินทางทั่วโลกเพื่อเป็นครูสอนเด็กๆ

หากแต่ชีวิตรักของเธอเพิ่งเริ่มต้น ฟังดูเหมือนกับนิยายเรื่องหนึ่ง “ฉันกลับมาแต่งงานกับเพื่อนรักของฉันที่มีฟาร์มอยู่ข้างๆ กัน จนเข้าสัปดาห์ที่ 6 เขาก็เริ่มไปกับแฟนผู้ชาย เพราะเขาเป็นเกย์ ฉันเองจึงเดินทางไปทั่วโลกเพราะไม่อยากโดนทอดทิ้ง และเพื่อที่จะได้ปริญญาด้านการสอนและการพยาบาล”

แคทเธอรีน รูธ ไรลี่ ไบรอัน

แคทเธอรีนเริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉินข้างสนามฟุตบอล แล้วก็ได้เจอกับชายอีกคนหนึ่ง เดเรค นักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภายหลังทั้งสองแต่งงานกัน และมีลูกด้วยกัน 3 คน หลังจากเดเรคเสียชีวิต แคทเธอรีนก็ถูกเรียกตัวเพื่อให้ไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล 

“หลังจากนั้นฉันได้พบรักครั้งใหม่กับมิชชันนารี จึงแต่งงานกับเขาแล้วมาที่ประเทศไทยประมาณ ค.ศ. 1993 ซึ่งเขาตรงกันข้ามกับสามีคนแรกของฉันทุกอย่าง เพราะว่าเขารักผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย สุดท้ายแล้วเขาก็เจอกับเด็กสาวแล้วก็ทิ้งฉันไว้อีกครั้ง”

แต่การถูกทอดทิ้ง ทั้งการจากเป็นและจากตายครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เธอเข้าใจและพยายามตามหาบ้านให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสที่เธอสอน เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งแบบเธอ 

“หลังจากนั้นฉันก็ได้ไปทำงานที่เชียงใหม่เกี่ยวกับกลุ่มชาวเขาทางเหนือ ไปสอนภาษาอังกฤษ แล้วก็เจอเด็กๆ ที่ไม่ได้ไปไหนในช่วงวันหยุด เด็กๆ บอกฉันว่าเขาไม่มีแม่ แต่พ่อเขาน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในกาญจนบุรี 

“ดังนั้น ในวันหยุดต่อมาฉันจึงพาพวกเขากลับมาที่กาญจนบุรี ตามหามาเรื่อยๆ จนมาถึงที่บ้องตี้ ทำให้เราเจอย่าของเขาซึ่งอยู่ในหมู่บ้านถัดไป แต่พ่อพวกเขาไม่อยู่และจะไม่กลับมา ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กลับมาที่บ้องตี้กับเด็กๆ ทุกครั้งที่มีวันหยุด และเริ่มสนใจหมู่บ้านแห่งนี้” 

แคทเธอรีน รูธ ไรลี่ ไบรอัน

เธอเล่าว่า ในตอนนั้นที่นี่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีอะไรเลย มีแต่หมู่บ้านของคนกะเหรี่ยงและชาวเมียนมาที่ต่อสู้กับความยากลำบากและโรคร้ายนานาชนิด เช่น โรคมาลาเรีย โรคธาลัสซีเมีย วัณโรค ในปีแรกที่เธอเข้ามามี 81 คนต้องตายด้วยโรคพวกนี้ นับว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก และทักษะการพยาบาลของเธอก็เริ่มได้ถูกกลับมาใช้ 

“ฉันคิดว่าพวกเขาต้องการโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้พวกเขาตายจากโรคมาลาเรีย แต่มันไม่มีรถจากที่นี่ลงไปที่ไทรโยคเลย และคนพวกนี้ก็จนมาก พวกเขาเดิน 23 กิโลเมตร เพื่อไปโรงพยาบาลไทรโยคไม่ได้หรอก 

“และถึงแม้เขาจะไปถึง พวกเขาก็พูดภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี เพราะเขาพูดได้แต่ภาษากะเหรี่ยงหรือพม่า เพราะฉะนั้น มันไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะสื่อสารกับหมอได้ว่าเขาเป็นอะไร ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่ามันแก้ไขได้ง่ายมากนะ ฉันจึงลาออกจากงานที่เชียงใหม่ แล้วก็มาทำอะไรสักอย่างเพื่อที่นี่”

