เรามองภาพนางแบบหน้าตาแสนเฉี่ยวในเสื้อผ้าสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายสุดชิคบนลุคบุ๊กที่เขียนว่า ‘บายศรี’ 

แบรนด์ชื่อสุดแสนจะไทย แต่ทำไมเก๋ไก๋สากลขนาดนี้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เราคิดในใจขณะยืนอยู่ในอาณาจักรบายศรี ขออนุญาตเรียกที่นี่ว่า ‘อาณาจักร’ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงร้านขายสินค้า แต่ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ที่มองภายนอกอาจดูคลับคล้ายคลับคลาป่าร่มรื่น คือโรงงานตัดเย็บผ้า ย้อมผ้า เพนต์ผ้า ปักผ้า แบบครบวงจร

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันรื่นรมย์ในอาณาจักรบายศรี เรามีนัดกับผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่ ที่ไม่ใช่แค่เปิดแบรนด์ผ้าดีไซน์เก๋ที่บ้านเกิด แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งยังเดินทางไปสอนดีไซน์ให้ชุมชนผ้าทอทั่วไทย และนำภูมิปัญญาผ้าไทยไปเผยแพร่ในแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย 

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Phrae, by himself 

อาจารย์ช้างเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดว่า ตนเรียนจบวิทยาลัยช่างศิลป์ จบออกมาทำงานโฆษณา แล้วจับพลัดจับผลูมีเพื่อนชวนไปทำงานออกแบบที่ชินวัตรไหมไทย

“ทำงานโฆษณาอยู่สองปี พอมาเปลี่ยนเป็นออกแบบผ้านี่ใช่เลย ลาออกเลย มาทำที่ชินวัตรไหมไทยที่เชียงใหม่ ผมออกแบบผ้าไหม ผ้าพิมพ์ ผ้ามัดหมี่ และผ้าบาติก แล้วเอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายในช็อป ช่วงนั้นขายดีเพราะเศรษฐกิจดีมาก งานทำให้เข้าใจรสนิยมของคนต่างชาติ และใช้ศาสตร์การออกแบบได้เต็มที่ ทั้งลายผ้าและผลิตภัณฑ์”

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

เมื่อสะสมประสบการณ์เต็มที่ ราว 30 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์ไฟแรงจึงออกมาก่อตั้งแบรนด์บายศรีร่วมกับเพื่อน เริ่มจากออกแบบงานผ้าบาติกที่ใต้ถุนบ้านคุณยาย โดยตั้งใจว่าจะผลิตผลงานที่นี่แล้วนำงานคราฟต์ไปขายในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่

“สมัยนั้นคนยังไม่รู้จักเลยว่าแพร่อยู่ตรงไหนในประเทศไทย อยู่ติดเพชรบูรณ์หรือเปล่า เราเลยต้องดูแลตัวเอง ทำเองให้มากที่สุด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ จะมัวมาหวังพึ่งคนอื่นก็ไม่ได้ โครงการที่รัฐช่วยก็ยังไม่มี ต้องช่วยเหลือตัวเองหมด” 

ช่วงเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูก่อนยุคฟองสบู่แตก บายศรีมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติมากมาย และส่งสินค้าออกนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ในบ้านไม้ในตัวอำเภอเมือง ขยับขยายไปสู่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายผลิตครบถ้วน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

By Culture

ในร้านค้าของบายศรี เหล่าผืนผ้าสีน้ำเงินที่บ่งบอกสีม่อฮ่อมของแพร่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รวมถึงของตกแต่งบ้านมากมาย โชว์ตัวงามเด่นอย่างไม่มีใครยอมใคร 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ถึงแม้จะสีน้ำเงินคล้ายกัน แต่แต่ละตัวล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ตัวนี้ปักน้อยสำหรับสาวสายมินิมอล ตัวนี้ปักมากหน่อยสำหรับสาวก More is more แทบไม่มีตัวไหนเลยที่ดีไซน์เหมือนกันเป๊ะๆ

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากอาจารย์ช้างจะใส่ต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งจากอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การตกแต่ง ฯลฯ ไปในเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชัน

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“อาหารทางเหนือมีอะไร ทางใต้มีอะไร ก็เอามาช่วยในการออกแบบได้ แง่มุมสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งทางเหนือเช่นการปักตุงในวัด ก็เอามาสร้างคอลเลกชันได้ทั้งนั้น

