เรามองภาพนางแบบหน้าตาแสนเฉี่ยวในเสื้อผ้าสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายสุดชิคบนลุคบุ๊กที่เขียนว่า ‘บายศรี’ 

แบรนด์ชื่อสุดแสนจะไทย แต่ทำไมเก๋ไก๋สากลขนาดนี้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เราคิดในใจขณะยืนอยู่ในอาณาจักรบายศรี ขออนุญาตเรียกที่นี่ว่า ‘อาณาจักร’ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงร้านขายสินค้า แต่ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ที่มองภายนอกอาจดูคลับคล้ายคลับคลาป่าร่มรื่น คือโรงงานตัดเย็บผ้า ย้อมผ้า เพนต์ผ้า ปักผ้า แบบครบวงจร

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันรื่นรมย์ในอาณาจักรบายศรี เรามีนัดกับผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่ ที่ไม่ใช่แค่เปิดแบรนด์ผ้าดีไซน์เก๋ที่บ้านเกิด แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งยังเดินทางไปสอนดีไซน์ให้ชุมชนผ้าทอทั่วไทย และนำภูมิปัญญาผ้าไทยไปเผยแพร่ในแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย 

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Phrae, by himself 

อาจารย์ช้างเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดว่า ตนเรียนจบวิทยาลัยช่างศิลป์ จบออกมาทำงานโฆษณา แล้วจับพลัดจับผลูมีเพื่อนชวนไปทำงานออกแบบที่ชินวัตรไหมไทย

“ทำงานโฆษณาอยู่สองปี พอมาเปลี่ยนเป็นออกแบบผ้านี่ใช่เลย ลาออกเลย มาทำที่ชินวัตรไหมไทยที่เชียงใหม่ ผมออกแบบผ้าไหม ผ้าพิมพ์ ผ้ามัดหมี่ และผ้าบาติก แล้วเอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายในช็อป ช่วงนั้นขายดีเพราะเศรษฐกิจดีมาก งานทำให้เข้าใจรสนิยมของคนต่างชาติ และใช้ศาสตร์การออกแบบได้เต็มที่ ทั้งลายผ้าและผลิตภัณฑ์”

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เมื่อสะสมประสบการณ์เต็มที่ ราว 30 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์ไฟแรงจึงออกมาก่อตั้งแบรนด์บายศรีร่วมกับเพื่อน เริ่มจากออกแบบงานผ้าบาติกที่ใต้ถุนบ้านคุณยาย โดยตั้งใจว่าจะผลิตผลงานที่นี่แล้วนำงานคราฟต์ไปขายในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่

“สมัยนั้นคนยังไม่รู้จักเลยว่าแพร่อยู่ตรงไหนในประเทศไทย อยู่ติดเพชรบูรณ์หรือเปล่า เราเลยต้องดูแลตัวเอง ทำเองให้มากที่สุด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ จะมัวมาหวังพึ่งคนอื่นก็ไม่ได้ โครงการที่รัฐช่วยก็ยังไม่มี ต้องช่วยเหลือตัวเองหมด” 

ช่วงเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูก่อนยุคฟองสบู่แตก บายศรีมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติมากมาย และส่งสินค้าออกนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ในบ้านไม้ในตัวอำเภอเมือง ขยับขยายไปสู่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายผลิตครบถ้วน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

By Culture

ในร้านค้าของบายศรี เหล่าผืนผ้าสีน้ำเงินที่บ่งบอกสีม่อฮ่อมของแพร่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รวมถึงของตกแต่งบ้านมากมาย โชว์ตัวงามเด่นอย่างไม่มีใครยอมใคร 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ถึงแม้จะสีน้ำเงินคล้ายกัน แต่แต่ละตัวล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ตัวนี้ปักน้อยสำหรับสาวสายมินิมอล ตัวนี้ปักมากหน่อยสำหรับสาวก More is more แทบไม่มีตัวไหนเลยที่ดีไซน์เหมือนกันเป๊ะๆ

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากอาจารย์ช้างจะใส่ต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งจากอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การตกแต่ง ฯลฯ ไปในเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชัน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“อาหารทางเหนือมีอะไร ทางใต้มีอะไร ก็เอามาช่วยในการออกแบบได้ แง่มุมสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งทางเหนือเช่นการปักตุงในวัด ก็เอามาสร้างคอลเลกชันได้ทั้งนั้น

