ธุรกิจ : Ballet Shoes 

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจจำหน่ายรองเท้าและกระเป๋าหนัง

ปีก่อตั้ง : ค.ศ. 1959

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ กิมสง แซ่เจี่ย

ทายาทรุ่นสอง : พงษ์เดช และ จริยา คงเดชะกุล

ทายาทรุ่นสาม : พรชนก คงเดชะกุล Ballet Shoes Since 1959 (ค.ศ. 2003)

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ทุกปีที่โละตู้เสื้อผ้ารองเท้าเก่าไปขายหรือบริจาค รองเท้าหนังส้นเตี้ยมีโบว์ของ Ballet Shoes จะได้ไปต่ออีกปีอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 มาตอนนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปีได้แล้ว ก็ยังทนทานใส่สบายจนตัดใจทิ้งไม่ลงสักที

Ballet Shoes คือแบรนด์รองเท้าที่ก่อตั้งโดย อากุงซิมเหงี่ยน แซ่หย่อง และ คุณย่ากิมสง แซ่เจี่ย ในช่วง ค.ศ.1959 อากุงเดินทางย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองจีน ส่วนย่าเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทย มาพบรักกันที่นี่ ตัวคุณย่าเองเคยค้าขายอย่างอื่น ส่วนอากุงเริ่มจากรับจ้างเป็นช่างรองเท้ามาก่อน ทำไปทำมาจึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง

สมัยนั้น ร้านตัดรองเท้าดังๆ มีอยู่ 3 เจ้า ร้านหนึ่งอยู่บริเวณบางรัก อีกร้านอยู่แถวเยาวราช ส่วนร้านอากุงและย่าเรียกได้ว่าโชคดี เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจอย่างสี่แยกราชประสงค์ หรือเกษรพลาซ่าในปัจจุบัน 

 คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม Ballet Shoes

เวลาผ่านไป ร้านอื่นค่อยๆ ปิดตัวลง เหลือแต่ Ballet Shoes ที่ส่งต่อมายัง คุณแม่จริยา คงเดชะกุล และ จ๋า-พรชนก คงเดชะกุล ทายาทรุ่นสองและทายาทรุ่นสาม ผู้สืบทอดแบรนด์รองเท้า วิธีการผลิตแบบแฮนด์เมด/ฮาร์ตเมด และการให้บริการต่างๆ มาตลอด 62 ปี โดยปรับให้ทันสมัยเข้ากับพฤติกรรมการซื้อรองเท้าที่เปลี่ยนไป

ร้านรองเท้ารับตัดตามแบบ

ร้านแรกของอากุงและย่าอยู่แถวสีลม เพื่อนของคุณย่าเป็นคนตั้งชื่อแบรนด์ให้ ก่อนจะย้ายมาที่แยกราชประสงค์ในเวลาต่อมา

หลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อ Ballet Shoes เพราะขายรองเท้าบัลเลต์ จริงๆ แล้วร้านนี้ขายรองเท้าทุกแบบทั้งชายหญิง ผลิตเองด้วยมือทุกคู่ และรับสั่งตัดตามแบบให้กับคนที่สนใจ

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

แยกราชประสงค์ในยุคก่อนคล้ายกับ Shopping Avenue ในปัจจุบัน Ballet Shoes เป็นร้าน 2 คูหา เข้าได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ชั้นล่างเป็นพื้นที่ขายรองเท้าทั้งหมด ชั้นลอยเป็นครัวและห้องเก็บสต็อกสินค้า ส่วนชั้นบนเป็นหอพักให้คนขายและช่างตัดรองเท้า

นอกจากรองเท้าที่วางขายหน้าร้านแล้ว ร้านยังรับตัดตามสั่ง สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จเลย ด้วยความที่ทำเลดี อยู่ใกล้โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ แม้กระทั่งลูกเรือสายการบินก็พักอยู่แถวนั้น แอร์โฮสเตสทั้งไทยและฝรั่งต่างมาสั่งตัดรองเท้ายูนิฟอร์มที่ร้านกันหมด ตัดเสร็จพนักงานที่ร้านก็เอาไปจากที่ล็อบบี้ของโรงแรม สมัยที่กีฬาบัลเล่ต์เข้ามาประเทศไทยใหม่ๆ เหล่าพ่อแม่ก็พากันมาตัดรองเท้าบัลเล่ต์ให้ลูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ร้านสั่งตัดมีไม่มาก ลูกค้าประจำเราเป็นชาวต่างชาติ ดารา นักร้องลูกทุ่ง แดนเซอร์ มาตัดกับเราหมด บางทีลูกค้าเอาตัวอย่างรองเท้ามาให้ตัด บางทีเอารูปจากนิตยสารให้ดู แล้วรองเท้าที่ขายกันที่เมืองนอกาคาสูงมาก มาสั่งตัดที่เมืองไทยถูกกว่า แถมฝีมือดี ช่างที่ร้านสมัยก่อนเป็นคนจีนหมดเลย ละเอียด อย่างเวลาตัดรองเท้าบูตนี่ต้องวัดขาจริงทีละปล้อง ไม่อย่างนั้นใส่ไม่พอดีขา สั่งตัดถ้าลองแล้วไม่พอดีก็รอรับแก้ได้เลย วิธีการผลิตของเรามันเหมาะกับความต้องการในตอนนั้นพอดี”

คุณแม่จริยาเท้าความให้ฟังพร้อมสาธิตวิธีการวัดขาทีละปล้องไปด้วย

โตมาด้วยกัน

ขณะที่อากุงและย่าดูแลร้านที่ราชประสงค์ คุณแม่จริยาก็ขยับขยายร้านมาอยู่ที่อมรินทร์พลาซ่า ส่วนจ๋าโตมากับร้านนี้ บรรยากาศในตอนนั้นคือ Ballet Shoes มีทั้งหมด 3 สาขา พนักงานผู้ใหญ่ขายของหน้าร้าน พนักงานรุ่นเยาว์คอยวิ่งส่งของระหว่างสาขา ร้านไหนขาดเหลืออะไรก็ขอจากอีกร้าน

“มันเป็นความคุ้นชิน” จ๋าเล่าถึงวัยเด็ก “เราเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ใส่รองเท้าที่ร้านมาตลอด เพราะสมัยก่อนมีรองเท้าเด็กขายด้วย รองเท้านักเรียนยังตัดเลย หรือแม้แต่รองเท้าคู่แรกในชีวิตเราก็ไม่ได้ซื้อ ย่าสั่งตัดให้ คู่จิ๋วนิดเดียว เป็นรองเท้าบัลเลต์เล็กๆ สีเขียว มีโบว์หนวดๆ”

“ม๊ายังเก็บไว้อยู่เลย” คุณแม่จริยาเสริม

จ๋าบอกว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ร้านมากกว่าที่บ้าน ทำให้ซึมซับเรื่องธุรกิจครอบครัวมาหลายสิบปี สังเกตเห็นวัฒนธรรมของช่างทำรองเท้าที่ไม่เหมือนกับอาชีพอื่นๆ

