ธุรกิจ : Ballet Shoes 

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจจำหน่ายรองเท้าและกระเป๋าหนัง

ปีก่อตั้ง : ค.ศ. 1959

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ กิมสง แซ่เจี่ย

ทายาทรุ่นสอง : พงษ์เดช และ จริยา คงเดชะกุล

ทายาทรุ่นสาม : พรชนก คงเดชะกุล Ballet Shoes Since 1959 (ค.ศ. 2003)

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ทุกปีที่โละตู้เสื้อผ้ารองเท้าเก่าไปขายหรือบริจาค รองเท้าหนังส้นเตี้ยมีโบว์ของ Ballet Shoes จะได้ไปต่ออีกปีอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 มาตอนนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปีได้แล้ว ก็ยังทนทานใส่สบายจนตัดใจทิ้งไม่ลงสักที

Ballet Shoes คือแบรนด์รองเท้าที่ก่อตั้งโดย อากุงซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ คุณย่ากิมสง แซ่เจี่ย ในช่วง ค.ศ.1959 อากุงเดินทางย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองจีน ส่วนย่าเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทย มาพบรักกันที่นี่ ตัวคุณย่าเองเคยค้าขายอย่างอื่น ส่วนอากุงเริ่มจากรับจ้างเป็นช่างรองเท้ามาก่อน ทำไปทำมาจึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง

สมัยนั้น ร้านตัดรองเท้าดังๆ มีอยู่ 3 เจ้า ร้านหนึ่งอยู่บริเวณบางรัก อีกร้านอยู่แถวเยาวราช ส่วนร้านอากุงและย่าเรียกได้ว่าโชคดี เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจอย่างสี่แยกราชประสงค์ หรือเกษรพลาซ่าในปัจจุบัน 

 คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม Ballet Shoes

เวลาผ่านไป ร้านอื่นค่อยๆ ปิดตัวลง เหลือแต่ Ballet Shoes ที่ส่งต่อมายัง คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม ผู้สืบทอดแบรนด์รองเท้า วิธีการผลิตแบบแฮนด์เมด/ฮาร์ตเมด และการให้บริการต่างๆ มาตลอด 62 ปี โดยปรับให้ทันสมัยเข้ากับพฤติกรรมการซื้อรองเท้าที่เปลี่ยนไป

ร้านรองเท้ารับตัดตามแบบ

ร้านแรกของอากุงและย่าอยู่แถวสีลม เพื่อนของคุณย่าเป็นคนตั้งชื่อแบรนด์ให้ ก่อนจะย้ายมาที่แยกราชประสงค์ในเวลาต่อมา

หลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อ Ballet Shoes เพราะขายรองเท้าบัลเลต์ จริงๆ แล้วร้านนี้ขายรองเท้าทุกแบบทั้งชายหญิง ผลิตเองด้วยมือทุกคู่ และรับสั่งตัดตามแบบให้กับคนที่สนใจ

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

แยกราชประสงค์ในยุคก่อนคล้ายกับ Shopping Avenue ในปัจจุบัน Ballet Shoes เป็นร้าน 2 คูหา เข้าได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ชั้นล่างเป็นพื้นที่ขายรองเท้าทั้งหมด ชั้นลอยเป็นครัวและห้องเก็บสต็อกสินค้า ส่วนชั้นบนเป็นหอพักให้คนขายและช่างตัดรองเท้า

นอกจากรองเท้าที่วางขายหน้าร้านแล้ว ร้านยังรับตัดตามสั่ง สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จเลย ด้วยความที่ทำเลดี อยู่ใกล้โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ แม้กระทั่งลูกเรือสายการบินก็พักอยู่แถวนั้น แอร์โฮสเตสทั้งไทยและฝรั่งต่างมาสั่งตัดรองเท้ายูนิฟอร์มที่ร้านกันหมด ตัดเสร็จพนักงานที่ร้านก็เอาไปจากที่ล็อบบี้ของโรงแรม สมัยที่กีฬาบัลเล่ต์เข้ามาประเทศไทยใหม่ๆ เหล่าพ่อแม่ก็พากันมาตัดรองเท้าบัลเล่ต์ให้ลูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ร้านสั่งตัดมีไม่มาก ลูกค้าประจำเราเป็นชาวต่างชาติ ดารา นักร้องลูกทุ่ง แดนเซอร์ มาตัดกับเราหมด บางทีลูกค้าเอาตัวอย่างรองเท้ามาให้ตัด บางทีเอารูปจากนิตยสารให้ดู แล้วรองเท้าที่ขายกันที่เมืองนอกาคาสูงมาก มาสั่งตัดที่เมืองไทยถูกกว่า แถมฝีมือดี ช่างที่ร้านสมัยก่อนเป็นคนจีนหมดเลย ละเอียด อย่างเวลาตัดรองเท้าบูตนี่ต้องวัดขาจริงทีละปล้อง ไม่อย่างนั้นใส่ไม่พอดีขา สั่งตัดถ้าลองแล้วไม่พอดีก็รอรับแก้ได้เลย วิธีการผลิตของเรามันเหมาะกับความต้องการในตอนนั้นพอดี”

คุณแม่จริยาเท้าความให้ฟังพร้อมสาธิตวิธีการวัดขาทีละปล้องไปด้วย

โตมาด้วยกัน

ขณะที่อากุงและย่าดูแลร้านที่ราชประสงค์ คุณแม่จริยาก็ขยับขยายร้านมาอยู่ที่อมรินทร์พลาซ่า ส่วนจ๋าโตมากับร้านนี้ บรรยากาศในตอนนั้นคือ Ballet Shoes มีทั้งหมด 3 สาขา พนักงานผู้ใหญ่ขายของหน้าร้าน พนักงานรุ่นเยาว์คอยวิ่งส่งของระหว่างสาขา ร้านไหนขาดเหลืออะไรก็ขอจากอีกร้าน

