หลังการพูดคุยยาวนาน งิ่ง-รัชชัย รุจิวิพัฒนา หนึ่งในสมาชิกคณะละครใบ้ ‘Babymime’ ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้กับผม

หนังสือเล่มนั้นชื่อ เต้นกิน รำกิน ที่ Edinburgh

ภายในบรรจุเรื่องราวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่เขาและเพื่อนอีกสองชีวิตอย่าง ทา-ณัฐพล คุ้มเมธา และ เกลือ-ทองเกลือ ทองแท้ เดินทางไปแสดงที่งานเทศกาลการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง Edinburgh Festival Fringe 2016

ท่ามกลางนักแสดงกว่าครึ่งแสน โชว์กว่า 3,000 ชุดที่กระจายอยู่ในเมือง ปรากฏร่างคณะละครใบ้จากไทยที่ไปกันเอง 3 ชีวิต กินอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยตามจำนวนเงินอันน้อยนิดในกระเป๋า แน่นอน การเป็นศิลปินในบ้านเมืองที่วงการละครใบ้ยังเงียบเชียบสมชื่อ พวกเขาย่อมไม่ได้มีรายได้มากมายไว้ใช้สอยอยู่แล้ว-ไม่ใช่พวกเขาไม่รู้

แต่ที่พวกเขาไป เพราะมันเป็นหมุดหมายบางอย่างที่ทั้ง 3 ชีวิตฝันใฝ่ร่วมกัน

“ถ้าที่สุดของเทศกาลหนังคือเมืองคานส์ ที่สุดของงานศิลปะคือฝรั่งเศส ที่สุดของนักแสดงสตรีทโชว์คือ  เทศกาลเอดินบะระฟรินจ์ นี่แหละครับ”

บางบรรทัดในหน้าแรกๆ ของหนังสือที่อยู่ในมือผมเขียนไว้อย่างนั้น

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงคณะละครใบ้ในประเทศไทย เบบี้ไมม์ คือชื่อแรก-เผลอๆ เป็นชื่อเดียว ที่ใครหลายคนนึกถึง

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

ย้อนกลับไปก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันที่บ้านของงิ่งวันนี้ ผมรู้จักเบบี้ไมม์ครั้งแรกจากงาน ‘Pantomime in Bangkok’ เวทีละครใบ้ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นผมก็เห็นพวกเขาตามสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะ แม้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่หายไปไหน

เรานัดพบกันราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ ‘Pantomime in Bangkok ครั้งที่ 15’ จะเริ่มขึ้น หลังจากหยุดจัดไป 4 ปี

บทสนทนาของเราย้อนคุยกันหลากเรื่องหลายรส ทั้งสุขทั้งเศร้า ทั้งสมหวังทั้งผิดหวัง และหากบ้านหลังข้างๆ แอบฟัง เขาหรือเธอย่อมได้ยินเสียงหัวเราะสดชื่นดังสลับความเงียบชวนวังเวงจนคาดเดาบทสนทนาแทบไม่ได้

แน่นอน ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่รอยยิ้มเหมือนยามที่พวกเขายืนแสดงอยู่บนเวทีอยู่แล้ว

เหมือนกับชื่อของบทที่ 1 ในหนังสือที่เขามอบให้ผม

ชีวิตมักไม่เป็นอย่างที่คิด

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 1

ว่ากันว่าก่อนเล่าเรื่องตลก เราไม่ควรบอกว่ากำลังจะเล่าเรื่องตลก เพราะมันจะไม่ตลก

แต่กับเรื่องตลกร้าย ไม่ว่าจะบอกก่อนหรือไม่ มันจะยังคงเป็นเช่นนั้น

ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารเมื่อ เกลือ สมาชิกในชุดสีเหลืองย้อนเล่าบางเรื่องราวเมื่อสองปีที่แล้ว

“วันนั้นแสดงอยู่ดีๆ ตาผมที่มองเห็นกว้างๆ มันก็เห็นแคบลงๆ ผมเริ่มมองไม่เห็นเพื่อน เริ่มเดินชนคนนั้นคนนี้ วันนั้นผมตกใจมากก็เลยไปหาหมอ หมอก็ส่งไปทำ MRI ผลคือมีก้อนเนื้องอกทับต่อมใต้สมอง ทำให้ทับเส้นประสาทสายตา สองแสนคนจะมีคนเดียวที่เป็น” เกลือย้อนเล่าจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาและเพื่อน

อย่างที่บอก โรคที่ว่าเป็นโรคที่ใหม่มากสำหรับหมอ จึงไม่มีใครบอกได้ว่าหลังการผ่าตัดผลจะเป็นอย่างไร

ไม่ต้องพูดถึงการกลับมาเล่นละครใบ้อีกครั้ง เอาแค่กลับมาใช้ชีวิตปกติได้หรือเปล่า ตาจะกลับมามองเห็นไหม ยังไม่มีใครกล้ารับประกัน

“สิ่งที่เราคิดคือหลังผ่าตัดเราจะกลับมาเล่นได้เหมือนเดิมมั้ย” เกลือบอกความกังวลเดียวในตอนนั้น

ใช่, เขาคิดถึงละครใบ้ก่อนลมหายใจเสียอีก

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

เรื่องตลกร้ายคือช่วงเวลานั้นพวกเขากำลังจะมีโปรเจกต์  World Tour ตระเวนเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในหลากทวีปเพื่อแสดงละครใบ้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันของพวกเขาในฐานะนักแสดงละครใบ้ สุดท้ายสองสมาชิกจึงจำต้องหานักแสดงชั่วคราว เพื่อทดแทนหนึ่งสมาชิกที่นอนฟื้นตัวอยู่บนเตียง เนื่องจากตกลงทุกอย่างกับทางต่างประเทศไว้หมดแล้ว

ผลการผ่าตัดเป็นอย่างไรเราต่างรู้ดีกันอยู่แล้ว วันนี้เกลือกลับมานั่งเคียงข้างเพื่อนตรงหน้าผม

หากแต่ผลกระทบจากการผ่าตัดครั้งนั้นยังส่งผลต่อเรื่องเล่าอยู่บ้างเล็กน้อยยามที่เราย้อนไปคุยถึงเรื่องราวในอดีต

“หมอบอกว่าผมอาจจะหลงลืมความจำบางส่วน ซึ่งมันก็หายไปจริงๆ นะ ความทรงจำมันหายไปเป็นช่วงๆ บางทีสถานที่จำได้ว่าเคยไป แต่เราจำไม่ได้ว่ามาทำไร” เกลืออธิบายอาการของตัวเอง ก่อนที่งิ่งจะเสริมต่อ “เวลาเราไปที่ต่างๆ ถ้ามีช่วงเวลาที่ผมได้คุยกับเขา ผมก็จะถามเขาเสมอว่า ‘ป๋าจำได้มั้ย ตรงนี้เราเคยมาด้วยกัน’ ถามเหมือนคู่รักเลยนะ ซึ่งเขาก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง เราจะเช็คกันเป็นระยะ”