รองเท้าที่ดีต้องทำด้วยใจ

Ballet Shoes ประสบความสำเร็จด้วยคุณภาพ และช่างตัดรองเท้าฝีมือดีไม่ได้หากันเจอง่ายๆ 

เดิมช่างของย่าเป็นคนจีน ถ่ายทอดความรู้ให้ช่างคนไทยรุ่นเด็กๆ ต่อๆ มา ความยากของการตัดรองเท้าด้วยมือคือในแต่ละวันทำได้จำนวนน้อยมาก อาจจะ 1 หรือ 2 คู่ต่อช่าง 1 คน และแบบที่ตัดไม่เหมือนกันหมด วันนี้ทำรองเท้าผู้หญิง พรุ่งนี้ทำรองเท้าผู้ชาย ยากหน่อยคือวันหนึ่งทำหลายแบบ ช่างจึงต้องมีความถนัดและสามารถทำได้ทุกดีไซน์

กระบวนการแรกสุดคือการวัดเท้า วิธีการคือวางเท้าบนกระดาษ เอาปากกาวาดตั้งตรง 90 องศา ให้ลายเส้นชิดเท้ามากที่สุด แล้วใช้สายวัดทุกอย่าง ถ้าเท้าลูกค้าเบอร์ 6 แต่มีโหนก ก็ต้องเอาหนังมาติดหุ่นเท้าให้สัดส่วนใกล้เคียงที่สุด กว่าจะได้หนึ่งคู่ต้องคุยกับลูกค้า 2 – 3 ชั่วโมง และไม่ใช่ว่าปกติใส่เบอร์ 6 แล้วจะต้องใส่เบอร์ 6 กับรองเท้าทุกแบบ เมื่อความสูงของส้นเปลี่ยน ความเขย่งเปลี่ยน เบอร์ก็เปลี่ยน ถ้าส้นแบนไปเลยเบอร์จะยาวกว่า พอเขย่งปุ๊บเบอร์จะสั้นลง 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

รองเท้าดีๆ หนึ่งคู่ต้องอาศัยจิตใจที่เข้าใจและรักในหน้าที่ของคนทำ ความใส่ใจอยากทำรองเท้าที่คนใส่ใส่สบาย และความเชี่ยวชาญของช่างอย่างน้อย 4 คน

ช่างคนแรก นำแบบเท้าที่วัดได้ไปหาหุ่น ถ้าหุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดผอมไปต้องเอาหนังมาแปะให้ได้ขนาดที่พอดีเท้า ปะเสร็จใช้สายวัดวัดว่าเท่ากันหรือเปล่า

ช่างคนที่ 2 ออกแบบและส่งคนไปวิ่งหาหนัง ช่างคนนี้จะวาดแบบหนังหน้าในกระดาษแล้วตัดออกมา หนังหน้ารองเท้าจะเหมือนหมวก แบนๆ แล้วนำกระดาษมาแปะบนหุ่นเท้า

ช่างคนที่ 3 เย็บหนังหน้า ตะเข็บ และติดซับใน

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

และช่างคนสุดท้าย คนดึงขึ้นทรง ประกอบออกมาให้เป็นทรงรองเท้าหนึ่งคู่ตามหนังหน้าที่ช่างคนที่สองออกแบบมา คนที่เก่งคือคนที่ประกอบออกมาเป็นรองเท้าที่สวยและใส่สบาย ถ้าดึงสูงเกินไปจะค้ำส้นเท้า ใส่ไม่สบาย กัด และออกแบบพื้น ทำอย่างไรให้พื้นนิ่ม พื้นต้องกว้างแค่ไหนถึงจะใส่สบาย การดึงรองเท้าหนังไม่เหมือนการดึงรองเท้าพลาสติก ก่อนจะเอาหนังมาใช้ต้องผ่านเครื่องปอกให้บาง ไม่อย่างนั้นจะเย็บไม่ได้ ช่วงที่พับตะเข็บก็ต้องพับให้บางที่สุดเพื่อไม่ให้เสียดสีจนเท้าเป็นแผล

นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทำรองเท้า

หลังจากร้านย่าที่ราชประสงค์เลิกกิจการ จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ตอนที่จ๋ากำลังจะเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์

จ๋าในเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัยต้องคิดทางเดินชีวิตต่อ จากแผนที่อยากเรียนจบ 3 ปีครึ่ง แทนที่จะเริ่มงานให้เร็วกว่าเพื่อน เธอตัดสินใจใช้เวลาครึ่งปีที่เหลือลองต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ถ้าลองแล้วไม่สำเร็จ ก็ยังสามารถเริ่มงานพร้อมคนอื่นๆ ได้

“เราเห็นว่าร้านแม่ที่อมรินทร์ฯ มีลูกค้าฝรั่งชอบมาซื้อรองเท้า Flat ทรงบัลเลต์ แม่ทำแค่ห้าสี สีเรียบๆ ดำ ขาว น้ำตาล แดง และกรมท่า ลูกค้าซื้อซ้ำตลอด มาเมืองไทยทีไรก็ต้องแวะมาซื้อกลับไป แล้วซื้อทุกสี หรือบางคนก็สั่งตัด เราเลยเห็นโอกาสว่า ทำไมเราไม่ทำสีเพิ่มและเปิดแบรนด์ที่ทำแค่รองเท้าผู้หญิง

“ก็เลยปรึกษาแม่ว่าอยากทำ แต่ไม่อยากเป็นกงสี ให้เปิดไหม ถ้าทำเราขอทำของตัวเอง ตอนเป็นกงสีทำเยอะทำน้อยได้เท่ากัน มันทำให้เราไม่มีแรงบันดาลใจ แม่ก็โอเค แล้วเราเริ่มสเกลไม่ใหญ่ ถ้าเจ๊งจะได้ไม่เจ็บมาก” 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

เข้าใจทุกกระบวนการด้วยการลงมือทำเอง

จ๋าเริ่มจากเอาแบบรองเท้าของแม่ที่มีอยู่มาเปลี่ยนวัสดุให้ดูเข้ายุคเข้าสมัยมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนจากสีโทนเข้มเรียบๆ เป็นสีจัดๆ สีเรืองแสง เธอพบปัญหาข้อใหญ่คือการสื่อสารกับช่าง เวลาเอาแบบรองเท้าผู้หญิงไปคุยกับช่างผู้ชาย เขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เหมือนผู้หญิงออกแบบเอง

“พอมีปัญหาก็คิดว่าไม่ได้แล้ว เราต้องออกแบบเอง ตอนแรกก็ไปเรียนกับช่างที่โรงงาน อย่างที่บอกว่าเขาใช้กระดาษทำหนังหน้า แต่ไม่มีหลักการเพื่อให้เราเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เขาทำต่อๆ กันมา ตามความเคยชิน ครูพักลักจำ เราก็ไม่เข้าใจ ถ้าคู่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงต้องทำยังไง