“มันเป็นความคุ้นชิน” จ๋าเล่าถึงวัยเด็ก “เราเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ใส่รองเท้าที่ร้านมาตลอด เพราะสมัยก่อนมีรองเท้าเด็กขายด้วย รองเท้านักเรียนยังตัดเลย หรือแม้แต่รองเท้าคู่แรกในชีวิตเราก็ไม่ได้ซื้อ ย่าสั่งตัดให้ คู่จิ๋วนิดเดียว เป็นรองเท้าบัลเลต์เล็กๆ สีเขียว มีโบว์หนวดๆ”

“ม๊ายังเก็บไว้อยู่เลย” คุณแม่จริยาเสริม

จ๋าบอกว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ร้านมากกว่าที่บ้าน ทำให้ซึมซับเรื่องธุรกิจครอบครัวมาหลายสิบปี สังเกตเห็นวัฒนธรรมของช่างทำรองเท้าที่ไม่เหมือนกับอาชีพอื่นๆ

รองเท้าที่ดีต้องทำด้วยใจ

Ballet Shoes ประสบความสำเร็จด้วยคุณภาพ และช่างตัดรองเท้าฝีมือดีไม่ได้หากันเจอง่ายๆ 

เดิมช่างของย่าเป็นคนจีน ถ่ายทอดความรู้ให้ช่างคนไทยรุ่นเด็กๆ ต่อๆ มา ความยากของการตัดรองเท้าด้วยมือคือในแต่ละวันทำได้จำนวนน้อยมาก อาจจะ 1 หรือ 2 คู่ต่อช่าง 1 คน และแบบที่ตัดไม่เหมือนกันหมด วันนี้ทำรองเท้าผู้หญิง พรุ่งนี้ทำรองเท้าผู้ชาย ยากหน่อยคือวันหนึ่งทำหลายแบบ ช่างจึงต้องมีความถนัดและสามารถทำได้ทุกดีไซน์

กระบวนการแรกสุดคือการวัดเท้า วิธีการคือวางเท้าบนกระดาษ เอาปากกาวาดตั้งตรง 90 องศา ให้ลายเส้นชิดเท้ามากที่สุด แล้วใช้สายวัดทุกอย่าง ถ้าเท้าลูกค้าเบอร์ 6 แต่มีโหนก ก็ต้องเอาหนังมาติดหุ่นเท้าให้สัดส่วนใกล้เคียงที่สุด กว่าจะได้หนึ่งคู่ต้องคุยกับลูกค้า 2 – 3 ชั่วโมง และไม่ใช่ว่าปกติใส่เบอร์ 6 แล้วจะต้องใส่เบอร์ 6 กับรองเท้าทุกแบบ เมื่อความสูงของส้นเปลี่ยน ความเขย่งเปลี่ยน เบอร์ก็เปลี่ยน ถ้าส้นแบนไปเลยเบอร์จะยาวกว่า พอเขย่งปุ๊บเบอร์จะสั้นลง 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

รองเท้าดีๆ หนึ่งคู่ต้องอาศัยจิตใจที่เข้าใจและรักในหน้าที่ของคนทำ ความใส่ใจอยากทำรองเท้าที่คนใส่ใส่สบาย และความเชี่ยวชาญของช่างอย่างน้อย 4 คน

ช่างคนแรก นำแบบเท้าที่วัดได้ไปหาหุ่น ถ้าหุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดผอมไปต้องเอาหนังมาแปะให้ได้ขนาดที่พอดีเท้า ปะเสร็จใช้สายวัดวัดว่าเท่ากันหรือเปล่า

ช่างคนที่ 2 ออกแบบและส่งคนไปวิ่งหาหนัง ช่างคนนี้จะวาดแบบหนังหน้าในกระดาษแล้วตัดออกมา หนังหน้ารองเท้าจะเหมือนหมวก แบนๆ แล้วนำกระดาษมาแปะบนหุ่นเท้า

ช่างคนที่ 3 เย็บหนังหน้า ตะเข็บ และติดซับใน

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

และช่างคนสุดท้าย คนดึงขึ้นทรง ประกอบออกมาให้เป็นทรงรองเท้าหนึ่งคู่ตามหนังหน้าที่ช่างคนที่สองออกแบบมา คนที่เก่งคือคนที่ประกอบออกมาเป็นรองเท้าที่สวยและใส่สบาย ถ้าดึงสูงเกินไปจะค้ำส้นเท้า ใส่ไม่สบาย กัด และออกแบบพื้น ทำอย่างไรให้พื้นนิ่ม พื้นต้องกว้างแค่ไหนถึงจะใส่สบาย การดึงรองเท้าหนังไม่เหมือนการดึงรองเท้าพลาสติก ก่อนจะเอาหนังมาใช้ต้องผ่านเครื่องปอกให้บาง ไม่อย่างนั้นจะเย็บไม่ได้ ช่วงที่พับตะเข็บก็ต้องพับให้บางที่สุดเพื่อไม่ให้เสียดสีจนเท้าเป็นแผล

นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทำรองเท้า

หลังจากร้านย่าที่ราชประสงค์เลิกกิจการ จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ตอนที่จ๋ากำลังจะเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์

จ๋าในเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัยต้องคิดทางเดินชีวิตต่อ จากแผนที่อยากเรียนจบ 3 ปีครึ่ง แทนที่จะเริ่มงานให้เร็วกว่าเพื่อน เธอตัดสินใจใช้เวลาครึ่งปีที่เหลือลองต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ถ้าลองแล้วไม่สำเร็จ ก็ยังสามารถเริ่มงานพร้อมคนอื่นๆ ได้

