หลายคนมักเข้าใจว่า อัลบั้มแรกของ Moderndog ชื่อว่า เสริมสุขภาพ เนื่องจากคำนี้ดันไปปรากฏเด่นหราอยู่บนหัวมุมขวาของปก

แต่ความจริงแล้ว อัลบั้มนี้ชื่อ Moderndog และ เสริมสุขภาพ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเพลงทั้งสิบหรือ 4 หนุ่มสมาชิกวงแต่อย่างใด หากเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของผลงานภาพคอลลาจซึ่ง ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน สร้างสรรค์ขึ้น

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ถึงอย่างนั้นภาพปกที่ดูน่าสงสัยนี้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่การเปิดประตูให้คนไทยได้รู้จักกับ Bakery Music ค่ายเพลงเล็กๆ ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งปลูกปั้นศิลปินแถวหน้าของประเทศมากมาย และยังเป็นย่างก้าวสำคัญของการนำงานศิลปะเข้ามาผสมผสานในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดนตรีอย่างจริงจัง

เปลี่ยนขนบเดิมๆ ของภาพปกอัลบั้ม จากที่เน้นการถ่ายภาพศิลปินเป็นหลักไปสู่การมองในมิติที่หลากหลายขึ้น แม้แต่กล่องใส่ซีดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกล่องพลาสติกเสมอไป แต่ใช้ซองกระดาษ กระดาษแข็ง สก๊อตช์-ไบรต์ หรือถุงผ้าแทนได้

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ไม่แปลกเลยว่าทำไมผลงานของ Bakery Music ในยุคนั้นจึงโดดเด่นออกมาจากแผง เป็นของน่าสะสม ถึงขั้นที่บางคนยกให้เป็นการปฏิวัติวงการ Music Graphic ของเมืองไทยเลยทีเดียว จนกลายเป็นต้นแบบให้นักออกแบบรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากเดินตาม

ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน อดีต Creative Director ของ Bakery Music กับ 2 สมาชิกร่วมทีม โปน-พอพล อินทรวิชัย Art Director และ เคลวิน หว่อง Designer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน อดีต Creative Director ของ Bakery Music กับสองสมาชิกร่วมทีม โปน-พอพล อินทรวิชัย Art Director และ เคลวิน หว่อง Designer มาร่วมพูดคุยเรื่องราวการทำงานตลอดเกือบ 10 ปีในค่ายขนมปังดนตรี และปัจจัยที่ทำให้ผลงานของพวกเขายังคงถูกพูดถึง และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

01

The Best of My Worst

ย้อนกลับเมื่อปี 26 ปีก่อน วงร็อกเล็กๆ ที่ใครๆ เรียกว่า หมาทันสมัย ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการดนตรีไทย จุดประกายกระแสอัลเทอร์เนทีฟ จนนำไปสู่การถือกำเนิดของศิลปินและค่ายเพลงเล็กๆ อีกร่วมร้อย โดยมี Bakery Music ต้นสังกัดของ Moderndog เป็นแกนนำ

แต่ที่มากไปกว่านั้น คือ Bakery Music ยังสร้างความแปลกใหม่แก่กราฟิกดีไซน์เมืองไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการนำวิธีคิดนี้มาใช้สร้างสรรค์ปกอัลบั้มอย่างเป็นรูปธรรม ถึงขั้นตั้งแผนกขึ้นมารับผิดชอบจริงจัง 

เพราะที่ผ่านมางานกราฟิกมักจำกัดอยู่ตามกลุ่มเพลงใต้ดิน ซึ่งนิยมใช้กราฟิกโหดๆ โทนสีดำทึบๆ หรืองานของศิลปินบางคน อย่าง ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล ซึ่งใช้เทคนิคภาพตัดแปะ หรือ Baracudas อัลบั้ม วันอาทิตย์ เมื่อ พ.ศ. 2527 ซึ่งทำกราฟิกปกเป็นรูปก้างปลา

กระทั่ง เมื่อป๊อด โป้ง บ๊อบ เมธี มาทำอัลบั้มร่วมกันในนาม Moderndog จึงมีการดึงคนคุ้นเคยเข้ามาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนของปกอัลบั้ม ป๊อด-ธนชัย อุชชิน นักร้องนำ ได้ชักชวนทอม รุ่นพี่สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นผู้ดูแล

เวลานั้นทอมกำลังเรียนกราฟิกดีไซน์อยู่ที่ต่างประเทศ และสนใจภาพคอลลาจ หรือการนำภาพต่างๆ มาแปะทับซ้อนกันไปมา เพื่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ๆ โดยเขาเพิ่งทำผลงานใหม่ชื่อว่า The Best of My Worst และคิดว่าน่าจะเข้ากับ Moderndog ได้ จึงนำงานชิ้นนี้มาต่อยอดและพัฒนาจนเป็นปกอัลบั้ม 

“เราคิดว่าความโมเดิร์นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งล้ำยุค หรือไม่เคยเห็นเสมอไป เอาสิ่งเก่ามาทำให้ล้ำยุคก็ได้ จึงตีโจทย์จากเพลง ซึ่งชุดแรกเป็นลักษณะการเปรียบเปรยเกี่ยวกับการหวนหาอดีต แบบ กะลา ทุเรียน หรือ บุษบา เราเลยคิดถึงการเอาโปสเตอร์หนังเก่ามาแปะทับซ้อนกัน ทำให้เกิดเรื่องใหม่ขึ้น

“แล้ว Moderndog เองไม่ใช่วงที่ขายหน้าตา แต่ถ้าอยากให้โชว์หน้า ก็โชว์หน้าผู้หญิงคนนี้ เป็นหน้าดาราโบราณ คือเราต้องการให้คนเกิดคำถามว่า เอ๊ะ! ทำไมเป็นรูปผู้หญิงคนนี้ คนนี้เป็นอะไรกับวง พอเกิดคำถามก็เกิดความสนใจขึ้น เพราะคำตอบมันไม่มี เราแค่สร้างคำถามให้คน พอเปิดดูข้างในก็มีรูปจากภาพยนตร์เรื่อง พิภพมัจจุราช บางคนก็สงสัยว่าเป็นสมาชิกของวงหรือเปล่า

“พูดได้เลยว่า นี่ไม่ใช่ปกที่สวย แต่เป็นปกที่แปลก อีกอย่างหนึ่งเรารู้จักป๊อดก่อนแล้ว พอรู้จักเขาอยู่แล้วก็ทำงานง่าย เพราะรู้ว่าวิธีคิดเขาเป็นยังไง เวลาทำงานให้กับใคร เราก็ต้องพยายามเข้าใจตัวตนของเขา เขาโตมาอย่างไรถึงได้ทำเพลงอย่างนี้ พอเราเข้าใจตรงนี้เราก็ทำสิ่งที่มันซัพพอร์ตเขา และต้องเข้าใจ Target Group หรือคนฟังด้วยว่ารับได้ประมาณไหน ไม่ใช่พยายามให้มันเดิร์นอย่างเดียว”

ทอมยังจำได้ดีว่า วันที่ยื่นผลงานให้ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ โปรดิวเซอร์ของ Moderndog และผู้บริหารค่าย Bakery Music สุกี้ตอบรับอย่างง่ายดาย แล้วบอกว่า “แบบนี้มันต้องอาร์ตเลยนะ” ทอมก็เลยตอบไปว่า “ก็อาร์ตไปเลยสิ” ก่อนจะบินกลับไปเรียนต่อทันที

ภาพปกอัลบั้ม Moderndog ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนเพลงสูงมาก เพราะเป็นปกที่ดูแปลก แหวกแนว และแตกต่างจากทุกปกบนแผงเทปในช่วงนั้น ซึ่งล้วนเป็นภาพพอร์เทรตของศิลปินเกือบทั้งสิ้น และส่งผลให้ปกอัลบั้มอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มอินดี้หันมาใช้ภาพกราฟิกมากขึ้น

จากความโดดเด่นของปกอัลบั้ม Moderndog ป๊อดจึงแนะนำทอมให้รู้จักกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของ Bakery Music ซึ่งเวลานั้นกำลังมีแผนทำอัลบั้มแรกของตัวเองเช่นกัน ทอมจึงมาช่วยออกแบบปกซิงเกิล รักคุณเข้าแล้ว โดยใช้ภาพดอกแอปเปิ้ลเป็นตัวเดินเรื่อง

“พอเราทำปก Moderndog เสร็จก็กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเราไม่เก่ง เพราะปกนั้นไม่เน้นความสวยงาม ปกนี้ก็เลยทำสวยๆ แล้วกัน นั่นเป็นความคิดแรก และพอฟังเพลงพี่บอยปุ๊บ โอเค มันต้องสวย เพราะเพลงพี่บอยสวยไง สวยแล้วก็เกี่ยวกับจินตนาการ เกี่ยวกับเรื่องโพซิทีฟมากๆ เป็นเรื่องของความรักในอุดมคติ มองความรักเป็นเรื่องสูง สวยงาม ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องโรแมนติก

รักคุณเข้าแล้ว เป็นเพลงแรกที่ออกมา เราก็คิดว่าเอ๊ะยังไงดี ถ้าเป็นช็อกโกแลต แรกๆ มันก็ใช่ แต่มันไม่ใช่ความรักเท่ากับความรักในเพลงของพี่บอย มันน่าจะเป็นภาพที่ดูเพ้อฝันก็เลยให้เป็นดอกไม้ แต่เป็นดอกแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลที่อดัมกับอีฟกิน เพราะว่าพอกินไปเท่านั้นก็รักคุณเข้าแล้วไง แล้วในปกก็มีจะมีประโยค How long does it take to make the love? As long as it takes to make the world. เพราะกลัวคนไม่เข้าใจ เลยต้องใส่คำอธิบาย”

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ไม่เพียงแค่นั้น ทอมยังแสดงฝีมือต่อในอัลบั้ม Rhythm & BOYd เป็นภาพคิวปิดที่ต้องการความรัก เพื่อสื่อว่ากามเทพเองก็มีช่วงค้นหาความรักของตัวเอง ทุกคนล้วนอยากมีความรัก ดังนั้น จะให้ความรักแก่ใคร เราควรรักตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งภาพปกนี้ได้รับรางวัล BAD AWARD ประจำ พ.ศ. 2538

ด้วยลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้บริหารจึงชักชวนให้ทอมทำงานที่ Bakery Music เต็มตัว พร้อมตั้งแผนกครีเอทีฟขึ้นมา ดูแลตั้งแต่ปกอัลบั้ม กล่องใส่ซีดี โปสเตอร์ รวมถึงมิวสิกวิดีโอ และนั่นเองคือการเปิดศักราชใหม่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับดนตรีในเมืองไทย

02

ทุกอย่างคือการทดลอง

ใน พ.ศ. 2538 หากพูดว่าสก๊อตช์-ไบรต์จะกลายร่างมาเป็นปกซีดี คงมีแต่คนหัวเราะแล้วบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะกล่องใส่ซีดีแบบมาตรฐานที่ทุกคนรู้จักมีแต่พลาสติกแข็งๆ ที่เรียกว่า Jewel Case หรืออย่างมากก็เป็นซองกระดาษ

แต่ทีมสร้างสรรค์ของ Bakery Music ได้ลบล้างความคิดแบบเดิมๆ ผ่านอัลบั้มที่ชื่อ Zequence ผลงานชุดแรกของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ในสังกัด Bakery Music

“เดิมพี่สมเกียรติเขาเป็น Z-MYX มาก่อน แต่เมื่อมาทำอัลบั้มใหม่จึงอยากขจัดภาพเก่าออก พอพูดว่าขจัดก็ต้องสก๊อตช์-ไบรต์แล้ว คือเราไม่คิดว่าปกเทป ปกซีดี ต้องอยู่ในกล่องพลาสติกธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ ตอนแรกเราก็ฝันว่าอยากได้สก๊อตช์-ไบรต์หลายสี สีแดง สีเหลือง สีส้ม แต่ปรากฏว่าเมืองไทยมีแต่สีเขียว เราก็โอเค เขียวก็เขียว

“แต่ด้วยความที่เราอาจไม่ถนัดเรื่องฟังก์ชันเท่าไหร่ คนที่ซื้อมาเลยบอกว่าดึงออกมาได้ แต่กล่องเจ๊งเลยนะ บางคนก็แกะไม่ถูก แน่นอนว่าอาจมีบางอย่างขาดตกบกพร่องไป แต่ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เรานำเสนอคือ Story แล้วก็ Concept ซึ่งบางทีอาจไม่ Practical ไปบ้าง แต่คุณค่าที่แท้จริงมันอยู่ที่เพลง บางคนเลยซื้อสองแผ่นเลย เก็บอันหนึ่ง ฟังอีกอันหนึ่ง” ทอมเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

สำหรับพวกเขาแล้วงานออกแบบของ Bakery Music ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ พวกเขานำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาใช้สร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระดาษไข ถุงผ้า โปสการ์ด รวมทั้งพยายามหาเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ๆ มาทดลองใช้ บางครั้งก็หยิบของใกล้ตัว แบบแว่นสามมิติมาต่อยอด จนกลายมาเป็นแพ็กเกจซีดีอัลบั้ม Mr. Z Return to Retro ผลงานซีรีส์ต่อมาของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์

ครั้งนั้นสมเกียรติตั้งใจจะนำซาวนด์ดนตรียุค 60 กลับมาทำให้ทันสมัยขึ้น ทีมงานจึงคิดว่าน่าจะนำแว่นสามมิติ ซึ่งเป็นของเล่นที่เคยเท่มากในอดีตมาทำเป็นกล่องใส่ซีดี เพราะนอกจากดูแปลกไม่เหมือนใครแล้ว แว่นตายังถือเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวสมเกียรติมาตั้งแต่ต้น

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“ความยากตอนนั้นคือ จะพับยังไงดี เราก็หารูปแบบการพับ ทำเป็นเลนส์ ซ้อนกันอย่างนี้ดีไหม ส่วนสีเราก็ใช้สี CMYK มาผสมสีสะท้อนแสงฟลูออเรสเซนต์ แล้วพิมพ์ออกมา สีมันก็จะดูประหลาดๆ” ทอมย้อนความหลัง

“มันจะดูเหมือนรูปเก่า แต่เป็นเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ เหมือนที่แกบอกว่า แนวเพลงเก่า แต่ซาวนด์ใหม่ เราก็พยายามทำล้อกันไป แน่นอนว่าต้องมีจุดผิดบ้าง เช่นกระดาษงอ เป็นลอน แต่ก็ถือเป็นการเรียนรู้ของเรา” โปนช่วยเสริม

“แต่ความสนุกคือ เราได้นำเสนอสิ่งที่เราชอบ แฟชั่นที่เราชอบ ดีไซน์ที่เราชอบ เพลงที่เราชอบ เทคนิคการพิมพ์ที่เราอยากลองที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งเราได้ทดลองทุกอย่างพร้อมกันเลย” หัวหน้าทีมกล่าวสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ฉายภาพการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางดนตรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพื้นฐานความคิดของดีไซเนอร์ใน Bakery Music ที่ไม่ได้มองว่างานออกแบบมีหน้าที่เพียงแค่ทำให้มีสินค้าวางจำหน่าย แต่ยังต้องช่วยอธิบายความคิดและความตั้งใจของศิลปินให้ชัดเจนขึ้นด้วย

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขามีรากฐานความคิดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอิทธิพลจากโลกตะวันตก ซึ่งความให้สำคัญกับคอนเซปต์มากกว่าภาพปกที่สวยงามแต่เพียงอย่างเดียว พวกเขามักพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี เสมอ ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ใช้ต่อยอดในงานออกแบบได้ทั้งสิ้น

แต่อีกมุมก็ไม่ลืมนำเบื้องหลังความคิดของศิลปินในการสร้างงานแต่ละชิ้นผนวกลงไป ที่ผ่านมาศิลปินแต่ละคนมักจะมาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง หรือเปิดเพลงให้ฟัง จากนั้นนักออกแบบก็มีหน้าที่นำคำพูดเหล่านั้นมาตกผลึก หรือวิเคราะห์เพิ่มเติมแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นภาพ

“งานออกแบบใดๆ เราไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่เราพูดคุยกับศิลปินแล้วดูบุคลิก ดูวิธีคิด คือเราไม่ได้เอาตัวเองไปใส่เขา แต่ต้องเอามาจากเขา” โปนเปิดประเด็น

“บางทีศิลปินไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เราก็ต้องช่วยสโคปลงมา หาสิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาอยู่ข้างนอก หลายครั้งสิ่งที่คุยมาก็ไม่ใช่เรื่องเพลง อย่าง โป้ (ปิยะ ศาสตรวาหา) จะพูดแต่ว่าเสียงแบบนี้ดี ชอบอะไรที่แปลก ชื่อวงก็ไม่เหมือนใคร เขาไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการท่า คือมันมากกว่าการเล่นดนตรีที่เป็นสูตร เมื่อศิลปิน Experimental แล้ว ปกจะไม่ Experimental ได้ยังไง” ทอมอธิบายเพิ่มเติม

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะปฏิเสธการให้ศิลปินขึ้นปก เพราะหากเข้ากับคอนเซปต์ก็ไม่มีปัญหา ตัวอย่างเช่น อัลบั้มของ Rik, Pause หรือแม้แต่ศิลปินในสังกัด DOJO CITY 

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“DOJO เป็นอีกวิธีคิดหนึ่งคือ จากที่เป็น Art กันเต็มที่ เราเปลี่ยนเป็น Color Pop มีสีสัน ใช้สีชมพูก็ได้ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะเราต้องทำให้มันน่ารักแบบมีรสนิยม จำได้ว่า Niece เราทำออกมาเป็นเด็กสาวข้างบ้าน ส่วน TK เป็นสาวเปรี้ยว มั่นใจ ภาพเลยเป็นเหมือนโบ-จอยซ์ มองลงไปให้ความรู้สึกว่าสัมผัสฉันไม่ได้หรอก” 

แต่งานทั้งหมดจะเดินหน้าไม่ได้เลย หากปราศจากการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้บริหาร รวมถึงศิลปินแต่ละคน

พวกเขาย้ำเสมอว่า Bakery Music ไม่เคยมีบรีฟ หรือบอกว่าต้องทำอะไร ปล่อยให้ทีมงานทำงานอย่างอิสระ เพราะทุกคนทำงานด้วยความเชื่อ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน 

“เราทำงานซัพพอร์ตกัน งานออกแบบจะเวิร์กก็ต่อเมื่อเพลงมันดี ซึ่งข้อดีคือ Bakery สกรีนมาแล้วจุดหนึ่ง ทุกอย่างก็เลยไปด้วยกัน ที่สำคัญคือ เรื่องภาพ เขาปล่อย ไม่ยุ่งเลย ทั้งที่ตัวเองก็เห็นอะไรมาเต็มไปหมด แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราเลือกมาทำปกว่า คือ Culture หรือ Fashion ไม่ใช่แค่ Art เพียงอย่างเดียว แต่เป็นศิลปะที่ถูกเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับผลงานนั้นจริงๆ” Creative Director อธิบาย

