ธุรกิจ : Ballet Shoes 

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจจำหน่ายรองเท้าและกระเป๋าหนัง

ปีก่อตั้ง : ค.ศ. 1959

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ กิมสง แซ่เจี่ย

ทายาทรุ่นสอง : พงษ์เดช และ จริยา คงเดชะกุล

ทายาทรุ่นสาม : พรชนก คงเดชะกุล Ballet Shoes Since 1959 (ค.ศ. 2003)

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ทุกปีที่โละตู้เสื้อผ้ารองเท้าเก่าไปขายหรือบริจาค รองเท้าหนังส้นเตี้ยมีโบว์ของ Ballet Shoes จะได้ไปต่ออีกปีอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 มาตอนนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปีได้แล้ว ก็ยังทนทานใส่สบายจนตัดใจทิ้งไม่ลงสักที

Ballet Shoes คือแบรนด์รองเท้าที่ก่อตั้งโดย อากุงซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ คุณย่ากิมสง แซ่เจี่ย ในช่วง ค.ศ.1959 อากุงเดินทางย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองจีน ส่วนย่าเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทย มาพบรักกันที่นี่ ตัวคุณย่าเองเคยค้าขายอย่างอื่น ส่วนอากุงเริ่มจากรับจ้างเป็นช่างรองเท้ามาก่อน ทำไปทำมาจึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง

สมัยนั้น ร้านตัดรองเท้าดังๆ มีอยู่ 3 เจ้า ร้านหนึ่งอยู่บริเวณบางรัก อีกร้านอยู่แถวเยาวราช ส่วนร้านอากุงและย่าเรียกได้ว่าโชคดี เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจอย่างสี่แยกราชประสงค์ หรือเกษรพลาซ่าในปัจจุบัน 

 คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม Ballet Shoes

เวลาผ่านไป ร้านอื่นค่อยๆ ปิดตัวลง เหลือแต่ Ballet Shoes ที่ส่งต่อมายัง คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม ผู้สืบทอดแบรนด์รองเท้า วิธีการผลิตแบบแฮนด์เมด/ฮาร์ตเมด และการให้บริการต่างๆ มาตลอด 62 ปี โดยปรับให้ทันสมัยเข้ากับพฤติกรรมการซื้อรองเท้าที่เปลี่ยนไป

ร้านรองเท้ารับตัดตามแบบ

ร้านแรกของอากุงและย่าอยู่แถวสีลม เพื่อนของคุณย่าเป็นคนตั้งชื่อแบรนด์ให้ ก่อนจะย้ายมาที่แยกราชประสงค์ในเวลาต่อมา

หลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อ Ballet Shoes เพราะขายรองเท้าบัลเลต์ จริงๆ แล้วร้านนี้ขายรองเท้าทุกแบบทั้งชายหญิง ผลิตเองด้วยมือทุกคู่ และรับสั่งตัดตามแบบให้กับคนที่สนใจ

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

แยกราชประสงค์ในยุคก่อนคล้ายกับ Shopping Avenue ในปัจจุบัน Ballet Shoes เป็นร้าน 2 คูหา เข้าได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ชั้นล่างเป็นพื้นที่ขายรองเท้าทั้งหมด ชั้นลอยเป็นครัวและห้องเก็บสต็อกสินค้า ส่วนชั้นบนเป็นหอพักให้คนขายและช่างตัดรองเท้า

นอกจากรองเท้าที่วางขายหน้าร้านแล้ว ร้านยังรับตัดตามสั่ง สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จเลย ด้วยความที่ทำเลดี อยู่ใกล้โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ แม้กระทั่งลูกเรือสายการบินก็พักอยู่แถวนั้น แอร์โฮสเตสทั้งไทยและฝรั่งต่างมาสั่งตัดรองเท้ายูนิฟอร์มที่ร้านกันหมด ตัดเสร็จพนักงานที่ร้านก็เอาไปจากที่ล็อบบี้ของโรงแรม สมัยที่กีฬาบัลเล่ต์เข้ามาประเทศไทยใหม่ๆ เหล่าพ่อแม่ก็พากันมาตัดรองเท้าบัลเล่ต์ให้ลูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ร้านสั่งตัดมีไม่มาก ลูกค้าประจำเราเป็นชาวต่างชาติ ดารา นักร้องลูกทุ่ง แดนเซอร์ มาตัดกับเราหมด บางทีลูกค้าเอาตัวอย่างรองเท้ามาให้ตัด บางทีเอารูปจากนิตยสารให้ดู แล้วรองเท้าที่ขายกันที่เมืองนอกาคาสูงมาก มาสั่งตัดที่เมืองไทยถูกกว่า แถมฝีมือดี ช่างที่ร้านสมัยก่อนเป็นคนจีนหมดเลย ละเอียด อย่างเวลาตัดรองเท้าบูตนี่ต้องวัดขาจริงทีละปล้อง ไม่อย่างนั้นใส่ไม่พอดีขา สั่งตัดถ้าลองแล้วไม่พอดีก็รอรับแก้ได้เลย วิธีการผลิตของเรามันเหมาะกับความต้องการในตอนนั้นพอดี”

คุณแม่จริยาเท้าความให้ฟังพร้อมสาธิตวิธีการวัดขาทีละปล้องไปด้วย

โตมาด้วยกัน

ขณะที่อากุงและย่าดูแลร้านที่ราชประสงค์ คุณแม่จริยาก็ขยับขยายร้านมาอยู่ที่อมรินทร์พลาซ่า ส่วนจ๋าโตมากับร้านนี้ บรรยากาศในตอนนั้นคือ Ballet Shoes มีทั้งหมด 3 สาขา พนักงานผู้ใหญ่ขายของหน้าร้าน พนักงานรุ่นเยาว์คอยวิ่งส่งของระหว่างสาขา ร้านไหนขาดเหลืออะไรก็ขอจากอีกร้าน

“มันเป็นความคุ้นชิน” จ๋าเล่าถึงวัยเด็ก “เราเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ใส่รองเท้าที่ร้านมาตลอด เพราะสมัยก่อนมีรองเท้าเด็กขายด้วย รองเท้านักเรียนยังตัดเลย หรือแม้แต่รองเท้าคู่แรกในชีวิตเราก็ไม่ได้ซื้อ ย่าสั่งตัดให้ คู่จิ๋วนิดเดียว เป็นรองเท้าบัลเลต์เล็กๆ สีเขียว มีโบว์หนวดๆ”