“คอลเลกชันนี้ผมใช้ลวดลายของเผ่าม้ง ปกติในเสื้อผ้าชาวม้งจะมีลวดลายเล็กๆ น้อยๆ เฉพาะตัว และชาวแพร่จะเรียกชาวม้งว่า ‘คนบ้านบน’ คืออยู่บนดอย อำเภอร้องกวาง ผมก็เลยใช้ชื่อคอลเลกชันนั้นว่า ‘บ้านบน’” อาจารย์เล่าเฉยๆ แต่เราร้องว้าวในใจ

เจ้าของแบรนด์บายศรียังยกตัวอย่างคอลเลกชันที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมเพิ่มว่า ปีนี้บายศรีออกคอลเลกชัน ‘ลายคราม’ นำลวดลายของเซรามิกลายครามมาสร้างบนผ้า แทนที่จะเป็นกระเบื้อง โดยใช้เทคนิคทั้งการย้อม การพิมพ์ และการกัดสี 

ปีนี้เขากำลังจะนำเสนอคอลเลกชันใหม่โดยใช้ชื่อว่า ‘สิงห์สาราสัตว์’ โดยนำเอาลวดลายของสัตว์มาใช้ อาจารย์ช้างศึกษาลวดลายเสือประเภทต่างๆ เช่น เสือโคร่งลายพาดกลอน เสือชีตาห์ แล้วนำมาปรับใช้

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“เราใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาตลอดเลย ใช้ผ้าทอ ผ้าปัก มาผสมเข้าไปให้มันดูร่วมสมัย เวลาผมไปสอนที่ไหนผมก็บอกว่านี่แหละถูกทาง ลูกค้าที่เข้ามาเมืองไทยเขาก็หาสินค้าที่มีความไทยแต่ร่วมสมัย นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เวลาสอนเด็กรุ่นใหม่ ผมจะสอนว่าให้คิดจากตรงนี้ก่อน เพราะจะทำให้งานเรามีที่มาที่ไป มีเรื่องราวในการนำเสนอ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีหลักการ”

นอกจากเสื้อผ้าของบายศรีจะทำให้คนในประเทศได้แต่งตัวสวยแล้ว อาจารย์ช้างก็พาบายศรีไปให้คนต่างประเทศได้ยลโฉมด้วยเช่นกัน

“สองปีที่แล้วเมืองเว้ของเวียดนามมีงาน Craft Festival เราก็เลยเอาสีม่อฮ่อมไปนำเสนอ ล่าสุดผมเพิ่งไปฮ่องกงมา ก็ไปในนามของนักออกแบบให้กับจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งผ้าทอ ก็นำผ้าแพรวาของภูไทไปเดินบนแคตวอล์ก”

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย
บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

ว่ากันว่าความงามเป็นเรื่องปัจเจก แล้วชาวต่างชาติมองเสื้อผ้าของบายศรีว่ายังไง เราถาม

“ปฏิกิริยาของต่างชาติต่อผ้าไทยก็ได้รับความสนใจค่อนข้างสูง วัฒนธรรมของเรามันแตกต่างจากเพื่อนบ้าน เลยทำให้น่าสนใจ ถ้าเรารู้จักใช้นะ ไม่มีวันหมดหรอก” ชายตรงหน้ากล่าวพร้อมยิ้ม

By Curiosity

พอมองอย่างนี้ ยิ่งรู้สึกว่าธุรกิจของบายศรีอยู่ตัว ผู้ซื้อในประเทศไม่ขาดหาย ต่างประเทศก็ให้ความสนใจเป็นระยะ แต่ทำไมชายตรงหน้าจึงยังไม่หยุดที่บทบาทนักออกแบบ แต่ยังผันตัวไปรับอีกบทที่ใหญ่ไม่แพ้กันคืออาจารย์ ที่สอนทั้งนักศึกษาและชุมชนต่างๆ ด้วย

“ด้วยวัยของผมมั้ง เวลาไปสอนเรารู้สึกว่ามีแรงขับ การเรียนทำให้เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เราสอนเขา เขาก็สอนเรา ผมถึงได้ชอบ รุ่นผมเป็นรุ่นเกษียณ เพื่อนๆ รอบตัวเหมือนลูกโป่งที่ลมออกในวันสุดท้ายที่ทำงาน เพราะต้องอยู่บ้าน ไม่มีอะไรทำ แต่ผมอยากกระตุ้นตัวเองให้มีความคิดใหม่ๆ ตลอด” 

ถึงแม้จะอายุขึ้นเลข 6 แล้ว แต่ความคิดสร้างสรรค์และผลงานของดีไซเนอร์ตรงหน้ายังเฉียบคมน่าสนใจไม่แพ้นักออกแบบรุ่นลูก

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

By Experience

จากประสบการณ์ในวงการออกแบบมานานหลายปี อาจารย์ช้างมองสถานการณ์คราฟต์ในบ้านเราว่ายังเติบโตได้อีกมาก