ไม่เพียงแค่ปล่อยให้สร้างสรรค์ภาพปกหรือโปสเตอร์ที่แตกต่างเท่านั้น ผู้บริหารยังยอมให้ทีมออกแบบผลิตแพ็กเกจพิเศษที่เรียกว่า Limited Edition จำนวน 500 – 1,000 แผ่นแรกออกมาวางจำหน่ายก่อนด้วย ทำให้พวกเขาใส่ไอเดียและความตั้งใจแรกที่อยากนำเสนอออกมาได้เต็มที่ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ 

Limited Edition นอกจากจะเป็นการปล่อยของทีมงานแล้ว ยังถือเป็นของขวัญที่มอบให้แก่นักสะสมหรือผู้ฟังเพลงที่ซื้อลำดับต้นๆ ด้วย แพ็กเกจจึงค่อนข้างพิเศษ มีกลไกและลูกเล่นใหม่ๆ มานำเสนอ เช่น อัลบั้ม Mr.Z Return to Retro ซึ่งทำเป็นแว่นตาสามมิติ หรืออัลบั้ม YKPB ของ Yokee Playboy ที่มีของแถมเป็นสำรับไพ่

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ
Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราอยากทำ อยากเอาความคิดแรกของเรามานำเสนอ ซึ่งผู้บริหารเขาก็เปิดไง พอเสนอมาแล้วไอเดียน่าสนใจ เขาก็เลยให้ทำออกมา แต่มันพิมพ์เยอะไม่ได้ เพราะมันแพง” ทอมกล่าว

“แต่เราพยายามควบคุมต้นทุนตลอด เช่นอยากพิมพ์เต็มที่หกเจ็ดสี เราก็จะถามโรงพิมพ์ว่ามีกระดาษอะไรถูกๆ บ้าง บางทีเป็นกระดาษอาร์ตการ์ดธรรมดา แต่มากลับด้าน เอาฝั่งด้านออกมา แล้วพิมพ์หกสี หรืออย่างอัลบั้ม Mr.Z ที่ทุกคนรู้สึกว่าพิมพ์แพง แต่เราพิมพ์สี่สีธรรมดา โรงพิมพ์ไม่ต้องทำอะไร แค่ใส่ฟลูออเรสเซนต์เท่านั้น จากนั้นก็จะมีแพ็กเกจอีกเวอร์ชันให้ฝ่ายการตลาด เพื่อให้งบประมาณลงตัว” เคลวินเสริมเพิ่มเติม

ด้วยความพิเศษ แตกต่าง ไม่เหมือนใคร ทำให้งานออกแบบของ Bakery Music โดดเด่นและเป็นที่จดจำของผู้คนไม่แพ้เพลงเลย และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลงานเหล่านี้ยังคงถูกพูดถึง และกลายเป็นของสะสมที่หลายคนปรารถนาอยากหามาครอบครองถึงทุกวันนี้

03

เครดิตเป็นของทุกคน

“การทำงานของ Bakery Music สมัยนั้นเหมือนบริษัท Google ทุกวันนี้เลย คือเหมือนมาเล่นสนุก ไม่ได้มาทำงาน เราไม่จำเป็นต้องมานั่งอยู่แต่ที่ออฟฟิศ ถ้าคิดไม่ออกก็ลงมานั่งข้างล่าง นั่ง Center Point ดูเด็กๆ ออกไปซื้อนาฬิกา รองเท้า เอามาโชว์กัน แล้วก็ดีไซน์ต่อ” หัวหน้าทีมสร้างสรรค์ เล่าสไตล์การทำงานในเวลานั้น

หากแต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้มากกว่า คือทุกคนต่างมีเคมีที่ตรงกัน พูดคุยภาษาเดียวกัน เพราะสำหรับพวกเขาไม่มีคำว่าเจ้านายลูกน้อง แต่ทุกคนเป็นเพื่อนพี่น้องที่พร้อมแบ่งปันไอเดีย เติมเต็มความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

เพราะฉะนั้น การออกแบบอัลบั้มแต่ละชุด แม้จะมีเครดิตผู้รับผิดชอบชัดเจน แต่ความจริงแล้ว ทุกปก ทุกแพ็กเกจ ทุกโปสเตอร์ ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งครีเอทีฟ กราฟิกดีไซเนอร์ ก๊อปปี้ไรเตอร์ ช่างภาพ ฯลฯ กระทั่งได้ผลงานที่ทุกคนพึงพอใจที่สุด

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราทำงานกันแบบ Round Table สมมติผมทำของ Mr.Z ผมก็จะทำๆ ไป สักพักพี่ทอมก็จะมาบอกว่าแบบนี้ดีกว่า แล้วโปนก็เข้ามาช่วยเติม หรือสมมติโปนบอกคิดงานไม่ออก เบื่อ เราสลับคอมกันเลย โปนก็ไปทำของผม ผมก็ไปทำของโปน คือต้องเข้าใจก่อนว่า การทำงานของพวกเรา ไม่ใช่พอบอกให้ออกแบบ ก็ไปคิดอาร์ตเวิร์กมา แต่ขึ้นอยู่ว่าช่วงนั้นเรากำลังชอบอะไร อินอะไร ฟังอะไรมา จากนั้นคนในทีมก็มาเสริมกัน ทำให้งานมันดีขึ้น” เคลวินฉายภาพ

ที่สำคัญคือ ไอเดียหรือความตั้งใจใดๆ ที่เคยวางไว้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามความเหมาะสม

โปนยังจำได้ดีว่า ช่วงที่ทำปก P.O.P เขาต้องขับรถไปถึงรังสิต เพื่อไปคุมการถ่ายภาพปก แต่ปรากฏว่า พอถึงเวลาทำงานจริงกลับใช้แค่ภาพเล็กๆ เท่านั้น บางครั้งก็ต้องรื้อใหม่หมด เพราะมีการเปลี่ยนชื่ออัลบั้ม เปลี่ยนคอนเซปต์ใหม่ 

หลายคนอาจคิดว่า ความยืดหยุ่นทำให้ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Bakery Music ทำงานได้แบบสบายๆ แต่ทั้งสามยืนยันว่า ทุกคนต่างทำงานด้วยความละเอียด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต วัดขนาดปกเพื่อไม่ให้พลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว บ่อยครั้งต้องไปรอหน้าแท่นพิมพ์ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ทั้งปกหรือสกรีนแผ่น แม้แต่ตำแหน่งสำหรับติดสติกเกอร์

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราจะแม่นเรื่องดีเทลกันมาก กว่าจะเคาะได้หรือวางตรงนี้ ย้ายไปย้ายมา ทำไมบาร์โคดต้องอยู่ตรงนี้ ทำไมโลโก้ไม่อยู่ข้างบน ทุกอย่างมีความหมายหมดเลย ถ้าอัลบั้มทำเสร็จแล้วเราปล่อย เกิดเราไม่แฮปปี้ 100 – 200 เปอร์เซ็นต์ เรากลับมาแก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้น พอเราทำเสร็จเราต้องรีเช็กรอบหนึ่งเสมอ ปล่อยไว้สักครึ่งวัน ทำอย่างอื่นแล้วกลับมาดู เออ.. Everything Perfect แล้ว พอ!” เคลวินอธิบาย

หลักคิดอย่างหนึ่งคือ พวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้อัลบั้มแต่ละชุดโดดเด่นที่สุด เมื่อไปวางอยู่บนชั้น แน่นอนบางครั้งอาจมีปัญหากับบางฝ่าย ซึ่งไม่เข้าใจแนวคิด ที่มาที่ไปของงานดีไซน์ แต่ด้วยความตั้งใจเดียวกัน ทำให้ทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี

“เราไม่ได้ทำเพื่อโชว์ออฟเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานด้วย สมมติเราทำโปสเตอร์ใหญ่ เราก็จะไปช่วยเขาติดด้วย เพื่อให้เห็นว่า ติดแล้วอิมแพกต์ยังไง หรืออย่างโปสเตอร์ Mr.Z มี 6 แบบ เราบอกเขาให้ติดต่อกันเลย เหมือน Andy Warhol เหลือง เขียว แดง ไล่ไปเลย ไม่ต้องมีอะไร แค่รูปอย่างเดียวให้รู้ว่า Mr.Z comes back” เคลวินกล่าวต่อ

“สิ่งที่ผมประทับใจสุด ไม่ใช่ปกอัลบั้ม แต่คือความเป็น Full Team เหมือนทุกคนลงมาเพื่อทำงานนี้กัน อย่างเมื่อก่อนเราอยากให้งานออกมาแบบนี้ แต่หาตัวอย่างไม่ได้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันหา ช่วยกันรื้อหนังสือ เปิดดูตามคลังของตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนสมัยนี้ ที่แค่เสิร์จก็ขึ้นแล้ว เป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้อีกแล้ว” โปนสรุป

04

เมล็ดพันธุ์กราฟิก

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

หลังสิ้นสุดตำนาน Bakery Music เมื่อ พ.ศ. 2547 วรุตม์และพรรคพวกต่างแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางคนเปิดบริษัท บางคนย้ายไปอยู่ในสังกัดใหญ่ บางคนเปลี่ยนสายไปทำอย่างอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ วงการกราฟิกดีไซน์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีในบ้านเรากลับเฟื่องฟูสุดขีด

ค่ายเพลงทั้งเล็กใหญ่ต่างหันมาพิถีพิถันกับแพ็กเกจเทปและซีดี หาลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของคนฟังเพลง รวมทั้งยังมีการมอบรางวัลการออกแบบปกอัลบั้มแก่ดีไซเนอร์ ทั้ง Hamburger Award หรือ Fat Award นอกจากนี้ ยังมีการนำงานออกแบบไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่น 

สำหรับทอมแล้วถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุด เพราะเท่ากับเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสกับงานดีไซน์ใหม่ๆ ที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

แต่ในมุมคนนอก นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมสร้างสรรค์จาก Bakery Music เพราะสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด อย่างการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของงานออกแบบให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้คน ได้ปรากฏผลเรียบร้อย

สำหรับใครหลายคนแล้ว แผนกเล็กๆ แห่งนี้เป็นเสมือนโรงเรียนที่ผลิตนักออกแบบมือดีมาขับเคลื่อนวงการหลายคน บางคนต่อให้ไม่เคยทำงานที่นี่ แต่ก็ใช้งานของ Bakery Music เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานของตัวเอง

ในฐานะของนักเรียนในสังกัด โปนบอกว่า แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขากลับได้เรียนรู้อะไรมากมาย

“ทีมเราไม่ได้คนเยอะมาก คนหนึ่งจึงต้องทำหลายหน้าที่มาก บางทีผมก็มาดีไซน์ บางทีผมก็ต้องไปคุมถ่ายรูป คุมตัดเอ็มวี ทุกคนทำหลายอย่าง มันก็เลยเหมือนเป็นหลักสูตรเร่งรัด ผมเรียนรู้ได้เร็ว แม้จะสั้นแต่เข้มข้น ทั้งสไตล์ หรือเทคนิคการพิมพ์ สำหรับผมทุกคนเป็นครูหมด เรื่องอะไรที่เราไม่รู้ เราก็แชร์กัน วิธีคิด ความละเอียด การทุ่มเทกับงาน ทุกอย่างหล่อหลอมเรา ถึงจะออกมาแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ยังตามไปด้วย”

แม้วันนี้ความสำคัญของกราฟิกในงานดนตรีอาจไม่เท่าเดิม เพราะผู้คนหันไปฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่ง ค่ายเพลงผลิตแผ่นออกมาน้อยลงเรื่อยๆ ตามความนิยมของยุคสมัย แพ็กเกจที่จับต้องได้ไม่จำเป็นอีกแล้ว

แต่สำหรับคนที่เกิดทันยุคที่ต้องใจจดใจจ่อ รอซื้อเทปซีดีที่หน้าร้าน แล้วนำกลับมาบ้าน เปิดกล่อง หยิบแผ่นซีดีใส่เข้าไปในเครื่อง พร้อมกับพลิกอ่านเนื้อเพลงและข้อความ ชื่นชมความสวยงามสร้างสรรค์ของปกซีดีไปด้วยขณะฟังเพลง …ย่อมไม่มีใครลืมช่วงเวลาแห่งความสุขตอนนั้นได้อย่างแน่นอน

และนี่คือเรื่องราวของทีมสร้างสรรค์ในตำนาน หนึ่งในผู้พลิกโฉมวงการออกแบบของเมืองไทย

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณวรุตม์ ปันยารชุน, คุณพอพล อินทรวิชัย และคุณเคลวิน หว่อง วันที่ 22 กรกฎาคม 2563
  • นิตยสาร 375 °F BAKERY MUSIC MAGAZINE เดือนมกราคม-ตุลาคม 2547
  • Podcast รายการดีไซน์ไป บ่นไป ตอนที่ 15 วรุตม์ ปันยารชุน และ Bakery Graphic Team
  • วิทยานิพนธ์ การสื่อสารผ่านปกซีดีเพลงอินดี้ โดย ปิยะรัตน์ เนตรไสว คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลายคนมักเข้าใจว่า อัลบั้มแรกของ Moderndog ชื่อว่า เสริมสุขภาพ เนื่องจากคำนี้ดันไปปรากฏเด่นหราอยู่บนหัวมุมขวาของปก

แต่ความจริงแล้ว อัลบั้มนี้ชื่อ Moderndog และ เสริมสุขภาพ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเพลงทั้งสิบหรือ 4 หนุ่มสมาชิกวงแต่อย่างใด หากเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของผลงานภาพคอลลาจซึ่ง ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน สร้างสรรค์ขึ้น

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ถึงอย่างนั้นภาพปกที่ดูน่าสงสัยนี้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่การเปิดประตูให้คนไทยได้รู้จักกับ Bakery Music ค่ายเพลงเล็กๆ ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งปลูกปั้นศิลปินแถวหน้าของประเทศมากมาย และยังเป็นย่างก้าวสำคัญของการนำงานศิลปะเข้ามาผสมผสานในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดนตรีอย่างจริงจัง

เปลี่ยนขนบเดิมๆ ของภาพปกอัลบั้ม จากที่เน้นการถ่ายภาพศิลปินเป็นหลักไปสู่การมองในมิติที่หลากหลายขึ้น แม้แต่กล่องใส่ซีดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกล่องพลาสติกเสมอไป แต่ใช้ซองกระดาษ กระดาษแข็ง สก๊อตช์-ไบรต์ หรือถุงผ้าแทนได้

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ไม่แปลกเลยว่าทำไมผลงานของ Bakery Music ในยุคนั้นจึงโดดเด่นออกมาจากแผง เป็นของน่าสะสม ถึงขั้นที่บางคนยกให้เป็นการปฏิวัติวงการ Music Graphic ของเมืองไทยเลยทีเดียว จนกลายเป็นต้นแบบให้นักออกแบบรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากเดินตาม

ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน อดีต Creative Director ของ Bakery Music กับ 2 สมาชิกร่วมทีม โปน-พอพล อินทรวิชัย Art Director และ เคลวิน หว่อง Designer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน อดีต Creative Director ของ Bakery Music กับสองสมาชิกร่วมทีม โปน-พอพล อินทรวิชัย Art Director และ เคลวิน หว่อง Designer มาร่วมพูดคุยเรื่องราวการทำงานตลอดเกือบ 10 ปีในค่ายขนมปังดนตรี และปัจจัยที่ทำให้ผลงานของพวกเขายังคงถูกพูดถึง และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

01

The Best of My Worst

ย้อนกลับเมื่อปี 26 ปีก่อน วงร็อกเล็กๆ ที่ใครๆ เรียกว่า หมาทันสมัย ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการดนตรีไทย จุดประกายกระแสอัลเทอร์เนทีฟ จนนำไปสู่การถือกำเนิดของศิลปินและค่ายเพลงเล็กๆ อีกร่วมร้อย โดยมี Bakery Music ต้นสังกัดของ Moderndog เป็นแกนนำ

แต่ที่มากไปกว่านั้น คือ Bakery Music ยังสร้างความแปลกใหม่แก่กราฟิกดีไซน์เมืองไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการนำวิธีคิดนี้มาใช้สร้างสรรค์ปกอัลบั้มอย่างเป็นรูปธรรม ถึงขั้นตั้งแผนกขึ้นมารับผิดชอบจริงจัง 

เพราะที่ผ่านมางานกราฟิกมักจำกัดอยู่ตามกลุ่มเพลงใต้ดิน ซึ่งนิยมใช้กราฟิกโหดๆ โทนสีดำทึบๆ หรืองานของศิลปินบางคน อย่าง ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล ซึ่งใช้เทคนิคภาพตัดแปะ หรือ Baracudas อัลบั้ม วันอาทิตย์ เมื่อ พ.ศ. 2527 ซึ่งทำกราฟิกปกเป็นรูปก้างปลา

กระทั่ง เมื่อป๊อด โป้ง บ๊อบ เมธี มาทำอัลบั้มร่วมกันในนาม Moderndog จึงมีการดึงคนคุ้นเคยเข้ามาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนของปกอัลบั้ม ป๊อด-ธนชัย อุชชิน นักร้องนำ ได้ชักชวนทอม รุ่นพี่สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นผู้ดูแล

เวลานั้นทอมกำลังเรียนกราฟิกดีไซน์อยู่ที่ต่างประเทศ และสนใจภาพคอลลาจ หรือการนำภาพต่างๆ มาแปะทับซ้อนกันไปมา เพื่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ๆ โดยเขาเพิ่งทำผลงานใหม่ชื่อว่า The Best of My Worst และคิดว่าน่าจะเข้ากับ Moderndog ได้ จึงนำงานชิ้นนี้มาต่อยอดและพัฒนาจนเป็นปกอัลบั้ม 

“เราคิดว่าความโมเดิร์นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งล้ำยุค หรือไม่เคยเห็นเสมอไป เอาสิ่งเก่ามาทำให้ล้ำยุคก็ได้ จึงตีโจทย์จากเพลง ซึ่งชุดแรกเป็นลักษณะการเปรียบเปรยเกี่ยวกับการหวนหาอดีต แบบ กะลา ทุเรียน หรือ บุษบา เราเลยคิดถึงการเอาโปสเตอร์หนังเก่ามาแปะทับซ้อนกัน ทำให้เกิดเรื่องใหม่ขึ้น

“แล้ว Moderndog เองไม่ใช่วงที่ขายหน้าตา แต่ถ้าอยากให้โชว์หน้า ก็โชว์หน้าผู้หญิงคนนี้ เป็นหน้าดาราโบราณ คือเราต้องการให้คนเกิดคำถามว่า เอ๊ะ! ทำไมเป็นรูปผู้หญิงคนนี้ คนนี้เป็นอะไรกับวง พอเกิดคำถามก็เกิดความสนใจขึ้น เพราะคำตอบมันไม่มี เราแค่สร้างคำถามให้คน พอเปิดดูข้างในก็มีรูปจากภาพยนตร์เรื่อง พิภพมัจจุราช บางคนก็สงสัยว่าเป็นสมาชิกของวงหรือเปล่า