ฟังเรื่องเล่านี้แล้วรู้สึกว่าเขาโชคดีที่มีเพื่อนซึ่งจดจำทุกอย่างที่ผ่านเผชิญมาด้วยกันได้อย่างแม่นยำ

นี่คงเป็นข้อดีของการที่ความทรงจำไม่ได้ฝากไว้ที่ใครเพียงคนเดียว

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 2

“ผมว่าชีวิตการทำละครใบ้มีครบทุกรสนะ มีทั้งรสขม รสเปรี้ยว รสอดอยาก รสยืมตังค์ โอ้โห ทุกอย่าง”

เกลือบอกด้วยรอยยิ้มเมื่อผมชวนทุกคนทบทวนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมากว่าทศวรรษ

“มีรถแลกเงินด้วย” มุกนี้ของทา ทำเอาบทสนทนาครื้นเครงขึ้นมา แม้ใจความของมันจะขมปร่าอยู่ไม่น้อย

ไม่ต้องรอเขาบอกผมก็พอเดาได้ว่าไม่ง่าย-ไม่เคยง่าย กับการที่ศิลปินละครใบ้จะยืนหยัดอยู่ได้เกือบ 20 ปีโดยไม่ละทิ้งความเชื่อที่ไม่มีใครเชื่อ ก่อนความฝันนั้นจะผลิดอกออกผลให้เก็บกินอย่างทุกวันนี้

“ช่วงใหม่ๆ แรงเสียดทานค่อนข้างเยอะ” ทาเล่าช่วงเวลา ณ จุดเริ่มต้น “จำได้ว่างานแรกในชีวิตผมไปเล่นที่เดอะมอลล์บางแค เราภูมิใจมากที่ได้เล่น ก็เลยบอกญาติๆ ว่าเราได้ไปเล่น ญาติๆ เลยตามไปดู วันนั้นตอนแสดงเสร็จก็คิดว่า เราเด่นนะเว้ย เราเจ๋งนะเว้ย มีคนมาดูเรานะ แต่พอกลับถึงบ้านญาติๆ ไปบอกกับแม่ว่า ‘หางานให้ทาทำเถอะ อายเขา’ ตอนนั้นผมหน้าชาเลย นึกว่าเขาจะบอกว่า เฮ้ย ตลกดีหรืออะไร แม่ก็เลยจะคอยบอกให้เราหางานทำ

“ของผมนี่แม่พูดเป็นสิบปีเลยนะครับ ขนาดมีเงินให้แม่ เพราะบางงานได้เงินเยอะก็แบ่งให้แม่ใช้ แม่ก็ยังบอกว่า เฮ้ย ไปหางานทำ ตอนนั้นผมก็บอกว่า นี่ไงงาน ก็เล่นละครใบ้ไงแม่ นี่ไงได้ตังค์ คือถ้าผมตัวคนเดียวแม่อาจจะไม่ห่วงขนาดนี้ ที่แม่จะห่วงผมมากเพราะว่าผมมีลูกด้วย

“ทำอาชีพนี้แล้วลูกมึงจะกินอะไร” หลังจากทาเล่าถึงตรงนี้ผมเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเขา แต่ไม่แน่ใจว่าข้างในเขายิ้มออกหรือเปล่า

ไม่ใช่แค่ทาเท่านั้นที่ต้องทนแรงเสียดทานในช่วงเริ่มต้น หากแต่อีกสองสมาชิกก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน พวกเขาไม่มีอะไรจะอ้าง นอกจากปล่อยให้วันเวลาและสิ่งที่ทำเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาอยู่กันได้ อยู่กันได้ดี ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

“พอเวลาผ่านไป หลังจากนั้นผมก็ชวนแม่มาดูละคร แม่ก็เริ่มโอเคขึ้น แล้วก็เริ่มชวนพ่อ ซึ่งปกติพ่อผมเป็นคนที่ไม่ดูอะไรอย่างนี้ ซึ่งพ่อก็ตามไปดู 3-4 ครั้ง

“ถ้าถามว่าตอนไหนที่รู้สึกว่าสำเร็จแล้ว ก็คือตอนที่พ่อเดินมาตบบ่าแล้วบอกว่า แม้ป๊าจะไม่ชอบดู ป๊าดูไม่รู้เรื่อง แต่ป๊าภูมิใจในตัวทานะ ทำในสิ่งที่เราอยากทำเถอะ พ่อพูดแค่นี้ ตอนนั้นน้ำตาไหลเลยครับ”

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตอกย้ำและยืนยันว่าพวกเขาได้รับการยอมรับแล้วคืองานโชว์เดี่ยวครั้งแรกในชีวิต

“ก่อนหน้านี้พวกเราใช้เวลานานมากกว่าจะมีโชว์ของตัวเอง จากที่เราเล่นที่นั่นทีที่นี่ที่ เล่นตามฟุตปาท เล่นตามเทศกาลเล็กๆ สั้นๆ แล้วเราก็มีคำถามที่เราคุยกันเองเสมอว่า เอ๊ะ เมื่อไหร่มันจะมีเวลาของเราเอง จนกระทั่งวันที่มาทำโชว์ครั้งแรกของตัวเอง

“จำได้เลย ตอนนั้นเสียงประกาศขึ้นมาเรายังกอดกันอยู่หลังเวที เฮ้ย เราทำได้แล้ว ทุกวันนี้หลายๆ ครั้งเราก็ยังกอดกันอยู่ แต่มีแค่โมเมนต์ครั้งแรกครั้งเดียวที่มันพิเศษจริงๆ”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 3

อาจฟังดูน่าทึ่ง ที่คณะละครใบ้คณะหนึ่งสามารถอยู่ได้ด้วยอาชีพนี้เป็นหลักบ้านเรา

อยู่ได้ในความหมายที่ว่า มีรายได้หล่อเลี้ยงปากท้องจากงานแสดงละครใบ้เป็นหลัก แม้ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็ไม่มีคำถามอีกต่อไปว่า ‘ทำอาชีพนี้แล้วลูกมึงจะกินอะไร’

ที่สำคัญเหนืออื่นใด พวกเขาอยู่ได้โดยสบตาคนในกระจกได้อย่างภาคภูมิ ไม่ต้องก้มหน้าหลบตา

นอกจากการแสดงตามงานจ้าง พวกเขายังใช้วิชาความรู้มาต่อยอดเปิดสอนบุคคลทั่วไปที่สนใจอยากเรียนรู้ศาสตร์ไร้เสียงนี้

“เราพยายามจะทำให้มันอยู่ได้จริงๆ ยั่งยืนจริงๆ เพราะว่าความเป็นโชว์วันนึงมันก็อาจจะหมดไปหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าความเป็นศิลปินละครใบ้ที่สามารถเอาองค์ความรู้ไปทำต่อ มันไม่มีสิ้นสุด ผมรู้สึกอย่างนั้น” งิ่งบอกกับผมเมื่อถามถึงการยืนหยัดในเส้นทางที่เลือกแล้วและถอยไม่ได้แล้ว