“เราเห็นว่าร้านแม่ที่อมรินทร์ฯ มีลูกค้าฝรั่งชอบมาซื้อรองเท้า Flat ทรงบัลเลต์ แม่ทำแค่ห้าสี สีเรียบๆ ดำ ขาว น้ำตาล แดง และกรมท่า ลูกค้าซื้อซ้ำตลอด มาเมืองไทยทีไรก็ต้องแวะมาซื้อกลับไป แล้วซื้อทุกสี หรือบางคนก็สั่งตัด เราเลยเห็นโอกาสว่า ทำไมเราไม่ทำสีเพิ่มและเปิดแบรนด์ที่ทำแค่รองเท้าผู้หญิง

“ก็เลยปรึกษาแม่ว่าอยากทำ แต่ไม่อยากเป็นกงสี ให้เปิดไหม ถ้าทำเราขอทำของตัวเอง ตอนเป็นกงสีทำเยอะทำน้อยได้เท่ากัน มันทำให้เราไม่มีแรงบันดาลใจ แม่ก็โอเค แล้วเราเริ่มสเกลไม่ใหญ่ ถ้าเจ๊งจะได้ไม่เจ็บมาก” 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

เข้าใจทุกกระบวนการด้วยการลงมือทำเอง

จ๋าเริ่มจากเอาแบบรองเท้าของแม่ที่มีอยู่มาเปลี่ยนวัสดุให้ดูเข้ายุคเข้าสมัยมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนจากสีโทนเข้มเรียบๆ เป็นสีจัดๆ สีเรืองแสง เธอพบปัญหาข้อใหญ่คือการสื่อสารกับช่าง เวลาเอาแบบรองเท้าผู้หญิงไปคุยกับช่างผู้ชาย เขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เหมือนผู้หญิงออกแบบเอง

“พอมีปัญหาก็คิดว่าไม่ได้แล้ว เราต้องออกแบบเอง ตอนแรกก็ไปเรียนกับช่างที่โรงงาน อย่างที่บอกว่าเขาใช้กระดาษทำหนังหน้า แต่ไม่มีหลักการเพื่อให้เราเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เขาทำต่อๆ กันมา ตามความเคยชิน ครูพักลักจำ เราก็ไม่เข้าใจ ถ้าคู่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงต้องทำยังไง

“เราเลยไปเรียนฝึกอาชีพตรงราชดำเนินที่ค่าเรียนชั่วโมงละบาท เพราะอยากเข้าใจพื้นฐานก่อน พอเราออกแบบเองแล้วเราเป็นผู้หญิง เราจะเข้าใจว่าตรงนี้ควรตื้นลึกหนาบางยังไง เว้าแค่ไหนสวย เว้ามากก็ไม่เก็บเท้าอีก”

หลังจากนั้น เธอมีโอกาสได้เรียนกับช่างชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ว่ากันว่าร้านตัดหนังทุกร้านรู้จักอาจารย์คนนี้ เขาสอนตั้งแต่วิธีการฟิตติ้งหุ่นเท้า ออกแบบพื้น ออกแบบรองเท้าทุกดีไซน์ แต่การเรียนทำรองเท้าไม่มีวันจบสิ้น วันนี้เราได้หลักพื้นฐานมา แต่พรุ่งนี้ถ้าจะออกแบบใหม่ก็ต้องพลิกแพลง ลองผิดลองถูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

สืบทอดความตั้งใจที่อยากผลิตรองเท้าคุณภาพ

ร้าน Ballet Shoes Since 1959 ของจ๋าที่แยกตัวมาจากธุรกิจครอบครัวเปิดตัวอย่างสวยงามที่โรงหนังสยามใน ค.ศ. 2003 โดยมีรองเท้าส้นเตี้ยทรงบัลเลต์ที่ปรับแบบจากของคุณแม่จริยาชูโรงรุ่นแรก

“พื้นของแม่จะแคบกว่า หัวก็ไม่มนเท่านี้ เราใส่แบบเดิมไม่สบาย มันบีบ เพราะทำตามทรงรองเท้าคนยุโรป คนเอเชียเท้าจะอวบกว่า ต้องขยายหุ่นออกมาหน่อย และทำหน้ากว้างขึ้นนิดหนึ่ง สมัยเปิดแรกๆ คนยังคิดเลยว่าเอารองเท้ามือสองมาขายหรือเปล่า รองเท้าเราไม่เหมือนร้านอื่น”

ชื่อเสียงจากร้านเดิมของย่าและแม่ช่วยให้ Ballet Shoes ติดตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเริ่มจากเวลาลูกค้ามาเลือกรองเท้ากับแม่ ผู้เป็นแม่จะช่วยเชียร์ ช่วยขาย ไปด้วยเพราะรู้จักร้านนี้มาก่อน

เธอตั้งใจเอาองค์ความรู้เดิมสมัยคุณย่ามาปรับใช้ให้ตรงใจคนรุ่นใหม่ ช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เธอยอมรับว่าไฟแรงมาก อยากทำทุกอย่างถึงขั้นไปดูเครื่องจักรสำหรับผลิตรองเท้า เพื่อค้นพบว่าเครื่องจักรไม่หลากหลายเท่าฝีมือคน และต้องผลิตแบบเดียวหมื่นๆ คู่เป็นอย่างน้อย แต่เพราะโตมากับช่างฝีมือของที่บ้าน สุดท้ายก็ตัดสินใจคงไว้ซึ่งการผลิตแบบแฮนด์เมดเหมือนเดิม