“พูดได้เลยว่า นี่ไม่ใช่ปกที่สวย แต่เป็นปกที่แปลก อีกอย่างหนึ่งเรารู้จักป๊อดก่อนแล้ว พอรู้จักเขาอยู่แล้วก็ทำงานง่าย เพราะรู้ว่าวิธีคิดเขาเป็นยังไง เวลาทำงานให้กับใคร เราก็ต้องพยายามเข้าใจตัวตนของเขา เขาโตมาอย่างไรถึงได้ทำเพลงอย่างนี้ พอเราเข้าใจตรงนี้เราก็ทำสิ่งที่มันซัพพอร์ตเขา และต้องเข้าใจ Target Group หรือคนฟังด้วยว่ารับได้ประมาณไหน ไม่ใช่พยายามให้มันเดิร์นอย่างเดียว”

ทอมยังจำได้ดีว่า วันที่ยื่นผลงานให้ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ โปรดิวเซอร์ของ Moderndog และผู้บริหารค่าย Bakery Music สุกี้ตอบรับอย่างง่ายดาย แล้วบอกว่า “แบบนี้มันต้องอาร์ตเลยนะ” ทอมก็เลยตอบไปว่า “ก็อาร์ตไปเลยสิ” ก่อนจะบินกลับไปเรียนต่อทันที

ภาพปกอัลบั้ม Moderndog ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนเพลงสูงมาก เพราะเป็นปกที่ดูแปลก แหวกแนว และแตกต่างจากทุกปกบนแผงเทปในช่วงนั้น ซึ่งล้วนเป็นภาพพอร์เทรตของศิลปินเกือบทั้งสิ้น และส่งผลให้ปกอัลบั้มอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มอินดี้หันมาใช้ภาพกราฟิกมากขึ้น

จากความโดดเด่นของปกอัลบั้ม Moderndog ป๊อดจึงแนะนำทอมให้รู้จักกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของ Bakery Music ซึ่งเวลานั้นกำลังมีแผนทำอัลบั้มแรกของตัวเองเช่นกัน ทอมจึงมาช่วยออกแบบปกซิงเกิล รักคุณเข้าแล้ว โดยใช้ภาพดอกแอปเปิ้ลเป็นตัวเดินเรื่อง

“พอเราทำปก Moderndog เสร็จก็กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเราไม่เก่ง เพราะปกนั้นไม่เน้นความสวยงาม ปกนี้ก็เลยทำสวยๆ แล้วกัน นั่นเป็นความคิดแรก และพอฟังเพลงพี่บอยปุ๊บ โอเค มันต้องสวย เพราะเพลงพี่บอยสวยไง สวยแล้วก็เกี่ยวกับจินตนาการ เกี่ยวกับเรื่องโพซิทีฟมากๆ เป็นเรื่องของความรักในอุดมคติ มองความรักเป็นเรื่องสูง สวยงาม ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องโรแมนติก

รักคุณเข้าแล้ว เป็นเพลงแรกที่ออกมา เราก็คิดว่าเอ๊ะยังไงดี ถ้าเป็นช็อกโกแลต แรกๆ มันก็ใช่ แต่มันไม่ใช่ความรักเท่ากับความรักในเพลงของพี่บอย มันน่าจะเป็นภาพที่ดูเพ้อฝันก็เลยให้เป็นดอกไม้ แต่เป็นดอกแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลที่อดัมกับอีฟกิน เพราะว่าพอกินไปเท่านั้นก็รักคุณเข้าแล้วไง แล้วในปกก็มีจะมีประโยค How long does it take to make the love? As long as it takes to make the world. เพราะกลัวคนไม่เข้าใจ เลยต้องใส่คำอธิบาย”

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ไม่เพียงแค่นั้น ทอมยังแสดงฝีมือต่อในอัลบั้ม Rhythm & BOYd เป็นภาพคิวปิดที่ต้องการความรัก เพื่อสื่อว่ากามเทพเองก็มีช่วงค้นหาความรักของตัวเอง ทุกคนล้วนอยากมีความรัก ดังนั้น จะให้ความรักแก่ใคร เราควรรักตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งภาพปกนี้ได้รับรางวัล BAD AWARD ประจำ พ.ศ. 2538

ด้วยลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้บริหารจึงชักชวนให้ทอมทำงานที่ Bakery Music เต็มตัว พร้อมตั้งแผนกครีเอทีฟขึ้นมา ดูแลตั้งแต่ปกอัลบั้ม กล่องใส่ซีดี โปสเตอร์ รวมถึงมิวสิกวิดีโอ และนั่นเองคือการเปิดศักราชใหม่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับดนตรีในเมืองไทย

02

ทุกอย่างคือการทดลอง

ใน พ.ศ. 2538 หากพูดว่าสก๊อตช์-ไบรต์จะกลายร่างมาเป็นปกซีดี คงมีแต่คนหัวเราะแล้วบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะกล่องใส่ซีดีแบบมาตรฐานที่ทุกคนรู้จักมีแต่พลาสติกแข็งๆ ที่เรียกว่า Jewel Case หรืออย่างมากก็เป็นซองกระดาษ

แต่ทีมสร้างสรรค์ของ Bakery Music ได้ลบล้างความคิดแบบเดิมๆ ผ่านอัลบั้มที่ชื่อ Zequence ผลงานชุดแรกของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ในสังกัด Bakery Music

“เดิมพี่สมเกียรติเขาเป็น Z-MYX มาก่อน แต่เมื่อมาทำอัลบั้มใหม่จึงอยากขจัดภาพเก่าออก พอพูดว่าขจัดก็ต้องสก๊อตช์-ไบรต์แล้ว คือเราไม่คิดว่าปกเทป ปกซีดี ต้องอยู่ในกล่องพลาสติกธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ ตอนแรกเราก็ฝันว่าอยากได้สก๊อตช์-ไบรต์หลายสี สีแดง สีเหลือง สีส้ม แต่ปรากฏว่าเมืองไทยมีแต่สีเขียว เราก็โอเค เขียวก็เขียว

“แต่ด้วยความที่เราอาจไม่ถนัดเรื่องฟังก์ชันเท่าไหร่ คนที่ซื้อมาเลยบอกว่าดึงออกมาได้ แต่กล่องเจ๊งเลยนะ บางคนก็แกะไม่ถูก แน่นอนว่าอาจมีบางอย่างขาดตกบกพร่องไป แต่ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เรานำเสนอคือ Story แล้วก็ Concept ซึ่งบางทีอาจไม่ Practical ไปบ้าง แต่คุณค่าที่แท้จริงมันอยู่ที่เพลง บางคนเลยซื้อสองแผ่นเลย เก็บอันหนึ่ง ฟังอีกอันหนึ่ง” ทอมเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

สำหรับพวกเขาแล้วงานออกแบบของ Bakery Music ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ พวกเขานำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาใช้สร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระดาษไข ถุงผ้า โปสการ์ด รวมทั้งพยายามหาเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ๆ มาทดลองใช้ บางครั้งก็หยิบของใกล้ตัว แบบแว่นสามมิติมาต่อยอด จนกลายมาเป็นแพ็กเกจซีดีอัลบั้ม Mr. Z Return to Retro ผลงานซีรีส์ต่อมาของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์

ครั้งนั้นสมเกียรติตั้งใจจะนำซาวนด์ดนตรียุค 60 กลับมาทำให้ทันสมัยขึ้น ทีมงานจึงคิดว่าน่าจะนำแว่นสามมิติ ซึ่งเป็นของเล่นที่เคยเท่มากในอดีตมาทำเป็นกล่องใส่ซีดี เพราะนอกจากดูแปลกไม่เหมือนใครแล้ว แว่นตายังถือเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวสมเกียรติมาตั้งแต่ต้น

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“ความยากตอนนั้นคือ จะพับยังไงดี เราก็หารูปแบบการพับ ทำเป็นเลนส์ ซ้อนกันอย่างนี้ดีไหม ส่วนสีเราก็ใช้สี CMYK มาผสมสีสะท้อนแสงฟลูออเรสเซนต์ แล้วพิมพ์ออกมา สีมันก็จะดูประหลาดๆ” ทอมย้อนความหลัง

“มันจะดูเหมือนรูปเก่า แต่เป็นเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ เหมือนที่แกบอกว่า แนวเพลงเก่า แต่ซาวนด์ใหม่ เราก็พยายามทำล้อกันไป แน่นอนว่าต้องมีจุดผิดบ้าง เช่นกระดาษงอ เป็นลอน แต่ก็ถือเป็นการเรียนรู้ของเรา” โปนช่วยเสริม

“แต่ความสนุกคือ เราได้นำเสนอสิ่งที่เราชอบ แฟชั่นที่เราชอบ ดีไซน์ที่เราชอบ เพลงที่เราชอบ เทคนิคการพิมพ์ที่เราอยากลองที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งเราได้ทดลองทุกอย่างพร้อมกันเลย” หัวหน้าทีมกล่าวสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ฉายภาพการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางดนตรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพื้นฐานความคิดของดีไซเนอร์ใน Bakery Music ที่ไม่ได้มองว่างานออกแบบมีหน้าที่เพียงแค่ทำให้มีสินค้าวางจำหน่าย แต่ยังต้องช่วยอธิบายความคิดและความตั้งใจของศิลปินให้ชัดเจนขึ้นด้วย

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขามีรากฐานความคิดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอิทธิพลจากโลกตะวันตก ซึ่งความให้สำคัญกับคอนเซปต์มากกว่าภาพปกที่สวยงามแต่เพียงอย่างเดียว พวกเขามักพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี เสมอ ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ใช้ต่อยอดในงานออกแบบได้ทั้งสิ้น

แต่อีกมุมก็ไม่ลืมนำเบื้องหลังความคิดของศิลปินในการสร้างงานแต่ละชิ้นผนวกลงไป ที่ผ่านมาศิลปินแต่ละคนมักจะมาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง หรือเปิดเพลงให้ฟัง จากนั้นนักออกแบบก็มีหน้าที่นำคำพูดเหล่านั้นมาตกผลึก หรือวิเคราะห์เพิ่มเติมแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นภาพ

“งานออกแบบใดๆ เราไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่เราพูดคุยกับศิลปินแล้วดูบุคลิก ดูวิธีคิด คือเราไม่ได้เอาตัวเองไปใส่เขา แต่ต้องเอามาจากเขา” โปนเปิดประเด็น

“บางทีศิลปินไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เราก็ต้องช่วยสโคปลงมา หาสิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาอยู่ข้างนอก หลายครั้งสิ่งที่คุยมาก็ไม่ใช่เรื่องเพลง อย่าง โป้ (ปิยะ ศาสตรวาหา) จะพูดแต่ว่าเสียงแบบนี้ดี ชอบอะไรที่แปลก ชื่อวงก็ไม่เหมือนใคร เขาไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการท่า คือมันมากกว่าการเล่นดนตรีที่เป็นสูตร เมื่อศิลปิน Experimental แล้ว ปกจะไม่ Experimental ได้ยังไง” ทอมอธิบายเพิ่มเติม

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะปฏิเสธการให้ศิลปินขึ้นปก เพราะหากเข้ากับคอนเซปต์ก็ไม่มีปัญหา ตัวอย่างเช่น อัลบั้มของ Rik, Pause หรือแม้แต่ศิลปินในสังกัด DOJO CITY 

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“DOJO เป็นอีกวิธีคิดหนึ่งคือ จากที่เป็น Art กันเต็มที่ เราเปลี่ยนเป็น Color Pop มีสีสัน ใช้สีชมพูก็ได้ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะเราต้องทำให้มันน่ารักแบบมีรสนิยม จำได้ว่า Niece เราทำออกมาเป็นเด็กสาวข้างบ้าน ส่วน TK เป็นสาวเปรี้ยว มั่นใจ ภาพเลยเป็นเหมือนโบ-จอยซ์ มองลงไปให้ความรู้สึกว่าสัมผัสฉันไม่ได้หรอก” 

แต่งานทั้งหมดจะเดินหน้าไม่ได้เลย หากปราศจากการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้บริหาร รวมถึงศิลปินแต่ละคน

พวกเขาย้ำเสมอว่า Bakery Music ไม่เคยมีบรีฟ หรือบอกว่าต้องทำอะไร ปล่อยให้ทีมงานทำงานอย่างอิสระ เพราะทุกคนทำงานด้วยความเชื่อ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน 

“เราทำงานซัพพอร์ตกัน งานออกแบบจะเวิร์กก็ต่อเมื่อเพลงมันดี ซึ่งข้อดีคือ Bakery สกรีนมาแล้วจุดหนึ่ง ทุกอย่างก็เลยไปด้วยกัน ที่สำคัญคือ เรื่องภาพ เขาปล่อย ไม่ยุ่งเลย ทั้งที่ตัวเองก็เห็นอะไรมาเต็มไปหมด แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราเลือกมาทำปกว่า คือ Culture หรือ Fashion ไม่ใช่แค่ Art เพียงอย่างเดียว แต่เป็นศิลปะที่ถูกเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับผลงานนั้นจริงๆ” Creative Director อธิบาย

ไม่เพียงแค่ปล่อยให้สร้างสรรค์ภาพปกหรือโปสเตอร์ที่แตกต่างเท่านั้น ผู้บริหารยังยอมให้ทีมออกแบบผลิตแพ็กเกจพิเศษที่เรียกว่า Limited Edition จำนวน 500 – 1,000 แผ่นแรกออกมาวางจำหน่ายก่อนด้วย ทำให้พวกเขาใส่ไอเดียและความตั้งใจแรกที่อยากนำเสนอออกมาได้เต็มที่ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ 

Limited Edition นอกจากจะเป็นการปล่อยของทีมงานแล้ว ยังถือเป็นของขวัญที่มอบให้แก่นักสะสมหรือผู้ฟังเพลงที่ซื้อลำดับต้นๆ ด้วย แพ็กเกจจึงค่อนข้างพิเศษ มีกลไกและลูกเล่นใหม่ๆ มานำเสนอ เช่น อัลบั้ม Mr.Z Return to Retro ซึ่งทำเป็นแว่นตาสามมิติ หรืออัลบั้ม YKPB ของ Yokee Playboy ที่มีของแถมเป็นสำรับไพ่

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ
Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราอยากทำ อยากเอาความคิดแรกของเรามานำเสนอ ซึ่งผู้บริหารเขาก็เปิดไง พอเสนอมาแล้วไอเดียน่าสนใจ เขาก็เลยให้ทำออกมา แต่มันพิมพ์เยอะไม่ได้ เพราะมันแพง” ทอมกล่าว

“แต่เราพยายามควบคุมต้นทุนตลอด เช่นอยากพิมพ์เต็มที่หกเจ็ดสี เราก็จะถามโรงพิมพ์ว่ามีกระดาษอะไรถูกๆ บ้าง บางทีเป็นกระดาษอาร์ตการ์ดธรรมดา แต่มากลับด้าน เอาฝั่งด้านออกมา แล้วพิมพ์หกสี หรืออย่างอัลบั้ม Mr.Z ที่ทุกคนรู้สึกว่าพิมพ์แพง แต่เราพิมพ์สี่สีธรรมดา โรงพิมพ์ไม่ต้องทำอะไร แค่ใส่ฟลูออเรสเซนต์เท่านั้น จากนั้นก็จะมีแพ็กเกจอีกเวอร์ชันให้ฝ่ายการตลาด เพื่อให้งบประมาณลงตัว” เคลวินเสริมเพิ่มเติม

ด้วยความพิเศษ แตกต่าง ไม่เหมือนใคร ทำให้งานออกแบบของ Bakery Music โดดเด่นและเป็นที่จดจำของผู้คนไม่แพ้เพลงเลย และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลงานเหล่านี้ยังคงถูกพูดถึง และกลายเป็นของสะสมที่หลายคนปรารถนาอยากหามาครอบครองถึงทุกวันนี้

03

เครดิตเป็นของทุกคน

“การทำงานของ Bakery Music สมัยนั้นเหมือนบริษัท Google ทุกวันนี้เลย คือเหมือนมาเล่นสนุก ไม่ได้มาทำงาน เราไม่จำเป็นต้องมานั่งอยู่แต่ที่ออฟฟิศ ถ้าคิดไม่ออกก็ลงมานั่งข้างล่าง นั่ง Center Point ดูเด็กๆ ออกไปซื้อนาฬิกา รองเท้า เอามาโชว์กัน แล้วก็ดีไซน์ต่อ” หัวหน้าทีมสร้างสรรค์ เล่าสไตล์การทำงานในเวลานั้น

หากแต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้มากกว่า คือทุกคนต่างมีเคมีที่ตรงกัน พูดคุยภาษาเดียวกัน เพราะสำหรับพวกเขาไม่มีคำว่าเจ้านายลูกน้อง แต่ทุกคนเป็นเพื่อนพี่น้องที่พร้อมแบ่งปันไอเดีย เติมเต็มความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

เพราะฉะนั้น การออกแบบอัลบั้มแต่ละชุด แม้จะมีเครดิตผู้รับผิดชอบชัดเจน แต่ความจริงแล้ว ทุกปก ทุกแพ็กเกจ ทุกโปสเตอร์ ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งครีเอทีฟ กราฟิกดีไซเนอร์ ก๊อปปี้ไรเตอร์ ช่างภาพ ฯลฯ กระทั่งได้ผลงานที่ทุกคนพึงพอใจที่สุด

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราทำงานกันแบบ Round Table สมมติผมทำของ Mr.Z ผมก็จะทำๆ ไป สักพักพี่ทอมก็จะมาบอกว่าแบบนี้ดีกว่า แล้วโปนก็เข้ามาช่วยเติม หรือสมมติโปนบอกคิดงานไม่ออก เบื่อ เราสลับคอมกันเลย โปนก็ไปทำของผม ผมก็ไปทำของโปน คือต้องเข้าใจก่อนว่า การทำงานของพวกเรา ไม่ใช่พอบอกให้ออกแบบ ก็ไปคิดอาร์ตเวิร์กมา แต่ขึ้นอยู่ว่าช่วงนั้นเรากำลังชอบอะไร อินอะไร ฟังอะไรมา จากนั้นคนในทีมก็มาเสริมกัน ทำให้งานมันดีขึ้น” เคลวินฉายภาพ

ที่สำคัญคือ ไอเดียหรือความตั้งใจใดๆ ที่เคยวางไว้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามความเหมาะสม

โปนยังจำได้ดีว่า ช่วงที่ทำปก P.O.P เขาต้องขับรถไปถึงรังสิต เพื่อไปคุมการถ่ายภาพปก แต่ปรากฏว่า พอถึงเวลาทำงานจริงกลับใช้แค่ภาพเล็กๆ เท่านั้น บางครั้งก็ต้องรื้อใหม่หมด เพราะมีการเปลี่ยนชื่ออัลบั้ม เปลี่ยนคอนเซปต์ใหม่ 

หลายคนอาจคิดว่า ความยืดหยุ่นทำให้ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Bakery Music ทำงานได้แบบสบายๆ แต่ทั้งสามยืนยันว่า ทุกคนต่างทำงานด้วยความละเอียด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต วัดขนาดปกเพื่อไม่ให้พลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว บ่อยครั้งต้องไปรอหน้าแท่นพิมพ์ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ทั้งปกหรือสกรีนแผ่น แม้แต่ตำแหน่งสำหรับติดสติกเกอร์