“แล้วอะไรทำให้ยังทำสิ่งนี้กันอยู่ ยังเล่นละครใบ้กันอยู่” ผมชวนพวกเขาทบทวน

“เหมือนจะต้องผ่อนอะไร”  งิ่งปล่อยมุกเรียกเสียงฮาไปหนึ่งครืน ก่อนที่เพื่อนคนอื่นจะดึงเข้าหมวดจริงจัง

“จริงๆ ผมว่ามันคงข้ามจุดอาชีพไปแล้วมั้ง” ทาว่าอย่างนั้น “มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เราเป็นมนุษย์ ชีวิตต้องมีสุขมีทุกข์บ้างอยู่แล้ว เรื่องงานก็เหมือนกัน มันก็มีทั้งเรื่องที่ทุกข์และสุข แต่ผมคิดว่ามันมีเรื่องที่สุขมากกว่า เราอาจจะไม่ได้สิ่งนี้ แต่ว่าเราได้สิ่งที่มากกว่า มันคงเป็นเหตุผลว่าทำไมยังทำ ก็มันมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากมาย แล้วเราจะทิ้งมันทำไม ความสุขมันไม่ต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ สุขห้าสิบเปอร์เซ็นต์ผมก็โอเคนะ หรือสี่สิบก็ยังโอเค แต่สุขร้อยเปอร์เซ็นต์มันไม่มีอยู่แล้ว

“อีกอย่าง สิ่งที่มีค่าที่สุดที่เรามีอยู่ทุกวันนี้คือประสบการณ์ เพราะเราทำมาจะ 20 ปีแล้ว นี่คือสิ่งที่หาไม่ได้ในเด็กยุคใหม่ๆ คุณค่าคือประสบการณ์ที่เราผ่านมา แล้วเราจะไปทำอาชีพอื่นทำไม มึงทำมาเกินหมื่นชั่วโมงแล้วนะ อยู่จนมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายแล้ว

“เคยมีคนบอกผมว่า คุยกับมึงเหมือนคุยกับตัวละครใบ้เลย เพราะมือไม้มันออก เราก็คิดว่า เออ มันคงกลายเป็นเนื้อเดียวไปแล้ว แล้วเราจะไปปฏิเสธตัวเองทำไม ก็เราเป็นคนอย่างนี้”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

ทุกวันนี้เบบี้ไมม์มีอายุเกินสิบปีแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาทำยังคงเดิมคล้ายชีวิตในขวบปีแรกๆ นั่นคือรับงานจ้าง และตระเวนตามเทศกาลต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

หากจะมองว่านี่คือความหนักแน่นก็ย่อมได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมสงสัยว่าพวกเขามองไหมว่านี่คือการย่ำอยู่กับที่

“ผมอาจจะเห็นต่าง” ทาเป็นผู้ตอบ “ผมรู้สึกว่าเราจะย่ำอยู่กับที่ก็ได้ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันจะต้องไปข้างหน้านะ ถ้ามีความสุขที่จะอยู่กับที่ก็อยู่ไปสิ มันไม่ได้เดือดร้อนอะไร

“สำหรับเรา อันดับแรก ถ้าถามเรื่องการเติบโต อย่างน้อยที่สุดคือเราเติบโตเรื่องความคิด เพราะว่าทาที่อายุ 39 ปีนี้ กับทาที่อายุ 25 หรือกับทาตอนอายุ 20 กว่าๆ ที่เริ่มต้นเล่น มันก็ไม่เหมือนกัน มันคนละคนกันเลย ความห่าม ความบ้าระห่ำ การใช้ชีวิตมันก็คนละเรื่องเลย ผมรู้สึกว่าเราเติบโตในทางความคิด ละครใบ้มันสอนเราเยอะมาก สอนให้เราเห็นชีวิต สอนให้เราใช้ชีวิต สอนให้เราเดินทาง พาเราไปเห็นโลกกว้าง ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ความคิดเราเติบโต ถึงแม้เงินในกระเป๋าในบัญชีมันจะไม่ได้เติบโตตามความคิดเราก็ตาม”

พวกเขาบอกว่าทุกวันนี้มุมมองที่มีต่อละครใบ้ได้แปรเปลี่ยนไปจากวันแรกแล้ว

และนี่อาจเป็นการเติบโตในอีกรูปแบบ

“สมัยก่อนเรารู้สึกว่ามันเป็นของเรา เป็นความยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่ดีมาก ซึ่งพอเราไปยกว่ามันสำคัญ เราก็จะมีอีโก้ คนแตะต้องไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ผมมองมันเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร ที่ทำให้สิ่งที่เราอยากพูดมันง่าย เข้าถึงคนดู  แล้วพอมองมันเป็นเครื่องมือสื่อสาร มันก็จะเบาลง คำถามคือแล้วเราจะใช้เครื่องมือนี้คุยอะไรกับคนได้บ้าง

“ครั้งหนึ่งเราทำประเด็นเรื่อง ‘ไทยจ๋า’ ซึ่งเป็นชิ้นงานที่เราภูมิใจ โปรเจกต์นั้นเป็นการทำงานร่วมกับน้องนิสิตจากจุฬาฯ คนหนึ่งที่ตั้งคำถามแบบนี้แหละว่า จริงๆ แล้ว ความเป็นละครใบ้สามารถเล่าในบริบทไทยได้ไหม เขียนบทได้ไหม แล้วเราก็ทำงานกัน ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จนกลายเป็นละครใบ้ที่พูดเรื่องการไหว้ในหลายมิติ ไหว้แบบขอโทษ ไหว้แบบขอบคุณ ไหว้แบบกลัว ไหว้แบบอื่นๆ งานชิ้นนั้นความยาวแค่ประมาณ 2 นาทีนิดๆ แต่เรารู้สึกว่าละครใบ้มันทำอะไรได้มากมายเหลือเกิน”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้  เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 4

“มันไม่ใช่ลำบากแค่เงินทอง แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย”

ระหว่างนั่งคุยกันจนท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนสี พวกเขาก็พูดถึงอุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญ

คู่รักอยู่ด้วยกันยังกระทบกระทั่ง นับประสาอะไรกับชายหนุ่มสามคนที่เติบโตมาต่างกัน นิสัยต่างกัน หากแต่โชคชะตาพัดพาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

“คนอยู่ข้างๆ กันมันก็เหมือนกับสามีภรรยา แรงกระแทกมันต้องรับหมด ไม่ว่าเพื่อนจะเป็นอะไร มันโดนเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย” งิ่งบอกถึงสิ่งที่พวกเขาทุกคนล้วนต้องยอมรับ