“เราเลยไปเรียนฝึกอาชีพตรงราชดำเนินที่ค่าเรียนชั่วโมงละบาท เพราะอยากเข้าใจพื้นฐานก่อน พอเราออกแบบเองแล้วเราเป็นผู้หญิง เราจะเข้าใจว่าตรงนี้ควรตื้นลึกหนาบางยังไง เว้าแค่ไหนสวย เว้ามากก็ไม่เก็บเท้าอีก”

หลังจากนั้น เธอมีโอกาสได้เรียนกับช่างชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ว่ากันว่าร้านตัดหนังทุกร้านรู้จักอาจารย์คนนี้ เขาสอนตั้งแต่วิธีการฟิตติ้งหุ่นเท้า ออกแบบพื้น ออกแบบรองเท้าทุกดีไซน์ แต่การเรียนทำรองเท้าไม่มีวันจบสิ้น วันนี้เราได้หลักพื้นฐานมา แต่พรุ่งนี้ถ้าจะออกแบบใหม่ก็ต้องพลิกแพลง ลองผิดลองถูก

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

สืบทอดความตั้งใจที่อยากผลิตรองเท้าคุณภาพ

ร้าน Ballet Shoes Since 1959 ของจ๋าที่แยกตัวมาจากธุรกิจครอบครัวเปิดตัวอย่างสวยงามที่โรงหนังสยามใน ค.ศ. 2003 โดยมีรองเท้าส้นเตี้ยทรงบัลเลต์ที่ปรับแบบจากของคุณแม่จริยาชูโรงรุ่นแรก

“พื้นของแม่จะแคบกว่า หัวก็ไม่มนเท่านี้ เราใส่แบบเดิมไม่สบาย มันบีบ เพราะทำตามทรงรองเท้าคนยุโรป คนเอเชียเท้าจะอวบกว่า ต้องขยายหุ่นออกมาหน่อย และทำหน้ากว้างขึ้นนิดหนึ่ง สมัยเปิดแรกๆ คนยังคิดเลยว่าเอารองเท้ามือสองมาขายหรือเปล่า รองเท้าเราไม่เหมือนร้านอื่น”

ชื่อเสียงจากร้านเดิมของย่าและแม่ช่วยให้ Ballet Shoes ติดตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเริ่มจากเวลาลูกค้ามาเลือกรองเท้ากับแม่ ผู้เป็นแม่จะช่วยเชียร์ ช่วยขาย ไปด้วยเพราะรู้จักร้านนี้มาก่อน

เธอตั้งใจเอาองค์ความรู้เดิมสมัยคุณย่ามาปรับใช้ให้ตรงใจคนรุ่นใหม่ ช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เธอยอมรับว่าไฟแรงมาก อยากทำทุกอย่างถึงขั้นไปดูเครื่องจักรสำหรับผลิตรองเท้า เพื่อค้นพบว่าเครื่องจักรไม่หลากหลายเท่าฝีมือคน และต้องผลิตแบบเดียวหมื่นๆ คู่เป็นอย่างน้อย แต่เพราะโตมากับช่างฝีมือของที่บ้าน สุดท้ายก็ตัดสินใจคงไว้ซึ่งการผลิตแบบแฮนด์เมดเหมือนเดิม

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

“ความสบายเป็นสิ่งที่แบรนด์เราให้ความสำคัญมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ซึ่งต้องอาศัยทักษะของช่างที่ทำ สมมติอยากได้รองเท้านิ่ม ถ้าเอาฟองน้ำชนิดหนึ่งไปทำ มันอาจจะไม่นิ่มเขาหรือเทอะทะ เขาก็ต้องรู้ว่าควรจะใช้วัสดุยังไง พอรู้รายละเอียดเยอะเกินไป เราก็อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ มันก็เลยยังต้องเป็นทำมือแบบเดิมอยู่”

เพื่อให้เข้ากับความต้องการของคนในยุคนี้ จ๋าไม่ได้ตัดวัดแบบคู่ต่อคู่เหมือนสมัยก่อน เพราะกระบวนการวัดเกิด Human Error ได้ง่าย เธอใช้วิธีให้ลูกค้าลองจากไซส์มาตรฐาน และใช้ความชำนาญที่สั่งสมมาตลอดชีวิตปรับแก้ให้พอดีที่สุด

“พฤติกรรมเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ใครจะรอรองเท้าเป็นสัปดาห์ๆ” เธอยิ้ม “ช่างที่เก่งต้องมีภาพในหัวคอยแก้ปัญหาตลอดเวลา ถ้าเท้าไม่พอดีหุ่นจะปรับยังไงถึงโอเค”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

การรับช่วงต่อความเชี่ยวชาญที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าว่า สมัยคุณย่า ช่างอาศัยอยู่ด้วยกันที่ร้าน จะแก้อะไรก็ง่ายดายแค่ขึ้นไปชั้นสอง หลังจากธุรกิจของย่าปิดตัว ช่างทุกคนย้ายไปอยู่โรงงานแถวหมอชิตและค่อยๆ เติบโต เริ่มมีครอบครัว มีลูกหลาน พอมาตอนนี้เธอต้องปรับการทำงานของช่างใหม่ จากที่ต้องเดินทางมาทำงานไกลๆ ก็ให้เขาทำที่บ้าน เขาได้เลี้ยงลูก ไปรับลูกที่โรงเรียน กอปรกับรองเท้า Ballet Shoes ในวันนี้ตัดเป็นชุดๆ มากขึ้น ไม่ได้ Tailor Made คู่ต่อคู่เหมือนเมื่อก่อน 

“ถ้ามีแบบไหนที่ช่างในมือเราไม่ถนัด เราก็จะไปจ้างช่างสมัยคุณย่าที่ตอนนี้ไปเปิดโรงงานเองทำ พออายุมากขึ้น เขาก็อยากขยับขยาย เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นคู่แข่ง ไม่รู้สึกว่าต้องโกรธเขา แต่มองเขาเป็นพันธมิตร วงการทำรองเท้ามันแคบนิดเดียว”

ไม่ลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่สร้างความแตกต่างจากตลาด

“ร้านเราลดราคาน้อยมาก” คุณแม่จริยาและจ๋ายืนยันเป็นเสียงเดียวกัน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไม่ค่อยเหลือ สินค้าลดราคาคือมีสต็อกน้อยมากๆ เช่น ไม่ครบสี ไม่ครบไซส์ การเรียนเศรษฐศาสตร์ทำให้เจ้าของแบรนด์นี้ไม่เชื่อเรื่องกลยุทธ์ราคา