และนี่คือจุดเริ่มต้นในการทำเพื่อคนอื่นของแคทเธอรีน

02

โรงเรียนจากป่าไผ่

เราเดินทางกันมาหลายร้อยกิโล ผ่านพื้นที่ห่างไกลชุมชน ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางความยากลำบากทั้งหลาย ปรากฏเป็นโรงเรียนที่มีเสาธงตั้งตระหง่าน ภายในเป็นทั้งโรงพยาบาล โรงอาหาร และสถานที่ที่เด็กๆ เรียกว่า ‘บ้าน’

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

แคทเธอรีนบอกว่า ปีแรกที่เธอลงมาสำรวจหมู่บ้านแห่งนี้ ที่นี่ไม่มีอะไรเลย และเธอต้องเริ่มต้นจากจุดที่พวกเขาต้องการมากที่สุด เริ่มจากการทำงานกับตำรวจตระเวนชายแดน จนสร้างเป็นโรงเรียนที่บ้องตี้ล่าง และช่วยชาวบ้านตั้งรถสองแถวไปยังไทรโยค เพื่อให้พวกเขาสามารถไปซื้อของและไปโรงพยาบาลได้

เธอเล่าเรื่องสุดตลกปนเศร้าที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การได้มาซึ่งพื้นที่ของ Bamboo School ในปัจจุบันว่า

“เพราะไม่มีน้ำประปา เราเลยต้องไปอาบน้ำกันที่แม่น้ำ ฉันพบกับหญิงสาวชาวบ้านและเป็นครั้งแรกที่ฉันต้องนุ่งโสร่ง พออาบน้ำเสร็จอยู่ๆ พวกเขาก็ยืนขึ้นแล้วสะบัดน้ำออกจากตัว ฉันเห็นแบบนั้นก็ทำบ้าง ฉันยืนขึ้นและสะบัดน้ำออกจากตัว แต่โสร่งดันหลุด (หัวเราะ) พวกเขาก็หัวเราะกันใหญ่ จากนั้นพวกเราก็เป็นเพื่อนกัน 

“มีผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นท้องแก่มาก หลังจากที่เธอคลอดลูก เธอยอมรับว่าไม่มีเงิน เพราะเอาไปเล่นการพนันหมดและกำลังตกที่นั่งลำบาก ฉันก็เลยให้เงินเธอไปห้าพันบาท เธอเลยยกที่ดินตรงนี้ให้ฉันทั้งหมด ถึงแม้ตอนแรกมันจะรกมาก แต่อย่างน้อยฉันก็มีที่ดินเป็นของตัวเอง พร้อมเงินในบัญชีที่เหลืออยู่แค่ร้อยหกสิบเก้าบาทเท่านั้น” 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

แคทเธอรีนบอกว่า เมื่อมองกลับไปตอนที่เธอเหลือเงินอยู่แค่ 169 บาท นั้นไม่ใช่อุปสรรคเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีในวันนี้มาจากการบริจาคทั้งนั้น มีคนรวมตัวกันแล้วบริจาคเงินเพื่อที่จะช่วยพัฒนาที่นี่ เด็กๆ เองก็บริจาคแรงกำลังและเวลา บางครั้งพวกเขาก็บริจาคความรู้ ผู้คนเองก็บริจาคสิ่งของที่พวกเราต้องการ

ที่เธอตั้งชื่อว่า Bamboo School ก็เพราะว่าเธอกับพวกเด็กๆ ต้องเข้าป่าเพื่อตัดไม้ไผ่มาเพื่อทำบ้านทั้งหลัง เริ่มต้นด้วยสองมือเล็กๆ ของเด็กๆ แค่ 10 คนที่ช่วยเริ่มกันสร้าง 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

“เราใช้เวลาทั้งวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ในการก่อสร้าง ส่วนวันที่หกเราจะพาเด็กๆ ไปโรงเรียนแถวไทรโยค พอพวกเขากลับมาก็มาช่วยกันตัดต้นไม้ ทำความสะอาด ทำคอนกรีตก้อน อย่างกำแพงนี่พวกเขาก็ระบายสีเอง ทำกันเอง”

เธอเล่าว่า การให้เด็กๆ สร้างมันขึ้นมาเองด้วยสองมือ ยังทำให้พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเจ้าของที่แห่งนี้อย่างเต็มตัว