“ตอนนั้นมีช่วงหนึ่งซึ่งเป็นช่วงที่หนักมากๆ คือเราอาจจะไม่ได้ทำงานด้วยกันอีกต่อไปแล้วก็ได้ เพราะเราทะเลาะกันบ่อย ไม่ใช่เพราะเรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ พอมันมีความเครียดเกิดขึ้น มันก็ส่งผลให้ในครอบครัวก็เครียด เวลามาทำงานก็เครียด จากที่เราเคยมาทำงานแล้วมีความสุข เราก็เริ่มไม่มีความสุข จากที่อยู่กับครอบครัวแล้วมีความสุขก็ไม่มีความสุข อยู่กับพ่อแม่มีความสุขก็ไม่มีความสุข แล้วเราก็เหมือนเอาความสุขฉาบหน้า พอมีคนมาบอกว่า เราดูเป็นคนมีความสุข เราก็บอกว่า เออ ใช่ๆๆ เรามีความสุข แล้วเราก็เอาความสุขมาทับปัญหาเรา สุดท้ายปัญหาก็ไม่ได้แก้ มันก็ระเบิดออกมา มันเกือบจะไม่ได้ทำงานด้วยกัน แต่โชคดีที่เพื่อนๆ ก็ยังให้โอกาส คนรอบข้างก็ยังให้โอกาส” ทาเล่าถึงเส้นทางอันไม่ราบเรียบที่ผ่านมาแล้ว

งิ่งเล่าว่าพวกเขาถึงขนาดเคยเชิญนักจิตบำบัดมาช่วยแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างในใจของพวกเขา

“บางทีมันมีปัญหาเยอะแล้วเราแก้ไม่ได้ อย่างที่ว่า มันเคยมีจุดที่เคยเกือบๆ จะขาดสะบั้น แต่ว่ามันก็ไม่ขาด มองย้อนกลับไป ถ้าพวกเรามองแค่งานเฉยๆ คงอยู่ไม่ถึงสิบกว่าปีแน่ๆ แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราเหมือนครอบครัวกันก็ได้”

“คงเป็นเวรกรรมที่ร่วมทำกันมา ต้องชดใช้กรรม” เกลือเรียกเสียงหัวเราะกลับมายังวงสนทนาอีกครั้ง

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

เท่าที่ติดตามเบบี้ไมม์มา พวกเขาพูดเสมอว่างานที่ทำอยู่คือ การมอบรอยยิ้ม มอบเสียงหัวเราะ มอบความสุข ผมเลยสงสัยไม่น้อยว่า เขาเคยขึ้นเวทีไปมอบความสุขด้วยความทุกข์บ้างไหม

“ผมบ่อย” ทาชิงมอบตัว “ช่วงที่ไม่โอเคมันกินเวลาหลายปี ก็ต้องอยู่กับตรงนั้น แต่พอขึ้นเวทีไปมันกลับดีมากๆ คือที่ผ่านมาเราเคยรู้สึกว่า เราเป็นยาที่ไว้เยียยวยาคนอื่น ไว้เยียวคนดู คือมาดูเรา แล้วก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาแฮปปี้ แล้วเขาก็เอากลับไป แต่พอช่วงที่เราเกิดปัญหาเองแล้วเราต้องขึ้นไปเล่น ปรากฏว่าเขานั่นแหละที่เยียวยาเรา เสียงหัวเราะที่มันกลับมามันรักษาเรา เราไม่ได้ให้เขาฝ่ายเดียว เราต่างให้ซึ่งกันและกัน”

ฟังถึงตรงนี้ผมคิดว่ามีความจริงที่น่ายินดีสองเรื่อง

หนึ่ง-พวกเขายังแสดงละครใบ้อยู่ สอง-พวกเขายังอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครหล่นหายไประหว่างทาง

ซึ่งบางทีเรื่องหลังอาจเป็นเรื่องน่ายินดีกว่าเรื่องแรกเสียอีก ในความหมายว่าถ้าเรามองความสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตน่ะนะ

“เงินทองไม่หาทางนี้ก็ไปหาทางอื่นได้ แต่ความสัมพันธ์ ถ้าขาดแล้วขาดเลยนะครับ การที่มันจะกลับมามันยากกว่าเงินทองด้วยซ้ำ เราต้องพยายามรักษาไว้” ทาสรุปบทเรียนที่เขาได้รับ

“เคยคิดเล่นๆ ไหมว่า ถ้าอยู่คนเดียวคงเลิกทำละครใบ้ไปแล้ว” ผมชวนเขาคิดก่อนที่งิ่งจะชิงตอบ

“อย่าว่าแต่เล่นคนเดียวเลย วันก่อนไปเล่นสองคน ยังรู้สึกเลยว่ามันอะไรขาดไป”

สิ้นประโยคนี้ของงิ่ง ผมดีใจที่เห็นพวกเขา 3 คนนั่งนิ่งเรียงกันอยู่ตรงหน้า

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 5

หลังนั่งคุยกันที่โต๊ะอาหารจนอิ่มบทสนทนา เราชวนกันเดินขึ้นไปที่ห้องซ้อมซึ่งอยู่บนชั้นสองของบ้าน

ห้องซ้อมของพวกเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็ไม่เล็กเกินไปสำหรับคนสามคน

ที่ผนังด้านหนึ่ง ผมเห็นโปสเตอร์โปรโมทงานแสดงทั้งชีวิตของเบบี้ไมม์เข้ากรอบอย่างดีเรียงรายอยู่บนนั้น งิ่งซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเดินมาบอกเล่าความทรงจำที่ฝังอยู่ในรูปต่างๆ

“อันนี้เป็นโชว์ครั้งแรก” “อันนี้ตอนที่ไปสนุกมาก” “ส่วนอันนี้ตอนนั้นพวกเราไปแสดงที่มาเลเซีย”

งิ่งอธิบายราวกับว่าเขาเห็นภาพนิ่งตรงหน้าเป็นภาพเคลื่อนไหว

เมื่อสังเกตสมาชิกทั้งสามคนที่อยู่ในโปสเตอร์ตรงหน้า ผมพบว่าเกลือคือคนที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด

อย่างที่เล่าไป, เมื่อสองปีที่แล้ว เขาป่วยเป็นโรคเนื้องอกในต่อมใต้สมอง การผ่าตัดส่งผลทางอ้อมให้รูปร่างของเขาไม่เหมือนเดิม น้ำหนักของเกลือขึ้นมาหลักสิบกิโลจนใครหลายคนอาจจำเขาไม่ได้ หากแต่เรื่องเหลือเชื่อคือหลังการผ่าตัดเพียง 8 เดือน เกลือสามารถกลับมาซ้อมละครใบ้ได้

“ตอนนั้นรักษาตัวประมาณ 6 – 8 เดือน แต่กลับมาเล่นจริงจังได้ก็เกือบปี ซึ่งถือว่าเร็วมาก หมอยังตกใจ หมอเขาบอกว่าฟื้นตัวเร็ว เพราะว่ามีคนไข้อีกคนที่เขาผ่าตัดเบากว่าผม แต่ตอนที่ผมหายแล้วไปหาหมอครั้งแรกเขายังนั่งรถเข็นอยู่เลย

“หมอชมเชยว่า อยู่ที่ใจแล้ว จิตใจคุณเข้มแข็ง” เกลือพูดประโยคที่ไม่ใช่แค่หมอหรอกที่คิดแบบนั้น

ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งใดที่เขาและเพื่อนต้องปรับตัว ในความเป็นจริงแม้จะกลับมาเล่นละครใบ้ได้อีกครั้ง แต่มันก็ไม่เหมือนกับก่อนผ่าตัดอีกแล้ว

สรีระของเขาไม่เหมือนเดิม ความคล่องตัวไม่เหมือนเดิม นั่นคือความจริงที่เขาต้องยอมรับ

“ตอนแรกผมก็ทุกข์ ตอนที่กลับมาซ้อมผมรู้สึกว่า ตัวเองได้ขยับร่างกายไปแล้ว แต่เพื่อนบอกว่าไม่เห็นขยับเลย เราก็ เอ๊ะ เราว่าเราขยับนะ ผมเพิ่งรู้ว่าร่างกายผมใหญ่ขึ้น เวลาการขยับมันก็ต้องกว้างขึ้น จะขยับเหมือนแต่เดิมมันไม่ได้แล้ว โชคดีที่ผมจดจำร่างกายได้ แต่ถึงเวลาที่มันต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะร่างกายเราเปลี่ยน เราต้องเคลื่อนไหวอีกแบบหนึ่ง เราก็ต้องฝึกจำใหม่ ทุกวันนี้มันก็ยังไม่เต็มร้อย แต่ว่าพอเล่นหลายๆ ครั้งเข้ามันก็รู้ว่า อ๋อ งานตัวเองมันเป็นอย่างนี้ คนเขาโอเคแล้ว ว่าเราเปลี่ยนแล้ว รูปร่างรูปลักษณ์เราเปลี่ยนแล้ว จะไปเล่นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แต่ว่าเราก็หาวิธีใหม่มา”

“แล้วเพื่อนๆ ได้ปลอบใจอะไรบ้างไหม” ผมถามเพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่

ส่วนมากจะซ้ำครับ” เป็นทาอีกแล้วที่เรียกเสียงหัวเราะให้กลับมาอีกครั้ง “ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้เกลือทำได้ดีนะ ถ้าเกิดกับผม ผมอาจจะไม่สามารถยอมรับได้เร็วและได้ง่ายขนาดนี้ มันไม่ใช่ทุกคนที่จะมานั่งยอมรับได้นะว่ากูต้องเป็นแบบนี้ ยิ่งถ้าเป็นคนมีความคาดหวังเยอะมันยิ่งคอยถามว่าทำไม ทำไม ทำไม แล้วคำว่าทำไมมันก็จะมาทำร้ายเรา แต่ผมดูเขาก็ชิลล์ๆ สบายๆ”

“ไม่ชิลล์นะ มีแอบนอนร้องไห้บ้าง” เกลือแทรกขึ้นมาก่อนจะหัวเราะร่า

“ถามในมุมผม พูดตรงๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมแหละ” ทายอมรับว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง “บางอย่างที่เคยเล่นได้ก็เล่นไม่ได้ แต่ว่าข้อดีของมันก็มันมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นไงครับ ถ้าได้ดูจะเห็นว่าบางเรื่องที่เกลือเคยเล่น พอหุ่นหรือรูปร่างเป็นแบบนี้แล้วมันน่ารักขึ้น เล่นแค่นี้เองแต่ได้มากกว่า ผมเลยไม่รู้สึกว่ามันดรอปลง เราได้สิ่งใหม่มาน่ะครับ

“นี่คือกฎธรรมชาติ เมื่อมีสิ่งที่หายไปก็ได้สิ่งใหม่ขึ้นมา ดีออก”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 6

นอกจากสรีระและการแสดงที่เปลี่ยนแปลง การที่ชีวิตเหยียบยืนอยู่ระหว่างความเป็นความตาย ก็ทำให้เกลือและเพื่อนมองชีวิตเปลี่ยนไป

“จริงๆ ตอนนั้นก็ปลงเหมือนกันนะ” งิ่งเล่าความรู้สึกในช่วงเวลานั้น “เราเองก็ไม่นึกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้กับคนใกล้ๆ ตัว เพราะว่าตอนนั้นพี่เกลืออายุยังไม่ 40 เลย เรารู้สึกว่ามันเร็ว และที่สำคัญคือชีวิตมันไม่แน่นอน ไอ้ความไม่แน่นอนมันแน่นอนจริงๆ มันก็เลยทำให้เรากลับมามองย้อนถึงมิติอื่นๆ  ของชีวิตเราเอง

“เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าการทำเบบี้ไมม์นี่คือสุดยอดแล้ว เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ มุกนี้คิดไม่ได้ก็มาบี้มาขยี้กันจนไม่ได้กินข้าว ไม่หลับไม่นอน เพื่อให้งานมันเกิดขึ้น แต่พอมาถึงจุดนี้เรารู้สึกว่าไม่ใช่ สิ่งสุดยอดคือชีวิตของเรา ชีวิตของเราเองนี่แหละ เบบี้ไมม์อาจจะอยู่ต่อก็ได้ หรือจะไม่อยู่ก็แล้วแต่ แต่ชีวิตเรามันสำคัญ”

ทาซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างๆ เสริมต่อว่า “ตอนนั้นก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน เคยคิดว่าคงอายุ 60 ขึ้นไปมั้ง ถึงจะคุยกันเรื่องนี้ ว่าเพื่อนจะหายไปไม่หายไป แล้วอยู่ดีๆ ก็ หืม เอาแล้วหรอ แล้วก็ต้องทำงานอยู่กับสภาวะความไม่แน่นอน ซึ่งมันทำงานยากเหมือนกันนะ แต่ข้อดีของมันคือแต่ก่อนผมเป็นพวก perfectionist ทุกอย่างต้องได้ เราเชื่อว่าเราทำได้ก็ต้องทำให้ได้ แล้วก็ทำได้จริงๆ แต่ว่าพอเจอเหตุการณ์นี้ก็มาย้อนดูว่าเราได้ก็จริง แต่เราก็เสียอะไรไปตั้งเยอะแยะมากมาย มันได้อย่าง แต่มันต้องเสียอีก ก็ต้องมาดูว่าคุ้มมั้ย”

แล้วเมื่อย้อนมองคิดว่าคุ้มไหม –ผมถามเมื่อสิ้นคำตอบของเขา

“ผมว่าคุ้ม” ทาตอบ “เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะว่า ถ้าเราไม่เจอเหตุการณ์นั้น เราจะพูดประโยคนี้ไม่ได้ว่ามันไม่คุ้มหรอก แต่เผอิญพวกเราโชคดีที่มีโอกาสได้เรียนรู้กับสิ่งนั้นในเวลาที่ยังเหมาะสมอยู่ บางคนอาจจะต้องรอถึงแก่มากๆ หรือว่าไม่เหลือใครแล้ว แต่นี่เราก็ยังอยู่กันไงครับ”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