“คอลเลกชันนี้ผมใช้ลวดลายของเผ่าม้ง ปกติในเสื้อผ้าชาวม้งจะมีลวดลายเล็กๆ น้อยๆ เฉพาะตัว และชาวแพร่จะเรียกชาวม้งว่า ‘คนบ้านบน’ คืออยู่บนดอย อำเภอร้องกวาง ผมก็เลยใช้ชื่อคอลเลกชันนั้นว่า ‘บ้านบน’” อาจารย์เล่าเฉยๆ แต่เราร้องว้าวในใจ

เจ้าของแบรนด์บายศรียังยกตัวอย่างคอลเลกชันที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมเพิ่มว่า ปีนี้บายศรีออกคอลเลกชัน ‘ลายคราม’ นำลวดลายของเซรามิกลายครามมาสร้างบนผ้า แทนที่จะเป็นกระเบื้อง โดยใช้เทคนิคทั้งการย้อม การพิมพ์ และการกัดสี 

ปีนี้เขากำลังจะนำเสนอคอลเลกชันใหม่โดยใช้ชื่อว่า ‘สิงห์สาราสัตว์’ โดยนำเอาลวดลายของสัตว์มาใช้ อาจารย์ช้างศึกษาลวดลายเสือประเภทต่างๆ เช่น เสือโคร่งลายพาดกลอน เสือชีตาห์ แล้วนำมาปรับใช้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“เราใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาตลอดเลย ใช้ผ้าทอ ผ้าปัก มาผสมเข้าไปให้มันดูร่วมสมัย เวลาผมไปสอนที่ไหนผมก็บอกว่านี่แหละถูกทาง ลูกค้าที่เข้ามาเมืองไทยเขาก็หาสินค้าที่มีความไทยแต่ร่วมสมัย นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เวลาสอนเด็กรุ่นใหม่ ผมจะสอนว่าให้คิดจากตรงนี้ก่อน เพราะจะทำให้งานเรามีที่มาที่ไป มีเรื่องราวในการนำเสนอ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีหลักการ”

นอกจากเสื้อผ้าของบายศรีจะทำให้คนในประเทศได้แต่งตัวสวยแล้ว อาจารย์ช้างก็พาบายศรีไปให้คนต่างประเทศได้ยลโฉมด้วยเช่นกัน

“สองปีที่แล้วเมืองเว้ของเวียดนามมีงาน Craft Festival เราก็เลยเอาสีม่อฮ่อมไปนำเสนอ ล่าสุดผมเพิ่งไปฮ่องกงมา ก็ไปในนามของนักออกแบบให้กับจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งผ้าทอ ก็นำผ้าแพรวาของภูไทไปเดินบนแคตวอล์ก”

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ว่ากันว่าความงามเป็นเรื่องปัจเจก แล้วชาวต่างชาติมองเสื้อผ้าของบายศรีว่ายังไง เราถาม

“ปฏิกิริยาของต่างชาติต่อผ้าไทยก็ได้รับความสนใจค่อนข้างสูง วัฒนธรรมของเรามันแตกต่างจากเพื่อนบ้าน เลยทำให้น่าสนใจ ถ้าเรารู้จักใช้นะ ไม่มีวันหมดหรอก” ชายตรงหน้ากล่าวพร้อมยิ้ม

By Curiosity

พอมองอย่างนี้ ยิ่งรู้สึกว่าธุรกิจของบายศรีอยู่ตัว ผู้ซื้อในประเทศไม่ขาดหาย ต่างประเทศก็ให้ความสนใจเป็นระยะ แต่ทำไมชายตรงหน้าจึงยังไม่หยุดที่บทบาทนักออกแบบ แต่ยังผันตัวไปรับอีกบทที่ใหญ่ไม่แพ้กันคืออาจารย์ ที่สอนทั้งนักศึกษาและชุมชนต่างๆ ด้วย

“ด้วยวัยของผมมั้ง เวลาไปสอนเรารู้สึกว่ามีแรงขับ การเรียนทำให้เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เราสอนเขา เขาก็สอนเรา ผมถึงได้ชอบ รุ่นผมเป็นรุ่นเกษียณ เพื่อนๆ รอบตัวเหมือนลูกโป่งที่ลมออกในวันสุดท้ายที่ทำงาน เพราะต้องอยู่บ้าน ไม่มีอะไรทำ แต่ผมอยากกระตุ้นตัวเองให้มีความคิดใหม่ๆ ตลอด” 

