เรามองภาพนางแบบหน้าตาแสนเฉี่ยวในเสื้อผ้าสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายสุดชิคบนลุคบุ๊กที่เขียนว่า ‘บายศรี’ 

แบรนด์ชื่อสุดแสนจะไทย แต่ทำไมเก๋ไก๋สากลขนาดนี้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เราคิดในใจขณะยืนอยู่ในอาณาจักรบายศรี ขออนุญาตเรียกที่นี่ว่า ‘อาณาจักร’ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงร้านขายสินค้า แต่ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ที่มองภายนอกอาจดูคลับคล้ายคลับคลาป่าร่มรื่น คือโรงงานตัดเย็บผ้า ย้อมผ้า เพนต์ผ้า ปักผ้า แบบครบวงจร

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันรื่นรมย์ในอาณาจักรบายศรี เรามีนัดกับผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่ ที่ไม่ใช่แค่เปิดแบรนด์ผ้าดีไซน์เก๋ที่บ้านเกิด แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งยังเดินทางไปสอนดีไซน์ให้ชุมชนผ้าทอทั่วไทย และนำภูมิปัญญาผ้าไทยไปเผยแพร่ในแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย 

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Phrae, by himself 

อาจารย์ช้างเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดว่า ตนเรียนจบวิทยาลัยช่างศิลป์ จบออกมาทำงานโฆษณา แล้วจับพลัดจับผลูมีเพื่อนชวนไปทำงานออกแบบที่ชินวัตรไหมไทย

“ทำงานโฆษณาอยู่สองปี พอมาเปลี่ยนเป็นออกแบบผ้านี่ใช่เลย ลาออกเลย มาทำที่ชินวัตรไหมไทยที่เชียงใหม่ ผมออกแบบผ้าไหม ผ้าพิมพ์ ผ้ามัดหมี่ และผ้าบาติก แล้วเอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายในช็อป ช่วงนั้นขายดีเพราะเศรษฐกิจดีมาก งานทำให้เข้าใจรสนิยมของคนต่างชาติ และใช้ศาสตร์การออกแบบได้เต็มที่ ทั้งลายผ้าและผลิตภัณฑ์”

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เมื่อสะสมประสบการณ์เต็มที่ ราว 30 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์ไฟแรงจึงออกมาก่อตั้งแบรนด์บายศรีร่วมกับเพื่อน เริ่มจากออกแบบงานผ้าบาติกที่ใต้ถุนบ้านคุณยาย โดยตั้งใจว่าจะผลิตผลงานที่นี่แล้วนำงานคราฟต์ไปขายในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่

“สมัยนั้นคนยังไม่รู้จักเลยว่าแพร่อยู่ตรงไหนในประเทศไทย อยู่ติดเพชรบูรณ์หรือเปล่า เราเลยต้องดูแลตัวเอง ทำเองให้มากที่สุด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ จะมัวมาหวังพึ่งคนอื่นก็ไม่ได้ โครงการที่รัฐช่วยก็ยังไม่มี ต้องช่วยเหลือตัวเองหมด” 

ช่วงเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูก่อนยุคฟองสบู่แตก บายศรีมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติมากมาย และส่งสินค้าออกนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ในบ้านไม้ในตัวอำเภอเมือง ขยับขยายไปสู่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายผลิตครบถ้วน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

By Culture

ในร้านค้าของบายศรี เหล่าผืนผ้าสีน้ำเงินที่บ่งบอกสีม่อฮ่อมของแพร่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รวมถึงของตกแต่งบ้านมากมาย โชว์ตัวงามเด่นอย่างไม่มีใครยอมใคร 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ถึงแม้จะสีน้ำเงินคล้ายกัน แต่แต่ละตัวล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ตัวนี้ปักน้อยสำหรับสาวสายมินิมอล ตัวนี้ปักมากหน่อยสำหรับสาวก More is more แทบไม่มีตัวไหนเลยที่ดีไซน์เหมือนกันเป๊ะๆ

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากอาจารย์ช้างจะใส่ต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งจากอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การตกแต่ง ฯลฯ ไปในเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชัน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“อาหารทางเหนือมีอะไร ทางใต้มีอะไร ก็เอามาช่วยในการออกแบบได้ แง่มุมสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งทางเหนือเช่นการปักตุงในวัด ก็เอามาสร้างคอลเลกชันได้ทั้งนั้น