จากเด็กแค่คนเดียว ก็เพิ่มเป็น 2 เป็น 4 จนเป็นหลายสิบคน ปัจจุบันที่ Bamboo School มีเด็กทั้งหมด 74 คน อีก 18 คน เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีหลายคนที่เรียนจบแล้ว พวกเขาไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ 8 คน หมอ 1 คน พยาบาล 5 คน และเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉินทั่วประเทศ รวมทั้งมีเด็กๆ ที่ออกไปทำงานในประเทศอื่นทั่วโลกด้วย

03

เรื่องเด็กๆ

แคทเธอรีนมองว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือ เด็กที่พยายามมีชีวิตรอด พวกเขาแค่มองหาสิ่งที่จะตกถึงท้องได้วันนี้เท่านั้น โดยยังไม่รู้เลยว่ามื้อต่อไปพวกเขาจะได้กินไหม ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่เคยมองว่าพวกเขายังมีความฝันและมีอนาคตที่สดใสได้ สิ่งที่โรงเรียนแห่งนี้พยายามทำ คือการเปลี่ยนพวกเขาจากการเป็นเด็กที่ ‘รอการช่วยเหลือ’ ไปสู่เด็กที่คิดว่าจะ ‘ออกไปช่วยเหลือ’ คนอื่นได้อย่างไรบ้างแทน ผ่านการสอนวิชาชีวิต ที่ไม่อาจหาได้ในโรงเรียนทั่วไป

เด็กที่นี่บางคนมาจากบ้านที่ใช้ความรุนแรง ยากจน บ้างก็ถูกทิ้งอยู่ตามโรงพยาบาล หรือไม่ก็ถูกทอดทิ้ง เพราะพ่อแม่พวกเขาเสียชีวิตและไม่มีใครต้องการพวกเขา นอกจากนี้ Bamboo School ยังเปิดรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายต่างๆ ซึ่งถูกทอดทิ้ง เนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาไม่รู้จะหาทางรักษาอย่างไร

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

“เด็กทุกคนมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง อย่าง ‘ดอกไม้’ แม่ของเธอมาที่สังขละบุรี เป็นเด็กสาวชาวเมียนมาที่ยังเด็กมากๆ ไม่แน่ใจว่าอายุเท่าไหร่ ตอนที่ใกล้จะถึงโรงพยาบาลเด็กก็คลอดออกมาแล้ว เด็กทารกตัวเขียวเหมือนจะไม่หายใจ แล้วรถก็รีบพาไปห้องฉุกเฉิน พอกลับมาอีกทีแม่เด็กก็ไม่อยู่แล้ว เราก็เลยรับดอกไม้มาตั้งแต่อายุหนึ่งเดือน

“เด็กบางคนก็บกพร่องทางร่างกายเป็นอย่างมาก เรามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ‘จอห์น’แม่ของจอห์นเป็นโรคหนองในแท้ ซึ่งเกิดจากการทำงานเป็นโสเภณีให้พวกทหาร เธอกลับมาที่นี่เพื่อคลอดลูกบนพื้นหญ้าและจากไป 

“ฉันมาเจอและพาเขาไปยังโรงพยาบาล หมอบอกว่าเชื้อหนองในแพร่จากแม่ไปยังเด็ก ทำให้เขามีอาการตาบอด หูหนวก และสมองพิการ ทั้งยังบอกว่าเขาจะอยู่ได้แค่สามปี แต่ตอนนี้ เขาเพิ่งจะอายุครบสิบห้าปี ทั้งยังสบายดี เล่นซน สามารถมองเห็น และสื่อสารได้”

แม้ว่าเด็กๆ จะขาดหายอะไรบางอย่างไปในชีวิต แคทเธอรีนก็เชื่อมั่นมาเสมอที่จะพัฒนาให้พวกเขามีชีวิตที่ดี

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้
Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

“ฉันจะพยายามหาว่าทักษะและพรสวรรค์ที่พวกเขาแต่ละคนมีคืออะไร แล้วก็พาเขาไปในเส้นทางนั้น อย่าง ‘มูไว’ตอนนี้เขาเป็นหมอ ทั้งๆ ที่เขาเริ่มเข้าโรงเรียนครั้งตอนอายุสิบสี่ปีเท่านั้น เขาฉลาดมากนะ แต่เนื่องจากเขาพูดได้แต่ภาษาพม่าและกะเหรี่ยง ทำให้ต้องพยายามที่จะเปลี่ยนมาเรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษแทน แม้จะท้าทาย แต่เขาก็ทำได้ ตอนแรกเขาอยากจะเป็นศิลปิน วาดรูปเต็มกำแพงไปหมด ที่เห็นๆ นี่ก็ฝีมือเขาทั้งนั้น หลังจากนั้นเขาก็อยากเป็นนักดนตรี เล่นกีต้าร์เสียงดังตอนที่ว่าง (หัวเราะ) 