“ม๊ายังเก็บไว้อยู่เลย” คุณแม่จริยาเสริม

จ๋าบอกว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ร้านมากกว่าที่บ้าน ทำให้ซึมซับเรื่องธุรกิจครอบครัวมาหลายสิบปี สังเกตเห็นวัฒนธรรมของช่างทำรองเท้าที่ไม่เหมือนกับอาชีพอื่นๆ

รองเท้าที่ดีต้องทำด้วยใจ

Ballet Shoes ประสบความสำเร็จด้วยคุณภาพ และช่างตัดรองเท้าฝีมือดีไม่ได้หากันเจอง่ายๆ 

เดิมช่างของย่าเป็นคนจีน ถ่ายทอดความรู้ให้ช่างคนไทยรุ่นเด็กๆ ต่อๆ มา ความยากของการตัดรองเท้าด้วยมือคือในแต่ละวันทำได้จำนวนน้อยมาก อาจจะ 1 หรือ 2 คู่ต่อช่าง 1 คน และแบบที่ตัดไม่เหมือนกันหมด วันนี้ทำรองเท้าผู้หญิง พรุ่งนี้ทำรองเท้าผู้ชาย ยากหน่อยคือวันหนึ่งทำหลายแบบ ช่างจึงต้องมีความถนัดและสามารถทำได้ทุกดีไซน์

กระบวนการแรกสุดคือการวัดเท้า วิธีการคือวางเท้าบนกระดาษ เอาปากกาวาดตั้งตรง 90 องศา ให้ลายเส้นชิดเท้ามากที่สุด แล้วใช้สายวัดทุกอย่าง ถ้าเท้าลูกค้าเบอร์ 6 แต่มีโหนก ก็ต้องเอาหนังมาติดหุ่นเท้าให้สัดส่วนใกล้เคียงที่สุด กว่าจะได้หนึ่งคู่ต้องคุยกับลูกค้า 2 – 3 ชั่วโมง และไม่ใช่ว่าปกติใส่เบอร์ 6 แล้วจะต้องใส่เบอร์ 6 กับรองเท้าทุกแบบ เมื่อความสูงของส้นเปลี่ยน ความเขย่งเปลี่ยน เบอร์ก็เปลี่ยน ถ้าส้นแบนไปเลยเบอร์จะยาวกว่า พอเขย่งปุ๊บเบอร์จะสั้นลง 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

รองเท้าดีๆ หนึ่งคู่ต้องอาศัยจิตใจที่เข้าใจและรักในหน้าที่ของคนทำ ความใส่ใจอยากทำรองเท้าที่คนใส่ใส่สบาย และความเชี่ยวชาญของช่างอย่างน้อย 4 คน

ช่างคนแรก นำแบบเท้าที่วัดได้ไปหาหุ่น ถ้าหุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดผอมไปต้องเอาหนังมาแปะให้ได้ขนาดที่พอดีเท้า ปะเสร็จใช้สายวัดวัดว่าเท่ากันหรือเปล่า

ช่างคนที่ 2 ออกแบบและส่งคนไปวิ่งหาหนัง ช่างคนนี้จะวาดแบบหนังหน้าในกระดาษแล้วตัดออกมา หนังหน้ารองเท้าจะเหมือนหมวก แบนๆ แล้วนำกระดาษมาแปะบนหุ่นเท้า

ช่างคนที่ 3 เย็บหนังหน้า ตะเข็บ และติดซับใน

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

และช่างคนสุดท้าย คนดึงขึ้นทรง ประกอบออกมาให้เป็นทรงรองเท้าหนึ่งคู่ตามหนังหน้าที่ช่างคนที่สองออกแบบมา คนที่เก่งคือคนที่ประกอบออกมาเป็นรองเท้าที่สวยและใส่สบาย ถ้าดึงสูงเกินไปจะค้ำส้นเท้า ใส่ไม่สบาย กัด และออกแบบพื้น ทำอย่างไรให้พื้นนิ่ม พื้นต้องกว้างแค่ไหนถึงจะใส่สบาย การดึงรองเท้าหนังไม่เหมือนการดึงรองเท้าพลาสติก ก่อนจะเอาหนังมาใช้ต้องผ่านเครื่องปอกให้บาง ไม่อย่างนั้นจะเย็บไม่ได้ ช่วงที่พับตะเข็บก็ต้องพับให้บางที่สุดเพื่อไม่ให้เสียดสีจนเท้าเป็นแผล

นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทำรองเท้า

หลังจากร้านย่าที่ราชประสงค์เลิกกิจการ จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ตอนที่จ๋ากำลังจะเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์

จ๋าในเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัยต้องคิดทางเดินชีวิตต่อ จากแผนที่อยากเรียนจบ 3 ปีครึ่ง แทนที่จะเริ่มงานให้เร็วกว่าเพื่อน เธอตัดสินใจใช้เวลาครึ่งปีที่เหลือลองต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ถ้าลองแล้วไม่สำเร็จ ก็ยังสามารถเริ่มงานพร้อมคนอื่นๆ ได้

“เราเห็นว่าร้านแม่ที่อมรินทร์ฯ มีลูกค้าฝรั่งชอบมาซื้อรองเท้า Flat ทรงบัลเลต์ แม่ทำแค่ห้าสี สีเรียบๆ ดำ ขาว น้ำตาล แดง และกรมท่า ลูกค้าซื้อซ้ำตลอด มาเมืองไทยทีไรก็ต้องแวะมาซื้อกลับไป แล้วซื้อทุกสี หรือบางคนก็สั่งตัด เราเลยเห็นโอกาสว่า ทำไมเราไม่ทำสีเพิ่มและเปิดแบรนด์ที่ทำแค่รองเท้าผู้หญิง

“ก็เลยปรึกษาแม่ว่าอยากทำ แต่ไม่อยากเป็นกงสี ให้เปิดไหม ถ้าทำเราขอทำของตัวเอง ตอนเป็นกงสีทำเยอะทำน้อยได้เท่ากัน มันทำให้เราไม่มีแรงบันดาลใจ แม่ก็โอเค แล้วเราเริ่มสเกลไม่ใหญ่ ถ้าเจ๊งจะได้ไม่เจ็บมาก” 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

เข้าใจทุกกระบวนการด้วยการลงมือทำเอง

จ๋าเริ่มจากเอาแบบรองเท้าของแม่ที่มีอยู่มาเปลี่ยนวัสดุให้ดูเข้ายุคเข้าสมัยมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนจากสีโทนเข้มเรียบๆ เป็นสีจัดๆ สีเรืองแสง เธอพบปัญหาข้อใหญ่คือการสื่อสารกับช่าง เวลาเอาแบบรองเท้าผู้หญิงไปคุยกับช่างผู้ชาย เขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เหมือนผู้หญิงออกแบบเอง