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

“เราจะแม่นเรื่องดีเทลกันมาก กว่าจะเคาะได้หรือวางตรงนี้ ย้ายไปย้ายมา ทำไมบาร์โคดต้องอยู่ตรงนี้ ทำไมโลโก้ไม่อยู่ข้างบน ทุกอย่างมีความหมายหมดเลย ถ้าอัลบั้มทำเสร็จแล้วเราปล่อย เกิดเราไม่แฮปปี้ 100 – 200 เปอร์เซ็นต์ เรากลับมาแก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้น พอเราทำเสร็จเราต้องรีเช็กรอบหนึ่งเสมอ ปล่อยไว้สักครึ่งวัน ทำอย่างอื่นแล้วกลับมาดู เออ.. Everything Perfect แล้ว พอ!” เคลวินอธิบาย

หลักคิดอย่างหนึ่งคือ พวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้อัลบั้มแต่ละชุดโดดเด่นที่สุด เมื่อไปวางอยู่บนชั้น แน่นอนบางครั้งอาจมีปัญหากับบางฝ่าย ซึ่งไม่เข้าใจแนวคิด ที่มาที่ไปของงานดีไซน์ แต่ด้วยความตั้งใจเดียวกัน ทำให้ทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี

“เราไม่ได้ทำเพื่อโชว์ออฟเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานด้วย สมมติเราทำโปสเตอร์ใหญ่ เราก็จะไปช่วยเขาติดด้วย เพื่อให้เห็นว่า ติดแล้วอิมแพกต์ยังไง หรืออย่างโปสเตอร์ Mr.Z มี 6 แบบ เราบอกเขาให้ติดต่อกันเลย เหมือน Andy Warhol เหลือง เขียว แดง ไล่ไปเลย ไม่ต้องมีอะไร แค่รูปอย่างเดียวให้รู้ว่า Mr.Z comes back” เคลวินกล่าวต่อ

“สิ่งที่ผมประทับใจสุด ไม่ใช่ปกอัลบั้ม แต่คือความเป็น Full Team เหมือนทุกคนลงมาเพื่อทำงานนี้กัน อย่างเมื่อก่อนเราอยากให้งานออกมาแบบนี้ แต่หาตัวอย่างไม่ได้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันหา ช่วยกันรื้อหนังสือ เปิดดูตามคลังของตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนสมัยนี้ ที่แค่เสิร์จก็ขึ้นแล้ว เป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้อีกแล้ว” โปนสรุป

04

เมล็ดพันธุ์กราฟิก

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

หลังสิ้นสุดตำนาน Bakery Music เมื่อ พ.ศ. 2547 วรุตม์และพรรคพวกต่างแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางคนเปิดบริษัท บางคนย้ายไปอยู่ในสังกัดใหญ่ บางคนเปลี่ยนสายไปทำอย่างอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ วงการกราฟิกดีไซน์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีในบ้านเรากลับเฟื่องฟูสุดขีด

ค่ายเพลงทั้งเล็กใหญ่ต่างหันมาพิถีพิถันกับแพ็กเกจเทปและซีดี หาลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของคนฟังเพลง รวมทั้งยังมีการมอบรางวัลการออกแบบปกอัลบั้มแก่ดีไซเนอร์ ทั้ง Hamburger Award หรือ Fat Award นอกจากนี้ ยังมีการนำงานออกแบบไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่น 

สำหรับทอมแล้วถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุด เพราะเท่ากับเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสกับงานดีไซน์ใหม่ๆ ที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

แต่ในมุมคนนอก นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมสร้างสรรค์จาก Bakery Music เพราะสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด อย่างการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของงานออกแบบให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้คน ได้ปรากฏผลเรียบร้อย

สำหรับใครหลายคนแล้ว แผนกเล็กๆ แห่งนี้เป็นเสมือนโรงเรียนที่ผลิตนักออกแบบมือดีมาขับเคลื่อนวงการหลายคน บางคนต่อให้ไม่เคยทำงานที่นี่ แต่ก็ใช้งานของ Bakery Music เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานของตัวเอง

ในฐานะของนักเรียนในสังกัด โปนบอกว่า แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขากลับได้เรียนรู้อะไรมากมาย

“ทีมเราไม่ได้คนเยอะมาก คนหนึ่งจึงต้องทำหลายหน้าที่มาก บางทีผมก็มาดีไซน์ บางทีผมก็ต้องไปคุมถ่ายรูป คุมตัดเอ็มวี ทุกคนทำหลายอย่าง มันก็เลยเหมือนเป็นหลักสูตรเร่งรัด ผมเรียนรู้ได้เร็ว แม้จะสั้นแต่เข้มข้น ทั้งสไตล์ หรือเทคนิคการพิมพ์ สำหรับผมทุกคนเป็นครูหมด เรื่องอะไรที่เราไม่รู้ เราก็แชร์กัน วิธีคิด ความละเอียด การทุ่มเทกับงาน ทุกอย่างหล่อหลอมเรา ถึงจะออกมาแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ยังตามไปด้วย”

แม้วันนี้ความสำคัญของกราฟิกในงานดนตรีอาจไม่เท่าเดิม เพราะผู้คนหันไปฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่ง ค่ายเพลงผลิตแผ่นออกมาน้อยลงเรื่อยๆ ตามความนิยมของยุคสมัย แพ็กเกจที่จับต้องได้ไม่จำเป็นอีกแล้ว

แต่สำหรับคนที่เกิดทันยุคที่ต้องใจจดใจจ่อ รอซื้อเทปซีดีที่หน้าร้าน แล้วนำกลับมาบ้าน เปิดกล่อง หยิบแผ่นซีดีใส่เข้าไปในเครื่อง พร้อมกับพลิกอ่านเนื้อเพลงและข้อความ ชื่นชมความสวยงามสร้างสรรค์ของปกซีดีไปด้วยขณะฟังเพลง …ย่อมไม่มีใครลืมช่วงเวลาแห่งความสุขตอนนั้นได้อย่างแน่นอน

และนี่คือเรื่องราวของทีมสร้างสรรค์ในตำนาน หนึ่งในผู้พลิกโฉมวงการออกแบบของเมืองไทย

Bakery Music ค่ายเพลงเล็กที่พลิกโฉมวงการออกแบบไทยด้วยปก CD สก๊อตช์-ไบรต์ แว่นสามมิติ ฯลฯ

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณวรุตม์ ปันยารชุน, คุณพอพล อินทรวิชัย และคุณเคลวิน หว่อง วันที่ 22 กรกฎาคม 2563
  • นิตยสาร 375 °F BAKERY MUSIC MAGAZINE เดือนมกราคม-ตุลาคม 2547
  • Podcast รายการดีไซน์ไป บ่นไป ตอนที่ 15 วรุตม์ ปันยารชุน และ Bakery Graphic Team
  • วิทยานิพนธ์ การสื่อสารผ่านปกซีดีเพลงอินดี้ โดย ปิยะรัตน์ เนตรไสว คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ผมไม่เคยตกหลุมรักอาชีพนี้ และไม่มีอะไรทำให้เป็น ถึงวันนี้ก็ไม่เป็น ไม่เคยมีภาพอย่างนั้นในชีวิตเลย” คือความในใจของ ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ที่มีต่องานพิธีกรซึ่งทำมานานเกือบ 40 ปี

หลายคนฟังแล้วคงรู้สึกแปลกใจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชายคนนี้คือสุดยอดพิธีกรแห่งยุคที่สร้างปรากฏการณ์บนจอแก้วจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ฝันที่เป็นจริง รายการพูดคุยผสมละครที่บอกเล่าชีวิตและการต่อสู้ของคนดีที่ขาดโอกาส

ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่นักร้อง นักแสดง ต่างใฝ่ฝันจะไปออกสักครั้งหนึ่งในชีวิต

เกมเศรษฐี ควิซโชว์ 16 คำถามที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ครัวคุณต๋อย รายการทำครัวที่ช่วยให้ร้านอาหารฝีมือเยี่ยมเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง

แน่นอนทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกความคิด และกลั่นกรองออกเป็นงานสร้างสรรค์ได้อย่างไม่รู้จบ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ได้รับโอกาสดีจากพิธีกรมือเก๋า ให้มาร่วมพูดถึงเส้นทางการทำงานอันยาวนาน ตั้งแต่ก้าวแรกถึงปัจจุบัน ท่ามกลางโลกที่วงการโทรทัศน์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ย้อนความจำ ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ทนายผู้กลายเป็นตำนานพิธีกร ครองจอแก้วเกือบ 4 ทศวรรษ
01

พิธีกรราชรถมาเกย

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2525 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ยังเป็นทนายความอยู่ที่สำนักกฎหมาย มณี เทพภักดี

ตลอดชีวิตเขาไม่เคยคิดที่จะเข้าสู่ถนนสายบันเทิงเลย แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน หลังตกกะไดพลอยโจน รับปากลูกพี่ลูกน้องว่าจะมาร่วมออกรายการโทรทัศน์

“น้องสาวคนนี้เป็นลูกของป้า เรียนเก่งเป็นพิเศษ พอจบ มศ.5 ก็สอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เป็นที่ 1 ผมก็ถามเขาว่าอยากได้ของขวัญอะไร เดี๋ยวซื้อให้ เขาก็บอกจริงนะ ไม่โกหก แล้วเขาก็บอกให้ไปเล่นเกมกับเขา ชื่อ เกมล้มเค้า ทางช่อง 5 เป็นเกมที่เอาสองครอบครัวมาแข่งกัน ผมก็บอกว่าไม่เอา เล่นไม่เป็น เขาก็บอกสัญญาแล้วไง ก็เลยต้องไป”

สมัยนั้นการออกหน้าจอสำหรับคนทั่วไปเป็นเรื่องใหญ่มาก หลายคนกลัวกล้อง ไม่กล้าพูดหรือแสดงออกมากเกินไป แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ทำงานอยู่หน้าบัลลังก์ศาลมาตลอด เพราะเขาพูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ กล้าสื่อสาร กล้าตอบโต้ แถมก่อนจบรายการ ยังถามพิธีกรด้วยว่า ถ้าอยากพูดกับผู้ชมต้องพูดกับกล้องไหน พอพิธีกรบอกว่า ถ้าเห็นกล้องไหนที่มีไฟแดงขึ้นให้พูดกับกล้องนั้น เขาก็พูดประโยคสั้นๆ ว่า “สวัสดีคุณยาย ต๋อยออกทีวีแล้วนะ” 

หลังถ่ายเสร็จ ไตรภพกลับมาเป็นทนายความตามเดิม แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะลีลาอันโดดเด่นดันไปเข้าตา ต้น-ลาวัลย์ ชูพินิจ ผู้บริหาร JSL เจ้าของรายการ จึงเชิญมาพูดคุยด้วย แวบแรกเขาคิดว่าบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่อยากปรึกษาเรื่องกฎหมาย แต่ปรากฏว่าลาวัลย์ยื่นข้อเสนอให้เขามาเป็นพิธีกรในรายการใหม่ของ JSL แทน

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอพี่ต้นถามว่ามาเป็นพิธีกรไหม ผมก็บอกว่าไม่เป็น ไม่เอา พอกลับมาบ้านเล่าให้ภรรยาฟัง ดูสิเรื่องนี้ตลกมาก อยู่ดีๆ เรียกฉันให้เป็นพิธีกร ภรรยาผมตอบกลับมาว่า ไม่เห็นตลกเลย และบอกว่า เธอรู้ไหม คนบางคนเขาหาโอกาสอย่างนี้มาชั่วชีวิต เธอนี่ราชรถมาเกย แต่ไม่เอา เราก็แปลกใจ งงมากกว่า ตามหลักผู้หญิงไม่ควรจะอยากให้สามีมาอยู่ในวงการบันเทิง แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“พอหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน พี่ต้นก็โทรมาอีก พูดเหมือนเดิม แต่ว่าหนักแน่นขึ้น แล้วก็พูดว่าเวลาของเราไม่เสียนะ เพราะเดือนหนึ่งจะอัดแค่สองวันเท่านั้นเอง วันอะไรก็ได้กำหนดมาเลย ขอให้กรุณาไปตัดสินใจใหม่อีกที ผมก็เลยคิดถึงคำพูดของภรรยาขึ้นมา จึงบอกเขาว่า ลองดูก็ได้”

รายการแรกที่ไตรภพเป็นพิธีกร คือ พลิกล็อค มีกติกาง่ายๆ ให้ผู้เข้าแข่งขันทายว่าตัวเลขต่อไปนั้น มากกว่าหรือน้อยกว่า โดยครั้งนั้นมีพิธีกรร่วมอีก 2 คน คือ วาสนา สิทธิเวช นางเอกสาวคนดังของยุค และ ดี๋ ดอกมะดัน ตลกแถวหน้าของเมืองไทย

ความยากของบทบาทใหม่ ไม่ใช่การทำหน้าที่ แต่คือการเอาชนะความตื่นเต้นของตัวเอง

ไตรภพเล่าว่า ตอนถ่ายทำเทปแรก เขาแทบเอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เพราะถ้าจับแล้วโพเดียมจะสั่นทันที แต่บุคคลที่เข้ามาช่วยให้คลายกังวล คือ ตุลชัย ธรรมดุษฎี พิธีกรมือเก๋าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับเวที

“ตอนนั้นคุณตุลชัยเดินมาพูดว่า คุณไตรภพเก่งมาก ทำงานครั้งแรกไม่สั่นเลย ผมทำงานมาเจ็ดแปดเดือน ถึงจะเริ่มจับทางตัวเองได้ว่าเป็นยังไง และต้องใช้เวลาอีกเป็นปีถึงไม่รู้สึกกังวล ผมก็เลยบอก ผมเองก็ตื่นเต้น เอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เขาก็บอกว่าไม่จริง ดูยังไงก็ไม่เห็นเป็นแบบนั้น เราก็ไม่ได้ตอบเขา แต่นึกในใจว่าคุณดูไม่เห็นหรอก เพราะผมเป็นทนาย ถ้าคุณเห็นอะไรจากข้างนอกแล้วรู้ไปถึงข้างใน ผมคงมีอาชีพแบบนี้ไม่ได้

“ก่อนกลับเข้าฉาก คุณตุลชัยก็พูดขึ้นมาว่า ถึงอย่างไรคุณไตรภพช่วยจำไว้นิดหนึ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนนั้น มีคนคนหนึ่งที่อยู่หลังม่าน หลังเวทีตรงนี้เป็นกำลังใจให้คุณตลอดเวลา ผมมองหน้าเขาแล้วมันก็ยูเรก้าเดี๋ยวนั้น มีคนแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ ทำไมดีอย่างนี้ แล้วตั้งแต่วันแรกที่ผมทำงานจนถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยตื่นเต้นเลยแม้แต่หนเดียวในชีวิต เพราะไม่ว่าจะขึ้นเวทีที่ไหน ผมก็มีคุณตุลชัยอยู่ในใจเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นบทบาทเบื้องต้นที่สำคัญของชีวิตผมเรื่อยมา”

แม้จะไม่ได้รู้สึกรัก แต่ไตรภพก็เชื่อว่าการทุ่มเทอย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานใดๆ ก็ตาม

เขาสังเกตและศึกษากระบวนการผลิต เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ บนเวที ตำแหน่งกล้อง ตำแหน่งไฟ ตำแหน่งการยืนที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการพูด การเว้นวรรค รวมถึงปรับพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่อาจไม่เหมาะสมกับหน้าจอโทรทัศน์ เช่น การพยักหน้าตอบผู้ร่วมรายการ ซึ่งช่วงแรกเขาทำเยอะเกินไป ถึงขั้นที่ลาวัลย์เคยทักว่า “ต๋อยเหมือนนกกระเด้าลมเลย”

“พี่ต้นพูดแค่นี้ แต่ทำให้เราเข้าใจเลยว่า บางทีจะใช้ Respond ปกติของมนุษย์ไม่ได้ มันต้องสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไป เหมือนอยู่ในศาล ก็จะมีกระบวนการในการพูด การจัดการ การเรียงลำดับ การวรรค การผ่อนคลาย การมองผู้พิพากษาว่าสนใจไหม คู่ต่อสู้ คู่ความรู้สึกยังไง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นฟังสักสิบคำถึงพยักหน้าสักที หรือเรายิ้มแทนได้ เพราะการยิ้มก็เป็น Respond ที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ไตรภพใช้เวลาอยู่นานร่วมปี ทุกอย่างจึงเข้าที่เข้าทาง สำหรับเขาแล้ว งานพิธีกรโดยเฉพาะเกมโชว์ ไม่ใช่เรื่องยาก หากจับทางถูก เพราะสิ่งที่เกมโชว์ต้องการจากผู้ดำเนินรายการ คือทักษะในการควบคุมเกมนั่นเอง

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“เกมโชว์กับทนายเหมาะกันที่สุด เพราะเกมโชว์ไม่ได้ต้องการอะไรจากพิธีกรมาก แค่ความเฉียบคม แล้วก็จังหวะของการเป็นตัวไกด์และสร้างแรงกระตุ้น สมมติเขาทายถูกต้อง เราก็ไล่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ถูก เราก็เสียใจกับเขา เช่น เล่นมาถึงตัวสุดท้าย ถ้าถูกจะได้หนึ่งแสน ปรากฏว่าทายผิด เราก็อาจบอกว่า ‘เสียใจด้วยจริงๆ ครับ ถ้าผมเป็นคุณนะ ป่านนี้ผมตายไปแล้ว แต่เห็นคุณยังยืนอยู่ได้ คุณยอดคนจริงๆ’ แล้วก็ปรบมือให้ เขาต้องการแค่นั้น ไม่ได้ต้องการมากกว่านั้น

“แต่การจะพูดอะไรได้นั้น มาจากการเห็นจากเขา ถ้าเขานิ่ง ก็พูดอย่างเมื่อกี้ แต่ถ้าไม่นิ่ง แล้วเขารู้สึกเสียอกเสียใจ ก็บอกไปว่า ‘ช่างมันเถอะครับ นี่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเรา’ เพราะฉะนั้น มันไม่ยากหรอก เขาไม่ได้ต้องการคุณมาก ผมเป็นแค่ MC เป็นแค่คนคุมเกม คอยสร้างความตื่นเต้น เมื่อถึงจังหวะที่ควรตื่นเต้น และสร้างความน่าเสียใจ เมื่อถึงจังหวะที่ควรเสียใจ”

หลังทำรายการ พลิกล็อค ทาง JSL ก็ได้เปลี่ยนพิธีกรเป็น ปัญญา นิรันดร์กุล ส่วนไตรภพก็ไปช่วยบุกเบิกรายการใหม่ๆ อย่างเช่น ลาภติดเลข และ ชิงหลัก เขาทำผลงานโดดเด่นถึงขั้นคว้ารางวัลเมขลา ประจำ พ.ศ. 2526 สาขาพิธีกรบันเทิงชายดีเด่นมาครอบครอง

แต่แล้วใน พ.ศ. 2527 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ตัดสินใจลาออก และหันกลับไปเป็นทนายความอย่างเดียว