“มันเป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่นักเศรษฐศาสตร์จะหยิบมาใช้ รองเท้าเรามีคุณภาพ เลยไม่จำเป็นต้องเล่นเรื่องราคา เดี๋ยวทำลายแบรนด์ตัวเอง และลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ ในขณะเดียวกัน รองเท้าหนังเราจะไม่ให้ราคาเกินสองพันห้าร้อยบาท ถ้าเลยไปสามพันบาทถือว่าแพงเกินไปสำหรับเรา จริงอยู่อาจจะมีคนซื้อ แต่แค่นี้เราอยู่ได้ และลูกค้าก็อยู่ได้ด้วย”

เมื่อไม่ใช้ราคาจูงใจ ก็ต้องมั่นใจว่าสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม เธอสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ให้แบรนด์โดดเด่นออกมาจากเจ้าอื่นๆ ทั้งการผลิตแบบแฮนด์เมด สีสันที่ไม่เหมือนใคร และที่ขาดไม่ได้มาตั้งแต่รุ่นคุณย่า คือบริการซ่อมหลังการขาย ที่วันนี้แทบไม่มีใครทำกันแล้ว

“เคยคิดอยากยกเลิกบริการซ่อมเหมือนกัน เพราะมีปัญหาจุกจิก บางทีไม่คุ้ม แต่สุดท้ายเลิกไม่ได้ เพราะนี่คือตัวตนของแบรนด์เรา เรารับผิดชอบกับของของเรามาตลอด

“พอมีการซ่อม เรายิ่งต้องพยายามรักษาคุณภาพการผลิต เพราะคิดว่าถ้ามันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เราก็ซ่อมให้ดีไม่ได้ ของเรามาซ่อมไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จอะไรเลย เราจำรองเท้าตัวเองได้ทุกคู่ นานแค่ไหนก็จำได้อยู่ดี” เธอยิ้ม

ทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ช่วงเศรษฐกิจคึกคัก Ballet Shoes ของจ๋าเคยมีสาขามากสุดถึง 6 สาขา ปัจจุบันเหลือ 2 สาขาคือ Siam Quare One และ Silom Complex

“แบบสมัยแม่ที่เปิดที่เดิมยาวนานสามสิบปีไม่มีอีกแล้ว เรามองว่าความเจริญตอนนี้หมุนไปเรื่อยๆ วันนี้ไอคอนสยามเปิด ความเจริญก็กระจายไปฝั่งนั้น แถวสยามก็อาจจะเงียบลงหน่อย ถ้าเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเลยอาจจะล้มเหลว”

แต่แม้ช่วงนั้นจะเปิดสาขาเยอะ เธอก็ตัดใจปิดสาขาที่ผลตอบรับไม่คุ้มทุนได้ไม่ยาก การทำธุรกิจแบบที่เอากำไรจากสาขาหนึ่งไปช่วยอีกสาขาหนึ่งไม่ใช่ตัวเลือกของจ๋า ทุกร้านทุกสาขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นธุรกิจจะไม่เหลืออะไรเลย

กฎเหล็กของเธอคือ 6 เดือน ถ้าภายในระยะเวลานี้ไม่ทำกำไร เธอจะเลือกเดินออกมา 

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี
Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยังอยู่ได้คือการรู้ว่าตัวเองมีดี

“เราไม่เคยคิดว่าใครเป็นคู่แข่งเลย บางร้านของเราอยู่บนชั้นที่มีรองเท้าเต็มไปหมด แต่เราไม่เคยไปดูร้านอื่นเลย เรารู้ว่าของเราดียังไง ลูกค้าชอบของเราที่ตรงไหน ไม่ใช่ว่าไปเห็นร้านนั้นขายดีแล้วจะไปทำแข่งกับเขา เราก็ไม่ถนัดอยู่ดี แบบที่ดีไซน์ คือสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองอยากใส่”

ผนังด้านหนึ่งของสาขา Silom Complex เป็นรองเท้าเต้นรำของคุณแม่จริยาที่เริ่มทำตั้งแต่ประเทศไทยจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งแรก ครูเต้นรำทิ้งตัวอย่างรองเท้าไว้ พ่อให้ช่างเปิดดูแล้วเอามาพัฒนาให้เข้ากับรูปเท้าคนไทยอยู่สองปี

ลูกค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารองเท้าแบรนด์นี้ทนและไม่กัด คุณแม่จริยาถึงกับเคยแซวลูกค้าเล่นๆ ว่า ถ้าไม่พังก็ทิ้งเลยจะได้ซื้อคู่ใหม่ นอกจากฝีมือการเย็บที่เชี่ยวชาญ ความใส่ใจ และซับในรองเท้าที่ทำจากหนังทั้งหมด ก่อนขายทุกรุ่น คุณแม่จริยาและจ๋าต้องลองใส่กันเองก่อน ถ้าบีบจนเจ็บหรือกัดถือว่ายังไม่ผ่าน

“ร้อยคนโดนกัดคนหนึ่ง” คุณแม่ว่า “ถ้าลูกค้าบอกกัด เราต้องดูว่าทำไมถึงกัด รองเท้าไม่พอดีหรือเปล่า หรือทรงไม่เหมาะกับรูปเท้าหรือเปล่า วิธีการเย็บก็เกี่ยว บางอย่างเย็บแล้วสวย เนี้ยบ แต่ทบๆ กันสี่รอบจนเสียดสีกับเท้า กัด ลูกค้าบางคนไม่ชอบหนังนิ่ม เพราะเป็นคนเท้ากว้าง อยากให้รองเท้าเก็บเท้า เราก็ต้องบอกก่อนเลยว่ามันมีโอกาสจะกัดนะ”

ทั้งคู่มองลูกค้าเหมือนเพื่อน และหลายคนก็กลายมาเป็นเพื่อนจริงๆ มีอะไรก็บอกกันตรงๆ ว่าเหมาะไม่เหมาะ คนเท้าอวบอาจไม่เหมาะกับเท้าทรงนี้ ใส่อีกแบบจะเก็บเท้ากว่า หนังแบบไหนดูแลยากก็จะบอกตั้งแต่ต้น แบบนี้เป็นรอยง่าย แบบนั้นเก็บไว้นานแล้วลอก พนักงานทุกคนจึงต้องรู้เรื่องรองเท้าจริงๆ ไม่ใช่ขายตามหน้าที่อย่างเดียว เขาต้องรู้เหมือนที่จ๋ากับแม่รู้ และอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ 

Ballet Shoes ในวัย 17 ปีของทายาทรุ่นสาม อาจไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า การทำมือต่อไปแบบนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจหรือไม่

จ๋าตอบทันทีไม่รีรอ และเป็นคำตอบสุดท้ายของบทสนทนาในวันนั้นที่สรุปเรื่องราวทั้งหมดได้ดีที่สุด