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ความสบายเป็นสิ่งที่แบรนด์เราให้ความสำคัญมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ซึ่งต้องอาศัยทักษะของช่างที่ทำ สมมติอยากได้รองเท้านิ่ม ถ้าเอาฟองน้ำชนิดหนึ่งไปทำ มันอาจจะไม่นิ่มเขาหรือเทอะทะ เขาก็ต้องรู้ว่าควรจะใช้วัสดุยังไง พอรู้รายละเอียดเยอะเกินไป เราก็อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ มันก็เลยยังต้องเป็นทำมือแบบเดิมอยู่”

เพื่อให้เข้ากับความต้องการของคนในยุคนี้ จ๋าไม่ได้ตัดวัดแบบคู่ต่อคู่เหมือนสมัยก่อน เพราะกระบวนการวัดเกิด Human Error ได้ง่าย เธอใช้วิธีให้ลูกค้าลองจากไซส์มาตรฐาน และใช้ความชำนาญที่สั่งสมมาตลอดชีวิตปรับแก้ให้พอดีที่สุด

“พฤติกรรมเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ใครจะรอรองเท้าเป็นสัปดาห์ๆ” เธอยิ้ม “ช่างที่เก่งต้องมีภาพในหัวคอยแก้ปัญหาตลอดเวลา ถ้าเท้าไม่พอดีหุ่นจะปรับยังไงถึงโอเค”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

การรับช่วงต่อความเชี่ยวชาญที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าว่า สมัยคุณย่า ช่างอาศัยอยู่ด้วยกันที่ร้าน จะแก้อะไรก็ง่ายดายแค่ขึ้นไปชั้นสอง หลังจากธุรกิจของย่าปิดตัว ช่างทุกคนย้ายไปอยู่โรงงานแถวหมอชิตและค่อยๆ เติบโต เริ่มมีครอบครัว มีลูกหลาน พอมาตอนนี้เธอต้องปรับการทำงานของช่างใหม่ จากที่ต้องเดินทางมาทำงานไกลๆ ก็ให้เขาทำที่บ้าน เขาได้เลี้ยงลูก ไปรับลูกที่โรงเรียน กอปรกับรองเท้า Ballet Shoes ในวันนี้ตัดเป็นชุดๆ มากขึ้น ไม่ได้ Tailor Made คู่ต่อคู่เหมือนเมื่อก่อน 

“ถ้ามีแบบไหนที่ช่างในมือเราไม่ถนัด เราก็จะไปจ้างช่างสมัยคุณย่าที่ตอนนี้ไปเปิดโรงงานเองทำ พออายุมากขึ้น เขาก็อยากขยับขยาย เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นคู่แข่ง ไม่รู้สึกว่าต้องโกรธเขา แต่มองเขาเป็นพันธมิตร วงการทำรองเท้ามันแคบนิดเดียว”

ไม่ลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่สร้างความแตกต่างจากตลาด

“ร้านเราลดราคาน้อยมาก” คุณแม่จริยาและจ๋ายืนยันเป็นเสียงเดียวกัน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไม่ค่อยเหลือ สินค้าลดราคาคือมีสต็อกน้อยมากๆ เช่น ไม่ครบสี ไม่ครบไซส์ การเรียนเศรษฐศาสตร์ทำให้เจ้าของแบรนด์นี้ไม่เชื่อเรื่องกลยุทธ์ราคา

“มันเป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่นักเศรษฐศาสตร์จะหยิบมาใช้ รองเท้าเรามีคุณภาพ เลยไม่จำเป็นต้องเล่นเรื่องราคา เดี๋ยวทำลายแบรนด์ตัวเอง และลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ ในขณะเดียวกัน รองเท้าหนังเราจะไม่ให้ราคาเกินสองพันห้าร้อยบาท ถ้าเลยไปสามพันบาทถือว่าแพงเกินไปสำหรับเรา จริงอยู่อาจจะมีคนซื้อ แต่แค่นี้เราอยู่ได้ และลูกค้าก็อยู่ได้ด้วย”

เมื่อไม่ใช้ราคาจูงใจ ก็ต้องมั่นใจว่าสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม เธอสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ให้แบรนด์โดดเด่นออกมาจากเจ้าอื่นๆ ทั้งการผลิตแบบแฮนด์เมด สีสันที่ไม่เหมือนใคร และที่ขาดไม่ได้มาตั้งแต่รุ่นคุณย่า คือบริการซ่อมหลังการขาย ที่วันนี้แทบไม่มีใครทำกันแล้ว

“เคยคิดอยากยกเลิกบริการซ่อมเหมือนกัน เพราะมีปัญหาจุกจิก บางทีไม่คุ้ม แต่สุดท้ายเลิกไม่ได้ เพราะนี่คือตัวตนของแบรนด์เรา เรารับผิดชอบกับของของเรามาตลอด

“พอมีการซ่อม เรายิ่งต้องพยายามรักษาคุณภาพการผลิต เพราะคิดว่าถ้ามันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เราก็ซ่อมให้ดีไม่ได้ ของเรามาซ่อมไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จอะไรเลย เราจำรองเท้าตัวเองได้ทุกคู่ นานแค่ไหนก็จำได้อยู่ดี” เธอยิ้ม

ทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ช่วงเศรษฐกิจคึกคัก Ballet Shoes ของจ๋าเคยมีสาขามากสุดถึง 6 สาขา ปัจจุบันเหลือ 2 สาขาคือ Siam Quare One และ Silom Complex

“แบบสมัยแม่ที่เปิดที่เดิมยาวนานสามสิบปีไม่มีอีกแล้ว เรามองว่าความเจริญตอนนี้หมุนไปเรื่อยๆ วันนี้ไอคอนสยามเปิด ความเจริญก็กระจายไปฝั่งนั้น แถวสยามก็อาจจะเงียบลงหน่อย ถ้าเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเลยอาจจะล้มเหลว”