“คอลเลกชันนี้ผมใช้ลวดลายของเผ่าม้ง ปกติในเสื้อผ้าชาวม้งจะมีลวดลายเล็กๆ น้อยๆ เฉพาะตัว และชาวแพร่จะเรียกชาวม้งว่า ‘คนบ้านบน’ คืออยู่บนดอย อำเภอร้องกวาง ผมก็เลยใช้ชื่อคอลเลกชันนั้นว่า ‘บ้านบน’” อาจารย์เล่าเฉยๆ แต่เราร้องว้าวในใจ

เจ้าของแบรนด์บายศรียังยกตัวอย่างคอลเลกชันที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมเพิ่มว่า ปีนี้บายศรีออกคอลเลกชัน ‘ลายคราม’ นำลวดลายของเซรามิกลายครามมาสร้างบนผ้า แทนที่จะเป็นกระเบื้อง โดยใช้เทคนิคทั้งการย้อม การพิมพ์ และการกัดสี 

ปีนี้เขากำลังจะนำเสนอคอลเลกชันใหม่โดยใช้ชื่อว่า ‘สิงห์สาราสัตว์’ โดยนำเอาลวดลายของสัตว์มาใช้ อาจารย์ช้างศึกษาลวดลายเสือประเภทต่างๆ เช่น เสือโคร่งลายพาดกลอน เสือชีตาห์ แล้วนำมาปรับใช้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“เราใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาตลอดเลย ใช้ผ้าทอ ผ้าปัก มาผสมเข้าไปให้มันดูร่วมสมัย เวลาผมไปสอนที่ไหนผมก็บอกว่านี่แหละถูกทาง ลูกค้าที่เข้ามาเมืองไทยเขาก็หาสินค้าที่มีความไทยแต่ร่วมสมัย นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เวลาสอนเด็กรุ่นใหม่ ผมจะสอนว่าให้คิดจากตรงนี้ก่อน เพราะจะทำให้งานเรามีที่มาที่ไป มีเรื่องราวในการนำเสนอ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีหลักการ”

นอกจากเสื้อผ้าของบายศรีจะทำให้คนในประเทศได้แต่งตัวสวยแล้ว อาจารย์ช้างก็พาบายศรีไปให้คนต่างประเทศได้ยลโฉมด้วยเช่นกัน

“สองปีที่แล้วเมืองเว้ของเวียดนามมีงาน Craft Festival เราก็เลยเอาสีม่อฮ่อมไปนำเสนอ ล่าสุดผมเพิ่งไปฮ่องกงมา ก็ไปในนามของนักออกแบบให้กับจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งผ้าทอ ก็นำผ้าแพรวาของภูไทไปเดินบนแคตวอล์ก”

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ว่ากันว่าความงามเป็นเรื่องปัจเจก แล้วชาวต่างชาติมองเสื้อผ้าของบายศรีว่ายังไง เราถาม

“ปฏิกิริยาของต่างชาติต่อผ้าไทยก็ได้รับความสนใจค่อนข้างสูง วัฒนธรรมของเรามันแตกต่างจากเพื่อนบ้าน เลยทำให้น่าสนใจ ถ้าเรารู้จักใช้นะ ไม่มีวันหมดหรอก” ชายตรงหน้ากล่าวพร้อมยิ้ม

By Curiosity

พอมองอย่างนี้ ยิ่งรู้สึกว่าธุรกิจของบายศรีอยู่ตัว ผู้ซื้อในประเทศไม่ขาดหาย ต่างประเทศก็ให้ความสนใจเป็นระยะ แต่ทำไมชายตรงหน้าจึงยังไม่หยุดที่บทบาทนักออกแบบ แต่ยังผันตัวไปรับอีกบทที่ใหญ่ไม่แพ้กันคืออาจารย์ ที่สอนทั้งนักศึกษาและชุมชนต่างๆ ด้วย

“ด้วยวัยของผมมั้ง เวลาไปสอนเรารู้สึกว่ามีแรงขับ การเรียนทำให้เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เราสอนเขา เขาก็สอนเรา ผมถึงได้ชอบ รุ่นผมเป็นรุ่นเกษียณ เพื่อนๆ รอบตัวเหมือนลูกโป่งที่ลมออกในวันสุดท้ายที่ทำงาน เพราะต้องอยู่บ้าน ไม่มีอะไรทำ แต่ผมอยากกระตุ้นตัวเองให้มีความคิดใหม่ๆ ตลอด” 