“พอมีปัญหาก็คิดว่าไม่ได้แล้ว เราต้องออกแบบเอง ตอนแรกก็ไปเรียนกับช่างที่โรงงาน อย่างที่บอกว่าเขาใช้กระดาษทำหนังหน้า แต่ไม่มีหลักการเพื่อให้เราเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เขาทำต่อๆ กันมา ตามความเคยชิน ครูพักลักจำ เราก็ไม่เข้าใจ ถ้าคู่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงต้องทำยังไง

“เราเลยไปเรียนฝึกอาชีพตรงราชดำเนินที่ค่าเรียนชั่วโมงละบาท เพราะอยากเข้าใจพื้นฐานก่อน พอเราออกแบบเองแล้วเราเป็นผู้หญิง เราจะเข้าใจว่าตรงนี้ควรตื้นลึกหนาบางยังไง เว้าแค่ไหนสวย เว้ามากก็ไม่เก็บเท้าอีก”

หลังจากนั้น เธอมีโอกาสได้เรียนกับช่างชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ว่ากันว่าร้านตัดหนังทุกร้านรู้จักอาจารย์คนนี้ เขาสอนตั้งแต่วิธีการฟิตติ้งหุ่นเท้า ออกแบบพื้น ออกแบบรองเท้าทุกดีไซน์ แต่การเรียนทำรองเท้าไม่มีวันจบสิ้น วันนี้เราได้หลักพื้นฐานมา แต่พรุ่งนี้ถ้าจะออกแบบใหม่ก็ต้องพลิกแพลง ลองผิดลองถูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

สืบทอดความตั้งใจที่อยากผลิตรองเท้าคุณภาพ

ร้าน Ballet Shoes Since 1959 ของจ๋าที่แยกตัวมาจากธุรกิจครอบครัวเปิดตัวอย่างสวยงามที่โรงหนังสยามใน ค.ศ. 2003 โดยมีรองเท้าส้นเตี้ยทรงบัลเลต์ที่ปรับแบบจากของคุณแม่จริยาชูโรงรุ่นแรก

“พื้นของแม่จะแคบกว่า หัวก็ไม่มนเท่านี้ เราใส่แบบเดิมไม่สบาย มันบีบ เพราะทำตามทรงรองเท้าคนยุโรป คนเอเชียเท้าจะอวบกว่า ต้องขยายหุ่นออกมาหน่อย และทำหน้ากว้างขึ้นนิดหนึ่ง สมัยเปิดแรกๆ คนยังคิดเลยว่าเอารองเท้ามือสองมาขายหรือเปล่า รองเท้าเราไม่เหมือนร้านอื่น”

ชื่อเสียงจากร้านเดิมของย่าและแม่ช่วยให้ Ballet Shoes ติดตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเริ่มจากเวลาลูกค้ามาเลือกรองเท้ากับแม่ ผู้เป็นแม่จะช่วยเชียร์ ช่วยขาย ไปด้วยเพราะรู้จักร้านนี้มาก่อน

เธอตั้งใจเอาองค์ความรู้เดิมสมัยคุณย่ามาปรับใช้ให้ตรงใจคนรุ่นใหม่ ช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เธอยอมรับว่าไฟแรงมาก อยากทำทุกอย่างถึงขั้นไปดูเครื่องจักรสำหรับผลิตรองเท้า เพื่อค้นพบว่าเครื่องจักรไม่หลากหลายเท่าฝีมือคน และต้องผลิตแบบเดียวหมื่นๆ คู่เป็นอย่างน้อย แต่เพราะโตมากับช่างฝีมือของที่บ้าน สุดท้ายก็ตัดสินใจคงไว้ซึ่งการผลิตแบบแฮนด์เมดเหมือนเดิม

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ความสบายเป็นสิ่งที่แบรนด์เราให้ความสำคัญมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ซึ่งต้องอาศัยทักษะของช่างที่ทำ สมมติอยากได้รองเท้านิ่ม ถ้าเอาฟองน้ำชนิดหนึ่งไปทำ มันอาจจะไม่นิ่มเขาหรือเทอะทะ เขาก็ต้องรู้ว่าควรจะใช้วัสดุยังไง พอรู้รายละเอียดเยอะเกินไป เราก็อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ มันก็เลยยังต้องเป็นทำมือแบบเดิมอยู่”

เพื่อให้เข้ากับความต้องการของคนในยุคนี้ จ๋าไม่ได้ตัดวัดแบบคู่ต่อคู่เหมือนสมัยก่อน เพราะกระบวนการวัดเกิด Human Error ได้ง่าย เธอใช้วิธีให้ลูกค้าลองจากไซส์มาตรฐาน และใช้ความชำนาญที่สั่งสมมาตลอดชีวิตปรับแก้ให้พอดีที่สุด

“พฤติกรรมเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ใครจะรอรองเท้าเป็นสัปดาห์ๆ” เธอยิ้ม “ช่างที่เก่งต้องมีภาพในหัวคอยแก้ปัญหาตลอดเวลา ถ้าเท้าไม่พอดีหุ่นจะปรับยังไงถึงโอเค”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

การรับช่วงต่อความเชี่ยวชาญที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าว่า สมัยคุณย่า ช่างอาศัยอยู่ด้วยกันที่ร้าน จะแก้อะไรก็ง่ายดายแค่ขึ้นไปชั้นสอง หลังจากธุรกิจของย่าปิดตัว ช่างทุกคนย้ายไปอยู่โรงงานแถวหมอชิตและค่อยๆ เติบโต เริ่มมีครอบครัว มีลูกหลาน พอมาตอนนี้เธอต้องปรับการทำงานของช่างใหม่ จากที่ต้องเดินทางมาทำงานไกลๆ ก็ให้เขาทำที่บ้าน เขาได้เลี้ยงลูก ไปรับลูกที่โรงเรียน กอปรกับรองเท้า Ballet Shoes ในวันนี้ตัดเป็นชุดๆ มากขึ้น ไม่ได้ Tailor Made คู่ต่อคู่เหมือนเมื่อก่อน 