แต่แม้ช่วงนั้นจะเปิดสาขาเยอะ เธอก็ตัดใจปิดสาขาที่ผลตอบรับไม่คุ้มทุนได้ไม่ยาก การทำธุรกิจแบบที่เอากำไรจากสาขาหนึ่งไปช่วยอีกสาขาหนึ่งไม่ใช่ตัวเลือกของจ๋า ทุกร้านทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นธุรกิจจะไม่เหลืออะไรเลย

กฎเหล็กของเธอคือ 6 เดือน ถ้าภายในระยะเวลานี้ไม่ทำกำไร เธอจะเลือกเดินออกมา 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยังอยู่ได้คือการรู้ว่าตัวเองมีดี

“เราไม่เคยคิดว่าใครเป็นคู่แข่งเลย บางร้านของเราอยู่บนชั้นที่มีรองเท้าเต็มไปหมด แต่เราไม่เคยไปดูร้านอื่นเลย เรารู้ว่าของเราดียังไง ลูกค้าชอบของเราที่ตรงไหน ไม่ใช่ว่าไปเห็นร้านนั้นขายดีแล้วจะไปทำแข่งกับเขา เราก็ไม่ถนัดอยู่ดี แบบที่ดีไซน์ คือสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองอยากใส่”

ผนังด้านหนึ่งของสาขา Silom Complex เป็นรองเท้าเต้นรำของคุณแม่จริยาที่เริ่มทำตั้งแต่ประเทศไทยจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งแรก ครูเต้นรำทิ้งตัวอย่างรองเท้าไว้ พ่อให้ช่างเปิดดูแล้วเอามาพัฒนาให้เข้ากับรูปเท้าคนไทยอยู่สองปี

ลูกค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารองเท้าแบรนด์นี้ทนและไม่กัด คุณแม่จริยาถึงกับเคยแซวลูกค้าเล่นๆ ว่า ถ้าไม่พังก็ทิ้งเลยจะได้ซื้อคู่ใหม่ นอกจากฝีมือการเย็บที่เชี่ยวชาญ ความใส่ใจ และซับในรองเท้าที่ทำจากหนังทั้งหมด ก่อนขายทุกรุ่น คุณแม่จริยาและจ๋าต้องลองใส่กันเองก่อน ถ้าบีบจนเจ็บหรือกัดถือว่ายังไม่ผ่าน

“ร้อยคนโดนกัดคนหนึ่ง” คุณแม่ว่า “ถ้าลูกค้าบอกกัด เราต้องดูว่าทำไมถึงกัด รองเท้าไม่พอดีหรือเปล่า หรือทรงไม่เหมาะกับรูปเท้าหรือเปล่า วิธีการเย็บก็เกี่ยว บางอย่างเย็บแล้วสวย เนี้ยบ แต่ทบๆ กันสี่รอบจนเสียดสีกับเท้า กัด ลูกค้าบางคนไม่ชอบหนังนิ่ม เพราะเป็นคนเท้ากว้าง อยากให้รองเท้าเก็บเท้า เราก็ต้องบอกก่อนเลยว่ามันมีโอกาสจะกัดนะ”

ทั้งคู่มองลูกค้าเหมือนเพื่อน และหลายคนก็กลายมาเป็นเพื่อนจริงๆ มีอะไรก็บอกกันตรงๆ ว่าเหมาะไม่เหมาะ คนเท้าอวบอาจไม่เหมาะกับเท้าทรงนี้ ใส่อีกแบบจะเก็บเท้ากว่า หนังแบบไหนดูแลยากก็จะบอกตั้งแต่ต้น แบบนี้เป็นรอยง่าย แบบนั้นเก็บไว้นานแล้วลอก พนักงานทุกคนจึงต้องรู้เรื่องรองเท้าจริงๆ ไม่ใช่ขายตามหน้าที่อย่างเดียว เขาต้องรู้เหมือนที่จ๋ากับแม่รู้ และอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ 

Ballet Shoes ในวัย 17 ปีของทายาทรุ่นสาม อาจไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า การทำมือต่อไปแบบนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจหรือไม่

จ๋าตอบทันทีไม่รีรอ และเป็นคำตอบสุดท้ายของบทสนทนาในวันนั้นที่สรุปเรื่องราวทั้งหมดได้ดีที่สุด

“เราไม่อยากขยายใหญ่ไปกว่านี้ วิธีการผลิตของเราเป็นแบบนี้ คุณค่าแบรนด์เราอยู่ที่ตรงนี้ เราก็อยากทำมันแบบนี้แหละ แต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : ห้างสิริบรรณช้อปปิ้ง เซนเตอร์

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2533

ประเภท : ห้างสรรพสินค้า 

ผู้ก่อตั้ง : นิรันดร์ และ จีระ พิตรปรีชา

ทายาทรุ่นสอง : พ่อหนุ่ย-จิรายุสถ์ พิตรปรีชา

ทายาทรุ่นสาม : โปร-จีระเกษม พิตรปรีชา

อาคารเก่ากำแพงสีไข่ไก่ แต่งแต้มด้วยกราฟฟิตี้สวยงาม ประตูเหล็กยืดสีฟ้า มีตัวอักษรบนป้ายหน้าร้านว่า ‘สิริบรรณ’ บ่งบอกว่านี่คือร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตย์ดีเด่น ประเภทอาคารพาณิชย์ ประจำปี 2560 ไม่ผิดแน่

ส่วนปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด เครื่องคิดเลข สมุด ม้วนด้าย ลูกบอล ถ้วยรางวัล แม้กระทั่งฮูลาฮูป… เป็นสิ่งที่พอจะยืนยันคำพูดของทายาทผู้รับช่วงต่อ พ่อหนุ่ย-จิรายุสถ์ พิตรปรีชา ที่กล่าวไว้ว่า “ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ”