บทที่ 7

ก่อนแยกย้ายผมเพิ่งรู้ว่า เดือนพฤศจิกายนนี้ เกลือจะต้องผ่าตัดสมองอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนั้นเนื้องอกมันงอกรอบแกนสมอง ครั้งที่แล้วหมอผ่าเข้าทางด้านซ้ายแต่ผ่าอ้อมไปทางด้านขวาไม่หมด เพราะเครื่องมือมันไม่ถึง เหลืออยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เขาก็คิดว่าถ้าเนื้องอกมันไม่โตก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ปรากฏว่ามันโตครับ ก็เลยต้องกลับไปผ่าอีกครั้ง” เกลือเล่าด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวธรรมดา ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว

โดยก่อนที่จะเข้าห้องผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง แทนที่จะเลือกพักให้เต็มที่ แต่เขากลับขอขึ้น 2 เวทีสำคัญ อันได้แก่ Pantomime in Bangkok ครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดในวันที่ 6-8 กรกฎาคม และงานโชว์เดี่ยวของพวกเขาที่ใช้ชื่อว่า ‘BBM48’ ในเดือนสิงหาคม

“เราคงเสพติดความรู้สึก ความตลกของคน พอเราได้ยินเสียงหัวเราะบนเวทีมันมีความสุขมาก มันทำให้เราใจชื้น และทำให้สุขภาพผมดีขึ้นมา” เกลืออธิบายเหตุผลที่เขาเลือกขึ้นเวทีก่อนการผ่าตัดครั้งสำคัญ

ถึงแม้ผมจะมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ 2 เวทีสุดท้ายของเขาหรอก หัวจิตหัวใจแบบนี้ ทัศนคติที่มีต่อโลกแบบนี้ เขากลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งได้สบายอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเสียงหัวเราะข้างล่างเวที

“ผมนึกออกแล้ว ที่เรายังทำอยู่ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เรารู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่า อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่มากกว่าเงินทอง” ทาเสริมคล้ายคิดบางคำตอบที่ตกหล่นไประหว่างสนทนาออกกะทันหัน “ถามว่าเรามีคุณค่าเพราะว่าอะไร เพราะว่าเวลาเราไปเล่น ทุกคนมาบอกกับเราว่า ขอบคุณมาก ขอบคุณที่ทำให้เขามีความสุข เสียงปรบมือที่เขาให้กับเรา ก็เป็นเพราะเราให้ความสุขกับเขา โดยที่เราไม่ได้คาดหวังว่า เขาจะต้องมาบอกเราว่าเราเก่งเราเท่

“จริงๆ แล้วเจตนาของพวกเรามันเริ่มต้นจากเราแค่อยากไปทำให้ทุกคนมีความสุข แล้วสิ่งนั้นมันตีกลับมาเป็นคุณค่าในตัวเอง การที่เขาขอบคุณกลับมามันทำให้เรารู้ว่าเขาเห็นคุณค่าในตัวเรา ทำไมเวลาเราลำบากทุกคนก็พร้อมจะมาช่วย อย่างพี่เกลือนี่เห็นชัดเลย”

ทาพูดถึงงาน เพื่อนกันกับวันมหัศจรรย์ของนายทองเกลือ ที่เพื่อนพ้องในวงการ รวมทั้งแฟนๆ ต่างพร้อมใจกันจัดขึ้นเพื่อระดมทุนมาช่วยให้นายทองเกลือได้มีทุนในการผ่าตัด

อย่างที่รู้กัน ลำพังเงินเก็บจากงานแสดงละครใบ้นั้นไม่มากพอที่จะรักษาตัวอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้ว่างเปล่าหรอก เพราะสุดท้ายสิ่งที่เขาทุ่มเททำตลอดมาก็กลับมารักษาชีวิตเขา

“ตอนนั้นค่าผ่าตัดของผมอย่างเดียวประมาณล้านสอง มันแพงมาก เพราะว่ามันเฉพาะทาง ผมก็คิดว่าจะทำยังไง ก็คุยกับเพื่อน ทุกคนก็บอกว่า มา ช่วยกัน แล้วทุกคนก็มาช่วยกัน ผมนี่น้ำตาไหลเลย คนดูก็มาดูกันเยอะมาก บางคนมาไม่ได้ก็โอนตังค์มา ทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมามันมีคุณค่า”

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

ก่อนร่ำลาจากกัน ผมตั้งใจถามบางคำถามเพื่อบันทึกสิ่งสำคัญเอาไว้ เพราะลึกๆ ก็ไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดครั้งใหม่เขาจะสูญเสียความจำส่วนใดไปอีก

“จากที่ใช้ชีวิตด้วยกันมา ความทรงจำที่ดีที่สุดคือตอนไหน” ผมถามโดยเฉพาะเจาะจงให้เกลือเป็นผู้ตอบ

หลังได้ยินคำถาม เขานิ่งคิดไม่นานคล้ายมีคำตอบในใจอยู่แล้วเมื่อค้นลึกลงไป

“ผมรู้สึกว่ามันคือตอนที่เราไปเอดินบะระ แล้วเราไปใช้ชีวิตกัน ไปนอนสนามบิน ไปเดินกินเที่ยว แล้วก็ไปเล่น มันรู้สึกว่าเราได้คุยกัน เราได้ใกล้กันจริงๆ เรารับรู้ถึงความลำบากด้วยกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างลำบากมาแล้วก็มาคุยกัน แต่อันนี้เหมือนเราลำบากในสิ่งเดียวกัน แล้วเราก็เห็นตรงกัน แก้ไขสิ่งต่างๆ เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าความทรงจำนั้นมันยังอยู่นะ

“หลังการผ่าตัดมาผมจำช่วงเอดินบะระได้ แต่ผมจำไม่ได้นะว่าผมแสดงอะไรยังไง แต่รู้ว่าเราไปเอดินบะระ ไปเจอคนไทยที่นั่นเขาต้อนรับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำที่ดี ผมอยากให้เบบี้ไมม์มีโมเมนต์อย่างนั้นด้วยกัน”

สิ้นคำตอบของเขา ผมแทบไม่ต้องถามคำถามสุดท้ายที่ตั้งใจ

สิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร-คล้ายอยู่ในบทสนาระหว่างเราอยู่แล้ว

การได้อยู่ด้วยกัน กระทบกระทั่งกัน เยียวยากันและกัน ยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน สุขทุกข์ด้วยกัน ใช้วันเวลาร่วมกัน ก่อนที่วันหนึ่งจะจากกันไป

บางทีนี่อาจจะเป็นความหมายของการมีชีวิตก็ได้

 เสียงหัวเราะ น้ำตา และปรัชญาชีวิตที่ Babymime เรียนรู้จากละครใบ้

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อไม่นานมานี้ The Cloud เพิ่งนำเสนอเรื่องราวของ NAYA Residence ที่พักเพื่อผู้สูงวัยที่ใช้แนวคิด Universal Design (การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล) มาใช้ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะให้ผู้เข้าพัก ซึ่งเป็นธุรกิจตอบโจทย์สังคมไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว

หนึ่งในเบื้องหลังโปรเจกต์ดังกล่าวคือ แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้ใช้ชีวิตทำงานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในการผลักดันคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงวัย ผ่านสารพันโครงการทั้งร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน

โครงการสำคัญที่หมอนาฏเข้าไปก่อร่างด้วยตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 และกลายมาเป็นต้นแบบที่พักผู้สูงอายุ คือ สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ด้วยแนวคิดบุกเบิกเรื่อง Active Aging สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยอื่นๆ และใช้ชีวิตอย่างสำราญ ปัจจุบัน เธอยังร่วมพัฒนาอีกหลายโครงการ Senior Complex หรือที่เรียกว่า ศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร เช่น โครงการรามาฯ-ธนารักษ์ ที่พักอาศัยคนชรา ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยไม่หวังกำไร ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

เรามีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัยคนนี้อีกครั้ง จึงขอนำชีวิต ประสบการณ์ การทำงานทั้งหมดของเธอมาคั้นรวมกันอย่างเข้มข้น จนกลั่นออกมาเป็นคำแนะนำในการเตรียมตัว วางแผนชีวิตหลังเกษียณที่อยากให้ทุกคน ทั้งประชาชนและคนทำงานภาคนโยบายรัฐได้อ่าน

เพราะเด็กทุกคนในวันนี้คือคนแก่ในวันหน้า (มีใครล่ะหนีความแก่ได้บ้าง)

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

ได้ฟังหมอนาฏเล่าเรื่องราวการทำงานของตัวเองบนเวที TEDx มาบ้างแล้ว แต่อยากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ก่อนเริ่มมาผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างจริงจัง

ตอนนั้นพูดแข็งมาก (หัวเราะ) หมอเรียนจบคณะแพทย์ฯ จุฬาฯ รุ่น 38 ลองนับย้อนดูจะพอรู้ว่านานแค่ไหน ช่วงเวลานั้นในประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงเรื่องผู้สูงอายุเลย สนใจกันแต่เรื่องเด็ก แต่มีสองปัจจัยหลักที่ทำให้เราสนใจเรื่องนี้ 

หนึ่งคือเมนเทอร์ของเราคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ แพทย์หญิง ท่านผู้หญิงศรีจิตรา บุนนาค เป็นผู้นำการขับเคลื่อนด้านผู้สูงอายุในไทย ครอบครัวของหมอสนิทกับครอบครัวของท่านผู้หญิงศรีจิตรา เรานับถือท่านมาก เลยได้รับอิทธิพลมาจากท่าน

อีกส่วนหนึ่งคือเราจบแพทย์มาแต่ไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง เราไปเรียนบริหารที่บอสตัน อเมริกา เพราะสนใจเรื่องต่างๆ จากมุมกว้างและบ้านมีธุรกิจอยู่แล้ว เราจึงตามหาว่าเส้นทางอาชีพของเราจะไปทางไหนได้ นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจเรื่องผู้สูงวัย

แล้วจุดเปลี่ยนจริงๆ คือตอนไหน

เมื่อเราได้ทำงานกับสภากาชาดไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับภารกิจของกาชาดที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ พระองค์ท่านให้คิดดูว่าจะทำโครงการอะไรที่ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐ แต่พึ่งพาตนเองได้ ตอนนั้น ศ.ดร.นายแพทย์ พิชิต สุวรรณประกร ซึ่งได้รับมอบหมายงานนี้ท่านมาคุยกับเราเพื่อหาความเป็นไปได้ ลงล็อกเลย โอกาสมาถึงแล้ว

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคอนโดฯ สำหรับผู้สูงวัย ‘สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย’ ที่เล่าถึงบนเวที TEDx 

ใช่แล้ว ตอนนั้นเป็น พ.ศ.​ 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี เราจะทำโครงการนี้เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัยกลุ่มไหนเพื่อให้ตอบโจทย์ ‘เลี้ยงตัวเองได้’ ตอนนั้นสภากาชาดคุ้นชินกับการทำงานสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ก็หมด แต่โจทย์ตอนนี้คือการทำงานกับกลุ่มที่มีเงิน อาจไม่ถึงขั้นรวยล้นฟ้า และเราทำหน้าที่บริหารจัดการเงินที่ท่านบริจาคมา สร้างที่พักที่ท่านอยู่ไปได้ตลอดชีวิต ให้ท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเป็นที่พักเพื่อผู้สูงอายุในราคาจับต้องได้ แม้ผู้สูงวัยบริจาคเงินค่าที่พักมาแล้ว ก็ยังพอเหลือเงินเก็บบางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นี่คือแนวคิดของที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ซึ่งยังไม่มีใครทำเลยในเวลานั้น

ณ ตอนนั้นคนไทยน่าจะรู้จักแต่บ้านบางแค แล้วทำอย่างให้ให้คนเข้าใจคอนเซ็ปต์บ้านพักคนชราแบบใหม่

ช่วงที่เปิดตัว เมืองไทยยังไม่รู้จักแนวคิดที่พักผู้สูงอายุ ดังนั้น เราต้องให้ความรู้กับสังคมว่านี่คือทางเลือกใหม่ แต่คำถามก็ถาโถมเข้ามา อาจเพราะคนติดภาพสภากาชาดที่ทำแต่งานสังคมสงเคราะห์ อุปสรรคอื่นก็มีมาก ทั้งความเข้าใจของผู้เข้าพัก เมื่อยี่สิบปีที่แล้วผู้สูงอายุยังไม่ชินกับการลดขนาดชีวิตจากการอยู่บ้านมาอยู่ในคอนโดฯ ห้องขนาดสามสิบตารางเมตร เราประสบปัญหาชีวิตเยอะ แม้ไปดูงานต่างประเทศ ฮ่องกง อังกฤษ ออสเตรเลีย แต่มันไม่ได้เข้ากับบริบทของไทย เฟสแรกเราสร้างไว้เพียงร้อยหกสิบแปดห้องก็จริง แต่กว่าจะขายหมดใช้เวลาร่วมสิบปี 

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการบริหารจัดการดูแลผู้เข้าพัก ซึ่งเรายังทำได้ไม่ดีในตอนนั้น เสียงเชิงลบก็ส่งออกไปข้างนอก แต่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านมาถึงช่วง พ.ศ. 2550 Aging Society เริ่มเป็นประเด็นในสังคม ห้องพักเราก็ได้รับความสนใจไปด้วย จากที่เคยต้องอ้อนวอนให้มาอยู่กัน ก็มีคนเข้ามาดูมากขึ้น

ทำยังไงให้การมาอยู่บ้านพักผู้สูงอายุกลายเป็นทางเลือก ไม่ใช่ทางหนี

ช่วงแรกที่เราทำสวางคนิเวศเหมือนเราเป็นผู้ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเรากำลังทำลายโครงสร้างครอบครัวของไทย แต่จริงๆ ธรรมชาติสังคมเรากำลังเปลี่ยน ครอบครัวมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เราแค่นำเสนออิสระและทางเลือกให้กับผู้คน ล่าสุดคุยกับคุณป้าที่เข้าพักที่สวางคนิเวศ ท่านบอกว่าภูมิใจ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นี่เป็นทางเลือกของท่าน กลายเป็นว่าลูกหลานเสียอีกที่ขอมาค้างกับพ่อแม่ปู่ย่าที่สวางคนิเวศช่วงเสาร์อาทิตย์