ถึงแม้จะอายุขึ้นเลข 6 แล้ว แต่ความคิดสร้างสรรค์และผลงานของดีไซเนอร์ตรงหน้ายังเฉียบคมน่าสนใจไม่แพ้นักออกแบบรุ่นลูก

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Experience

จากประสบการณ์ในวงการออกแบบมานานหลายปี อาจารย์ช้างมองสถานการณ์คราฟต์ในบ้านเราว่ายังเติบโตได้อีกมาก

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“บ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก ผ้ามัดหมี่สวย ผ้าทอ ผ้าบาติก แต่เราขาดปลายน้ำคือนักออกแแบบผลิตภัณฑ์ วิทยานิพนธ์เด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาก็เป็นแนวฝรั่งไปหมด คนที่ทอผ้าก็ทอไปเป็นแค่ผ้าทอ แม่ๆ ที่ทอผ้าเขารอคนที่จะนำเอาวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อยู่” อาจารย์กล่าวอย่างมั่นใจ

“ทำแล้วอยู่ได้ เชื่อเถอะ เราไม่จำเป็นต้องตามฝรั่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้จักปรับ อาหารไทยที่ไปไกลมากก็ไม่ใช่อาหารไทยดั้งเดิม เขาปรับรสชาติ การตกแต่งให้เข้ากับวัฒนธรรมต่างชาติได้ เมื่อคนต่างชาติมาไทย เขาก็อยากหาของที่แสดงความเป็นไทย เพียงแต่ต้องแต่งกลิ่น แต่งรส ให้เข้ากับเขาได้ เราต้องมองว่าเราก็มีดี” 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

กว่า 30 ปี มาแล้วที่เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้านของบายศรีออกสู่สายตาชาวโลก อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ เราสงสัย

“ผมทำธุรกิจกลับหลังนะ ธุรกิจสมัยนี้ตลาดต้องมาก่อน กลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน ราคา คู่แข่ง แต่ของผม ผมจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ก่อน เราทำผลิตภัณฑ์ให้ดี ให้สวย คนซื้อเพราะผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ซื้อเพราะการตลาด” อาจารย์ช้างเล่าเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ลูกค้าที่ซื้อกลายเป็นลูกค้าประจำยาวนานเสมอ

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

Baisri in the future

เมื่อถามถึงอนาคต เจ้าของแบรนด์ผ้าอายุกว่า 30 ปี เชื่อว่าบายศรีจะหดตัวลงโดยธรรมชาติ เขาอยากให้บายศรีกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และนำประสบการณ์ของตนไปเผยแพร่มากขึ้นในอนาคต

“คำว่าโตขึ้นของยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่โตแล้วใหญ่ แต่คือคำว่า ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ต่างหาก”

อาจารย์ช้างทิ้งท้าย 

ก่อนจากกันขอกระซิบว่าโรงงานครบวงจรของบายศรีเปิดให้นักศึกษาทั่วประเทศที่เรียนด้านการออกแบบมาฝึกงานได้เสมอ ขอเพียงพกความอยากรู้มา ที่นี่พร้อมสอนให้! ส่วนนักท่องเที่ยวขาจรที่แวะไปมา ที่นี่มีเวิร์กช็อปทำพวงกุญแจเย็บมือสำหรับผู้สนใจอีกด้วย

มาแพร่ครั้งหน้า ตระเตรียมเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมง แวะเวียนมาอาณาจักรแห่งนี้ รับรองว่านอกจากความทรงจำและเสื้อผ้าสวยงามของเมืองเหนือแล้ว คุณอาจได้งานคราฟต์ฝีมือคุณเอง และความภูมิใจน้อยๆ กลับบ้านไปด้วย

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

ปี 2562 ททท. และบายศรีร่วมสร้างสรรค์กิจกรรม Workshop ประดิษฐ์เครื่องประดับจากเศษผ้า ใครสนใจอยากลองทำแวะไปเรียนได้ที่บายศรี และใครที่มาเที่ยวแพร่ในช่วงนี้ แวะไปเรียน ไปช้อปปิ้ง ก็อย่าลืมลงทะเบียนรับเข็มกลัดเซรามิกจากสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ในจังหวัดแพร่นะป.ล. ตอนนี้ The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำเข็มกลัดเซรามิกรุ่นพิเศษแจกฟรีเป็นของที่ระลึกในสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ของจังหวัดแพร่ ใครอ่านเรื่องนี้จบแล้วอยากไปเยี่ยม อย่าลืมไปลงทะเบียนเพื่อรับของขวัญพิเศษชิ้นนี้นะ