เราเดินสำรวจร้านทุกซอกมุมที่มีสินค้าวางเรียงรายแน่นขนัด 360 องศา แบบที่ถ้าเดินเข้ามาด้วยความคิดว่างเปล่า ก็คงต้องเผลอซื้ออะไรกลับไปสักชิ้น จนถึงห้องเก็บของข้างในที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยเครื่องเขียนจนต้องปีนบันไดขึ้นไปชั้นลอย เพื่อพบว่าพนักงานเกือบทุกคนในร้านเป็นวัยรุ่นยุคสงครามโลกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสิริบรรณมาตั้งแต่ โปร-จีระเกษม พิตรปรีชา ทายาทรุ่นสามยังไม่เกิด

แต่เราไม่ได้เดินทางมาถึง จ.ตรัง เพื่อพูดคุยกับพวกเขาแค่การทำธุรกิจร้านเครื่องเขียน 

เพราะสินค้าที่แน่นเอี้ยดจนล้นร้านได้ขยับขยายกลายเป็น สิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ ห้างท้องถิ่นหนึ่งเดียวของจังหวัดที่อยู่คู่กับคนตรังมา 30 ปีจนถึงปัจจุบัน

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

แบบเรียน – เครื่องเขียน

พ่อหนุ่ยรับหน้าที่รำลึกความหลัง เมื่อครั้งที่ร้านเครื่องเขียนสิริบรรณถือกำเนิดขึ้นราว ๆ 70 ปีก่อน โดย คุณแม่จีระ พิตรปรีชา ผู้ประกอบอาชีพเป็นครู พ่วงด้วยการศึกษาระดับปริญญาซึ่งนับว่าหายากในสมัยนั้น 

“แกคิดว่าอยากจะทำธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ยายเลยบอกว่า ในเมื่อเป็นครูอยู่แล้ว มีความรู้เรื่องหนังสือหนังหา ก็ทำร้านเกี่ยวกับหนังสือหนังหาสิ

“ตอนเด็ก ๆ ถ้าไม่ได้ไปโรงเรียนก็กินนอนเล่นอยู่ร้านตลอด ช่วยขายของ แล้วก็อ่านหนังสือในร้าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออ่านเล่น กำลังภายใน ไม่อยากอ่านหนังสือหนัก ๆ เท่าไหร่ แต่ก็ได้เห็นอะไรจากหนังสือเยอะแยะ”

พ่อหนุ่ยเล่าว่า สมัยก่อนบ้านเกิดของเขาถือว่ารุ่งเรืองมาก เพราะตรังคล้ายจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ การเปิดกิจการร้านเครื่องเขียนขึ้นมาจึงเติบโตได้ไว บวกกับความสามารถที่แม่จีระมี ยิ่งทำให้ที่นี่กลายเป็นร้านในดวงใจใครหลายคนไม่ยาก 

หนึ่ง แกเป็นคนขยัน สอง แกเป็นคนเอาใจใส่ สาม แกรู้จักการสั่งสินค้าเข้ามาเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า และสี่ แกบริหารธุรกิจเป็น

“ลูกค้าต้องการอะไรเราก็พยายามมีให้หมด ตั้งแต่เข็ม ด้าย กิ๊บ เสื้อผ้ากีฬา อุปกรณ์กีฬา มีหมดครับ กระบี่กระบองมีหมดครับ พูดง่าย ๆ ว่า ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อยู่ที่ว่าใครจะมาหาอะไรที่สิริบรรณ”

นอกจากแม่จีระจะเปิดร้านเครื่องเขียน พ่อนิรันดร์ก็สวมบทเป็นพ่อค้าตลาดนัด ขายทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง รองเท้า มีรายได้มากพอจะส่งลูกชายคนโตอย่างหนุ่ยไปศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ จบปริญญาตรีในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนได้ดิบได้ดีไปต่อ MBA ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

เมื่อเท้าเหยียบพื้นดินบ้านเกิดนั่นเอง ความคิดเรื่องการขยายกิจการจึงเกิดขึ้น

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

สรรพสินค้า

“ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะเป็นอะไร” พ่อหนุ่ยเกริ่น “แต่น้อง ๆ เรามีเส้นทางของเขา คนหนึ่งก็ไปเป็นอาจารย์ที่จุฬา (ศาสตราจารย์จิระพัฒน์ พิตรปรีชา) อีกคนก็ไปเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

“เราเป็นพี่คนโต คิดไปคิดมาก็อยากกลับมาช่วยดูแลที่บ้าน แล้วถ้าเรียนมาจบขนาดนี้ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเองเลยมันก็อายเพื่อน จึงได้เอาเงินในกระเป๋าตังค์มาจ่าย แล้วก็กู้เงินเพิ่ม”

เริ่มจากการเปิด​​ร้านสิริบรรณสรรพสินค้าใน พ.ศ. 2526 จำหน่ายสินค้าที่พอมีพื้นฐานและความน่าเชื่อถือจากรุ่นพ่อ นั่นคือเครื่องสำอางและแบรนด์เสื้้อผ้าชั้นนำต่าง ๆ ที่คนตรังหาซื้อได้ยาก พ่อหนุ่ยเล่าว่าช่วงเริ่มต้น เขาเองก็ต้องล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างจากใคร

“มีทั้งขึ้นทั้งลงเป็นช่วง ๆ บางช่วงก็ดี บางช่วงก็แย่ เราก็คิดว่าทำการค้ามันก็คือซื้อมาขายไป แต่การทำซูเปอร์มาร์เก็ตกำไรมันน้อยมาก แต่เราก็แก้สถานการณ์มาเรื่อย ๆ จนได้รับความนิยม” 