ฉันว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเลือกจะเป็นหมอ คือตอนที่เขามาช่วยฉันดูแลคนป่วยและช่วยฉันทำคลอดเด็กคนหนึ่งได้สำเร็จ จากนั้นเขาก็ได้รับการอุปการะจากเพื่อนของฉันที่อเมริกา ช่วยส่งเสียค่าเล่าเรียนจนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ที่ฟิลิปปินส์ ตอนนี้เขาเรียนจบแล้วก็กลับมาช่วยฉันดูแลที่นี่ระหว่างรอผลสอบตัวสุดท้าย

“ถ้าพูดถึงสิ่งที่เด็กๆ อยากจะทำในอนาคต ฉันจะบอกพวกเขาว่าพวกเขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ได้ แล้วยังช่วยเหลือคนอื่นได้เช่นกัน” 

04

คบเด็กสร้างบ้าน

สิ่งที่เธอกำลังให้เด็กๆ ช่วยกันทำกันยกใหญ่อยู่ในตอนนี้คือ Eco Bricks ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นจากปณิธานปีใหม่ในปี 2017 ของเธอ เพราะเธอเบื่อกับการเห็นถุงพลาสติกตามท้องถนน จึงคิดที่จะลงไปยังชุมชนและจัดการกับขยะจำนวนมหาศาล

“ฉันพาเด็กทุกคนออกไปข้างนอก เก็บขยะใส่รถบรรทุก แล้วก็ส่งต่อให้ที่ทิ้งขยะในไทรโยค เราใช้เวลาเก็บขยะในชุมชนทั้งวันจนเต็มสองคันรถ เป็นกองพลาสติกสูงพะเนินเทินทึก แล้วฉันก็ให้เงินเขาเอาไปทิ้งที่ที่ทิ้งขยะ แต่พวกเขากลับมาพร้อมขยะเต็มคันรถแล้วก็บอกอย่างสุภาพว่า ที่ทิ้งขยะปิด ฉันก็เลยเปิดหาข้อมูลจากลุงกูเกิลเพื่อนรักของฉัน เพื่อหาว่าจะจัดการกับพลาสติกอย่างไรดี จนเจอว่าที่อินโดนีเซียกำลังเริ่มทำ Eco Bricks วัสดุสร้างบ้านจากพลาสติกรีไซเคิล พวกเขาวางเรียงมันเป็นแถวๆ แล้วฉาบมันด้วยโคลน ตอนนั้นเองที่ฉันคิดว่าเราควรลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง”

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

ขั้นตอนการทำ Eco Bricks ไม่ยากเลย เริ่มต้นจากขวดพลาสติก และเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อย 

“เราเริ่มจากการนำขยะพลาสติกยัดใส่ในขวดพลาสติกให้แน่น แล้วติดแต่ละขวดเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นเราก็เอามันไว้ตรงกลางระหว่างคอนกรีต ซึ่งมันจะแข็งแรงและมั่นคงมาก ทำเป็นกำแพงสูงๆ ได้ไม่มีปัญหา ไม่พังลงมาแน่นอน เพราะเราใช้เหล็กเป็นโครงอยู่แล้ว 

“เด็กๆ เก่งกันมากในการเอาขยะใส่ในขวดโดยเราสร้างเกมใน Bamboo School ด้วยการให้เด็กๆ ยัดขยะลงในขวดแล้วมาแข่งกันว่าใครจะได้ขวดที่หนักที่สุด เด็กๆ ก็จะเชียร์กัน ให้พวกเขารู้สึกสนุกที่จะทำ ฉันมีความสุขกับอะไรแบบนั้นมาก เราก็แค่ใช้การเล่นเกมเพื่อทำ Eco Bricks”

ขยะชิ้นเล็กที่จะยัดใส่ในขวดจะเป็นขยะอะไรก็ได้ เธอบอกว่าห่อไอศครีมของเด็กๆ ก็สามารถยัดใส่ลงในขวดได้ เพราะว่าพอไปอยู่ในกำแพงแล้วเอาซีเมนต์ฉาบไปใส่ในแต่ละด้าน มันก็เหมือนกับการซีลอยู่แล้ว แต่การยัดขยะประเภทกระดาษลงไปอาจทำให้ขวดไม่แข็งแรงพอ 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