Writer

Avatar

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

อาหารหนึ่งจานคือโลกหนึ่งใบ

ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยที่แค่ต้องการความจับใจ แต่เพราะทุกอย่างหมายความตามนั้นจริงๆ ทั้งข้าว พืชผัก เนื้อสัตว์ พริก เกลือ น้ำปลา มะนาว วัตถุดิบต่างๆ จากธรรมชาติที่รวมตัวกันเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเราในแต่ละมื้อ แต่ยิ่งไปกว่านั้น อาหารในจานได้กระซิบบอกเรื่องราวการหมุนเวียนของจักรวาลในระดับย่นย่อด้วย ตั้งแต่การก่อกำเนิดของผลผลิต การเก็บเกี่ยว การถางหรือเผาเพื่อสร้างแปลงปลูกใหม่ การหมุนเวียนไปใช้ไร่นาส่วนอื่น การฟื้นฟูป่า จนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ทว่า การจับจ่ายซื้อหาในตลาด การขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการเข้าร้านอาหาร ได้เอื้อให้ทุกอย่างมาวางอยู่ตรงหน้าเราอย่างง่ายดายเกินไป เราจึงอาจหลงลืมไปว่าอาหาร ธรรมชาติ หมุนวนเป็นวัฏจักรจักรวาล มีสายสัมพันธ์ละเอียดอ่อนต่อกันอย่างคาดไม่ถึง

ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ (Taj Auf Le Quv) ภาษาปกาเกาะญอที่แปลว่า อาหารในไร่หมุนเวียน เป็นอีกหนึ่งเสียงกระซิบที่เปล่งออกมาจากหุบเขา สะกิดชักชวนเราไปทำความรู้จักแหล่งผลิตอาหารอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่เกษตรกรรมหมุนเวียนที่บริหารจัดการกันภายในชุมชนเล็กๆ ของชาวปกาเกอะญออย่างมีประสิทธิภาพมาหลายชั่วอายุคน ด้วยปัจจัยหนุนนำจากความมหัศจรรย์ในระบบนิเวศ ความเข้าใจป่าจากองค์ความรู้ของผู้เฒ่าผู้แก่ ผสมผสานกับนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ ได้ทำให้ชาวปกาเกอะญอรู้คุณค่าของผลผลิตในชุมชนที่กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตได้ตลอดทั้งปี

ด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารเรื่องราวความสมบูรณ์ของป่าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออกไปให้กว้างขึ้นนี่เอง จั๊ม-ณัฐดนัย ตระการศุภกร ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ร่วมกับบรรดาเชฟในกลุ่ม Those Fcuking Chef จึงร่วมกันสร้างตำราอาหารในชื่อ ‘ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ หรือ Cooking in Rotational Farm เพื่อให้หลายคนซึบซับความสำคัญของวัตถุดิบและตระหนักถึงที่มาของอาหารให้มากขึ้น

ป่าเขา

ไร่ผัก ผักพื้นบ้าน

กำเนิดจักรวาล

ก่อนจะมาเป็นตำราอาหารจากป่าของชาวปกาเกอะญอที่กำลังจะเผยแพร่ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 นั้น จั๊มเล่าถึงที่มาแต่แรกเริ่มว่า “ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีทุนสนับสนุนเกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าเมื่อพูดถึงโครงการเกี่ยวกับปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสู้เพื่อสิทธิ เราอยากสื่อสารให้คนนอกเข้าใจภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราผ่านอาหาร ผ่านองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรมากกว่า เราเลยคุยกับเชฟว่าจะทำตำราอาหารขึ้นมา”