“ถ้ามีแบบไหนที่ช่างในมือเราไม่ถนัด เราก็จะไปจ้างช่างสมัยคุณย่าที่ตอนนี้ไปเปิดโรงงานเองทำ พออายุมากขึ้น เขาก็อยากขยับขยาย เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นคู่แข่ง ไม่รู้สึกว่าต้องโกรธเขา แต่มองเขาเป็นพันธมิตร วงการทำรองเท้ามันแคบนิดเดียว”

ไม่ลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่สร้างความแตกต่างจากตลาด

“ร้านเราลดราคาน้อยมาก” คุณแม่จริยาและจ๋ายืนยันเป็นเสียงเดียวกัน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไม่ค่อยเหลือ สินค้าลดราคาคือมีสต็อกน้อยมากๆ เช่น ไม่ครบสี ไม่ครบไซส์ การเรียนเศรษฐศาสตร์ทำให้เจ้าของแบรนด์นี้ไม่เชื่อเรื่องกลยุทธ์ราคา

“มันเป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่นักเศรษฐศาสตร์จะหยิบมาใช้ รองเท้าเรามีคุณภาพ เลยไม่จำเป็นต้องเล่นเรื่องราคา เดี๋ยวทำลายแบรนด์ตัวเอง และลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ ในขณะเดียวกัน รองเท้าหนังเราจะไม่ให้ราคาเกินสองพันห้าร้อยบาท ถ้าเลยไปสามพันบาทถือว่าแพงเกินไปสำหรับเรา จริงอยู่อาจจะมีคนซื้อ แต่แค่นี้เราอยู่ได้ และลูกค้าก็อยู่ได้ด้วย”

เมื่อไม่ใช้ราคาจูงใจ ก็ต้องมั่นใจว่าสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม เธอสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ให้แบรนด์โดดเด่นออกมาจากเจ้าอื่นๆ ทั้งการผลิตแบบแฮนด์เมด สีสันที่ไม่เหมือนใคร และที่ขาดไม่ได้มาตั้งแต่รุ่นคุณย่า คือบริการซ่อมหลังการขาย ที่วันนี้แทบไม่มีใครทำกันแล้ว

“เคยคิดอยากยกเลิกบริการซ่อมเหมือนกัน เพราะมีปัญหาจุกจิก บางทีไม่คุ้ม แต่สุดท้ายเลิกไม่ได้ เพราะนี่คือตัวตนของแบรนด์เรา เรารับผิดชอบกับของของเรามาตลอด

“พอมีการซ่อม เรายิ่งต้องพยายามรักษาคุณภาพการผลิต เพราะคิดว่าถ้ามันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เราก็ซ่อมให้ดีไม่ได้ ของเรามาซ่อมไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จอะไรเลย เราจำรองเท้าตัวเองได้ทุกคู่ นานแค่ไหนก็จำได้อยู่ดี” เธอยิ้ม

ทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ช่วงเศรษฐกิจคึกคัก Ballet Shoes ของจ๋าเคยมีสาขามากสุดถึง 6 สาขา ปัจจุบันเหลือ 2 สาขาคือ Siam Quare One และ Silom Complex

“แบบสมัยแม่ที่เปิดที่เดิมยาวนานสามสิบปีไม่มีอีกแล้ว เรามองว่าความเจริญตอนนี้หมุนไปเรื่อยๆ วันนี้ไอคอนสยามเปิด ความเจริญก็กระจายไปฝั่งนั้น แถวสยามก็อาจจะเงียบลงหน่อย ถ้าเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเลยอาจจะล้มเหลว”

แต่แม้ช่วงนั้นจะเปิดสาขาเยอะ เธอก็ตัดใจปิดสาขาที่ผลตอบรับไม่คุ้มทุนได้ไม่ยาก การทำธุรกิจแบบที่เอากำไรจากสาขาหนึ่งไปช่วยอีกสาขาหนึ่งไม่ใช่ตัวเลือกของจ๋า ทุกร้านทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นธุรกิจจะไม่เหลืออะไรเลย

กฎเหล็กของเธอคือ 6 เดือน ถ้าภายในระยะเวลานี้ไม่ทำกำไร เธอจะเลือกเดินออกมา 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยังอยู่ได้คือการรู้ว่าตัวเองมีดี

“เราไม่เคยคิดว่าใครเป็นคู่แข่งเลย บางร้านของเราอยู่บนชั้นที่มีรองเท้าเต็มไปหมด แต่เราไม่เคยไปดูร้านอื่นเลย เรารู้ว่าของเราดียังไง ลูกค้าชอบของเราที่ตรงไหน ไม่ใช่ว่าไปเห็นร้านนั้นขายดีแล้วจะไปทำแข่งกับเขา เราก็ไม่ถนัดอยู่ดี แบบที่ดีไซน์ คือสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองอยากใส่”

ผนังด้านหนึ่งของสาขา Silom Complex เป็นรองเท้าเต้นรำของคุณแม่จริยาที่เริ่มทำตั้งแต่ประเทศไทยจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งแรก ครูเต้นรำทิ้งตัวอย่างรองเท้าไว้ พ่อให้ช่างเปิดดูแล้วเอามาพัฒนาให้เข้ากับรูปเท้าคนไทยอยู่สองปี

ลูกค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารองเท้าแบรนด์นี้ทนและไม่กัด คุณแม่จริยาถึงกับเคยแซวลูกค้าเล่นๆ ว่า ถ้าไม่พังก็ทิ้งเลยจะได้ซื้อคู่ใหม่ นอกจากฝีมือการเย็บที่เชี่ยวชาญ ความใส่ใจ และซับในรองเท้าที่ทำจากหนังทั้งหมด ก่อนขายทุกรุ่น คุณแม่จริยาและจ๋าต้องลองใส่กันเองก่อน ถ้าบีบจนเจ็บหรือกัดถือว่ายังไม่ผ่าน

“ร้อยคนโดนกัดคนหนึ่ง” คุณแม่ว่า “ถ้าลูกค้าบอกกัด เราต้องดูว่าทำไมถึงกัด รองเท้าไม่พอดีหรือเปล่า หรือทรงไม่เหมาะกับรูปเท้าหรือเปล่า วิธีการเย็บก็เกี่ยว บางอย่างเย็บแล้วสวย เนี้ยบ แต่ทบๆ กันสี่รอบจนเสียดสีกับเท้า กัด ลูกค้าบางคนไม่ชอบหนังนิ่ม เพราะเป็นคนเท้ากว้าง อยากให้รองเท้าเก็บเท้า เราก็ต้องบอกก่อนเลยว่ามันมีโอกาสจะกัดนะ”