 “มีคนส่งขวดที่ใส่กระดาษมาให้ แล้วตัวกระดาษมันนิ่มเกินไป ทำให้ไม่แน่นพอเหมือนพลาสติก และอีกอย่างหนึ่งคือกระดาษสามารถนำไปเผาหรือรีไซเคิลได้ แต่เราอยากกำจัดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งมากกว่า”

บอกแล้วคุณอาจจะตกใจ แต่ภายในขวดลิตร 1 ขวด เราสามารถกำจัดขยะพลาสติกได้ถึง 500 กรัม

นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงเคล็ดลับอื่นๆ กับเราอีกด้วย

“เรามีเรื่องตลกๆ เกี่ยวกับกาวด้วย บางคนบอกว่าใช้กาวร้อนติดขวดด้วยกันต้องดีแน่ๆ แต่พอขวดโดนแสงแดด กาวร้อนละลาย ขวดก็แยกออกจากกัน ดังนั้น ใช้กาวร้อนนี่ไม่รอดแน่ แล้วเราก็ทดลองกาวอีกหลายยี่ห้อ จนได้กาว 3M ที่ติดทนและแข็งแรงมาก”

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

นอกจากเคล็ดลับเรื่องกาวแล้ว ลักษณะของขวดก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน

“เรายังพบอีกว่า ถ้าเราติดกาวที่ขวดแบบเดียวกันด้วยกันมันจะแข็งแรงกว่า อย่างขวดเครื่องดื่มบางประเภทที่ทำขวดหลายรูปร่างมาก บางขวดอ้วน บางขวดผอม ซึ่งมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะมันต้องใช้ขวดเหมือนกันแปดขวด ถึงจะสามารถติดกาวมันด้วยกันได้ เพราะฉะนั้น ฉันจะรักขวดสี่เหลี่ยมมากๆ ยิ่งเป็นขวดเหลี่ยมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดกาวง่ายขึ้นเท่านั้น มันก็เหมือนยิ่งเราทำเราก็ยิ่งเรียนรู้ เราก็ยิ่งทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

05

ฮีโร่ขยะ

เธอบอกกับเราว่าความพยายามแรกของเธอ คือการวางแผนทำกำแพงและบันไดจาก Eco Bricks เท่านั้น แต่หลังจากนั้นเธอก็คิดที่จะทำบ้านจากนวัตกรรมขยะรีไซเคิลนี้ด้วย

และแล้วบ้านจาก Eco Bricks ริมอ่างเก็บน้ำหลังนี้ก็ถูกสร้างขึ้น ผ่านการออกแบบโดยวิศวกรทางอาคารและโครงสร้าง ซึ่งเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่แบมบูสคูล และขวดน้ำที่ใช้สร้าง Eco Bricks ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กๆ 

“นอกจาก Eco Bricks แล้ว เรายังตั้งใจทำมันเป็นเครื่องปรับอากาศด้วย หลักการของมันก็คือเวลาที่คุณเป่าลมจากปากกว้างๆ ออกมาที่มือ คุณจะรู้สึกถึงไอร้อนที่ออกมา แต่ถ้าเราเป่าลมจากปากแคบๆ อากาศที่ออกมาจะเย็น ดังนั้น เราก็จะตัดก้นขวดออก หันปากขวดยึดกับก้นขวด แล้วยึดมันกับช่องลมหรือช่องหน้าต่างโดยหันด้านปากขวดเข้าด้านในบ้าน ทีนี้อากาศจากภายนอกที่ผ่านเข้ามาในบ้านก็จะเย็น ซึ่งมันช่วยลดอุณหภูมิได้ถึงห้าองศา” 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

แม้ตอนนี้ตัวบ้านจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์และต้องทำต่อไปอีก แต่แคทเธอรีนก็ตื่นเต้นมากที่มันมาได้ไกลขนาดนี้ จากปัญหาขยะล้นชุมชม กลายเป็นปัญหาขาดขยะมากกว่า ฉะนั้น พวกเขาจึงรับขยะจากทางอนามัยบ้องตี้ โรงเรียนและร้านค้าของโรงเรียนมาเพื่อสร้างอาคารต่อไป

“ฉันได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ Trash Hero เพราะว่าพวกเขาเก็บรวบรวมขยะกันอยู่แล้ว โดยตอนนี้ เขายังเอาขยะมาให้เราทำ Eco Bricks ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะทำให้เด็กๆ ได้รู้วิธีการกำจัดขยะมากขึ้น”