“เราไม่อยากขยายใหญ่ไปกว่านี้ วิธีการผลิตของเราเป็นแบบนี้ คุณค่าแบรนด์เราอยู่ที่ตรงนี้ เราก็อยากทำมันแบบนี้แหละ แต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลไหว”

Ballet Shoes แบรนด์รองเท้าจากรุ่นคุณย่า ที่ยังผลิตแบบแฮนด์เมดและรับซ่อมมาตลอด 62 ปี

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Blue Ribbon Toys

ประเภทธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายของเล่นไม้

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2532

ผู้ก่อตั้ง : สุรศักดิ์ คุณประเสริฐ

ทายาทรุ่นสอง : ปาณิศา คุณประเสริฐ

“ในสมัยก่อน นักเรียนที่ได้ที่ 1, 2, 3 เขาจะติด Blue Ribbon ให้”

“บางเกม บางกีฬาเขาก็ใช้ Blue Ribbon กับที่ 1 ซึ่งมันอยู่คู่กับเหรียญทอง”

“เราคิดว่า Blue Ribbon เป็นชื่อที่ดีนะ เป็นของเล่นที่เด็กเล่นแล้วเก่ง เล่นแล้วฉลาด”

ประโยครับส่งที่เสริมกันได้ดีราวกับออกมาจากคำพูดของคนคนเดียวนี้ คือคำตอบที่ หวาน-ปาณิศา คุณประเสริฐ และ คุณพ่อสุรศักดิ์ คุณประเสริฐ ให้กับเรา เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ Blue Ribbon Toys ที่ดำเนินธุรกิจผลิตของเล่นจากไม้ยางพารามาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 นับรวมก็ 33 ปีพอดี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ของเล่น’ การที่หลายคนมีภาพจำกับเด็ก ๆ คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก และคงไม่แปลกอีกเช่นกัน หากเราจะบอกว่าแรงบันดาลใจแรกของ Blue Ribbon Toys มาจากโรงเรียนอนุบาล

ย้อนกลับไปราว 30 กว่าปีก่อน คุณพ่อสุรศักดิ์เรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และหนึ่งในโปรเจกต์ที่เขารับผิดชอบคือ ภาพถ่ายสารคดีเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในโรงเรียนอนุบาล สำหรับคลาสเรียนถ่ายภาพ

“สังเกตเห็นว่าเด็กที่นี่ไม่เหมือนเด็กบ้านเรา ไม่เห็นเด็ก ๆ เรียนเลย วัน ๆ เอาแต่เล่นนู่นเล่นนี่ เราก็เลยทำเป็นภาพถ่ายสารคดีขึ้นมาเพื่อส่งอาจารย์ อาจารย์ก็ชอบใจ เลยซึมซับเข้ามาในหัวว่า เด็กที่นิวยอร์กไม่เรียนหนังสือ แต่เขาเล่น คำว่า ‘ของเล่น’ เลยฝังในหัวเรามาตลอด

“เราประทับใจตรงที่เขาให้ความสำคัญกับการเล่นมาก เด็กที่เล่นก็ได้เรียนรู้ อย่างสถาปนิกดัง ๆ ก็เล่นก้อนบล็อกตั้งแต่เด็ก เขาถึงมีพื้นฐานให้คิดต่อไปได้เรื่อย ๆ” คุณพ่อเฉลยข้อดีของการเล่น

หลังจากประกอบอาชีพดีไซเนอร์ในนิวยอร์กอยู่หลายปี คุณพ่อสุรศักดิ์ก็กลับมายังประเทศบ้านเกิด ณ ช่วงเวลานั้น คุณพ่อสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างไทยและอเมริกาที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมไทยที่ครอบครัวส่วนใหญ่พ่อแม่ทำงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูก และเมื่อลูก ๆ ไปโรงเรียน ก็ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนหรือแม้แต่ของเล่นที่หลากหลาย มากสุดก็กระดาษกับสี ซึ่งแตกต่างจากเด็ก ๆ ในต่างประเทศที่อย่างน้อยต้องมีก้อนบล็อกไม้รูปทรงเรขาคณิตให้หยิบจับและจินตนาการ และที่สำคัญคือ ร้านขายของเล่นที่นั่นอัดแน่นไปด้วยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้ความสนใจกับการเลือกสรรของเล่นให้ลูก ๆ

เมื่อเกริ่นมาถึงขนาดนี้ คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคำตอบของคุณพ่อเมื่อเราถามว่า “อยากเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไทยใช่ไหม” 

ถึงเป็นคำตอบจริงใจสั้น ๆ ว่า “ใช่”

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เราพาคุณไปพูดคุยกับสองพ่อลูกแห่งอาณาจักรโบว์สีน้ำเงินที่ผลิตของเล่นโดยใช้เลนส์ของดีไซเนอร์ในการนำทางธุรกิจ และ Blue Ribbon Toys เชื่อว่าของเล่นมีศักยภาพมากกว่า ‘ของเล่น’ พวกเขาจึงตั้งใจผลิตของเล่นที่คนทุกวัยเล่นด้วยกันได้อย่างมีความสุข ไม่เฉพาะเด็กเล็กหรือเด็กโต แต่หมายถึงทุกคน เพื่อให้เกิดช่วงเวลาคุณภาพในครอบครัวและโรงเรียน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ก่อร่างสร้างแบรนด์

ก้าวแรกของ Blue Ribbon Toys เริ่มต้นจากการที่คุณพ่อสุรศักดิ์เริ่มศึกษาเกี่ยวกับ Educational Toys และพฤติกรรมของเด็ก ๆ วัยอนุบาล โดยยุคบุกเบิก เจ้าของแบรนด์ของเล่นยึดหลักในการออกแบบของเล่นมาจาก 2 ทฤษฎีหลัก ๆ คือทฤษฎี Montessori และทฤษฎี Froebel

ของเล่นชิ้นแรกของ Blue Ribbon Toys คือจิ๊กซอว์ไม้ หลังจากคุณพ่อออกแบบเสร็จ ก็ให้ช่างไม้ย่านบางโพเสกของเล่นขึ้นมา จากนั้นทดลองต่อประกอบเองบริเวณหลังบ้าน แล้วขยับขยายไปจ้างงานคนละแวกบ้าน แต่ผลลัพธ์กลับไม่ตรงกับภาพที่หวัง จึงรวบตึงการผลิตตั้งแต่กระบวนการแรกยันกระบวนสุดท้ายให้อยู่ในความดูแลของตนเอง เพื่อให้ของเล่นออกมาตรงใจและมีประสิทธิภาพที่สุด