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

“บ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก ผ้ามัดหมี่สวย ผ้าทอ ผ้าบาติก แต่เราขาดปลายน้ำคือนักออกแแบบผลิตภัณฑ์ วิทยานิพนธ์เด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาก็เป็นแนวฝรั่งไปหมด คนที่ทอผ้าก็ทอไปเป็นแค่ผ้าทอ แม่ๆ ที่ทอผ้าเขารอคนที่จะนำเอาวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อยู่” อาจารย์กล่าวอย่างมั่นใจ

“ทำแล้วอยู่ได้ เชื่อเถอะ เราไม่จำเป็นต้องตามฝรั่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้จักปรับ อาหารไทยที่ไปไกลมากก็ไม่ใช่อาหารไทยดั้งเดิม เขาปรับรสชาติ การตกแต่งให้เข้ากับวัฒนธรรมต่างชาติได้ เมื่อคนต่างชาติมาไทย เขาก็อยากหาของที่แสดงความเป็นไทย เพียงแต่ต้องแต่งกลิ่น แต่งรส ให้เข้ากับเขาได้ เราต้องมองว่าเราก็มีดี” 

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

กว่า 30 ปี มาแล้วที่เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้านของบายศรีออกสู่สายตาชาวโลก อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ เราสงสัย

“ผมทำธุรกิจกลับหลังนะ ธุรกิจสมัยนี้ตลาดต้องมาก่อน กลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน ราคา คู่แข่ง แต่ของผม ผมจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ก่อน เราทำผลิตภัณฑ์ให้ดี ให้สวย คนซื้อเพราะผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ซื้อเพราะการตลาด” อาจารย์ช้างเล่าเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ลูกค้าที่ซื้อกลายเป็นลูกค้าประจำยาวนานเสมอ

บายศรี แบรนด์แพร่ที่หยิบลายตุง เครื่องเซรามิก มาออกแบบผ้าจนพาผ้าไทยไปแฟชั่นวีกทั่วเอเชีย

Baisri in the future

เมื่อถามถึงอนาคต เจ้าของแบรนด์ผ้าอายุกว่า 30 ปี เชื่อว่าบายศรีจะหดตัวลงโดยธรรมชาติ เขาอยากให้บายศรีกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และนำประสบการณ์ของตนไปเผยแพร่มากขึ้นในอนาคต

“คำว่าโตขึ้นของยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่โตแล้วใหญ่ แต่คือคำว่า ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ต่างหาก”

อาจารย์ช้างทิ้งท้าย 

ก่อนจากกันขอกระซิบว่าโรงงานครบวงจรของบายศรีเปิดให้นักศึกษาทั่วประเทศที่เรียนด้านการออกแบบมาฝึกงานได้เสมอ ขอเพียงพกความอยากรู้มา ที่นี่พร้อมสอนให้! ส่วนนักท่องเที่ยวขาจรที่แวะไปมา ที่นี่มีเวิร์กช็อปทำพวงกุญแจเย็บมือสำหรับผู้สนใจอีกด้วย

มาแพร่ครั้งหน้า ตระเตรียมเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมง แวะเวียนมาอาณาจักรแห่งนี้ รับรองว่านอกจากความทรงจำและเสื้อผ้าสวยงามของเมืองเหนือแล้ว คุณอาจได้งานคราฟต์ฝีมือคุณเอง และความภูมิใจน้อยๆ กลับบ้านไปด้วย

อาจารย์ช้าง-ศักดิ์จิระ เวียงเก่า ปรมาจารย์ด้านผืนผ้าแห่งเมืองแพร่

ปี 2562 ททท. และบายศรีร่วมสร้างสรรค์กิจกรรม Workshop ประดิษฐ์เครื่องประดับจากเศษผ้า ใครสนใจอยากลองทำแวะไปเรียนได้ที่บายศรี และใครที่มาเที่ยวแพร่ในช่วงนี้ แวะไปเรียน ไปช้อปปิ้ง ก็อย่าลืมลงทะเบียนรับเข็มกลัดเซรามิกจากสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ในจังหวัดแพร่นะป.ล. ตอนนี้ The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำเข็มกลัดเซรามิกรุ่นพิเศษแจกฟรีเป็นของที่ระลึกในสตูดิโอคราฟต์ต่างๆ ของจังหวัดแพร่ ใครอ่านเรื่องนี้จบแล้วอยากไปเยี่ยม อย่าลืมไปลงทะเบียนเพื่อรับของขวัญพิเศษชิ้นนี้นะ

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load