ถึงแม้จะอายุขึ้นเลข 6 แล้ว แต่ความคิดสร้างสรรค์และผลงานของดีไซเนอร์ตรงหน้ายังเฉียบคมน่าสนใจไม่แพ้นักออกแบบรุ่นลูก

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Experience

จากประสบการณ์ในวงการออกแบบมานานหลายปี อาจารย์ช้างมองสถานการณ์คราฟต์ในบ้านเราว่ายังเติบโตได้อีกมาก

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“บ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก ผ้ามัดหมี่สวย ผ้าทอ ผ้าบาติก แต่เราขาดปลายน้ำคือนักออกแแบบผลิตภัณฑ์ วิทยานิพนธ์เด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาก็เป็นแนวฝรั่งไปหมด คนที่ทอผ้าก็ทอไปเป็นแค่ผ้าทอ แม่ๆ ที่ทอผ้าเขารอคนที่จะนำเอาวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อยู่” อาจารย์กล่าวอย่างมั่นใจ

“ทำแล้วอยู่ได้ เชื่อเถอะ เราไม่จำเป็นต้องตามฝรั่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้จักปรับ อาหารไทยที่ไปไกลมากก็ไม่ใช่อาหารไทยดั้งเดิม เขาปรับรสชาติ การตกแต่งให้เข้ากับวัฒนธรรมต่างชาติได้ เมื่อคนต่างชาติมาไทย เขาก็อยากหาของที่แสดงความเป็นไทย เพียงแต่ต้องแต่งกลิ่น แต่งรส ให้เข้ากับเขาได้ เราต้องมองว่าเราก็มีดี” 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

กว่า 30 ปี มาแล้วที่เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้านของบายศรีออกสู่สายตาชาวโลก อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ เราสงสัย

“ผมทำธุรกิจกลับหลังนะ ธุรกิจสมัยนี้ตลาดต้องมาก่อน กลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน ราคา คู่แข่ง แต่ของผม ผมจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ก่อน เราทำผลิตภัณฑ์ให้ดี ให้สวย คนซื้อเพราะผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ซื้อเพราะการตลาด” อาจารย์ช้างเล่าเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ลูกค้าที่ซื้อกลายเป็นลูกค้าประจำยาวนานเสมอ

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

Baisri in the future

เมื่อถามถึงอนาคต เจ้าของแบรนด์ผ้าอายุกว่า 30 ปี เชื่อว่าบายศรีจะหดตัวลงโดยธรรมชาติ เขาอยากให้บายศรีกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และนำประสบการณ์ของตนไปเผยแพร่มากขึ้นในอนาคต

“คำว่าโตขึ้นของยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่โตแล้วใหญ่ แต่คือคำว่า ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ต่างหาก”

อาจารย์ช้างทิ้งท้าย 

ก่อนจากกันขอกระซิบว่าโรงงานครบวงจรของบายศรีเปิดให้นักศึกษาทั่วประเทศที่เรียนด้านการออกแบบมาฝึกงานได้เสมอ ขอเพียงพกความอยากรู้มา ที่นี่พร้อมสอนให้! ส่วนนักท่องเที่ยวขาจรที่แวะไปมา ที่นี่มีเวิร์กช็อปทำพวงกุญแจเย็บมือสำหรับผู้สนใจอีกด้วย

มาแพร่ครั้งหน้า ตระเตรียมเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมง แวะเวียนมาอาณาจักรแห่งนี้ รับรองว่านอกจากความทรงจำและเสื้อผ้าสวยงามของเมืองเหนือแล้ว คุณอาจได้งานคราฟต์ฝีมือคุณเอง และความภูมิใจน้อยๆ กลับบ้านไปด้วย

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

ปี 2562 ททท. และบายศรีร่วมสร้างสรรค์กิจกรรม Workshop ประดิษฐ์เครื่องประดับจากเศษผ้า ใครสนใจอยากลองทำแวะไปเรียนได้ที่บายศรี และใครที่มาเที่ยวแพร่ในช่วงนี้ แวะไปเรียน ไปช้อปปิ้ง ก็อย่าลืมลงทะเบียนรับเข็มกลัดเซรามิกจากสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ในจังหวัดแพร่นะป.ล. ตอนนี้ The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำเข็มกลัดเซรามิกรุ่นพิเศษแจกฟรีเป็นของที่ระลึกในสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ของจังหวัดแพร่ ใครอ่านเรื่องนี้จบแล้วอยากไปเยี่ยม อย่าลืมไปลงทะเบียนเพื่อรับของขวัญพิเศษชิ้นนี้นะ

Writer

Avatar

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load