“เราไม่มีทักษะการผลิต คิดเอาเองว่าถ้าอยากได้ของเล่นรูปทรงนี้ ก็เลื่อยเอา ดีหน่อยก็มีเครื่องจักร มาช่วยผลิตจิ๊กซอว์ แต่มันช้าและต้องใช้ฝีมือคน เราเอาคนหน่วยก้านดี ๆ มาฝึก พอทำจริง ทำ 100 อัน เสีย 50 อัน” นักออกแบบของเล่นเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ผลผลิตในรูปแบบของเล่นได้ออกสู่สายตาคนมากขึ้น เมื่อคุณพ่อไปออกงานแฟร์ของเล่นและของขวัญที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ความสนใจของกลุ่มลูกค้าผลิดอกออกผล กลายเป็นออเดอร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องจนดังไกลถึงแถบยุโรป ในวันนั้นเองที่คุณพ่อสุรศักดิ์รู้ว่าพื้นที่หลังบ้านไม่เพียงพอกับการเติบโตของแบรนด์ จากหลังบ้านย่านบางนาจึงเดินทางสู่โรงงานจังหวัดนครปฐม

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“เราทำการตลาดง่ายมากเลย” 

“ยังไงคะ” เราถามคุณพ่อ 

“การออกแฟร์ทำให้เราได้เจอผู้ประกอบการด้วยกัน ได้เห็นเทรนด์ของเล่น และเป็นที่เดียวที่อุตสาหกรรมของเล่นยอมรับ”

และของเล่นชิ้นถัดไปก็ทยอยออกสู่ตลาด อย่างขบวนรถไฟ ตุ๊กตาไขลาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดใช้ไม้ยางพาราในประเทศไทยเป็นวัสดุหลักในการผลิต คุณพ่อมีเป้าหมายผลิตเพื่อการส่งออก ลูกค้ามีทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี อินเดีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ โดยลูกค้าสั่งทำของเล่นตามต้องการได้ด้วย

แต่ที่น่าสนใจคือ ในยุคบุกเบิก Blue Ribbon Toys กลับตีตลาดเมืองไทยไม่แตก

“เราส่งออกเป็นหลัก” ลูกสาวย้ำ “ไม่เคยทำแบรนดิ้ง ไม่เคยพยายามสื่อสารกับคนไทย แต่ 5 – 6 ปีมานี้ คนไทยเพิ่งรู้ว่าแบรนด์เรามีตัวตน เพราะพ่อแม่เริ่มให้ความสำคัญกับของเล่นมากขึ้น”

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

หมั่นคอยดูแลรักษาพนักงาน

เมื่อยอดผลิตพุ่งสูง จากแรงงานคนก็เริ่มนำเครื่องจักรเข้ามาอำนวยความสะดวก

“เพราะเราอยากทำงานให้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น โดยเครื่องจักรช่วยลดพนักงานได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เราสอนและให้ความรู้กับพนักงานว่าต้องควบคุมเครื่องจักรยังไง ที่สำคัญคือเราถามปัญหาและความต้องการของเขา เพื่อออกแบบเครื่องจักรให้ตรงกับการทำงานมากที่สุด”

คุณพ่อนักประดิษฐ์แฮกเครื่องจักรรุ่นเดอะของโรงงานที่ปลดประจำการ ด้วยการเขียนโค้ดสั่งงานเข้าไปใหม่ โดยใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ยังคงประสิทธิภาพดี

“เครื่องจักรที่มองเห็นนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องมีส่วนอื่นที่ทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขด้วย สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นเรื่องที่ต้องลงทุน พอเขามีความสุข มันเห็นผลจริง ๆ นะ คือ Output ของเรากระโดดขึ้นมาทันทีเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์ ฝีมือและผลงานพนักงานของเราไม่แพ้ใคร”

นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการผลิต สภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานก็เป็นจุดหนึ่งที่ Blue Ribbon Toys ใส่ใจไม่แพ้กัน ที่นี่บริหารคนด้วยระบบ International Council of Toy Industries (ICTI) ซึ่งเป็นกฎที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อคนที่ทำงานในโรงงานของเล่นโดยเฉพาะ คุณพ่อเสริมให้เราเข้าใจว่าสิ่งนี้จะช่วยการันตีได้ว่า ‘หากทำตามกฎได้ พนักงานก็จะมีความสุข’

ที่นี่มีสวัสดิการน่ารักอย่างการส่งต่อของเล่นให้ลูก ๆ ของพนักงาน โดยไม่ต้องกังวลว่าของเล่นจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะผ่านการทดสอบจากห้องแล็บก่อนผลิตจริง สีที่ใช้ก็ปลอดเคมี

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

นักออกแบบของเล่น

กิจการของเล่นของครอบครัวคุณประเสริฐดำเนินธุรกิจด้วยทัศนคติของดีไซเนอร์ หาใช่นักธรุกิจ

“เพราะเราคิดถึงดีไซน์ก่อน ขายได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” คุณพ่อบอกแบบนั้น

“ในมุมมองธุรกิจ คงมองว่าจะผลิตของเล่นยังไงให้ขายได้ แต่เราไม่ใช่ เราอยากผลิตของเล่นออกมาก่อน เพื่อดูผลตอบรับของตลาด ลูกค้าเป็นคนตัดสินว่าของเล่นชิ้นนี้ควรอยู่ต่อหรือไม่” ลูกสาวเสริม

ไอเดียตั้งต้นในการผลิตของเล่น มาจากการอยากส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ในด้านต่าง ๆ ความท้าทายคือ ‘การออกแบบ’ จะออกแบบของเล่นอย่างไรให้ตอบสนองพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย และออกแบบของเล่นอย่างไรให้พ่อแม่ตัดสินใจซื้อไปให้ลูก ๆ (เพราะพ่อแม่คือคนจ่ายเงิน)

“เราต้องทำของเล่นพัฒนาทักษะของเด็ก ๆ และไม่ใช่เล่นได้เฉพาะเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ต้องเล่นได้ ครอบครัวเล่นได้ หรือครูกับนักเรียนก็ต้องเล่นด้วยกันได้

“การออกแบบของเล่น เราคำนึงถึงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พยายามอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับพวกนี้ ศึกษาเรื่องสี จากนั้นแบ่งหมวดของเล่น เช่น เด็กเล็ก เด็กโต หรือเด็กวัยที่ซนขึ้นมาหน่อย ดูว่าต้องเสริมพัฒนาการด้านไหน อย่างประสาทสัมผัส การใช้ความคิด การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เหล่านี้มีผลต่อการออกแบบของเล่น” คุณพ่อเฉลย

“แล้วของเล่นมีเทรนด์ไหมคะ” เราชวนสองดีไซเนอร์ต่างวัยแบ่งปันความเห็น

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

“มีค่ะ ของเล่นของ Blue Ribbon Toys หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะ อย่างสี ตอนแรกใช้สีกลุ่มแม่สี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง พอเรามารับช่วงต่อ เราไม่ใช้แม่สี พ่อแม่หรือครูก็จะบอกเด็กไม่ได้ว่านี่สีอะไร แต่เรากลับมองว่ามันคือการใช้จินตนาการและเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนากับเด็กได้ นี่สีฟ้าหรือสีเขียวนะ