“ผมลาออกด้วยเหตุหลายประการ หนึ่งด้วยความเหมาะสม เนื่องจากมีรายการบางรายการที่ผมอยากทำ และคิดว่าทำแล้วดี ทำแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ความเห็นไม่ตรงกัน อีกส่วนคืองานของเขาต้องการคนแบบหนึ่ง แต่ผมเป็นคนอีกแบบ ก็เลยไม่เหมาะ คือไม่ได้ทะเลาะกัน ทุกวันนี้เจอพี่ต้น พี่หน่อย (จำนรรค์ ศิริตัน) ก็ยังกราบ เจอ พี่สมพงษ์ (สมพงษ์ วรรณภิญโญ) ก็ยังกราบ แต่เมื่อมันไม่เหมาะสมก็ออกแค่นั้นเอง แล้วตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะเลิกเลย ไม่ได้คิดว่าจะทำกับที่อื่น เพราะผมไม่ได้อินเลิฟกับอาชีพนี้อยู่แล้ว”

02

หนทางสู่ตำนาน

แม้ไม่คิดหวนกลับมาสู่วงการบันเทิง แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะลิขิตไว้แล้วให้เขาต้องเลือกเส้นทางสายนี้

เพราะช่วงปลายปีเดียวกัน สองผู้บริหารจากค่ายกันตนา คือ กิตติ โรจน์ชลาสิทธิ์ และ จาฤก กัลย์จาฤก เชิญไตรภพไปพูดคุย ด้วยหวังจะชักชวนให้มาทำงานร่วมกัน เขาจึงเล่าไอเดียที่คั่งค้างตั้งแต่สมัยอยู่ที่ JSL ให้ทั้งคู่ฟัง

 “ผมบอกเขาว่ามีรายการที่อยู่ในใจ คิดไว้ตั้งนานแล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ เขาก็บอกว่าช่อง 3 ยังไม่เคยมีเกมโชว์เลย ถ้าเอาไปเสนอก็น่าจะได้ แต่ถ้าเสนอได้คุณไตรภพต้องทำนะ ผมก็พูดว่าไม่เป็นไร คุณเอาไปก็ได้ ผมไม่ว่า เพราะผมคิดว่ารายการแบบนี้ดี เขาบอกไม่ได้ เราต้องทำด้วยกัน แล้วก็มาเป็นหุ้นส่วนกัน เปิดเป็นบริษัทบอร์นฯ ขึ้นมา”

รายการแรกที่ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผลิตเอง ชื่อ เอาไปเลย เป็นเกมโชว์ทายราคาข้าวของ 

“สมัยก่อนมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไม่กี่ห้าง หนึ่งในนั้นก็มีเซ็นทรัล เราก็เลยทำ เอาไปเลย บาย เซ็นทรัล เอาของในห้างเซ็นทรัล เช่น สเกตบอร์ด เสื้อ น้ำหอม มาทายราคา ถ้าคุณทายถูกก็จะได้เล่นแจ็กพอต แล้วเวลาเล่น คือไปเข้าตู้ ก็จะมีตู้ให้เลือก ถ้าคุณเข้าตู้ถูก ดึงแล้วไม่โดนน้ำ ไม่โดนแป้ง ก็รอดตัวได้รางวัล เราเป็นเจ้าแรกของประเทศ ไม่เคยมีใครทำ”

แล้วความเชื่อของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ เอาไปเลย ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้ชม ส่งผลให้ไตรภพได้เวลาจากช่อง 3 เพิ่มขึ้น เกิดรายการเกมโชว์ใหม่ๆ ตามมาอีกเพียบ ตั้งแต่ เกมละครปริศนา, อะไรเล่า, 50/50, รวยอุตลุด, คุณขอมา ฯลฯ จนเขาต้องหยุดอาชีพทนายความ เพื่อทุ่มเวลากับงานบันเทิงเต็มตัว

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

หากแต่รายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และกลายเป็นภาพจำติดตัวผู้ชายที่ชื่อไตรภพเรื่อยมา คงต้องยกให้ ฝันที่เป็นจริง ซึ่งเริ่มออกอากาศเทปแรกเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2531

คอนเซปต์ของ ฝันที่เป็นจริง คือทุกคนมีความฝัน แต่การจะทำฝันให้เป็นจริงได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีโอกาสด้วย

โดยไอเดียนี้เริ่มมาจากบทสนทนาในออฟฟิศเกี่ยวกับความฝันว่า บางครั้งคนเราก็แยกไม่ออกระหว่างความฝันกับฝันที่เป็นจริง เพราะหากเราแยกออก ชีวิตก็จะมีความสุข

“อย่างผมฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ฝันของผมเป็นเรื่องที่ Impossible หมดเลย สำหรับผม มนุษย์ควรฝันแบบนั้น เพราะฝันแล้วมีความสุข แต่ถ้าอยู่ในชีวิตจริงๆ ฝันนั้นต้องเป็นจริงได้ ต้องเกิดจากกระบวนการที่ทำได้จริง อย่างผมอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ไปหัดเหาะทุกวัน หัดจนตายก็เหาะไม่ได้ แต่ถ้าผมอยากจะผัดกับข้าวเก่ง อยากเป็นเชฟที่เก่ง ผมก็หัดผัดกับข้าวทุกวัน เดี๋ยวสักวันผมก็จะมีฝันที่เป็นจริง

“พอได้ไอเดีย ผมก็เล่าให้หุ้นส่วนฟัง เขาก็บอกว่าคอนเซปต์นี้นำไปเสนอได้ เพราะเราเอาฝันของคนที่ทำมาหากิน คนรากหญ้าที่เขาอยากมีฝันที่เป็นจริง แต่ไม่มีทางมีได้เพราะขาดโอกาส สำหรับผมแล้ว โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เขาผัดกับข้าวเป็น อร่อยเลย แต่ให้ไปทำค้าขายไม่มีทาง เพราะต้องมีทุนเริ่มต้นสี่หมื่นบาท ต่อให้เก่งขนาดนั้น ถ้าจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องมีทุน ถึงจะมีฝันที่เป็นจริงได้”

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

จุดเด่นของ ฝันที่เป็นจริง อยู่ที่บุคคลต้นเรื่อง ซึ่งเป็นคนดีที่น่ายกย่อง ดังคำพูดปิดท้ายรายการที่เขามักกล่าวเสมอว่า เหตุผลที่แต่ละคนได้มานั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ ‘เพราะคุณเป็นคนดี’

“ตอนแรกเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ แต่พอเราคุยไป ก็นึกในใจว่า ดีจริงๆ ทำไมเขาถึงดีได้ขนาดนี้ ถ้าเขาเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมสักนิด ไม่มีทางที่เขาจะคิดหรือทำแบบนี้ได้ เช่น เขาควรจะมีชีวิตที่ดีของตัวเองคนเดียว แต่เขาทำไม่ได้ เพราะต้องเอาเงินมาให้แม่ที่ยังอยู่ด้วยกัน ต้องแอบเอาเงินให้พ่อที่แยกออกไป ต้องดูแลลูกเองเพราะผัวทิ้งไปแล้ว ทั้งหมดนี้มันเกิดจากเขา คอนเซปต์ของผมคือให้โอกาส ให้เขาไปทำฝันให้เป็นจริง แต่คุณรู้ไหม คุณได้เพราะอะไร เพราะคุณเป็นคนดี หลังเทปแรกออกไป ผมเรียกประชุมลูกน้องเลย แล้วบอกว่า ถ้าไม่ใช่คนดี ต่อให้เรื่องสวยหรูขนาดไหน ไม่ต้องทำ อย่าฆ่าตัวตาย นี่เลยกลายเป็นคอนเซปต์ของเราเรื่อยมา”

นอกจากคนต้นเรื่องแล้ว รูปแบบการนำเสนอก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก โดยตัวรายการจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก คือ สารคดี ละคร และสัมภาษณ์ แต่ช่วงที่โดดเด่นสุดคือละคร เพราะเป็นช่วงที่ทำให้ผู้ชมเห็นภาพและเข้าใจชีวิตของผู้ร่วมรายการได้ชัดเจนที่สุด

ว่ากันว่ากว่าจะได้มาแต่ละเรื่อง ทีมงานต้องลงพื้นที่อย่างหนัก คลุกคลีอยู่ในสลัมนานร่วมเดือน จากนั้นจึงค่อยๆ กลั่นกรองฉากที่น่าสนใจออกมาเป็นบทที่สั้นแต่ทรงพลัง ซึ่งคนเขียนหลัก คือ ปริ้นซ์-มรุธา รัตนสัมพันธ์ มือเบสวง วงตาวัน และเมื่อบทเสร็จเรียบร้อยก็จะถูกส่งต่อให้ ฉลวย ศรีรัตนา ผู้กำกับภาพยนตร์คนดัง

“บทของเขาแค่อ่านอย่างเดียวก็ร้องแล้ว ยิ่งมีอาหลวยเป็นคนกำกับ ถ้าเป็นคนเก่าๆ จะรู้ว่าอาหลวยเก่งแค่ไหน เพราะอาถ่ายละครเหมือนถ่ายหนัง ก็เลยได้ภาพที่คุณต้องการออกมาตลอดเวลา อีกอย่างคือ นักแสดงที่เล่นนั้นเก่งโคตรๆ ถ้าย้อนดูมีไม่กี่คนหรอกที่เล่นประจำ อย่างบทไอ้เมาคือ โกวิท วัฒนกุล พวกนี้เก่งมาก เพราะโดนอาหลวยตบ ตี ผลัก ด่า จนกลายเป็นมืออาชีพ

“พอดูเสร็จ ละครก็จะมาจบที่ว่า แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลูก คือจบแบบชีวิตแบบหม่นเลยนะ จากนั้นก็จะโยนกลับมาที่ผม พบกับตัวจริง ป้าสำรวย จิตมั่น ป้าสำรวยก็ออกมา แล้วผมก็บอก ‘ป้าเห็นภาพนั้นแล้ว ยังจำได้ใช่ไหม’ เท่านี้แกก็ร้อง เดี๋ยวนั้นเลย เราไม่ต้องไปสร้างอารมณ์ให้เขา แล้วแกก็เล่าของแกไป จากนั้นเราก็เสริม ‘รู้ไหม ป้าเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขาเลิกไปแล้ว ทำไมป้ายังรับไหว’ เราถามคำถามง่ายๆ แบบนี้ แกก็บอก ‘เพื่อลูกไงคะ’ จากนั้นเราก็เชิญลูกสาวออกมา พอลูกออกมาก็ร้องอีก แค่นั้นแหละ มันก็ประสบความสำเร็จ 

“เพราะการทำทีวี มันต้องมีลีลาและความหมาย บังเอิญผมโชคดีที่ได้ทำงานที่มีลีลาและความหมายที่เป็นเรื่องจริง ไม่ต้องแต่งเติมหรือเสริมสร้าง ซึ่งทีมงานของผมทุกคนก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะมาเรียกอารมณ์ผู้ชม แต่เราทำสิ่งที่เป็นจริง”

ในยุคนั้น ฝันที่เป็นจริง ถือเป็นรายการที่โด่งดังมาก กวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มานับไม่ถ้วน จนช่อง 3 ต้องขยายเวลาออกอากาศจากครึ่งชั่วโมงเป็น 1 ชั่วโมง และเพิ่มวันฉายจากวันอาทิตย์ เป็นทุกวันเสาร์-อาทิตย์

สำหรับไตรภพแล้ว รายการนี้เป็นเสมือนบทเรียนที่ช่วยตักเตือนว่า อย่าหลงลืมเรื่องดีๆ ของมนุษย์ เขาได้เห็นแง่มุมมากมาย ทั้งเรื่องเศร้า เรื่องประทับใจ ตลอดจนต้องพึงระลึกว่า การทำอะไรก็ตามจำเป็นต้องรอบคอบ 

เรื่องหนึ่งที่พิธีกรคนดังจำได้ไม่ลืมคือ ก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์ น้องชายของเขาไปถ่ายงานในสลัม แล้วก็ดื่มน้ำอัดลมไปด้วย พอดีลูกชายของเจ้าของเรื่องนั่งอยู่ด้วย แล้วก็มองที่น้ำขวดนั้น เขาก็เลยยกให้เด็ก ปรากฏว่าพอแม่เด็กเดินเข้ามาเห็นก็ปัดขวดทิ้งทันที แล้วก็ตีลูก ก่อเกียรติจึงรีบบอกว่า เด็กไม่ได้ขอ เขาให้เอง แม่เด็กหันกลับมาตวาดทันทีว่า “เวลาคุณไม่อยู่แล้วใครจะเป็นคนให้” ซึ่งเป็นแง่มุมที่พวกเขาไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลย

แม้แต่การมอบรถเข็นช่วงท้ายรายการ ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า นี่เป็นเสี้ยวเดียวของการช่วยเหลือเท่านั้น

“การจะช่วยคนรากหญ้า คุณจะเอาหม้อ เอาไห แล้วไม่มีที่ขายได้ยังไง ความจริงเราไปติดต่อหาพื้นที่ขายให้ด้วย บางคนไปตั้งหน้าโรงงาน ผู้จัดการฝ่ายโรงอาหาร ให้วางตรงนี้ แต่พอเจ้าของโรงงานรู้ บอกไม่ต้องเข็นแล้ว ไม่ต้องขายแล้ว ต่อไปเธอรับผิดชอบคนงานพันคนไปเลย.. คุณเชื่อไหม คนพวกนี้ที่ผมให้เงินไปสี่ห้าหมื่นบาท เขาได้รับเงินช่วยเหลืออีกเท่าไหร่ บางคนได้เป็นล้าน บางคนตอนนี้เป็นเศรษฐีของประเทศ เป็นเจ้าของโรงงานก็มี”

และนี่คือปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ผ่านรายการเล็กๆ ที่ไตรภพสร้างสรรค์ขึ้นสู่ผู้ชมทั่วเมืองไทย

03

รายการแห่งความทรงจำ

ทไวไลท์โชว์, คู่รัก, ลับเฉพาะคนรู้ใจ, เฉียด, ใครผิดใครถูก, จู๊คบ็อกซ์เกม, เกมเศรษฐี คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของรายการที่ผู้ชายคนนี้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหลายรายการได้กลายเป็นหมุดหมายและตำนานของวงการโทรทัศน์เมืองไทย

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

ไตรภพเล่าว่า หลักคิดสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาเข้าไปอยู่ในใจผู้ชมคือ “คนดูก็เหมือนผม เขาต้องการอย่างเดียวกับที่ผมต้องการ” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย

“เวลาเป็นเรื่องสำคัญ สมมติต่อไปในอนาคตข้างหน้าผู้ชายจะไม่ใส่ขายาวอีกเลย จะใส่แต่ขาสั้น แต่คุณใส่เลยปีนี้ คุณอาจจะดับ ดังนั้นต้องดูให้เป็นว่ามันจะ Beyond ไหม คุณอาจได้เป็นประวัติศาสตร์ที่เขาพูดแค่ว่า มีคนเคยทำแล้วนะ เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่เขาไม่ได้จำคุณหรอก เพราะตอนนั้นมันยังไม่ถึงเวลา แต่คุณดันทำ”

ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก คือ ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ซึ่งเคยครองอันดับ 1 มานานหลายสิบปี

ความจริงหุ้นส่วนของเขา อยากให้ทำรายการประเภทนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เปิดบริษัท แต่ไตรภพรู้สึกว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงชะลอความคิดนี้ไว้นานถึง 5 ปีเต็ม

“เขาถามตลอดว่าทำไมไม่ทำ แต่ผมก็ตอบว่า หนึ่ง คนจะทำทอล์กโชว์ ต้องถึงที่ที่จะทำได้ ถึงที่ของการยอมรับ สอง เมื่อจะทำคุณมีความสามารถแค่ไหน มีความรู้กว้างขวางเพียงใด ผมคิดว่าตัวเองไม่ถึง จึงยังไม่ทำ จนถึงอายุสามสิบห้า ผมถึงคิดว่าทำได้แล้ว ก็เลยทำ แล้วก็บอกสถานีว่า ขอเป็นตอนเย็นวันอาทิตย์ ถ้าไม่ได้เวลานี้ผมก็ไม่ทำ โชคดีที่ผมมีนายที่ดีมาก นายผมชื่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ เวลาพูดอะไรแกก็จะหมั่นไส้ผมมาก แต่แกเชื่อในผม Believe in me”

ความน่าสนใจของ ทไวไลท์โชว์ คือความหลากหลาย ครบรส และเต็มอิ่ม

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างช่วงทอล์กโชว์ ถือเป็นช่วงที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะนอกจากจะมีดารา นักแสดง คนดังมาพูดคุยแล้ว บางครั้งก็มีแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ไม่เคยยอมออกทีวีมาก่อน แต่กลับเลือกมาสนทนากับไตรภพเป็นที่แรก

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คำถามที่ป้อนให้ผู้ร่วมรายการนั้น เจาะลึกไปถึงเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงการต่อสู้ การฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนมีวันนี้ ซึ่งหลายอย่างก็นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้

ที่สำคัญ แม้ในรายการไตรภพจะถามตรงไปตรงมาเพียงใด แต่เขาก็ยังคงยึดหลักที่ว่า ไม่ฆ่าใครออกจอ และถ้าเป็นไปได้ก็จะพยายามยกเรื่องดีๆ ของแขกรับเชิญมาคุยให้มากที่สุด จนใครหลายคนยกให้เขาเป็น จอมอวย หรือ ป๋าดัน

“เป็นความตั้งใจ เพราะงานทุกอย่างที่ผมทำเกิดจากการศึกษาพระธรรมทั้งสิ้น แล้วสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ เวลาจะพูดถึงใคร ให้พูดถึงความดีของเขา ถ้ามีสิ่งไม่ดี ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ อีกอย่างมาจากสิ่งที่คุณตุลชัยเคยพูดกับผม ผมคิดว่า การให้สิ่งดีๆ นั้นมีค่าและมีประโยชน์มาก แล้วการที่คุณบอกเขาว่า คุณเป็นคนดีและกตัญญู คุณก็จะถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นคนกตัญญู ซึ่งคงยากมากที่คุณจะออกจากรายการแล้วไปตบแม่ แต่ผมไม่ได้หมายความว่า คนนี้จะดีทุกเรื่อง เพราะมนุษย์ก็ดีคนละแบบ เช่นกันมนุษย์ก็เลวคนละแบบ แต่รายการผมไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตีแผ่ความเลวของคน ผมทำรายการเพื่อส่งเสริมสังคม”

นอกจากช่วงทอล์กโชว์ที่โดดเด่น ทไวไลท์โชว์ ยังเป็นรายการแรกที่เปิดเวทีให้ตลกคาเฟ่บนจอแก้ว ผ่านช่วง ไลฟ์โชว์ จนหลายคณะโด่งดังกลายเป็นตลกระดับประเทศ

ในมุมของไตรภพ ตลกถือคือความบันเทิงที่เสพง่ายที่สุด เรียกรอยยิ้ม เรียกความสุขได้มหาศาล

แต่กว่าที่รายการจะเข้ารูปเข้ารอยได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย โชคดีที่เขามีตัวช่วยสำคัญอย่าง ดี๋ ดอกมะดัน และ จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก แห่งคณะซุปเปอร์โจ๊ก คอยเป็นสื่อกลางประสานตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมรายการ

“ผมกับพี่ดี๋รู้จักกันมาตลอดอยู่แล้ว พอบอกว่าจะทำ แกก็พูดเลยว่า มึงทำอะไร กูเอาด้วย ส่วนพี่จุ๋มจิ๋ม แกรักผมมาก จำทุกซีนในรายการผมได้ พอบอกว่าจะทำช่วงตลก แกก็ช่วยเต็มที่ อย่างข้อแม้ที่ว่า ตลกทุกคนต้องใส่สูทเข้ารายการ ก็จะมีตลกบางคนบอกว่า ทำไมต้องใส่ด้วย เพราะยุคนั้นไม่มีใครใส่เลย แต่พี่จิ๋มพูดง่ายๆ คำเดียวว่า เขาบอกให้ทำก็ทำ มึงไม่ทำมึงมาเจอกับกู ก็จบเลย” อาต๋อยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกไฮไลต์หนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง เพราะก่อนหน้านั้นตลาดเพลงลูกทุ่งเมืองไทยซบเซาสุดขีด ศิลปินหลายคนเลิกวง หันไปประกอบอาชีพอื่น ไตรภพจึงพูดคุยกับ ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ ให้ช่วยเอาวงมาออกรายการ จนเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่ว หลังจากนั้นก็ควานหาลูกทุ่งเก่าๆ มานำเสนอ บางคนเขาต้องบุกไปเชิญตัวถึงต่างจังหวัด จนในที่สุดเพลงลูกทุ่งก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ ทไวไลท์โชว์ อยู่คู่จอโทรทัศน์ ถือเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จนไม่มีช่องไหนอยากทำรายการแข่งในช่วงเวลาเดียวกัน แถมช่อง 3 ยังขยายเวลาออกอากาศจากชั่วโมงเดียวกลายเป็น 3 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรายการประเภทนี้

เช่นเดียวกับศิลปินที่เชิญมาออกรายการก็เกิดแทบทุกราย เช่น โลโซ หรือ โมเดิร์นด็อก ซึ่งเดิมทีรู้จักแค่ในกลุ่มวัยรุ่น แต่พอออก ทไวไลท์โชว์ ผู้ใหญ่ เด็ก หรือชาวบ้านทั่วไปก็เริ่มรู้จัก เนื่องจากสมัยนั้นโทรทัศน์เป็นสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลกับผู้ชมมากเป็นลำดับต้นๆ

หาก ทไวไลท์โชว์ คือตำนานทอล์กโชว์ คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า เกมเศรษฐี เมื่อ พ.ศ. 2543 คือสุดยอดควิซโชว์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองไทย

รูปแบบของ เกมเศรษฐี คือการตอบคำถามประเภทความรู้รอบตัวจำนวน 16 ข้อ โดยผู้ร่วมรายการก็คือ บุคคลทั่วไปนั่นเอง แต่สิ่งที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดคือ เงินรางวัล 1,000,000 บาท สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ตอบคำถามถูกทุกข้อ โดยระหว่างนั้นรายการจะมีตัวช่วย 3 ข้อ คือ เปลี่ยนคำถาม โทรศัพท์ถามใครก็ได้ และตอบได้ 2 ครั้ง

ไตรภพบอกว่า แก่นคิดของรายการนั้นง่ายมาก เพราะความจริงแล้วก็ไม่ต่างกับรายการ ตอบปัญหาภาษาอังกฤษกับเชลล์ ในอดีตเลย แต่สิ่งที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จคือ จังหวะเวลา รูปแบบ และรางวัลที่จูงใจ

“ถ้าได้ถ้วยอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องมีเงินด้วย สมัยนั้นถ้าจุใจก็ต้องล้านหนึ่ง แล้วก็มีตัวช่วยอีกสามตัว แต่จริงๆ ยังมีตัวช่วยอีกตัวที่แฝงอยู่ ก็คือ น้ำใจ เช่น เขาจะตอบแล้ว สมมติตอบข้อสอง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผิด ถ้าเขาพูดว่า ‘เป็นคำตอบสุดท้าย’ คือจบเลยนะ แต่ถ้ายังไม่พูด ผมก็จะบอกคุณยังมีตัวช่วยนะ นี่คือตัวช่วยตัวที่สี่ คือน้ำใจ มึงใช้เถอะ มึงผิดแน่ๆ แต่มีเหมือนกันที่มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วสุดท้ายก็ผิด ต้องออกจากรายการไป”

ในยุคนั้น เกมเศรษฐี ฮอตฮิตมากถึงขั้นทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ บนถนนแทบไม่มีรถวิ่ง เช่นเดียวกับเรตติ้งของรายการ ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์คือ 30 มากกว่าละครดังๆ ร่วมยุคเกือบเท่าตัว

และเมื่อจัดสัญจรในต่างจังหวัด ก็ยังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เช่น ตอนไปเชียงใหม่ มีคนมาต่อคิวสมัครร่วมเล่นเกมถึง 20,000 คน นับเป็นปรากฏการณ์ที่น้อยคนนักจะทำได้

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อีกรายการที่ฉายภาพของนักสร้างสรรค์อย่างชัดเจน คือ ครัวคุณต๋อย เพราะเป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารทั่วประเทศยอมออกทีวีมาสอนสูตรเด็ดต่อหน้าผู้ชมทั่วประเทศ

ไตรภพเล่าว่า ไอเดียเกิดจากข้อสังเกตที่ว่า ทำไมรายการครัวในบ้านเราถึงมีพ่อครัวเป็นผู้ดำเนินรายการ ไม่มีพิธีกร และต่อให้พ่อครัวคนนั้นจะเก่ง แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า คนๆ เดียวจะทำอาหารทุกอย่างอร่อยหมด เพราะฉะนั้น แทนที่จะใช้เชฟคนเดียวมาทำ ก็ไปตามหาสุดยอดฝีมือของอาหารแต่ละชนิดมาสอนดีกว่า ซึ่งก็คือบรรดาร้านอาหารต่างๆ นั่นเอง

แต่แน่นอน สมัยนั้นสูตรอาหารถือเป็นความลับที่ไม่มีใครยอมเปิดเผย ไตรภพจึงไปเกลี้ยกล่อม ณชนก แซ่อึ้ง แห่งครัวเจ๊ง้อ ซึ่งมีจานเด็ดคือผัดผักบุ้ง มาเป็นตัวเปิดรายการ

“ปกติผักบุ้ง ผัดแล้วต้องไม่กรอบ แต่เจ๊ง้อผัดยังไงไม่รู้ถึงยังกรอบอยู่ ก็ไปหาแก ขอให้มาออกรายการสอนทำอาหาร เจ๊ง้อบอกสอนไม่ได้ เป็นความลับ เลยบอกแกว่า ถ้าคนที่ดูเจ๊ง้อ บางคนมาทานที่ร้านไม่ได้ เพราะอยู่ต่างจังหวัด อีกส่วนมาไม่ได้ เพราะว่าจน เขาควรได้กินสิ่งดีๆ บ้าง และอีกส่วนเขาจะไม่มีวันทำเองเลย เขาจะมาที่ร้านเจ๊ง้อ แล้วต่อให้ใครทำเหมือน เขาก็จะไปโฆษณาต่อว่าเหมือนเจ๊ง้อ ยิ่งส่งเสริมขึ้นไปอีก อีกอย่างเจ๊ง้อก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ควรสร้างอนุสาวรีย์แห่งการให้ ทำให้วงการอาหารมีค่า พอพูดเสร็จ เจ๊ก็บอกว่า ลื้อพูดเยอะ อั๊วตามไม่ทัน ทำให้ก็ได้ 

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอเทปเจ๊ง้อออกอากาศวันนั้น ผักบุ้งทั้งตลาดทุกตลาดหมดเลย เพราะคนมาลองผัดแบบเจ๊ง้อ แล้วพอดีช่วงนั้นโซเชียลมันเริ่มมาแล้ว คนก็ลงกันว่า อร่อยจริงๆ มันก็ดังไปทั่วประเทศ หลังเจ๊ง้อมาออก เยาวราชจะไม่มาได้ยังไง แล้วถ้าเยาวราชมาแล้ว ในประเทศนี้จะเหลือที่ไหนจะไม่มา”

ตลอด 8 ปี มีร้านอาหารมาร่วม ครัวคุณต๋อย นับพันร้าน เขาได้พบเพชรเม็ดงามของวงการนับไม่ถ้วน อาทิ เจ๊เตี้ยขนมหวานเมืองเพชร โชติมา เจ๊ดำคลองสิบ เกิดการต่อยอดไปสู่การทำนิตยสาร แอปพลิเคชัน รวมถึงเทศกาลอาหาร ครัวคุณต๋อย Expo และครัวคุณต๋อยยกทัพ ซึ่งงานหลังนี้ได้บุตรชายคนโตเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

อย่างไรก็ดี การสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องเดียวที่คนผลิตรายการโทรทัศน์ต้องคำนึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบและยุติรายการให้เป็นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ที่ผ่านมา ไตรภพเลิกรายการมาแล้วมากมาย แม้จะยังได้รับความนิยมอยู่ 

“รายการไหนที่ขี้เกียจทำ เราก็พอ คนเราควรจะอยู่แค่พอ เหมือนอัศวินม้าขาวไม่ควรอยู่จนแก่ตายที่หมู่บ้านนั้น ควรออกไปแล้วตายที่ไหนก็ไปเถอะ อย่างน้อยคุณจะยังเป็นอัศวินไปตลอด เชื่อไหม เกมเศรษฐี มีคนมาขอให้ทำทุกวันเลย แต่เราไม่ทำแล้ว หรือ ฝันที่เป็นจริง ยุคนี้คนขอกันบ้าคลั่งเลย เพราะทำยังไงก็ประสบความสำเร็จ”

04

ชีวิตที่เพียงพอ

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของไตรภพ แน่นอนว่าความสามารถคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่อีกส่วนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากอิทธิพลของโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมไทย หากแต่หลายปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาดึงความสนใจของผู้คนออกจากหน้าจอ ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างไตรภพเองก็เช่นกัน ทุกวันนี้เขาเหลือรายการบนหน้าจอเพียง 2 รายการคือ ทูเดย์โชว์ กับ ครัวคุณต๋อย ซึ่งอาจเทียบไม่ได้เลยกับยุครุ่งเรืองที่เคยมีถึง 28 รายการ แต่เขาก็พอใจและไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา เพราะสุดท้ายแล้ว นี่ก็คือสัจธรรมของชีวิตมนุษย์

“ผมเป็นคนช่างคิด สมองผมใช้ไปแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ผมยังทำได้อีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่ผมไม่ทำเอง ทำแค่นี้ ถามว่าอะไรเป็นแรงผลักดัน ไม่มีหรอก เหมือนกับพอถึงจุดจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าปีนี้บริษัทต้องใช้เงินเท่านี้ เลี้ยงลูกน้องเท่านี้ เราก็ทำเท่านี้ หรืออย่างตอนนี้เกิด COVID-19 ขึ้นมา แล้วจะเอาเงินตรงไหนมาเลี้ยง ผมถึงจะคิดงานใหม่ แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ผมไม่ทำหรอก ไม่ทำจริงๆ”

เช่นเดียวกับงานพิธีกร ซึ่งไตรภพก็ยังคงทุ่มเท และมุ่งมั่นผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาเหมือนเช่นเคย แม้ไม่ได้รัก หรือสนุกที่จะทำก็ตาม เพราะสำหรับเขาแล้วหน้าที่และความรับผิดชอบคือ สิ่งที่สำคัญที่สุด

“มันก็เหมือนคนกวาดถนน ผมถามคำเดียวว่า มีใครบ้างที่รักและอยากเกิดเป็นคนกวาดถนน แต่ทำไมถนนถึงสะอาดแบบนี้ เพราะเขารู้จักหน้าที่ ผมทำงานเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความรัก ผมเริ่มงานในชีวิตมาด้วยกลไกนี้ ดังนั้นผมจะไม่เปลี่ยนแปลงหน้าที่เป็นความรักเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผมเห็นคนในอาชีพนี้หรือธุรกิจอื่น คนที่ใช้ความรักเป็นที่ตั้งมักพบกับความปวดร้าว พบกับความผิดหวังเมื่อไม่ได้อย่างใจ แต่ผมไม่เป็น เพราะผมไม่ได้รักมัน 

“อธิบายง่ายๆ ก็คงเหมือนคุณเป็นช่างปั้น ซึ่งทำงานออกมาสวยมากเลย หากคุณรักมันมาก แล้วมีคนเดินมา แล้วบอกไม่สวย ไม่เห็นดีเลย ถ้าคุณรักก็คงต้องเป็นบ้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ปั้น เมื่อปั้นออกมาแล้ว ต่อให้คุณจะชอบมันมาก แต่อย่างน้อย คุณก็ยังเข้าใจว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะชอบเหมือนกันหมด”

และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไม ไตรภพ ลิมปพัทธ์ จึงหยัดยืนบนเส้นทางจอแก้วได้อย่างมั่นคงมานานเกือบ 4 ทศวรรษ และยังกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้คนอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน

“ผมไม่เคยตกหลุมรักอาชีพนี้ และไม่มีอะไรทำให้เป็น ถึงวันนี้ก็ไม่เป็น ไม่เคยมีภาพอย่างนั้นในชีวิตเลย” คือความในใจของ ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ที่มีต่องานพิธีกรซึ่งทำมานานเกือบ 40 ปี

หลายคนฟังแล้วคงรู้สึกแปลกใจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชายคนนี้คือสุดยอดพิธีกรแห่งยุคที่สร้างปรากฏการณ์บนจอแก้วจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ฝันที่เป็นจริง รายการพูดคุยผสมละครที่บอกเล่าชีวิตและการต่อสู้ของคนดีที่ขาดโอกาส

ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่นักร้อง นักแสดง ต่างใฝ่ฝันจะไปออกสักครั้งหนึ่งในชีวิต

เกมเศรษฐี ควิซโชว์ 16 คำถามที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ครัวคุณต๋อย รายการทำครัวที่ช่วยให้ร้านอาหารฝีมือเยี่ยมเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง

แน่นอนทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกความคิด และกลั่นกรองออกเป็นงานสร้างสรรค์ได้อย่างไม่รู้จบ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ได้รับโอกาสดีจากพิธีกรมือเก๋า ให้มาร่วมพูดถึงเส้นทางการทำงานอันยาวนาน ตั้งแต่ก้าวแรกถึงปัจจุบัน ท่ามกลางโลกที่วงการโทรทัศน์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ย้อนความจำ ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ทนายผู้กลายเป็นตำนานพิธีกร ครองจอแก้วเกือบ 4 ทศวรรษ
01

พิธีกรราชรถมาเกย

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2525 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ยังเป็นทนายความอยู่ที่สำนักกฎหมาย มณี เทพภักดี

ตลอดชีวิตเขาไม่เคยคิดที่จะเข้าสู่ถนนสายบันเทิงเลย แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน หลังตกกะไดพลอยโจน รับปากลูกพี่ลูกน้องว่าจะมาร่วมออกรายการโทรทัศน์

“น้องสาวคนนี้เป็นลูกของป้า เรียนเก่งเป็นพิเศษ พอจบ มศ.5 ก็สอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เป็นที่ 1 ผมก็ถามเขาว่าอยากได้ของขวัญอะไร เดี๋ยวซื้อให้ เขาก็บอกจริงนะ ไม่โกหก แล้วเขาก็บอกให้ไปเล่นเกมกับเขา ชื่อ เกมล้มเค้า ทางช่อง 5 เป็นเกมที่เอาสองครอบครัวมาแข่งกัน ผมก็บอกว่าไม่เอา เล่นไม่เป็น เขาก็บอกสัญญาแล้วไง ก็เลยต้องไป”

สมัยนั้นการออกหน้าจอสำหรับคนทั่วไปเป็นเรื่องใหญ่มาก หลายคนกลัวกล้อง ไม่กล้าพูดหรือแสดงออกมากเกินไป แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ทำงานอยู่หน้าบัลลังก์ศาลมาตลอด เพราะเขาพูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ กล้าสื่อสาร กล้าตอบโต้ แถมก่อนจบรายการ ยังถามพิธีกรด้วยว่า ถ้าอยากพูดกับผู้ชมต้องพูดกับกล้องไหน พอพิธีกรบอกว่า ถ้าเห็นกล้องไหนที่มีไฟแดงขึ้นให้พูดกับกล้องนั้น เขาก็พูดประโยคสั้นๆ ว่า “สวัสดีคุณยาย ต๋อยออกทีวีแล้วนะ” 

หลังถ่ายเสร็จ ไตรภพกลับมาเป็นทนายความตามเดิม แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะลีลาอันโดดเด่นดันไปเข้าตา ต้น-ลาวัลย์ ชูพินิจ ผู้บริหาร JSL เจ้าของรายการ จึงเชิญมาพูดคุยด้วย แวบแรกเขาคิดว่าบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่อยากปรึกษาเรื่องกฎหมาย แต่ปรากฏว่าลาวัลย์ยื่นข้อเสนอให้เขามาเป็นพิธีกรในรายการใหม่ของ JSL แทน

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอพี่ต้นถามว่ามาเป็นพิธีกรไหม ผมก็บอกว่าไม่เป็น ไม่เอา พอกลับมาบ้านเล่าให้ภรรยาฟัง ดูสิเรื่องนี้ตลกมาก อยู่ดีๆ เรียกฉันให้เป็นพิธีกร ภรรยาผมตอบกลับมาว่า ไม่เห็นตลกเลย และบอกว่า เธอรู้ไหม คนบางคนเขาหาโอกาสอย่างนี้มาชั่วชีวิต เธอนี่ราชรถมาเกย แต่ไม่เอา เราก็แปลกใจ งงมากกว่า ตามหลักผู้หญิงไม่ควรจะอยากให้สามีมาอยู่ในวงการบันเทิง แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“พอหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน พี่ต้นก็โทรมาอีก พูดเหมือนเดิม แต่ว่าหนักแน่นขึ้น แล้วก็พูดว่าเวลาของเราไม่เสียนะ เพราะเดือนหนึ่งจะอัดแค่สองวันเท่านั้นเอง วันอะไรก็ได้กำหนดมาเลย ขอให้กรุณาไปตัดสินใจใหม่อีกที ผมก็เลยคิดถึงคำพูดของภรรยาขึ้นมา จึงบอกเขาว่า ลองดูก็ได้”

รายการแรกที่ไตรภพเป็นพิธีกร คือ พลิกล็อค มีกติกาง่ายๆ ให้ผู้เข้าแข่งขันทายว่าตัวเลขต่อไปนั้น มากกว่าหรือน้อยกว่า โดยครั้งนั้นมีพิธีกรร่วมอีก 2 คน คือ วาสนา สิทธิเวช นางเอกสาวคนดังของยุค และ ดี๋ ดอกมะดัน ตลกแถวหน้าของเมืองไทย

ความยากของบทบาทใหม่ ไม่ใช่การทำหน้าที่ แต่คือการเอาชนะความตื่นเต้นของตัวเอง

ไตรภพเล่าว่า ตอนถ่ายทำเทปแรก เขาแทบเอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เพราะถ้าจับแล้วโพเดียมจะสั่นทันที แต่บุคคลที่เข้ามาช่วยให้คลายกังวล คือ ตุลชัย ธรรมดุษฎี พิธีกรมือเก๋าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับเวที

“ตอนนั้นคุณตุลชัยเดินมาพูดว่า คุณไตรภพเก่งมาก ทำงานครั้งแรกไม่สั่นเลย ผมทำงานมาเจ็ดแปดเดือน ถึงจะเริ่มจับทางตัวเองได้ว่าเป็นยังไง และต้องใช้เวลาอีกเป็นปีถึงไม่รู้สึกกังวล ผมก็เลยบอก ผมเองก็ตื่นเต้น เอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เขาก็บอกว่าไม่จริง ดูยังไงก็ไม่เห็นเป็นแบบนั้น เราก็ไม่ได้ตอบเขา แต่นึกในใจว่าคุณดูไม่เห็นหรอก เพราะผมเป็นทนาย ถ้าคุณเห็นอะไรจากข้างนอกแล้วรู้ไปถึงข้างใน ผมคงมีอาชีพแบบนี้ไม่ได้

“ก่อนกลับเข้าฉาก คุณตุลชัยก็พูดขึ้นมาว่า ถึงอย่างไรคุณไตรภพช่วยจำไว้นิดหนึ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนนั้น มีคนคนหนึ่งที่อยู่หลังม่าน หลังเวทีตรงนี้เป็นกำลังใจให้คุณตลอดเวลา ผมมองหน้าเขาแล้วมันก็ยูเรก้าเดี๋ยวนั้น มีคนแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ ทำไมดีอย่างนี้ แล้วตั้งแต่วันแรกที่ผมทำงานจนถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยตื่นเต้นเลยแม้แต่หนเดียวในชีวิต เพราะไม่ว่าจะขึ้นเวทีที่ไหน ผมก็มีคุณตุลชัยอยู่ในใจเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นบทบาทเบื้องต้นที่สำคัญของชีวิตผมเรื่อยมา”

แม้จะไม่ได้รู้สึกรัก แต่ไตรภพก็เชื่อว่าการทุ่มเทอย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานใดๆ ก็ตาม

เขาสังเกตและศึกษากระบวนการผลิต เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ บนเวที ตำแหน่งกล้อง ตำแหน่งไฟ ตำแหน่งการยืนที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการพูด การเว้นวรรค รวมถึงปรับพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่อาจไม่เหมาะสมกับหน้าจอโทรทัศน์ เช่น การพยักหน้าตอบผู้ร่วมรายการ ซึ่งช่วงแรกเขาทำเยอะเกินไป ถึงขั้นที่ลาวัลย์เคยทักว่า “ต๋อยเหมือนนกกระเด้าลมเลย”

“พี่ต้นพูดแค่นี้ แต่ทำให้เราเข้าใจเลยว่า บางทีจะใช้ Respond ปกติของมนุษย์ไม่ได้ มันต้องสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไป เหมือนอยู่ในศาล ก็จะมีกระบวนการในการพูด การจัดการ การเรียงลำดับ การวรรค การผ่อนคลาย การมองผู้พิพากษาว่าสนใจไหม คู่ต่อสู้ คู่ความรู้สึกยังไง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นฟังสักสิบคำถึงพยักหน้าสักที หรือเรายิ้มแทนได้ เพราะการยิ้มก็เป็น Respond ที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ไตรภพใช้เวลาอยู่นานร่วมปี ทุกอย่างจึงเข้าที่เข้าทาง สำหรับเขาแล้ว งานพิธีกรโดยเฉพาะเกมโชว์ ไม่ใช่เรื่องยาก หากจับทางถูก เพราะสิ่งที่เกมโชว์ต้องการจากผู้ดำเนินรายการ คือทักษะในการควบคุมเกมนั่นเอง

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“เกมโชว์กับทนายเหมาะกันที่สุด เพราะเกมโชว์ไม่ได้ต้องการอะไรจากพิธีกรมาก แค่ความเฉียบคม แล้วก็จังหวะของการเป็นตัวไกด์และสร้างแรงกระตุ้น สมมติเขาทายถูกต้อง เราก็ไล่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ถูก เราก็เสียใจกับเขา เช่น เล่นมาถึงตัวสุดท้าย ถ้าถูกจะได้หนึ่งแสน ปรากฏว่าทายผิด เราก็อาจบอกว่า ‘เสียใจด้วยจริงๆ ครับ ถ้าผมเป็นคุณนะ ป่านนี้ผมตายไปแล้ว แต่เห็นคุณยังยืนอยู่ได้ คุณยอดคนจริงๆ’ แล้วก็ปรบมือให้ เขาต้องการแค่นั้น ไม่ได้ต้องการมากกว่านั้น

“แต่การจะพูดอะไรได้นั้น มาจากการเห็นจากเขา ถ้าเขานิ่ง ก็พูดอย่างเมื่อกี้ แต่ถ้าไม่นิ่ง แล้วเขารู้สึกเสียอกเสียใจ ก็บอกไปว่า ‘ช่างมันเถอะครับ นี่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเรา’ เพราะฉะนั้น มันไม่ยากหรอก เขาไม่ได้ต้องการคุณมาก ผมเป็นแค่ MC เป็นแค่คนคุมเกม คอยสร้างความตื่นเต้น เมื่อถึงจังหวะที่ควรตื่นเต้น และสร้างความน่าเสียใจ เมื่อถึงจังหวะที่ควรเสียใจ”

หลังทำรายการ พลิกล็อค ทาง JSL ก็ได้เปลี่ยนพิธีกรเป็น ปัญญา นิรันดร์กุล ส่วนไตรภพก็ไปช่วยบุกเบิกรายการใหม่ๆ อย่างเช่น ลาภติดเลข และ ชิงหลัก เขาทำผลงานโดดเด่นถึงขั้นคว้ารางวัลเมขลา ประจำ พ.ศ. 2526 สาขาพิธีกรบันเทิงชายดีเด่นมาครอบครอง

แต่แล้วใน พ.ศ. 2527 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ตัดสินใจลาออก และหันกลับไปเป็นทนายความอย่างเดียว

“ผมลาออกด้วยเหตุหลายประการ หนึ่งด้วยความเหมาะสม เนื่องจากมีรายการบางรายการที่ผมอยากทำ และคิดว่าทำแล้วดี ทำแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ความเห็นไม่ตรงกัน อีกส่วนคืองานของเขาต้องการคนแบบหนึ่ง แต่ผมเป็นคนอีกแบบ ก็เลยไม่เหมาะ คือไม่ได้ทะเลาะกัน ทุกวันนี้เจอพี่ต้น พี่หน่อย (จำนรรค์ ศิริตัน) ก็ยังกราบ เจอ พี่สมพงษ์ (สมพงษ์ วรรณภิญโญ) ก็ยังกราบ แต่เมื่อมันไม่เหมาะสมก็ออกแค่นั้นเอง แล้วตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะเลิกเลย ไม่ได้คิดว่าจะทำกับที่อื่น เพราะผมไม่ได้อินเลิฟกับอาชีพนี้อยู่แล้ว”

02

หนทางสู่ตำนาน

แม้ไม่คิดหวนกลับมาสู่วงการบันเทิง แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะลิขิตไว้แล้วให้เขาต้องเลือกเส้นทางสายนี้

เพราะช่วงปลายปีเดียวกัน สองผู้บริหารจากค่ายกันตนา คือ กิตติ โรจน์ชลาสิทธิ์ และ จาฤก กัลย์จาฤก เชิญไตรภพไปพูดคุย ด้วยหวังจะชักชวนให้มาทำงานร่วมกัน เขาจึงเล่าไอเดียที่คั่งค้างตั้งแต่สมัยอยู่ที่ JSL ให้ทั้งคู่ฟัง

 “ผมบอกเขาว่ามีรายการที่อยู่ในใจ คิดไว้ตั้งนานแล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ เขาก็บอกว่าช่อง 3 ยังไม่เคยมีเกมโชว์เลย ถ้าเอาไปเสนอก็น่าจะได้ แต่ถ้าเสนอได้คุณไตรภพต้องทำนะ ผมก็พูดว่าไม่เป็นไร คุณเอาไปก็ได้ ผมไม่ว่า เพราะผมคิดว่ารายการแบบนี้ดี เขาบอกไม่ได้ เราต้องทำด้วยกัน แล้วก็มาเป็นหุ้นส่วนกัน เปิดเป็นบริษัทบอร์นฯ ขึ้นมา”

รายการแรกที่ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผลิตเอง ชื่อ เอาไปเลย เป็นเกมโชว์ทายราคาข้าวของ 

“สมัยก่อนมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไม่กี่ห้าง หนึ่งในนั้นก็มีเซ็นทรัล เราก็เลยทำ เอาไปเลย บาย เซ็นทรัล เอาของในห้างเซ็นทรัล เช่น สเกตบอร์ด เสื้อ น้ำหอม มาทายราคา ถ้าคุณทายถูกก็จะได้เล่นแจ็กพอต แล้วเวลาเล่น คือไปเข้าตู้ ก็จะมีตู้ให้เลือก ถ้าคุณเข้าตู้ถูก ดึงแล้วไม่โดนน้ำ ไม่โดนแป้ง ก็รอดตัวได้รางวัล เราเป็นเจ้าแรกของประเทศ ไม่เคยมีใครทำ”

แล้วความเชื่อของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ เอาไปเลย ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้ชม ส่งผลให้ไตรภพได้เวลาจากช่อง 3 เพิ่มขึ้น เกิดรายการเกมโชว์ใหม่ๆ ตามมาอีกเพียบ ตั้งแต่ เกมละครปริศนา, อะไรเล่า, 50/50, รวยอุตลุด, คุณขอมา ฯลฯ จนเขาต้องหยุดอาชีพทนายความ เพื่อทุ่มเวลากับงานบันเทิงเต็มตัว

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

หากแต่รายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และกลายเป็นภาพจำติดตัวผู้ชายที่ชื่อไตรภพเรื่อยมา คงต้องยกให้ ฝันที่เป็นจริง ซึ่งเริ่มออกอากาศเทปแรกเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2531

คอนเซปต์ของ ฝันที่เป็นจริง คือทุกคนมีความฝัน แต่การจะทำฝันให้เป็นจริงได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีโอกาสด้วย

โดยไอเดียนี้เริ่มมาจากบทสนทนาในออฟฟิศเกี่ยวกับความฝันว่า บางครั้งคนเราก็แยกไม่ออกระหว่างความฝันกับฝันที่เป็นจริง เพราะหากเราแยกออก ชีวิตก็จะมีความสุข

“อย่างผมฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ฝันของผมเป็นเรื่องที่ Impossible หมดเลย สำหรับผม มนุษย์ควรฝันแบบนั้น เพราะฝันแล้วมีความสุข แต่ถ้าอยู่ในชีวิตจริงๆ ฝันนั้นต้องเป็นจริงได้ ต้องเกิดจากกระบวนการที่ทำได้จริง อย่างผมอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ไปหัดเหาะทุกวัน หัดจนตายก็เหาะไม่ได้ แต่ถ้าผมอยากจะผัดกับข้าวเก่ง อยากเป็นเชฟที่เก่ง ผมก็หัดผัดกับข้าวทุกวัน เดี๋ยวสักวันผมก็จะมีฝันที่เป็นจริง

“พอได้ไอเดีย ผมก็เล่าให้หุ้นส่วนฟัง เขาก็บอกว่าคอนเซปต์นี้นำไปเสนอได้ เพราะเราเอาฝันของคนที่ทำมาหากิน คนรากหญ้าที่เขาอยากมีฝันที่เป็นจริง แต่ไม่มีทางมีได้เพราะขาดโอกาส สำหรับผมแล้ว โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เขาผัดกับข้าวเป็น อร่อยเลย แต่ให้ไปทำค้าขายไม่มีทาง เพราะต้องมีทุนเริ่มต้นสี่หมื่นบาท ต่อให้เก่งขนาดนั้น ถ้าจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องมีทุน ถึงจะมีฝันที่เป็นจริงได้”

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

จุดเด่นของ ฝันที่เป็นจริง อยู่ที่บุคคลต้นเรื่อง ซึ่งเป็นคนดีที่น่ายกย่อง ดังคำพูดปิดท้ายรายการที่เขามักกล่าวเสมอว่า เหตุผลที่แต่ละคนได้มานั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ ‘เพราะคุณเป็นคนดี’

“ตอนแรกเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ แต่พอเราคุยไป ก็นึกในใจว่า ดีจริงๆ ทำไมเขาถึงดีได้ขนาดนี้ ถ้าเขาเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมสักนิด ไม่มีทางที่เขาจะคิดหรือทำแบบนี้ได้ เช่น เขาควรจะมีชีวิตที่ดีของตัวเองคนเดียว แต่เขาทำไม่ได้ เพราะต้องเอาเงินมาให้แม่ที่ยังอยู่ด้วยกัน ต้องแอบเอาเงินให้พ่อที่แยกออกไป ต้องดูแลลูกเองเพราะผัวทิ้งไปแล้ว ทั้งหมดนี้มันเกิดจากเขา คอนเซปต์ของผมคือให้โอกาส ให้เขาไปทำฝันให้เป็นจริง แต่คุณรู้ไหม คุณได้เพราะอะไร เพราะคุณเป็นคนดี หลังเทปแรกออกไป ผมเรียกประชุมลูกน้องเลย แล้วบอกว่า ถ้าไม่ใช่คนดี ต่อให้เรื่องสวยหรูขนาดไหน ไม่ต้องทำ อย่าฆ่าตัวตาย นี่เลยกลายเป็นคอนเซปต์ของเราเรื่อยมา”

นอกจากคนต้นเรื่องแล้ว รูปแบบการนำเสนอก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก โดยตัวรายการจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก คือ สารคดี ละคร และสัมภาษณ์ แต่ช่วงที่โดดเด่นสุดคือละคร เพราะเป็นช่วงที่ทำให้ผู้ชมเห็นภาพและเข้าใจชีวิตของผู้ร่วมรายการได้ชัดเจนที่สุด

ว่ากันว่ากว่าจะได้มาแต่ละเรื่อง ทีมงานต้องลงพื้นที่อย่างหนัก คลุกคลีอยู่ในสลัมนานร่วมเดือน จากนั้นจึงค่อยๆ กลั่นกรองฉากที่น่าสนใจออกมาเป็นบทที่สั้นแต่ทรงพลัง ซึ่งคนเขียนหลัก คือ ปริ้นซ์-มรุธา รัตนสัมพันธ์ มือเบสวง วงตาวัน และเมื่อบทเสร็จเรียบร้อยก็จะถูกส่งต่อให้ ฉลวย ศรีรัตนา ผู้กำกับภาพยนตร์คนดัง

“บทของเขาแค่อ่านอย่างเดียวก็ร้องแล้ว ยิ่งมีอาหลวยเป็นคนกำกับ ถ้าเป็นคนเก่าๆ จะรู้ว่าอาหลวยเก่งแค่ไหน เพราะอาถ่ายละครเหมือนถ่ายหนัง ก็เลยได้ภาพที่คุณต้องการออกมาตลอดเวลา อีกอย่างคือ นักแสดงที่เล่นนั้นเก่งโคตรๆ ถ้าย้อนดูมีไม่กี่คนหรอกที่เล่นประจำ อย่างบทไอ้เมาคือ โกวิท วัฒนกุล พวกนี้เก่งมาก เพราะโดนอาหลวยตบ ตี ผลัก ด่า จนกลายเป็นมืออาชีพ

“พอดูเสร็จ ละครก็จะมาจบที่ว่า แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลูก คือจบแบบชีวิตแบบหม่นเลยนะ จากนั้นก็จะโยนกลับมาที่ผม พบกับตัวจริง ป้าสำรวย จิตมั่น ป้าสำรวยก็ออกมา แล้วผมก็บอก ‘ป้าเห็นภาพนั้นแล้ว ยังจำได้ใช่ไหม’ เท่านี้แกก็ร้อง เดี๋ยวนั้นเลย เราไม่ต้องไปสร้างอารมณ์ให้เขา แล้วแกก็เล่าของแกไป จากนั้นเราก็เสริม ‘รู้ไหม ป้าเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขาเลิกไปแล้ว ทำไมป้ายังรับไหว’ เราถามคำถามง่ายๆ แบบนี้ แกก็บอก ‘เพื่อลูกไงคะ’ จากนั้นเราก็เชิญลูกสาวออกมา พอลูกออกมาก็ร้องอีก แค่นั้นแหละ มันก็ประสบความสำเร็จ 

“เพราะการทำทีวี มันต้องมีลีลาและความหมาย บังเอิญผมโชคดีที่ได้ทำงานที่มีลีลาและความหมายที่เป็นเรื่องจริง ไม่ต้องแต่งเติมหรือเสริมสร้าง ซึ่งทีมงานของผมทุกคนก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะมาเรียกอารมณ์ผู้ชม แต่เราทำสิ่งที่เป็นจริง”

ในยุคนั้น ฝันที่เป็นจริง ถือเป็นรายการที่โด่งดังมาก กวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มานับไม่ถ้วน จนช่อง 3 ต้องขยายเวลาออกอากาศจากครึ่งชั่วโมงเป็น 1 ชั่วโมง และเพิ่มวันฉายจากวันอาทิตย์ เป็นทุกวันเสาร์-อาทิตย์

สำหรับไตรภพแล้ว รายการนี้เป็นเสมือนบทเรียนที่ช่วยตักเตือนว่า อย่าหลงลืมเรื่องดีๆ ของมนุษย์ เขาได้เห็นแง่มุมมากมาย ทั้งเรื่องเศร้า เรื่องประทับใจ ตลอดจนต้องพึงระลึกว่า การทำอะไรก็ตามจำเป็นต้องรอบคอบ 

เรื่องหนึ่งที่พิธีกรคนดังจำได้ไม่ลืมคือ ก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์ น้องชายของเขาไปถ่ายงานในสลัม แล้วก็ดื่มน้ำอัดลมไปด้วย พอดีลูกชายของเจ้าของเรื่องนั่งอยู่ด้วย แล้วก็มองที่น้ำขวดนั้น เขาก็เลยยกให้เด็ก ปรากฏว่าพอแม่เด็กเดินเข้ามาเห็นก็ปัดขวดทิ้งทันที แล้วก็ตีลูก ก่อเกียรติจึงรีบบอกว่า เด็กไม่ได้ขอ เขาให้เอง แม่เด็กหันกลับมาตวาดทันทีว่า “เวลาคุณไม่อยู่แล้วใครจะเป็นคนให้” ซึ่งเป็นแง่มุมที่พวกเขาไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลย

แม้แต่การมอบรถเข็นช่วงท้ายรายการ ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า นี่เป็นเสี้ยวเดียวของการช่วยเหลือเท่านั้น