ขั้นตอนถัดมาคือ การเลือกชุมชนที่จะเป็นตัวแทนบอกเล่าเมนูและแหล่งที่มาของวัตถุดิบพื้นถิ่น จนสรุปออกมาเป็น 3 ชุมชนด้วยกัน คือ ชุมชนบ้านแม่ลายเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนที่ยังมีภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมแบบครบครัน นำเสนออาหารต้นตำรับของชาวปกาเกอะญอ ถัดมาคือ บ้านขุนแม่หยอด จังหวัดเชียงใหม่ เล่านวัตกรรมเกี่ยวกับอาหาร การเอาวัตถุดิบมาทำเป็นอาหารหน้าตาใหม่ๆ และสุดท้ายคือ ชุมชนบ้านหินลาดใน จังหวัดเชียงราย บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า การดูแลจัดการป่าด้วยผึ้งที่ส่งผลให้วัตถุดิบของชุมชนนี้มีรสชาติเฉพาะตัว

ดอย

ดอย

ตะลุยจักรวาล

โจทย์ของตำราอาหารเล่มนี้ คือการชักชวนให้เหล่า Those Fcuking Chef ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารแตกต่างกันเข้าไปสำรวจแต่ละชุมชนอย่างใกล้ชิด และเก็บเกี่ยววัตถุดิบในป่าแบบสดๆ มารังสรรค์เป็นอาหารจานใหม่

เชฟเข้าไปเรียนรู้กับผู้รู้เป็นวันๆ เลยครับ” จั๊มเล่าย้อนถึงความสนุกสนานและความตื่นเต้นของเชฟที่ได้ทำความรู้จักวัตถุดิบที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน “โจทย์ของเราคือเชฟต้องใช้วัตถุดิบทั้งหมด อุปกรณ์ และครัว จากในชุมชน มีเท่าไหนก็ใช้เท่านั้น ห้ามใช้วัตถุดิบจากข้างนอก เมนูต่างๆ ที่เชฟทำจึงเป็นการฟิวชันระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของเชฟกับวัตถุดิบหลักที่ไปเก็บมาได้เองตามฤดูกาล กลายเป็นเมนูรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเห็นตามตำราอาหารหรือร้านอาหารทั่วไป”

ทำอาหาร ไร่บนดอย

ปกาเกอะญอ ชาวดอย

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาของการสังสรรค์ระหว่างเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือน

“เราทำเป็น Chef’s Table โต๊ะยาวจนเหมือนเป็นเทศกาลเล็กๆ เลย เชฟทำอาหารเสิร์ฟให้คนในชุมชน ชาวบ้านก็ทำอาหารให้เชฟเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างมื้อเราก็ได้พูดคุย เปิดมุมมองกัน เชฟได้รู้จักวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนชาวบ้านเองก็ได้เรียนรู้วิธีใหม่ในการใช้วัตถุดิบ ภูมิใจที่ตัวเองมีความรู้ในการจัดการป่า ส่วนเยาวชนที่เรามอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเชฟก็ได้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบที่ตัวเองคุ้นเคย”

วิถีชีวิต

ชาวเขา

ส่วนผสมลับ

แต่ละชุมชนในตำราอาหารเล่มนี้มีจุดเด่นทางวัตถุดิบที่แตกต่างกันตามลักษณะของไร่หมุนเวียน เมนูอาหารในแต่ละบทจึงแตกต่างไปตามกัน เช่น เมนูอาหารจากชุมชนบ้านแม่ลายเหนือจะเป็นเมนูพื้นถิ่นทั้งหมด ปรุงโดยผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น การต้มเหล้าตามพิธีดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอ หรือวัตถุดิบน่าทึ่งอย่างฮอวอ พืชตระกูลมินต์

“ผมรับรองว่าฮอวอเป็นพืชที่ยังเสิร์ชไม่เจอในกูเกิลครับ เพราะเป็นพืชท้องถิ่นของที่นี่เท่านั้น มีรสชาติเฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างตะไคร้ สะระแหน่ มะกรูด รวมกัน ใช้เป็นเครื่องเทศหลักเกือบทุกเมนู ฮอวอขึ้นอยู่ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเท่านั้น พืชชนิดนี้ไม่ได้หยอดตามหลุม เพราะเป็นดอก แต่จะเอาไปติดบนไม้ไผ่ที่ใช้ขุดหลุมหยอดข้าว” จั๊มแจกแจงคุณสมบัติพิเศษ

เรานึกภาพฮอวอบานสะพรั่งเต็มไร่ตามคำบอกเล่า สมแล้วที่ฮอวอได้รับบทเด่นตลอดกาลในนิทานพื้นบ้าน และการร้องเพลงทา เพลงพื้นบ้านที่ร้องรำกันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ผักพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน

ส่วนวัตถุดิบหลักของชุมชนบ้านแม่หยอดคือพริกกะเหรี่ยงพันธุ์ท้องถิ่น เม็ดเล็ก หอม จนถูกร่ำลือว่าพริกกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนมีคุณภาพดีที่สุด

“ชาวบ้านจะเอาพริกไปตากแห้งบนหลังคาบ้าน แล้วตำมือจนละเอียด ผสมกับพืชตามฤดูกาลแต่ละเดือนลงไปด้วย เช่น งา ขมิ้น ข่า งาขี้ม่อน ใช้เป็นผงโรยข้าวที่มีรสชาติต่างกันออกไป” จั๊มเล่าต่อว่า หากมีผงโรยข้าวเหลือเก็บก็จะถูกส่งออกไปนอกชุมชน หลายครั้งเช่นกันที่คนซื้อเข้ามาสอบถามพูดคุยถึงวัตถุดิบและไร่หมุนเวียนอย่างใคร่รู้ “กลายเป็นว่าวัตถุดิบสื่อเรื่องราวชองชุมชนให้คนนอกเข้าใจได้ด้วย ไม่ได้เป็นการให้ความรู้แบบยัดเยียด แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านรสชาติมากกว่า”

เครื่องเทศ พริกแห้ง ครก

ชุมชนหินลาดในมีเอกลักษณ์ชัดเจนกว่าชุมชนอื่น เพราะแม้จะมีประชากรแค่ 107 คน แต่ชาวบ้านกลับดูแลป่า 22,000 กว่าไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับรางวัล United Nations Forest Heroes Award แต่ความสำเร็จของไร่หมุนเวียนนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากผึ้ง– นักผสมเกสร ผู้ช่วยดูแลป่าตัวน้อย และแนวคิดในการเก็บผลผลิตจากป่าที่ว่า ‘ธรรมชาติให้เท่าไหน ก็ใช้เท่านั้น’

จุดเด่นของชุมชนนี้คือผึ้งที่ทำให้วัตถุดิบของที่นี่มีรสชาติไม่เหมือนที่อื่นเลย เพราะผึ้งจะเข้าไปผสมเกสรกับพืชต่างๆ จนกลายเป็นรสชาติของหินลาดใน เช่น มะนาวที่มีรสคล้ายส้มโอ นอกจากนี้เรายังมีกฎในการเก็บน้ำผึ้งแค่ช่วงเดือน 4 – 5 เท่านั้น เพราะต้องการให้ผึ้งขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เข้าใจการดูแลป่า และป่าก็เข้าใจชุมชนจนหยิบยื่นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาให้เราด้วย”

ปกาเกอะญอ

อาหารจากป่า

อัศจรรย์จักรวาล

เราอาจสงสัยว่าภูมิปัญญาการดูแลป่าและการทำไร่หมุนเวียนทำให้ชาวปกาเกอะญอมีอาหารพอเพียงตลอดทั้งปีจริงหรือ แต่จั๊มก็ได้ยืนยันถึงการใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับไร่หมุนเวียนที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนจนทำให้ป่าเป็นต้นธารของวัตถุดิบอย่างไม่มีวันสิ้นสุดว่า

เราแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 พื้นที่ ย้ายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี กระบวนการของไร่หมุนเวียนดูจะขัดกับการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่คนนอกเข้าใจ เพราะมีการถางต้นไม้และเผาป่า แต่เราใช้ความรู้ที่สืบทอดกันมานะครับ ก่อนถางต้นไม้จะต้องฟังเสียงจักจั่น ถ้ามีเสียงจักจั่นแปลว่าเราถางต้นไม้ได้ เพราะจักจั่นเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ว่าต้นไม้ดูดซับน้ำไปเพียงพอหรือยัง ก่อนเผาป่าเราก็ทำแนวกันไฟ เคลียร์ใบไม้กิ่งไม้ให้เป็นทาง เพื่อที่ไฟจะไม่ลามออกไปข้างนอก เราเผาจาก 4 มุมของไร่ให้เข้ามาชนกันตรงกลาง วิธีนี้จะทำให้ไฟดับภายใน 8 – 10 นาที การเผาป่าคือภูมิปัญญาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีปุ๋ย ถือเป็นปุ๋ยชั้นดีก็ว่าได้”