“ซึ่งเป็นเทรนด์ที่พ่อแม่ยอมรับมากขึ้นนะ สมัยก่อนพ่อแม่มีแค่คำตอบเดียว แดงก็แดง เขียวก็เขียว เราพยายามประยุกต์สิ่งที่เชื่อมโยงกับพ่อแม่มาออกแบบของเล่น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ในสังคมปัจจุบัน ส่วนของเล่นที่มีรูปทรงแบบ Timeless เราก็พยายามทำออกมาเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่นาน ๆ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ตกยุคสมัย” หวานเล่าการเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของเธอ

ของเล่นของแบรนด์เล่นได้ตั้งแต่ 0 เดือน จริง ๆ เรียกว่าไม่จำกัดอายุคงเข้าท่ากว่า หน้าตา รูปทรง สีสัน ก็ชวนเหมากลับบ้าน แถม Blue Ribbon Toys เคยผลิตของเล่นร่วมกับ MoMA นิวยอร์กด้วย

คุณพ่อกระซิบว่าหลังจากผลิตของเล่นแล้ว เด็กกลุ่มแรกที่ลองเล่นคือลูกสาวและหลาน ๆ

“คุณพ่อจำของเล่นชิ้นแรกที่ให้ลูกสาวได้หรือเปล่าคะ” เราถามทวนความทรงจำ

“บล็อกไม้ง่าย ๆ ที่หยิบจากโรงงานไปนั่งต่อกันที่บ้าน” คุณพ่อตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“เราจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้บ้านตุ๊กตาจากพ่อ ถือว่าสุดยอดแล้ว” ลูกสาวยิ้มหวาน

Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้
Blue Ribbon Toys ทายาทนักประดิษฐ์ของเล่นไม้ สร้างโลกที่ผู้ใหญ่และเด็กเล่นด้วยกันได้

ทายาทรุ่นสองโรงงานของเล่น

“ตั้งแต่เกิดมา เราไม่เคยคิดจะเป็นอย่างอื่นนอกจากดีไซเนอร์” ลูกสาวเปรย

ทำไม เราสงสัย – “เพราะคิดว่ามีอาชีพเดียวในโลก เรารู้จักอย่างเดียวจริง ๆ จากพ่อ พ่อชวนเราเล่น วาดรูป เขียน ประดิษฐ์ เวลามีการบ้านงานประดิษฐ์ก็วิ่งหาพ่อ พ่อทำให้ตลอดจนเรียนมหาวิทยาลัย”

จุดเริ่มต้นเส้นทางดีไซเนอร์สาวอนาคตไกล มาจากครอบครัวที่ปลูกฝังพื้นฐานการเล่น ชีวิตวัยเด็กของหวานวนเวียนกับการเล่น ของเล่น และโรงงานของเล่น โดยการเล่นกับคุณพ่อก็ต่อยอดสู่เส้นทางการเป็นดีไซเนอร์ในต่างประเทศ และท้ายที่สุดเส้นทางชีวิตของหวานก็เวียนกลับมาที่ของเล่นอีกครั้งในวันที่เธอกลับมาประเทศไทยเพื่อรับช่วงต่อแบรนด์ของเล่นของครอบครัว ใครจะรู้ว่าแม้เติบโตมากับของเล่น แต่ในช่วงแรกของการรับช่วงต่อ กลับไม่มีภาพการบริหารธุรกิจของเล่นนี้อยู่ในหัวเลย

“ตอนแรกไม่อยากทำเลย ดูลำบาก ดูเหนื่อย คือเราชอบออกแบบ แต่การออกแบบของเล่นมันอาจจะไม่ใช่แนวเรา เราอยากลองทำอย่างอื่น เช่น กระเป๋า แฟชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์”

ความคิดของหวานเริ่มเปลี่ยนทีละนิด เมื่อเธอนำแนวคิดของดีไซเนอร์มาออกแบบของเล่น ความอิสระและความสนุกเสริมสร้างความพอใจในการทำงานขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นความลงตัวในที่สุด

“จากแต่ก่อนที่เคยโดนบังคับให้ทำธีสิสเป็นของเล่น เพราะอาจารย์รู้ว่าเป็นลูกเจ้าของโรงงานของเล่น ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการทำงาน เพราะเรารู้แล้วว่าวิธีการทำงานที่มีความสุขเป็นแบบไหน”

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

หากไม่นับรวมการช่วยออกแบบของเล่นตั้งแต่เรียนจนทำงานต่างประเทศ ก็เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่หวานกลับมาประจำการที่ออฟฟิศของ Blue Ribbon Toys ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งโจทย์สำคัญสำหรับทายาทแทบทุกคนในการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ ‘การต่อยอด’

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดเรื่องการต่อยอดเลย ไม่มีเป้าหมายของตัวเอง มีหน้าที่แค่นั่งเขียนแบบไปวัน ๆ แต่พอทำไปทำมาก็มองเห็นช่องทางที่จะพัฒนาของเล่นให้ดีขึ้นได้ ซึ่งพ่อแม่เป็นคนที่เปิดกว้าง เราขอเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ เขาก็ยอม จะทำอะไรก็ให้ทำหมดเลย พอเขาสนับสนุน เราก็สนุก

“แต่สิ่งที่กลัวคือ กลัวทำในสิ่งที่ตัวเองไม่สนุก แต่ในที่สุดเราก็สนุกกับมันได้ แค่ต้องมองมันอีกมุมหนึ่ง แต่ตอนนี้เราเก่งในด้านนี้ เป็นประโยชน์กับบริษัทในด้านนี้ เราก็ทำให้เต็มที่

“ความท้าทายอีกอย่างคือ จะทำยังไงให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้” ทายาทรุ่นสองตั้งเป้าหมาย

“คุณพ่อมอบคัมภีร์ดำเนินธุรกิจอะไรให้คุณบ้าง” เราแอบถามเคล็ดลับ

“พ่อไม่ได้สอน แต่ทำให้ดู แล้วก็ Learn on the Job ไปด้วยกัน” เธอเฉลย

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

แลกเปลี่ยนและเรียนรู้

การทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 เจเนอเรชัน หากจะให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คุณพ่อก็แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับลูกสาว และจากการมองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่วันที่ลูกสาวเข้ามารับช่วงให้เราฟังอย่างเปิดเผย

“แต่ก่อนเราเป็นโรงงานจริง ๆ ไม่ได้นำเสนออะไรให้กับสังคมมาก แต่ตอนนี้เขานำเสนอสิ่งดี ๆ ให้สังคมมากขึ้น อย่างของเล่นที่เล่นด้วยกันได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ของเล่นบางตัวสมัยก่อนไม่มีนะ ในใจเราก็คิดว่าขายไม่ได้หรอก ปรากฏว่าขายได้ในสมัยนี้ เพราะเขาทำของเล่นให้เป็นไลฟ์สไตล์”