“การจะช่วยคนรากหญ้า คุณจะเอาหม้อ เอาไห แล้วไม่มีที่ขายได้ยังไง ความจริงเราไปติดต่อหาพื้นที่ขายให้ด้วย บางคนไปตั้งหน้าโรงงาน ผู้จัดการฝ่ายโรงอาหาร ให้วางตรงนี้ แต่พอเจ้าของโรงงานรู้ บอกไม่ต้องเข็นแล้ว ไม่ต้องขายแล้ว ต่อไปเธอรับผิดชอบคนงานพันคนไปเลย.. คุณเชื่อไหม คนพวกนี้ที่ผมให้เงินไปสี่ห้าหมื่นบาท เขาได้รับเงินช่วยเหลืออีกเท่าไหร่ บางคนได้เป็นล้าน บางคนตอนนี้เป็นเศรษฐีของประเทศ เป็นเจ้าของโรงงานก็มี”

และนี่คือปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ผ่านรายการเล็กๆ ที่ไตรภพสร้างสรรค์ขึ้นสู่ผู้ชมทั่วเมืองไทย

03

รายการแห่งความทรงจำ

ทไวไลท์โชว์, คู่รัก, ลับเฉพาะคนรู้ใจ, เฉียด, ใครผิดใครถูก, จู๊คบ็อกซ์เกม, เกมเศรษฐี คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของรายการที่ผู้ชายคนนี้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหลายรายการได้กลายเป็นหมุดหมายและตำนานของวงการโทรทัศน์เมืองไทย

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

ไตรภพเล่าว่า หลักคิดสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาเข้าไปอยู่ในใจผู้ชมคือ “คนดูก็เหมือนผม เขาต้องการอย่างเดียวกับที่ผมต้องการ” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย

“เวลาเป็นเรื่องสำคัญ สมมติต่อไปในอนาคตข้างหน้าผู้ชายจะไม่ใส่ขายาวอีกเลย จะใส่แต่ขาสั้น แต่คุณใส่เลยปีนี้ คุณอาจจะดับ ดังนั้นต้องดูให้เป็นว่ามันจะ Beyond ไหม คุณอาจได้เป็นประวัติศาสตร์ที่เขาพูดแค่ว่า มีคนเคยทำแล้วนะ เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่เขาไม่ได้จำคุณหรอก เพราะตอนนั้นมันยังไม่ถึงเวลา แต่คุณดันทำ”

ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก คือ ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ซึ่งเคยครองอันดับ 1 มานานหลายสิบปี

ความจริงหุ้นส่วนของเขา อยากให้ทำรายการประเภทนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เปิดบริษัท แต่ไตรภพรู้สึกว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงชะลอความคิดนี้ไว้นานถึง 5 ปีเต็ม

“เขาถามตลอดว่าทำไมไม่ทำ แต่ผมก็ตอบว่า หนึ่ง คนจะทำทอล์กโชว์ ต้องถึงที่ที่จะทำได้ ถึงที่ของการยอมรับ สอง เมื่อจะทำคุณมีความสามารถแค่ไหน มีความรู้กว้างขวางเพียงใด ผมคิดว่าตัวเองไม่ถึง จึงยังไม่ทำ จนถึงอายุสามสิบห้า ผมถึงคิดว่าทำได้แล้ว ก็เลยทำ แล้วก็บอกสถานีว่า ขอเป็นตอนเย็นวันอาทิตย์ ถ้าไม่ได้เวลานี้ผมก็ไม่ทำ โชคดีที่ผมมีนายที่ดีมาก นายผมชื่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ เวลาพูดอะไรแกก็จะหมั่นไส้ผมมาก แต่แกเชื่อในผม Believe in me”

ความน่าสนใจของ ทไวไลท์โชว์ คือความหลากหลาย ครบรส และเต็มอิ่ม

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างช่วงทอล์กโชว์ ถือเป็นช่วงที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะนอกจากจะมีดารา นักแสดง คนดังมาพูดคุยแล้ว บางครั้งก็มีแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ไม่เคยยอมออกทีวีมาก่อน แต่กลับเลือกมาสนทนากับไตรภพเป็นที่แรก

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คำถามที่ป้อนให้ผู้ร่วมรายการนั้น เจาะลึกไปถึงเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงการต่อสู้ การฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนมีวันนี้ ซึ่งหลายอย่างก็นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้

ที่สำคัญ แม้ในรายการไตรภพจะถามตรงไปตรงมาเพียงใด แต่เขาก็ยังคงยึดหลักที่ว่า ไม่ฆ่าใครออกจอ และถ้าเป็นไปได้ก็จะพยายามยกเรื่องดีๆ ของแขกรับเชิญมาคุยให้มากที่สุด จนใครหลายคนยกให้เขาเป็น จอมอวย หรือ ป๋าดัน

“เป็นความตั้งใจ เพราะงานทุกอย่างที่ผมทำเกิดจากการศึกษาพระธรรมทั้งสิ้น แล้วสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ เวลาจะพูดถึงใคร ให้พูดถึงความดีของเขา ถ้ามีสิ่งไม่ดี ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ อีกอย่างมาจากสิ่งที่คุณตุลชัยเคยพูดกับผม ผมคิดว่า การให้สิ่งดีๆ นั้นมีค่าและมีประโยชน์มาก แล้วการที่คุณบอกเขาว่า คุณเป็นคนดีและกตัญญู คุณก็จะถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นคนกตัญญู ซึ่งคงยากมากที่คุณจะออกจากรายการแล้วไปตบแม่ แต่ผมไม่ได้หมายความว่า คนนี้จะดีทุกเรื่อง เพราะมนุษย์ก็ดีคนละแบบ เช่นกันมนุษย์ก็เลวคนละแบบ แต่รายการผมไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตีแผ่ความเลวของคน ผมทำรายการเพื่อส่งเสริมสังคม”

นอกจากช่วงทอล์กโชว์ที่โดดเด่น ทไวไลท์โชว์ ยังเป็นรายการแรกที่เปิดเวทีให้ตลกคาเฟ่บนจอแก้ว ผ่านช่วง ไลฟ์โชว์ จนหลายคณะโด่งดังกลายเป็นตลกระดับประเทศ

ในมุมของไตรภพ ตลกถือคือความบันเทิงที่เสพง่ายที่สุด เรียกรอยยิ้ม เรียกความสุขได้มหาศาล

แต่กว่าที่รายการจะเข้ารูปเข้ารอยได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย โชคดีที่เขามีตัวช่วยสำคัญอย่าง ดี๋ ดอกมะดัน และ จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก แห่งคณะซุปเปอร์โจ๊ก คอยเป็นสื่อกลางประสานตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมรายการ

“ผมกับพี่ดี๋รู้จักกันมาตลอดอยู่แล้ว พอบอกว่าจะทำ แกก็พูดเลยว่า มึงทำอะไร กูเอาด้วย ส่วนพี่จุ๋มจิ๋ม แกรักผมมาก จำทุกซีนในรายการผมได้ พอบอกว่าจะทำช่วงตลก แกก็ช่วยเต็มที่ อย่างข้อแม้ที่ว่า ตลกทุกคนต้องใส่สูทเข้ารายการ ก็จะมีตลกบางคนบอกว่า ทำไมต้องใส่ด้วย เพราะยุคนั้นไม่มีใครใส่เลย แต่พี่จิ๋มพูดง่ายๆ คำเดียวว่า เขาบอกให้ทำก็ทำ มึงไม่ทำมึงมาเจอกับกู ก็จบเลย” อาต๋อยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกไฮไลต์หนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง เพราะก่อนหน้านั้นตลาดเพลงลูกทุ่งเมืองไทยซบเซาสุดขีด ศิลปินหลายคนเลิกวง หันไปประกอบอาชีพอื่น ไตรภพจึงพูดคุยกับ ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ ให้ช่วยเอาวงมาออกรายการ จนเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่ว หลังจากนั้นก็ควานหาลูกทุ่งเก่าๆ มานำเสนอ บางคนเขาต้องบุกไปเชิญตัวถึงต่างจังหวัด จนในที่สุดเพลงลูกทุ่งก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ ทไวไลท์โชว์ อยู่คู่จอโทรทัศน์ ถือเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จนไม่มีช่องไหนอยากทำรายการแข่งในช่วงเวลาเดียวกัน แถมช่อง 3 ยังขยายเวลาออกอากาศจากชั่วโมงเดียวกลายเป็น 3 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรายการประเภทนี้

เช่นเดียวกับศิลปินที่เชิญมาออกรายการก็เกิดแทบทุกราย เช่น โลโซ หรือ โมเดิร์นด็อก ซึ่งเดิมทีรู้จักแค่ในกลุ่มวัยรุ่น แต่พอออก ทไวไลท์โชว์ ผู้ใหญ่ เด็ก หรือชาวบ้านทั่วไปก็เริ่มรู้จัก เนื่องจากสมัยนั้นโทรทัศน์เป็นสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลกับผู้ชมมากเป็นลำดับต้นๆ

หาก ทไวไลท์โชว์ คือตำนานทอล์กโชว์ คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า เกมเศรษฐี เมื่อ พ.ศ. 2543 คือสุดยอดควิซโชว์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองไทย

รูปแบบของ เกมเศรษฐี คือการตอบคำถามประเภทความรู้รอบตัวจำนวน 16 ข้อ โดยผู้ร่วมรายการก็คือ บุคคลทั่วไปนั่นเอง แต่สิ่งที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดคือ เงินรางวัล 1,000,000 บาท สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ตอบคำถามถูกทุกข้อ โดยระหว่างนั้นรายการจะมีตัวช่วย 3 ข้อ คือ เปลี่ยนคำถาม โทรศัพท์ถามใครก็ได้ และตอบได้ 2 ครั้ง

ไตรภพบอกว่า แก่นคิดของรายการนั้นง่ายมาก เพราะความจริงแล้วก็ไม่ต่างกับรายการ ตอบปัญหาภาษาอังกฤษกับเชลล์ ในอดีตเลย แต่สิ่งที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จคือ จังหวะเวลา รูปแบบ และรางวัลที่จูงใจ

“ถ้าได้ถ้วยอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องมีเงินด้วย สมัยนั้นถ้าจุใจก็ต้องล้านหนึ่ง แล้วก็มีตัวช่วยอีกสามตัว แต่จริงๆ ยังมีตัวช่วยอีกตัวที่แฝงอยู่ ก็คือ น้ำใจ เช่น เขาจะตอบแล้ว สมมติตอบข้อสอง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผิด ถ้าเขาพูดว่า ‘เป็นคำตอบสุดท้าย’ คือจบเลยนะ แต่ถ้ายังไม่พูด ผมก็จะบอกคุณยังมีตัวช่วยนะ นี่คือตัวช่วยตัวที่สี่ คือน้ำใจ มึงใช้เถอะ มึงผิดแน่ๆ แต่มีเหมือนกันที่มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วสุดท้ายก็ผิด ต้องออกจากรายการไป”

ในยุคนั้น เกมเศรษฐี ฮอตฮิตมากถึงขั้นทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ บนถนนแทบไม่มีรถวิ่ง เช่นเดียวกับเรตติ้งของรายการ ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์คือ 30 มากกว่าละครดังๆ ร่วมยุคเกือบเท่าตัว

และเมื่อจัดสัญจรในต่างจังหวัด ก็ยังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เช่น ตอนไปเชียงใหม่ มีคนมาต่อคิวสมัครร่วมเล่นเกมถึง 20,000 คน นับเป็นปรากฏการณ์ที่น้อยคนนักจะทำได้

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อีกรายการที่ฉายภาพของนักสร้างสรรค์อย่างชัดเจน คือ ครัวคุณต๋อย เพราะเป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารทั่วประเทศยอมออกทีวีมาสอนสูตรเด็ดต่อหน้าผู้ชมทั่วประเทศ

ไตรภพเล่าว่า ไอเดียเกิดจากข้อสังเกตที่ว่า ทำไมรายการครัวในบ้านเราถึงมีพ่อครัวเป็นผู้ดำเนินรายการ ไม่มีพิธีกร และต่อให้พ่อครัวคนนั้นจะเก่ง แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า คนๆ เดียวจะทำอาหารทุกอย่างอร่อยหมด เพราะฉะนั้น แทนที่จะใช้เชฟคนเดียวมาทำ ก็ไปตามหาสุดยอดฝีมือของอาหารแต่ละชนิดมาสอนดีกว่า ซึ่งก็คือบรรดาร้านอาหารต่างๆ นั่นเอง

แต่แน่นอน สมัยนั้นสูตรอาหารถือเป็นความลับที่ไม่มีใครยอมเปิดเผย ไตรภพจึงไปเกลี้ยกล่อม ณชนก แซ่อึ้ง แห่งครัวเจ๊ง้อ ซึ่งมีจานเด็ดคือผัดผักบุ้ง มาเป็นตัวเปิดรายการ

“ปกติผักบุ้ง ผัดแล้วต้องไม่กรอบ แต่เจ๊ง้อผัดยังไงไม่รู้ถึงยังกรอบอยู่ ก็ไปหาแก ขอให้มาออกรายการสอนทำอาหาร เจ๊ง้อบอกสอนไม่ได้ เป็นความลับ เลยบอกแกว่า ถ้าคนที่ดูเจ๊ง้อ บางคนมาทานที่ร้านไม่ได้ เพราะอยู่ต่างจังหวัด อีกส่วนมาไม่ได้ เพราะว่าจน เขาควรได้กินสิ่งดีๆ บ้าง และอีกส่วนเขาจะไม่มีวันทำเองเลย เขาจะมาที่ร้านเจ๊ง้อ แล้วต่อให้ใครทำเหมือน เขาก็จะไปโฆษณาต่อว่าเหมือนเจ๊ง้อ ยิ่งส่งเสริมขึ้นไปอีก อีกอย่างเจ๊ง้อก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ควรสร้างอนุสาวรีย์แห่งการให้ ทำให้วงการอาหารมีค่า พอพูดเสร็จ เจ๊ก็บอกว่า ลื้อพูดเยอะ อั๊วตามไม่ทัน ทำให้ก็ได้ 

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอเทปเจ๊ง้อออกอากาศวันนั้น ผักบุ้งทั้งตลาดทุกตลาดหมดเลย เพราะคนมาลองผัดแบบเจ๊ง้อ แล้วพอดีช่วงนั้นโซเชียลมันเริ่มมาแล้ว คนก็ลงกันว่า อร่อยจริงๆ มันก็ดังไปทั่วประเทศ หลังเจ๊ง้อมาออก เยาวราชจะไม่มาได้ยังไง แล้วถ้าเยาวราชมาแล้ว ในประเทศนี้จะเหลือที่ไหนจะไม่มา”

ตลอด 8 ปี มีร้านอาหารมาร่วม ครัวคุณต๋อย นับพันร้าน เขาได้พบเพชรเม็ดงามของวงการนับไม่ถ้วน อาทิ เจ๊เตี้ยขนมหวานเมืองเพชร โชติมา เจ๊ดำคลองสิบ เกิดการต่อยอดไปสู่การทำนิตยสาร แอปพลิเคชัน รวมถึงเทศกาลอาหาร ครัวคุณต๋อย Expo และครัวคุณต๋อยยกทัพ ซึ่งงานหลังนี้ได้บุตรชายคนโตเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

อย่างไรก็ดี การสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องเดียวที่คนผลิตรายการโทรทัศน์ต้องคำนึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบและยุติรายการให้เป็นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ที่ผ่านมา ไตรภพเลิกรายการมาแล้วมากมาย แม้จะยังได้รับความนิยมอยู่ 

“รายการไหนที่ขี้เกียจทำ เราก็พอ คนเราควรจะอยู่แค่พอ เหมือนอัศวินม้าขาวไม่ควรอยู่จนแก่ตายที่หมู่บ้านนั้น ควรออกไปแล้วตายที่ไหนก็ไปเถอะ อย่างน้อยคุณจะยังเป็นอัศวินไปตลอด เชื่อไหม เกมเศรษฐี มีคนมาขอให้ทำทุกวันเลย แต่เราไม่ทำแล้ว หรือ ฝันที่เป็นจริง ยุคนี้คนขอกันบ้าคลั่งเลย เพราะทำยังไงก็ประสบความสำเร็จ”

04

ชีวิตที่เพียงพอ

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของไตรภพ แน่นอนว่าความสามารถคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่อีกส่วนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากอิทธิพลของโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมไทย หากแต่หลายปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาดึงความสนใจของผู้คนออกจากหน้าจอ ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างไตรภพเองก็เช่นกัน ทุกวันนี้เขาเหลือรายการบนหน้าจอเพียง 2 รายการคือ ทูเดย์โชว์ กับ ครัวคุณต๋อย ซึ่งอาจเทียบไม่ได้เลยกับยุครุ่งเรืองที่เคยมีถึง 28 รายการ แต่เขาก็พอใจและไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา เพราะสุดท้ายแล้ว นี่ก็คือสัจธรรมของชีวิตมนุษย์

“ผมเป็นคนช่างคิด สมองผมใช้ไปแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ผมยังทำได้อีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่ผมไม่ทำเอง ทำแค่นี้ ถามว่าอะไรเป็นแรงผลักดัน ไม่มีหรอก เหมือนกับพอถึงจุดจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าปีนี้บริษัทต้องใช้เงินเท่านี้ เลี้ยงลูกน้องเท่านี้ เราก็ทำเท่านี้ หรืออย่างตอนนี้เกิด COVID-19 ขึ้นมา แล้วจะเอาเงินตรงไหนมาเลี้ยง ผมถึงจะคิดงานใหม่ แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ผมไม่ทำหรอก ไม่ทำจริงๆ”

เช่นเดียวกับงานพิธีกร ซึ่งไตรภพก็ยังคงทุ่มเท และมุ่งมั่นผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาเหมือนเช่นเคย แม้ไม่ได้รัก หรือสนุกที่จะทำก็ตาม เพราะสำหรับเขาแล้วหน้าที่และความรับผิดชอบคือ สิ่งที่สำคัญที่สุด

“มันก็เหมือนคนกวาดถนน ผมถามคำเดียวว่า มีใครบ้างที่รักและอยากเกิดเป็นคนกวาดถนน แต่ทำไมถนนถึงสะอาดแบบนี้ เพราะเขารู้จักหน้าที่ ผมทำงานเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความรัก ผมเริ่มงานในชีวิตมาด้วยกลไกนี้ ดังนั้นผมจะไม่เปลี่ยนแปลงหน้าที่เป็นความรักเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผมเห็นคนในอาชีพนี้หรือธุรกิจอื่น คนที่ใช้ความรักเป็นที่ตั้งมักพบกับความปวดร้าว พบกับความผิดหวังเมื่อไม่ได้อย่างใจ แต่ผมไม่เป็น เพราะผมไม่ได้รักมัน 

“อธิบายง่ายๆ ก็คงเหมือนคุณเป็นช่างปั้น ซึ่งทำงานออกมาสวยมากเลย หากคุณรักมันมาก แล้วมีคนเดินมา แล้วบอกไม่สวย ไม่เห็นดีเลย ถ้าคุณรักก็คงต้องเป็นบ้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ปั้น เมื่อปั้นออกมาแล้ว ต่อให้คุณจะชอบมันมาก แต่อย่างน้อย คุณก็ยังเข้าใจว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะชอบเหมือนกันหมด”

และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไม ไตรภพ ลิมปพัทธ์ จึงหยัดยืนบนเส้นทางจอแก้วได้อย่างมั่นคงมานานเกือบ 4 ทศวรรษ และยังกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้คนอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load