ถึงหัวปี พ.ศ. 2533 ลูกชายคนเล็กของบ้านอย่างโปรก็ได้ถือกำเนิด ส่วนท้ายปี ห้างสิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ก็คลอดตามมาในเดือนพฤศจิกายน 

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

สิริบรรณ

ช้อปปิ้ง เซนเตอร์

เราเดินทางต่อมาถึงห้างท้องถิ่นเดียวของจังหวัด แวะสูดกลิ่นอายความดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองหลวง ทั้งการตกแต่งภายใน การจัดวางสินค้า รวมทั้งแบรนด์ไทยหลากหลายประเภทที่คนเมืองอย่างเราทำได้แค่สั่งทางไกลเท่านั้น ก่อนถึงเวลาสนทนากับคนทำธุรกิจต่างวัยในบทบาทพ่อลูก ที่หากวางเทียบกันเฟรมต่อเฟรม สิริบรรณทั้งเก่าและใหม่ก็แทบไม่ต่างกันนัก

ที่นี่เป็นห้างสามชั้น ขนาดกะทัดรัดให้ได้ทำเวลาซื้อของ แต่กว่าจะเป็นห้างที่บุกเบิกร้านรวงยอดฮิตอย่าง KFC, Swensen’s หรือ Dunkin Donut แห่งแรกในจังหวัด มันผ่านการปรับปรุงมาแล้วถึง 3 ครั้ง

“เพราะพื้นที่มันเล็กเกินไป” เจ้าของห้างเผย “เดิมย่านนี้ก็เหมือนนอกเมืองแล้วนะ รอบ ๆ นี้เป็นที่ว่าง ไม่ก็ห้องแถว เป็นบ้านอยู่อาศัย แต่ไม่ได้เป็นย่านการค้าเหมือนตอนนี้ 

“ตอนเปิดใหม่ต้องคำนวณพื้นที่จอดรถ ต้องหาที่ให้ร้านต่าง ๆ มาเช่า หาสถาปนิกดี ๆ มาช่วยออกแบบเส้นทางการเดินภายในห้างให้ลงตัว จับจ่ายใช้สอยได้อย่างต่อเนื่อง เดินไม่หลง ติดตั้งบันไดเลื่อน สิ่งอำนวยความสะดวก เพราะบางช่วงลูกค้ามีน้อย เราก็ต้องพยายามปรับให้มีลูกค้ามากขึ้น”

พ่อหนุ่ยบอกว่าเศรษฐกิจเมืองตรังค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะผกผันตามราคายางพาราและปาล์ม ยิ่งคู่แข่งอย่างโรบินสันเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อน ไหนจะการประกาศว่าจะมีการสร้างคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเร็ว ๆ นี้ สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดตรังมีศักยภาพมากพอที่คนจะลงทุน

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี

เราถามพ่อลูกตามตรงว่า นั่นส่งผลกระทบกับห้างของพวกเขารึเปล่า

“แน่นอน โรบินสันเป็นบริษัทที่มีกลยุทธ์สินค้าในแนวเดียวกัน” พ่อหนุ่ยยอมรับทันที พร้อมอธิบายให้ฟังต่อทำไมสิริบรรณจึงสู้ได้ “ในปีแรกที่เขาเข้ามาเนี่ยไม่กระทบ เพราะว่าตอนนั้นยางพาราราคากิโลละ 150 บาท แต่ตอนนี้เขาเพิ่งขยายไปหลายพันตารางเมตร แต่เราโชคดี ข้อแรก เราอยู่ในทำเลที่ดี ข้อสอง ขนาดเราไม่ได้ใหญ่ พูดง่าย ๆ คือเราโฟกัสเฉพาะจุดที่เป็น Niche Market ของเราได้” 

งั้นด้วยวิธีการแบบไหน เราอยากจะรู้นัก

“ต้องมีเคล็ดลับส่วนตัว” เพียงแต่คนเป็นพ่อไม่ยอมเผยไต๋

“คนเราชอบไม่เหมือนกัน ต้องหาว่าเราจะโฟกัสจุดไหน ต้องสร้างอะไรขึ้นมาเองที่ทำให้มันแตกต่าง ซึ่งเราก็มีแนวทางของเราอยู่แล้ว” เขายืนยันหนักแน่น ต่อให้ไม่ยอมแง้มบอก

อย่างต่อมาที่เราสนใจจากคนเป็นลูก คือค่ายางพาราที่เคยกระโดดขึ้นไปถึงกิโลละ 150 บาท ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด 

“เมื่อก่อนยางกิโลละ 100 คนออกรถป้ายแดงกันเต็มเลย แต่ตอนนี้ค่อนข้างคงที่ บวกลบน้อยแล้ว เมื่อเทียบกับตอนนั้น”

แล้วตอนนี้ราคาเท่าไร เราถามอีก

“50 บาท แย่สุดก็จะมีช่วงที่ 3 โล 100”

น่าสนใจว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดจากวิกฤตในอนาคตได้ยังไงในเมื่อราคาขายขึ้นและลงสุด

ยิ่งผลัดเปลี่ยนมาอยู่ในมือทายาทรุ่นสาม

จากร้านเครื่องเขียนสู่ 'ห้างสิริบรรณ' ห้างท้องถิ่นเดียวในจังหวัดที่อยู่คู่คนตรังมา 30 ปี
ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

ทายาทรุ่นสาม

ถ้านับญาติกับห้างสิริบรรณ โปรก็เป็นพี่คนกลางที่โตกว่าไม่มาก ส่วน วิน-วศิน พิตรปรีชา พี่คนโตตัวจริง รับช่วงต่อดูแลโรงแรมเรือรัษฎา อีกหนึ่งกิจการของครอบครัว