ไร่หมุนเวียน

เราหมุนเวียนไปใน 7 ปี กว่าจะกลับมาไร่แรก พื้นที่นั้นก็กลายเป็นป่าใหญ่แล้ว นอกจากนั้นเราไม่ได้ทิ้งให้แต่ละพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ไร่ที่ทิ้งไว้ยังมีพุ่มไม้ พืชพรรณยังเติบโตให้สัตว์ป่าขนาดเล็กหลบซ่อนตัวและผสมพันธุ์ จะเห็นเลยว่าช่วงปีที่ 5 – 6 พื้นที่นั้นจะเริ่มกลายเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้สูงขึ้น สัตว์ป่าขนาดใหญ่เข้ามาหาอาหาร ทำให้ป่า active ตลอด ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่ป่าฟื้นตัวก็ยังเป็นแหล่งอาหาร ทำให้ระหว่างนั้นเราเข้าไปเก็บวัตถุดิบอย่างพวกเผือก มัน พริก ได้ตลอด

เราหาอาหารจากป่าได้ตลอดทั้งปี เราแทบไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาวัตถุดิบ เช่น เห็ดถอบที่ขายกันกิโลละหลายร้อย ชาวปกาเกอะญอกลับหาเก็บได้จากหลังบ้าน เราแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปซื้อหาอาหารในเมืองเลย”
ผักพื้นบ้าน

อาหารจากจักรวาลตู้เย็น

เนื่องจากวัตถุดิบทั้งหมดในตำราอาหารเล่มนี้มาจากป่าจนชุมชน จนดูไม่น่าจะเชื่อมโยงกับคนภายนอกที่จะหาวัตถุดิบเหล่านั้นมาปรุงตามได้ แต่จั๊มย้ำถึงเจตนาในการทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาว่า

จริงๆ แล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ ไม่ใช่ตำราอาหารซะทีเดียวนะครับ ช่วงต้นของหนังสือจะเป็นเชิงสารคดี เล่าเรื่องไร่หมุนเวียน หลักคิดของชาวปกาเกอะญอ ต่อด้วยการเดินทางของเชฟเข้าไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อไปหาวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน จนกลายเป็นอาหาร”

อาหารท้องถิ่น

อาหารท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน

ถึงที่สุดแล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ จึงไม่ได้เป็นเสมือนบันทึกเมนูชุมชนอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโลกให้แก่คนอ่านว่าเรื่องของอาหารไม่ได้ประกอบแค่ 1 จานที่วางตรงหน้า

“เราจะพาคนอ่านไปดูว่า ก่อนเป็น 1 จานต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง คนในชุมชนดูแลวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไร ทำให้คนอ่านได้เห็นตั้งแต่ต้นกระบวนการของอาหารจนถึงปลายทางที่เชฟรังสรรค์เมนูขึ้นมา”

ทั้งหมดนี้จะสะท้อนกลับมาที่วัตถุดิบที่เราเห็นในตลาด บางอย่างอาจมีราคาถูก มัดละแค่ 5 บาท 10 บาท แต่มันไม่ใช่แค่วัตถุดิบที่แลกมาได้ด้วยเงิน เราควรรู้ว่าคนที่ปลูก ขึ้นแปลง หรือกว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องใช้เวลามากแค่ไหน น่าจะทำให้คนอ่านตระหนักมากขึ้นว่า ก่อนกินต้องคิด สิ่งที่เรากินคืออะไร คิดถึงคนที่ส่งวัตถุดิบเหล่านี้มา นอกจากนี้ น่าจะเป็นการเปิดโลก ลองเอาไอเดียนี้ไปลองทำกับวัตถุดิบที่แต่ละบ้านมี เราจะเอาของในตู้เย็นที่บ้านมาผสมเข้ากันได้ยังไงให้มีคุณค่ามากที่สุด”

ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์, Realframe, บุญศรี ฉลักกนก และ PASD

Writer

Avatar

ณวรา หิรัญกาญจน์

พัวพันกับหนังสือทั้งงานประจำและความคลั่งไคล้ส่วนตัว เทใจให้วรรณกรรม ภาพยนตร์ งานฝีมือ อาหารดีๆ ง่ายดาย เชื่อว่าโลกขับเคลื่อนได้ด้วยพลังของวัฒนธรรมย่อย ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อุบัติซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load