ทั้งคู่มองลูกค้าเหมือนเพื่อน และหลายคนก็กลายมาเป็นเพื่อนจริงๆ มีอะไรก็บอกกันตรงๆ ว่าเหมาะไม่เหมาะ คนเท้าอวบอาจไม่เหมาะกับเท้าทรงนี้ ใส่อีกแบบจะเก็บเท้ากว่า หนังแบบไหนดูแลยากก็จะบอกตั้งแต่ต้น แบบนี้เป็นรอยง่าย แบบนั้นเก็บไว้นานแล้วลอก พนักงานทุกคนจึงต้องรู้เรื่องรองเท้าจริงๆ ไม่ใช่ขายตามหน้าที่อย่างเดียว เขาต้องรู้เหมือนที่จ๋ากับแม่รู้ และอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ 

Ballet Shoes ในวัย 17 ปีของทายาทรุ่นสาม อาจไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า การทำมือต่อไปแบบนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจหรือไม่

จ๋าตอบทันทีไม่รีรอ และเป็นคำตอบสุดท้ายของบทสนทนาในวันนั้นที่สรุปเรื่องราวทั้งหมดได้ดีที่สุด

“เราไม่อยากขยายใหญ่ไปกว่านี้ วิธีการผลิตของเราเป็นแบบนี้ คุณค่าแบรนด์เราอยู่ที่ตรงนี้ เราก็อยากทำมันแบบนี้แหละ แต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

แรกเริ่มเดิมทีเราทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นหากิจการเก่าแก่ที่เหล่าทายาทรุ่นสอง สาม สี่ ร่วมแรงร่วมใจให้ธุรกิจของครอบครัวยังอยู่ได้อย่างกิ๋บเก๋ในยุคสมัยใหม่นี้

แต่ยิ่งค้นหา เรายิ่งสนุกกับเรื่องราวของทายาทกิจการที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิดแม้แต่กิจการเดียว

ครั้งแรกที่เราฟังเรื่องราวของทายาทรุ่นสองของบริษัทให้บริการเช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) ถ่ายหนัง ผู้มีความใฝ่ฝันทำงานสายเบื้องหลังภาพยนตร์เช่นเดียวกับพ่อของเขา แต่เมื่อผู้เป็นพ่อถือคำขาดไม่ยินยอมให้เลือกเดินทางในสายอาชีพนี้เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อยกายและใจ จึงทำตามฝันของพ่อด้วยการเรียนจบวิชาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างทางก็เรียนรู้การทำหนังสั้นและตัดต่อกับเพื่อนจนชนะการประกวดหนังสั้นระดับประเทศ

ระหว่างที่ฟังเรื่องราวบนย่อหน้าแรกซึ่งไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมด เราก็ตัดสินใจขอพูดคุยกับทายาทรุ่นสองคนนี้ทันที

นอกจากเป็นทายาทรุ่นสองของ ‘VS Service’ ปั๊ป-ภิไธย สมิตสุต เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอ เป็นช่างภาพอิสระ และเป็นผู้ผลิตหนังสั้นระดับรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ

ขอสปอยล์เนื้อหาเบื้องล่างสักนิดว่า ชีวิตของปั๊ปสนุกสนานไม่แพ้ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบ

จากนักเรียนเปียโนในโรงเรียนดนตรีที่มีความโหดระดับภาพยนตร์เรื่อง Whiplash สู่นักเรียนการบินที่รู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองชอบจับกล้องมากกว่าจับแผงปุ่มควบคุมบังคับเครื่องบิน ก่อนจะพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงาน ตั้งแต่แบกไฟไปจนถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาของต่างประเทศที่มาถ่ายทำที่ประเทศไทย

ปัจจุบัน VS Service เป็นบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) สัญชาติไทยที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง The Beach, Rambo, The Hangover 2 และอีกหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์และโฆษณา นอกจากการทำงานอย่างมืออาชีพที่พัฒนาวงการภาพยนตร์บ้านเราอยู่เรื่อยๆ แล้ว VS Service ยังมีโปรแกรมเด็กฝึกงานที่คูลที่สุดในวงการ และมี VS Film Fund เพื่อสนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ดีๆ ที่ต้องการทุน

จะว่าไป การดำเนินงานของ VS Service ในยุคของปั๊ปที่เราได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามันสุดขีดนี้ อาจจะมีที่มาความอัดอั้นเกี่ยวกับความฝันที่มีมาทั้งหมด

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ธุรกิจ : VS Service (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ : ผลิตภาพยนตร์ บริการเช่าไฟและอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์
อายุ : 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : เจตน์สฤษฎิ์ สมิตนุกูลกิจ,  กัญญ์วรินทร์ สมิตนุกูลกิจ
ทายาทรุ่นที่สอง : ภิไธย สมิตสุต

3-2-1 Action

“คนชอบคิดว่าเราได้ออกกองถ่ายหนังตั้งแต่เด็ก คุ้นเคย จับขาไฟ จริงๆ เราจำอะไรอย่างนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่จำได้คือช่วงที่ตามพ่อไปถ่าย The Beach ที่ภูเก็ต ไปอยู่ในกองถ่ายแป๊บหนึ่ง ไปสวัสดีแนะนำตัว ไม่ได้เข้าไปเพื่อทำงาน”

Rushing or Dragging

“จริงๆ ที่บ้านไม่ได้อยากให้ทำหนังเพราะมันเหนื่อย เขารู้ว่าวงการนี้ทำงานหนัก ทำให้ต้องอยู่ห่างไกลครอบครัว พ่อแม่ที่ทำงานวงการใดวงการหนึ่งเขาก็จะมองถึงลูกว่าอย่ามาทำแบบนี้เลย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า เราเองก็ไม่ได้สนใจว่าจะทำหรือจะไม่ทำ ตอนนั้นไปเรียนที่อเมริกา มีกล้องตัวหนึ่งเล็กๆ ถ่ายหนังสั้นให้เพื่อน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่ เราก็รู้สึกชอบ เป็นคนที่คล่องเรื่องกล้องเล็กกล้องน้อยมาตลอด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันคล่องมือ พยายามจับๆ จนทำเป็น เราก็ถ่ายวิดีโอให้เพื่อน ตัดต่อนู่นนี่นั่น หาวิธีทำเองทำไปเรื่อยๆ จนเข้ามหาวิทยาลัย”

จนเมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย ปั๊ปเล่าว่า ตอนนั้นคิดอย่างไรไม่รู้อยากเรียนเปียโน ช่วง ม.5 เพราะไปเจอครูคนหนึ่งที่เก่งมาก ซึ่งเขาผลักดันให้ปั๊ปซ้อมจน Whiplash เป็นความตั้งใจของปั๊ปที่ไม่ได้อยากเป็นนักเปียโนแถวหน้า แต่เพียงแค่อยากเรียนรู้และฝึกวินัยแบบนักดนตรี

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“เราแค่ประทับใจตอนที่ซ้อม เรารู้สึกว่าคนที่เก่งมากเขาเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเราเป็นคนไม่เก่ง เราแค่พอไปได้ ซึ่งช่วงซ้อมกับครูคนนั้นเรารู้สึกว่าเก่งขึ้นมาเยอะมาก พยายามสู้กับคนเก่ง เราอยากลองเรียนดู แล้วไปเจอโรงเรียนของครูท่านนี้อีกทีเราก็อยากไป จริงๆ ช่วงนั้นเราดื้อด้วยเพราะแม่อยากให้เป็นนักธุรกิจ เป็นหมอ แต่เราอยากรู้ว่าถ้าเราซ้อมขนาดนี้เราจะตามเขาทันไหม”

เวลาผ่านไป 1 ปีที่ปั๊ปเรียนและซ้อมเปียโน 40 – 50 ชั่วโมงต่ออาทิตย์แบบในเรื่อง Whiplash เขาก็พบว่าถ้าเราซ้อมเยอะๆ แม้ไม่ได้เก่งและมีพรสวรรค์แต่เด็ก คนเราก็สามารถตามเพื่อนได้ขั้นหนึ่ง

ถ้าบทความนี้สามารถตัดภาพสลับและใส่ดนตรีเร้าใจไปด้วยได้ คุณจะเห็นว่าระหว่างช่วงที่สวมบทเป็น Miles Teller ในเวอร์ชันซ้อมเปียโนอยู่นั้น ปั๊ปก็ยังถ่ายทำหนังสั้นกับเพื่อนๆ ขนานไปด้วย

เข้าสู่องก์สองของหนัง จากนักเรียนดนตรีที่ขัดใจครอบครัว ปั๊ปค่อยๆ พบความสนุกจากวิชาการบินช่วงเรียนซัมเมอร์

“พอเรียนบินแล้วพ่อโอเคมาก ภาพในหัวผู้ปกครองไทยก็จะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีทั้งรายได้และประสบการณ์ เราก็ลองดู ซึ่งพอเรียนจริงๆ มันสนุกมากนะ เรียนเครื่องบินเล็ก บินเร็ว บินช้า ไปนู่นมานี่ วิธีการเรียนสนุกมาก แต่พอขึ้นเครื่องบินใหญ่ทุกอย่างมันอัตโนมัติไปหมด แทนที่จะเป็นเรื่องการบิน มันกลายเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงานมากกว่า ทำแบบนี้เพื่อให้เครื่องบินขึ้นแบบนี้ ทำแบบนั้นเครื่องจะบินขึ้นแบบนั้น ซึ่งเรารู้สึกมันน่าเบื่อมาก แต่เมื่อเรียนมาแล้วเราก็เรียนต่อไป จะเปลี่ยนอีกเราก็รำคาญตัวเอง เรียนจนได้ทุนนิดหน่อยจนจบ ซึ่งระหว่างทางเราก็เป็น บ.ก. ภาพของหนังสือพิมพ์โรงเรียน ตัดต่อ ทำงานในบริษัทโฆษณาเล็กๆ ถ่ายงานให้เขา จริงๆ เราชอบถ่ายมากกว่า”

และหนังสั้นที่ทำกับเพื่อนในช่วงระหว่างเรียนบินนี่เอง ที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในตัวเองว่าจะเดินทางสายนี้ “ช่วงนั้นมีเทศกาลของ Apple ให้ทำหนังส่งภายใน 24 ชั่วโมง ปรากฏได้รางวัลชนะที่ 1 มา รางวัลคือ MacBook Pro คนละเครื่องพร้อมโปรแกรม Final Cut”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Producer-Cinematographer Balance

หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ด้วยรู้ตัวแน่ชัดว่าชอบอยู่หลังกล้องมากกว่าหลังแผงควบคุมการบิน ปั๊ปขัดใจพ่อด้วยการเริ่มงานในวงการเบื้องหลังเต็มตัวครั้งแรกด้วยงานโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ BBC ที่มาถ่ายทำในประเทศไทย

เราถามปั๊ปด้วยความสงสัยว่า จากเด็กจบใหม่ที่ผ่านการทำหนังสั้นมาบ้าง เมื่อต้องรับบทเป็นโปรดิวเซอร์กองถ่ายโฆษณา รายการหรือภาพยนตร์สั้นต่างประเทศ เขาสามารถรับมือกับงานขนาดใหญ่ได้อย่างไร

“การเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณาในที่นี้คือการใช้ Logic ตอนที่เราทำหนังสั้นกับเพื่อนสมัยเรียนอยู่อเมริกา เราก็ทำกันแบบไม่มีเงิน เราก็พอเข้าใจตรรกะการทำงานประมาณหนึ่ง พอมามีโอกาสทำงานสเกลใหญ่ขึ้น ด้วยทีมงานที่มาช่วยก็เคยทำงานนี้อยู่แล้ว ถ้าหากเราตรรกะลำดับการทำงานถูกต้องเขาก็ช่วยเหลือเราได้ตามงานที่ควรจะเป็น

“จากนั้นไม่นาน มีต่างชาติที่สนิทกันคนหนึ่งเป็นผู้กำกับมาถ่ายโฆษณาในไทย ช่วงที่ช่างภาพยังไม่มาเขาก็เอ่ยปากอยากถ่ายมวยไทยทำสารคดีเล่นๆ เราก็บอกเราถ่ายภาพเหมือนกันไปช่วยไหม ก็ได้ไปช่วยเขาถ่าย ปรากฏงานชิ้นนี้ได้รับ Vimeo Staff Picks เราก็ได้อานิสงส์จากงานชิ้นนี้ เวลาใครมาถาม Showreel งานเราก็จะส่งตัวนี้ให้ดูก่อน ซึ่งโดยเฉพาะต่างชาติเขาก็จะจำได้ เราคิดว่าเราโชคดีที่มีจังหวะเท่านั้นเอง”