ซึ่งเด็กที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับห้าง ก็น่าจะคุ้นเคยกับการทำธุรกิจพอสมควร แต่ผิดคาด

“ความจริงผมไปเรียนกรุงเทพฯ กว่าจะกลับ แล้วเรียนจบช้าด้วย ผมเรียนบัญชีแต่ตกเลข” นั่นไง ว่าแล้ว

แต่ที่ว่าช้า ก็ช้าเพียงครึ่งปี กว่าจะได้จับธุรกิจครอบครัวก็เกือบจะเข้าเลข 3 และแม้ในช่วงต้นเราจะเดาผิด แต่การเลือกเรียนศาสตร์ที่เกี่ยวกับตัวเลข โปรก็น่าจะสนใจห้างสิริบรรณอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้งานจากคุณพ่อ

“ความจริงที่นี่พัฒนาได้เยอะ เพราะคนตรังมีกำลังซื้อสูง ยิ่งโดยเฉพาะถ้ายางพารามีราคาสูง อีกอย่างคือคนตรังจะทานอาหารนอกบ้านตลอด ประมาณ 5 มื้อต่อวัน”

ฟังดูน่าตกใจ แต่พอนึกย้อนไปถึงมื้ออาหารที่ได้กินมาทั้งวันกับท้องป่อง ๆ เราก็เข้าใจได้ พลางฟังโปรเล่าต่อถึงโอกาสของเขา

“ติ่มซำยังมีทั้งเช้ายันเย็นเลย เพราะเที่ยงคืนคนก็ต้องมาปาดยาง ซึ่งเราจะเน้นเรื่องร้านอาหารมากขึ้น มองว่ามันเป็นแม่เหล็กที่จะดึงคนเข้ามาได้ พวก Department Store คนเขาก็ไปซื้อออนไลน์ ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตก็แข่งขันค่อนข้างสูง บางเจ้าเขาก็ลดราคาลงได้เยอะ เพราะเขามีหลายสาขา เราก็เลยจะเน้นขายปลีกมากกว่า แล้วก็เริ่มลองทำขายส่งแบบยกแพ็คไปด้วยครับ”

ส่วนปัญหาที่นักธุรกิจหน้าใหม่มองเห็นก็ยังเป็นเรื่องอาคารอยู่เช่นเคย ดูท่าว่าคงจะปรับปรุงเป็นครั้งที่ 4 ในไม่ช้า

ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม
ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

“แปลนห้างมันเก่า ในมุมลูกค้าก็คงรู้สึกอึดอัดอยู่นิดหน่อย ถ้าเป็นโรบินสันจะเดินสบายๆ ผ่อนคลาย แล้วก็มีอะไรทำได้หลายอย่าง ลูกค้าของเราส่วนมากจะเป็นคนที่ตั้งใจมาซื้อ และผมว่าตัวเลือกเรายังน้อยไป คิดว่าจะหาอะไรที่โมเดิร์นเทรดไม่มี แต่ถ้าไปทำห้างไลฟ์สไตล์เราก็ตายกันพอดี เพราะว่าเราสู้โรบินสันไม่ไหว”

การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นโมเดิร์นเทรดจึงไม่ใช่ทางออก แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าท้อ แต่โปรก็เลือกสู้ด้วยการบริการทุกระดับประทับใจ 

ด้วยฐานลูกค้าของสิริบรรณเป็นคนวัยทำงาน ข้าราชการ แตกต่างจากห้างใหญ่ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น โปรจึงอยากทำให้ลูกค้าพึงพอใจแล้วกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งความหวังที่พอจะทำให้พวกเขาหยัดยืนอยู่ต่อได้ คือจำนวนห้างสรรพสินค้าในภาคใต้ที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง และสิริบรรณในวันธรรมดาก็มีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาจับจ่ายมากกว่าคู่แข่งเสียอีก 

นอกจากการบริการที่ใกล้ชิดเป็นกันเองฉบับคนท้องถิ่น โปรยังมองหาแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชั้น 2 ของห้างให้ประกอบกิจกรรมได้หลากหลายขึ้น ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ จากปัจจุบันที่หนักไปทางร้านขายเสื้อผ้า เช่น ร้านกาแฟเจ้าดัง ร้านหนังสือ 

ส่วนร้านเครื่องเขียนสำหรับวัยเรียน ไม่ต้องห่วง เขามีของดีประจำตระกูลอยู่แล้ว

ความลับอย่างหนึ่งที่โปรบอกกับเราเมื่อพักคุยจิปาถะกับเขาชั่วครู่ คือครอบครัวของเขาแต่งตั้ง โกเหลียง ให้เป็นผู้บริหารร้านเครื่องเขียนสิริบรรณ ชายชราไม่มีความเกี่ยวโยงกันทางสายเลือด แต่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจากการเป็นพนักงานดีเด่นมาแล้วหลายทศวรรษซ้อน ซึ่งเขามีแผนจะเปิดร้านเครื่องเขียนสาขา 2 ที่ห้างนี้ด้วย

เมื่อรุ่นพ่อต้องถึงคราววางมือ ส่วนลูกชายทั้งสองก็เพิ่งเริ่มเข้ามารับช่วงต่อ ทีนี้ก็เหลือแค่รอดูผลลัพธ์แล้วว่า ลูกชายคนเล็กของบ้านนามว่า ห้างสิริบรรณช้อปปิ้งเซนเตอร์ ในมือของทายาทรุ่นสามจะเป็นยังไงต่อไป

ห้างท้องถิ่นเดียวของ จ.ตรัง ต่อยอดจากร้านเครื่องเขียนเก่าของแม่ หยัดยืนต่อสู้กับโมเดิร์นเทรด และกำลังส่งต่อให้รุ่นสาม

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load