หวานเสริมอีกนิดถึงการเปลี่ยนมุมมองในการออกแบบของเล่นที่พัฒนาขึ้นจากวันแรก

“ตอนนั้นเรามองในมุมมองของเด็กโต ว่าของเล่น Educational ไม่สวย เราอยากเปลี่ยนสี โดยไม่ได้มองเลยว่าโลกนี้เขายอมรับไม่ได้ หรือบางอย่างจะ Decorative ไปถึงไหน มันไม่ใช่ของเล่นแล้ว ก็เพลา ๆ ลง จนตอนนี้รู้สึกว่าหาบาลานซ์ได้ว่าแบบนี้กำลังดี จะเห็นว่าปีหลัง ๆ ของเล่นที่เราออกแบบมีความสายกลาง เหมือนหาจุดได้แล้วว่าประมาณนี้แหละ แม่ ๆ ก็ซื้อได้ ลูกค้าแนวไลฟ์สไตล์ก็ซื้อได้”

ตลอดบทสนทนา เราสังเกตเห็นว่าทั้งหวานและคุณพ่อสุรศักดิ์รับส่งและเสริมกันได้อย่างดีในแทบทุกคำถาม วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อลูกและคนสองช่วงวัยให้สอดคล้องเกิดขึ้นได้อย่างไร

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

“การทำงานกับพ่อ เหมือนกำลังพูดเรื่องเดียวกัน บางทีกรี๊ดเรื่องเดียวกัน บางทีเอางานอะไรมาดูแล้ว Appreciate ไปด้วยกัน ดูคล้ายงานอดิเรกแต่คืองานหลัก เพราะความสนใจเหมือนกัน เลยเป็นเรื่องที่เชื่อมต่อกันได้” เมื่อลูกสาวตอบคำถาม ก็ถึงทีคุณพ่อ “จริง ๆ การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เราไม่ใช่คนที่เสกนั่นเสกนี่ได้ เราคิดอย่างเดียวว่า ต้องให้เขาทำเต็มศักยภาพ เชื่อใจเขา และให้เขาเป็นตัวเองเต็มที่”

“แต่ก่อนพ่อเป็นทุกอย่างของโรงงาน พอเราเข้ามารับช่วงต่อ พ่อก็เริ่มทำอะไรที่เขาสนใจ เช่น การสร้างเครื่องจักร บางทีเราก็ประทับใจที่เขาอยู่กับช่างได้ทั้งวัน ดูมีความสุขในแบบของเขา

“การเรียนรู้ก็น่าจะเรื่องนี้แหละ ทำยังไงให้มีความสุขกับการทำงานมาตลอด 30 ปี”

หวานสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อในประโยคเรียบง่ายแต่สัมผัสได้ถึงความจริง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

จากอดีตถึงปัจจุบัน

จากอดีตเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนั้น ในวันที่ประเทศไทยยังมีมุมมองต่อของเล่นที่ยังไม่เปิดกว้างและเข้าใจเท่าต่างประเทศ หวานบอกกับเราในวันนี้ว่า ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว!

“เราเห็นชัดเลยตั้งแต่ไม่กี่ปีมานี้ สังเกตจากพฤติกรรมการซื้อของเล่น พ่อแม่เปิดใจมากขึ้น ซื้อของเล่นที่ลูกชอบ เอามาลองเล่นจนลูกประทับใจ แล้วคนก็เริ่มซื้อของเล่นเป็นของขวัญกันด้วย” หวานเปรย ก่อนคุณพ่อจะเสริมด้วยน้ำเสียงปลื้มใจ “เขาเห็นความสำคัญมากขึ้น พ่อแม่สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการอยู่กับลูก นั่นทำให้เด็กมีคุณภาพและมีความคิดที่ดี อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอีกเยอะ ๆ”

จากที่ของเล่นเคยมีภาพจำว่าเป็นของสำหรับเด็กเท่านั้น ในวันนี้หวานและคุณพ่อทลายค่านิยมเดิม และตั้งใจเติมเต็มเด็ก พ่อแม่ และโรงเรียน ผ่านแนวคิดในการใช้ของเล่นเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวและโรงเรียน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ และสังคม

“คนต้องมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันถึงจะเกิดการเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเด็กจะไม่มีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ด้านศิลปะ แต่รวมถึงดนตรี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ด้วย อีกอย่างคือของเล่นทำให้เด็กรู้จักชนะและให้อภัย พอเห็นของเล่นเรามีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ก็มีความสุขนะ” คุณพ่ออธิบาย ก่อนหวานจะเสริมนิยามของ Blue Ribbon Toys โดยสรุปว่า “แบรนด์เราคือ Wooden Pleasure หรือชิ้นไม้ที่มอบความสุขให้กับทุกวัย”

จากปัจจุบันถึงอนาคต

แม้ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้างแล้วในเรื่องมุมมองต่อของเล่น แต่เมื่อถามคุณพ่อว่าจุดประสงค์ข้อนี้ถือว่าเข้าขั้นประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง คำตอบที่ได้คือ “นี่เพิ่งเริ่มต้น”

เมื่อโจทย์ที่วางไว้ เพิ่งเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงในขั้นแรกเท่านั้น การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ของเล่นโบว์สีฟ้านี้ไม่อาจหยุดยั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคต

“เราจะทำในสิ่งที่ถนัดและพัฒนาให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ซึ่งมันคือการแข่งกับตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อบอกอย่างแน่วแน่ ก่อนที่เสียงใส ๆ ของลูกสาวจะเสริมแง่มุมของเธอบ้าง

“เราจะทำในสิ่งที่รักและสิ่งที่ชอบ โดยไม่ละทิ้งคุณภาพ เราเชื่อว่าจะทำมันได้ดี”

ก่อนที่บทสนทนาในวันนี้จะจบลง เราถามคำถามง่าย ๆ กับพ่อและลูก

“ของเล่นชิ้นล่าสุดที่เล่นคืออะไรคะ”

“เราเพิ่งเล่น Backgammon ไป 2 วันที่แล้ว แล้วก็ Chess เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” ลูกสาวตอบ

“นึกไม่ออก” คุณพ่อตอบ – “เล่นเครื่องจักร” ลูกสาวแซวนักประดิษฐ์ด้วยความกันเอง

คำตอบของสองพ่อลูกแห่งกิจการผลิตของเล่นนั้นแสนอบอุ่นและน่ารัก ไม่แพ้ของเล่นที่ทั้งสองดีไซเนอร์ออกแบบ จนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้เป้าหมายของคนทั้งคู่บรรลุความตั้งใจในสักวันหนึ่ง

เยือนอาณาจักรของเล่น Blue Ribbon Toys เมื่อลูกสาวต่อยอดดีไซน์พ่อเป็นของเล่นไม้สีพาสเทล เล่นสนุกและแต่งบ้านได้

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load