เป็นช่วงเดียวกับที่ความกดดันจากที่บ้านค่อยๆ ลดน้อยลง เพราะตำแหน่งงานโปรดิวเซอร์ที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าปั๊ปสามารถรับมือและมีความสุขกับการทำงาน ที่บ้านจึงเริ่มพูดเรื่องให้กลับไปทำงานเป็นนักบินน้อยลง ยิ่งเมื่อปั๊ปตัดสินใจเป็นช่างภาพเต็มตัว ที่บ้านก็เริ่มเห็นว่าคงไม่กลับไปบินอีกแน่นอน ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว

“น่าจะเป็นตอนเป็นโปรดิวเซอร์ งานมันก็สเกลใหญ่ พอปรับตัวเป็นช่างภาพมันก็โอเค เขาเห็นหน้ากองว่าเราทำอะไร ไม่ได้เป็นงานเล็กๆ เพราะฉะนั้น เขาก็จะเห็นว่า อ๋อ ทำอะไร อีกเหตุผลเราคิดว่าพอเขาเริ่มเห็นงานที่เราถ่ายในทีวี เขาสามารถส่งให้เพื่อนดู รู้สึกว่า เออ สิ่งเหล่านี้มันไปอยู่ในโทรทัศน์ ถึงแม้เราทำงานอินเตอร์มาก แต่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในโทรทัศน์บ้านเรา เขาก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเห็นเป็นงานไทยและอยู่ในโทรทัศน์ไทยมันมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยคิดว่าเขาคงถูกใจแล้วมั้ง”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

I’m Into Something Good

ด้วยสายงานที่ใกล้เคียงกับธุรกิจที่บ้าน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ปั๊ปจะค่อยๆ เข้ามาทำงานเต็มตัว

“ใจจริงเราก็อยากไม่ได้อยากทำมากนะ มันเหมือนคนที่ชอบทำอาหารแล้วไม่ควรเปิดร้านอาหาร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ทำตอนนี้เหมือนทำทุกอย่างให้เป็นแค่การถ่าย ไม่ได้สนใจธุรกิจมาก เราพยายามทำธุรกิจไม่ให้เป็นธุรกิจให้ได้ นี่เป็นความท้าทายที่ยากที่สุด มันต้องมีเงินมาเลี้ยงแต่ว่าก็พยายามทำอะไรแปลกๆ อย่าง มีโครงการรับเด็กมาฝึกงาน สนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ขนาดยาว เพื่อที่อนาคตเขามาเป็นลูกค้าเรา มากกว่าที่จะคิดถึงการวิ่งหาลูกค้าเพื่อธุรกิจอย่างเดียว”

ปั๊ปบอกว่า เขารู้ตัวว่าไม่เก่งธุรกิจ “ดังนั้น ช่างมันนะ เราทำในแบบที่เราอยากทำและคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์” แต่เมื่อฟังโปรเจกต์เด็กฝึกงานและการสนับสนุนภาพยนตร์ไทยเลือดใหม่แล้ว เราพบว่าสิ่งนี้ Mega Clever กว่าแผนธุรกิจใหญ่โตเป็นไหนๆ

“เด็กฝึกงานจาก VS Service ที่รับมา จริงๆ ไม่ต้องฝึกแล้วก็ได้ ไปเป็นช่างภาพได้เลย แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่และสิ่งที่ต้องทำคือไปเป็นช่างไฟ ทุกคนมาเพราะอยากเรียนกล้อง อยากจับกล้อง แน่นอนเราไม่ให้จับ เราจะให้ไปเป็นช่างไฟ ไปขนขา ไปขนสาย ลากสาย เมื่อเขาจบไปเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับอะไรก็ตามเขาก็จะคิดถึงสิ่งนี้ นึกถึงคนที่ทำงานแบบนี้ให้เขาอยู่”

ปั๊ปบอกว่า เขาพยายามสร้างเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าใครขยันก็จะได้อะไรกลับไปเยอะ

“เราชื่อเรื่องการสร้างคอมมูนิตี้จากที่เราพอมีโชคดีและช่วงจังหวะดี เมื่อมีโอกาสเราก็เลยให้สิ่งนั้นคนอื่นๆ บ้างเต็มที่ ใครอยากรู้อะไรเราพร้อมสอน สื่อสารในช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ VS Service เราสอนบอกหมดเลยว่างานแบบนี้จัดแสงอย่างไร เพราะอะไร เป็นศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครบอกจริงๆ มันเหมือนจะลึกลับนิดหนึ่งในกองถ่าย แต่เราบอกหมดเลย และเราพยายามเน้นให้เด็กๆ ที่เรียนจากที่นี่กลับไปแบ่งปันข้อมูล

“เราไม่สอนแค่เด็ก แต่เด็กก็สอนเราด้วย”

นอกจากนี้ยังมี VS Film Fund สนับสนุนภาพยนตร์ไทย รวมถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ให้ภาพยนตร์อินดี้หลายๆ เรื่อง เช่นเรื่อง ดาวคะนอง สนับสนุนด้วยการให้ยืมอุปกรณ์ของบริษัทที่มีไปใช้ทำหนังเพื่อให้ทีมงานนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ส่วนอื่นๆ อย่างงานองค์ประกอบศิลป์เรื่องบทแทน

เราถามปั๊ปถึงบทพิสูจน์ที่ทำให้พ่อค่อยๆ ใจอ่อน วางมือให้เขาเป็นผู้ดูแลการสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ ทั้งหมดของบริษัท

“มันไม่ได้อยู่ๆ ดีบอกพ่อแม่ว่าเราจะเข้ามาทำแล้วนะ เป็นการค่อยๆ เข้ามาช่วยมากกว่า เราเข้าใจเรื่องอุปกรณ์นานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอต้องคุยงานกับต่างชาติเพื่อสั่งของทำให้เราเริ่มรู้ว่ามีอะไร ต้องใช้อะไร จริงๆ ตั้งแต่ทำโปรดิวเซอร์แล้วเราก็จะเริ่มรู้ เขาก็จะมอบหมายให้เราดูเรื่องอุปกรณ์ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ซื้อเหล่านี้ได้เช่าแน่นอน เพราะมีหนังเข้ามาแบบนี้”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Like Father, Like Son

ปั๊ปเล่าว่า โดยหน้าที่แล้วพ่อทำตำแหน่งที่ชื่อว่า กาฟเฟอร์ (Gaffer) หรือมือขวาของช่างภาพ ทำหน้าที่รับทราบความต้องการของช่างภาพ ก่อนไปจัดแจงเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งเวลาช่างภาพต่างประเทศมาทำงานก็จะมีพ่อรับหน้าที่ตำแหน่งนี้คอยช่วยเหลือ