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

ประโยชน์ของกำแพงที่ทำจาก Eco Bricks คือจะช่วยลดอุณหภูมิ หากลองจับกำแพงจะรู้สึกได้เลยว่าด้านนอกของอาคารค่อนข้างร้อน แต่พอมาจับที่ด้านในจะเย็นกว่า อย่างที่สองก็คือช่วยกันเสียงออกไปด้านนอก และอย่างที่สามที่สำคัญที่สุดคือมันช่วยลดขยะ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

“เราพยายามสอนเด็กๆ ว่าถึงแม้มันจะเป็นขยะ แต่เราใช้ประโยชน์จากมันได้ เด็กๆ บางคนก็ออกแบบโต๊ะและเฟอร์นิเจอร์จาก Eco Bricks เริ่มทำที่พักวางเต็นท์ ตกแต่งครอบเสาคอนกรีต ทำเป็นรูปทรงต้นไม้เพื่อครอบเสาปูนเปลือย ทั้งยังพยายามที่จะสอนเด็กๆ ว่าอย่าปล่อยให้จินตนาการของพวกเขาหยุดลง

06

ขยายร่มเงา

แคทเธอรีนมองว่าการปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อมกับเด็กๆ เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการสอนผู้ใหญ่ โดยพวกเขายังเป็นความหวังในการพัฒนาโลกของเราในอนาคต       

“ที่นิวซีแลนด์เราเรียนวิชาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย และจะถูกปรับถ้าใครทิ้งแค่พลาสติกชิ้นเล็กๆ ลงพื้น หรือถ้าฉันเห็นใครก็ตามทิ้งขยะลงพื้น ฉันถ่ายรูปแล้วไปแจ้งตำรวจให้ดำเนินการกับเขาได้เลย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่สะอาดมาก ไม่มีขยะในแม่น้ำหรือที่ชายหาด ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับประเทศไทย 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

“ดังนั้น ฉันเลยสอนเด็กๆ อย่างจริงจังเลยว่าเราจะปลูกต้นไม้และสร้างสวน เราจะช่วยให้ทุกสิ่งเติบโตและแผ่ร่มเงา และเราจะไม่ทิ้งขยะใกล้สวนที่เราสร้าง เราควรแสดงให้คนเห็นว่ามันเป็นไปได้ มันจะเป็นสิ่งที่ดีมากถ้าเรากระตุ้นให้มันเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม”

เธอมองว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โลกนี้จะกลายเป็นสถานที่ที่น่าหดหู่มาก

“เพราะว่ามันมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างรุนแรง เราจะต้องเปลี่ยนคนรุ่นนี้ ถ้าเราอยู่ต่อไปอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อม เราจะปลูกพืชผลอะไรไม่ได้ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะเราต้องการต้นไม้ และคนรุ่นนี้ต้องอยู่กับสิ่งพวกนี้ต่อไป 

Bamboo School โรงเรียนไม้ไผ่กลางหุบเขาที่สอนการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยการทำ Eco Brick จากพลาสติกเหลือใช้

“ฉันพยายามสอนเด็กๆ ให้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เราต้องสนับสนุนโรงเรียนให้มากขึ้น ให้ผู้คนที่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นขึ้น”

ก่อนบทสนทนาของเราจะจบลง เธอมองออกไปยังหญ้าบนเนินเขาสีเขียวด้านหน้านั้น มองไปรอบบ้านไม้ไผ่ แล้วหันมาพูดกับเราว่า

“พอมองย้อนกลับไปแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรามาไกลได้ขนาดนี้ แต่ฉันก็คิดว่ามันทำให้ดีได้ยิ่งขึ้นไปอีก ฉันคิดว่าเราควรทำสิ่งที่ดีทุกวัน ควรออกไปและทำอะไรสักอย่าง อย่าแค่พูดถึงแต่ทำมันเลย เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็ได้ 

อย่างทุกวันนี้ ฉันจะเอาผ้าห่มและอาหารที่เรามีเหลือพอจะแบ่งปันออกไปให้คนที่เขายังขาดและต้องการ เราทุกคนควรพยายามทำสิ่งที่ดีเพื่อคนอื่น เพราะมันทำให้เป็นสุข” เธอกล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับรอยยิ้มแสนอบอุ่น

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
3 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load