ซึ่งในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศเขาคิดว่าพ่อเป็นกาฟเฟอร์ระดับต้นๆ ในประเทศ เพราะต่างชาติชอบการทำงานของพ่อที่ทั้งทำงานไว ช่วยคิดภาพรวมของหนังให้ออกมาดี บริหารจัดการทุกอย่างให้อยู่ในงบประมาณ เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้หัวหน้าช่างภาพต่างประเทศเรียกใช้บริการพ่อและ VS Service เสมอมา

“จุดเปลี่ยนคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราถ่ายงานแล้วหากาฟเฟอร์ที่ถูกใจไม่ได้ ก็เอ่ยปากให้เขาฟัง พ่อก็บอกว่า เขาว่างนะและทำให้ได้ ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะดีไหม เพราะประสบการณ์เราอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบพ่อ แต่เราเองก็มี Vision บางอย่าง และการจะเอาพ่อมาเป็นกาฟเฟอร์ของตัวเองก็แปลกอยู่

สุดท้ายเราก็ลองดู และตอนนี้พ่อทำงานเป็นกาฟเฟอร์ด้วยกันทุกงาน เพราะเรารู้สึกทำงานแล้วเข้าใจกันดี ชอบทำงานกับเขาด้วย พอเราคิดอะไรเขาก็จะทำให้พร้อมหรือกำลังคิดอยู่ จริงๆ ก็แอบแปลกและเขินนิดหน่อยที่จะบอกพ่อให้ขยับไฟดวงนี้ให้หน่อยนะครับอย่างนั้น เขาก็ดูแฮปปี้ดีนะ พ่อเขาทำกับฝรั่งมาเยอะด้วย เขาจึงไม่ได้มีความคิดว่า เออ นี่พ่อนะ มาสั่งแบบนี้หรอ แต่ทำงานในส่วนของกาฟเฟอร์นี้อย่างมืออาชีพ”

ปั๊ปทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครที่ต้องรับช่วงต่อกิจการที่บ้านแม้สิ่งที่ผ่านมาจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“หากต้องทำงานที่บ้าน ก็ลองมองว่าเราจะได้อะไรจากตรงนี้บ้าง อย่างที่เราเรียนเปียโน สิ่งที่เราได้ไม่ใช้ทักษะการเล่นดนตรีพลิ้ว แต่เราได้ความสนุกจากศิลปะ เราได้ซ้อม ได้รู้ว่าการทำงานอย่างหนักมันเป็นยังไง สิ่งที่ได้จากการเรียนบิน เขาสอนเสมอว่าเครื่องบินตกต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ทำเหมือนเครื่องจะตกตลอดเวลาทุกครั้งที่ขึ้นบิน และพอมาอยู่ตรงนี้ กองถ่ายวุ่นวายมาก เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา คนอาจจะวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เราก็แค่ทำสถานการณ์ให้เหมือนเครื่องบินจะตก ค่อยๆ แก้ไข อยู่ในสติที่ตั้งรับ

“เมื่อก่อนเราก็ต่อต้าน คิดว่าเราจะทำสิ่งที่เราอยากทำ หลังๆ มันเหมือนว่าบางสิ่งที่ได้มาหรือที่เข้ามามันเป็นช่วงจังหวะเวลา หากไม่ชอบในบางสิ่ง เราอยากให้คุณมองหาสิ่งที่ชอบเพื่อเป็นโจทย์เล็กๆ สร้างโอกาสในอนาคต บางทีเราได้งานมาแล้วงานนั้นไม่ใช่งานถนัดของเรา เราไม่อยากทำ ก็ให้คิดซะใหม่ว่า ไม่ต้องเต็มที่ว่าเราต้องทำ แต่ให้มองหาสิ่งที่เราน่าจะชอบเพื่อเป็นโจทย์พัฒนาสิ่งที่เราอยากทำ”

คุณจะพบว่าเส้นทางของทายาทรุ่นสองคนนี้โลดแล่นหลากหลายเส้นทาง ซึ่งด้วยพื้นที่อันน้อยนิดนี้เราขอเล่าเรื่องตอนจบให้ฟัง เรื่องราวที่น้องสาวเป็นแอร์โฮสเตสและน้องชายเรียนจบจากดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หากคุณติดตามอ่านตั้งแต่ต้น คุณจะเผลอยิ้มเหมือนเราตอนนี้

VS Service (พ.ศ. 2528)

การบริการของบริษัท VS Service ในยุคเริ่มต้นไม่ใช่เพียงเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์พร้อมทีมงานดูแลหน้ากองถ่าย แต่พ่อจะออกกองไปช่วยดูแลทีมงานด้วยถึงที่ ปั๊ปบอกว่าพ่อทำแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็น

เสียดายว่าในวันที่นัดหมายคุณพ่อติดภารกิจสำคัญ แต่เราก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากคุณแม่ผู้ร่วมก่อตั้งและเห็นพัฒนาการของ VS Service และลูกชายของเธอ แม่เล่าเหตุการณ์ทางฝั่งประเทศไทยในตอนปั๊ปตัดสินใจเรียนเปียโนที่อีกซีกโลกหนึ่งให้ฟังว่า “ตอนนั้นพ่อกับแม่ทำงานอยู่สิงคโปร์ พอปั๊ปโทรมาบอกว่าจะไปมอบตัวกับทางโรงเรียน เชื่อไหมแม่กับพ่อแทบจะบินไปแล้ว ถึงขนาดตั๋วเครื่องบินมีที่ว่างแค่ที่เดียวพ่อเขาก็จะบินไปคนเดียว ทิ้งแม้ไว้ที่สิงคโปร์เพื่อไปห้ามลูก แม่ก็นึกขำว่าพอตอนเขาขอเรียนทำหนังไปห้ามเขาบอกอย่าเลยมันเหนื่อย แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมไปเรียนการบินเสมอๆ ดู สุดท้ายจบการบิน

“ตอนแรกเราก็บอกพ่อนะว่าไม่มีใครดูแลต่อก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกไม่อยากทำ แต่ก็รู้สึกดีนะที่เขาเลือกมารับผิดชอบทำงานตรงนี้” นอกจากจะแอบความภูมิใจในการทำงานและใช้ชีวิตอยู่เสมอ สิ่งเดียวที่แม่เป็นห่วงก็คือ เรื่องที่ปั๊ปมักจะพูดตรงๆ ตรงเกินไป จนบางทีคำพูดอาจจะเหมือนว่าไม่คิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ

www.vsservice.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load