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร
‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เหมือนจะได้บทเรียนเข้มข้นเลย อย่างนี้คุณหมอนำประสบการณ์จากเฟส 1 มาปรับปรุงเฟส 2 ในประเด็นใดบ้าง

เราได้รู้จักกับ รองศาสตราจารย์ ไตรรัตน์ จารุทัศน์ กรรมการบริหารหลักสูตรเคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน Universal Design คราวนี้ล่ะ สภากาชาดรู้แท้รู้จริงเสียที เราจึงได้นำหลักการออกแบบที่ว่านี้มาใช้ปรับปรุงห้องที่เหลืออยู่ของเฟสแรกก่อน ยังไม่ได้เข้าเฟสสองด้วยซ้ำ (ยิ้ม) 

เมื่อห้องที่ปรับปรุงใหม่ดูน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้น มีบริการด้านสุขภาพจากส่วนกลาง ทีมพยาบาลทำงานได้ลงตัวแล้ว เลยเปิดขายอีกครั้ง คราวนี้เราขายห้องหมดได้อย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะตลาดมีความพร้อมและเข้าใจประเด็นนี้แล้วด้วย ห้องที่มีจึงโดนใจเขามากขึ้นกว่าเดิม พอเห็นว่าเฟสหนึ่งขายหมดแล้ว สภากาชาดเลยรุกต่อด้วยการสร้างเฟสสอง เพราะเห็นว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

จากที่ไม่ได้ดูด้านการออกแบบในเฟสหนึ่ง พอเฟสสองนี่เราได้เข้ามาดูแลเต็มตัวในฐานะ Project Manager ซึ่งเปิดเพิ่มอีกสามร้อยห้อง แต่ยังคงเน้นที่ความเป็นส่วนตัว ไม่หนาแน่น ราคาจับต้องได้กว่าเดิม เราไม่ได้เสนอให้เจนเนอเรชันที่สองเข้ามารับช่วงต่อจากผู้สูงวัยได้แบบเฟสแรก ซึ่งถือเป็นบทเรียนเช่นกัน รอบนี้เลยตีโจทย์แตกกว่าเดิม เฟสสองขายดี หมดภายในสิบสองเดือน ตอนนี้เรามีทั้งหมดเกือบห้าร้อยห้อง นั่นเท่ากับเรามี Economy of Scale (การประหยัดโดยเพิ่มขนาด) ให้บริการได้ครบครันมากขึ้น ตั้งแต่มีพยาบาลยี่สิบสี่ชั่วโมง ติดตั้งระบบขอความช่วยเหลือในห้อง รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับอาสากาชาด

จากสวางคนิเวศ ต่อยอดไปขนาดไหน

แม้สวางคนิเวศไม่ใช่บทเรียนที่ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นต้นแบบให้โครงการอื่นได้นำไปเรียนรู้และทำที่พักผู้สูงอายุต่อ หลังจากที่ทำสวางคนิเวศเฟสสองเสร็จแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ให้ไปช่วยพัฒนาโครงการ Senior Complex ที่บางละมุง ซึ่งตอนนี้ทำ Master Plan ไว้แล้วประมาณหกร้อยห้อง แต่ต้องพับเอาไว้ก่อนเพราะเรื่องการเมือง นอกจากนี้ ก็มีเข้าไปช่วยโครงการที่พักผู้สูงอายุรามาฯ-ธนารักษ์ ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทั้งหมดนำบทเรียนจากสวางคนิเวศมาใช้ออกแบบ ทั้งการจัดการ การดูแลผู้เข้าพัก และการออกแบบกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน
ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

ทำไมจึงนำกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัยมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบที่พัก

กิจกรรมทั้งหมดเป็นอุบายเพื่อให้ผู้สูงอายุออกจากห้องมาเข้าสังคม มาออกกำลังกาย พูดคุยกันอยู่ริมสระ เพื่อสร้าง Active Aging Lifestyle ช่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมอง ของผู้สูงอายุ การออกกำลังใดๆ ในผู้สูงอายุควรจะจัดเป็นกลุ่ม เพราะทำเดี่ยวมันน่าเบื่อ ซึ่ง อาจารย์ไตรรัตน์ออกแบบสวางคนิเวศเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้อยู่แล้ว มีลู่เดินออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ให้ยืนได้ มีราวให้จับ ทางเดินลงเป็นทางลาดแทนที่จะเป็นบันได ตอนนี้เรามีนักกายภาพบำบัดมานำกิจกรรมปั่นจักรยานในน้ำด้วย

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เราดูแล คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังดูแลตัวเองได้ ไม่ได้เป็นกลุ่มนอนติดเตียงที่ต้องการบริการและการดูแลอีกแบบหนึ่ง มีบ้างที่เราถูกตั้งคำถามว่า เราจะเตะผู้สูงอายุออกจากที่พักหรือไม่ ถ้าท่านอยู่ในสภาวะติดเตียง จริงๆ แล้ว เรามีการจัดหาบริการอื่นเอาไว้รองรับ มีการประสานงานกับ Nursing Home ต่างๆ เพื่อดูแลท่านให้ดีที่สุดต่อไป

ดังนั้น แนวคิดของที่พักผู้สูงอายุลักษณะนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงพยาบาลที่มีแพทย์และพยาบาลประจำเพื่อการรักษา แต่เป็นบ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ผู้สูงอายุแข็งแรงได้นานที่สุด และมีสภาวะติดเตียงสั้นที่สุด 

ล่าสุดมี NAYA Residence ซึ่งจับตลาดกลุ่ม Upper-middle Class มาชวนไปร่วมงาน เราจึงได้มีโอกาสใส่บริการที่พรีเมียมเพิ่มเข้าไป เพราะกลุ่มลูกค้าเขามีกำลังซื้อ มีการนำเทคโนโลยีของทาง SCG เข้ามาช่วยดูแลผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ทีมงานทำงานได้ดีขึ้น มีเซนเซอร์ทั้งในห้องและแบบที่สวมใส่ได้ เพื่อเอาไว้ขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งเก็บข้อมูลพฤติกรรม การก้าวเดิน ระยะเวลาการนอน หรือการเข้าห้องน้ำ มาใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุได้ เป็นต้น 

ฟังดูเหมือนหมอนาฏให้ความสำคัญกับการป้องกันภาวะติดเตียงมาก

ใช่ค่ะ ในอนาคตการดูแลผู้สูงอายุจะไม่ใช่การทำงานตั้งรับ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี ดูแลตัวเองได้ยาวๆ เทคโนโลยีที่ใช้ดูแลผู้สูงวัยลักษณะนี้ นำไปใช้ที่บ้านได้ด้วยเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมาใช้บริการที่พักผู้สูงอายุของเรา เพราะผู้สูงอายุเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ก็อยู่ได้ตามปกติ แต่จะมีทีมงานคอยตรวจเช็กสุขภาวะให้ เป็นลักษะของ Virtual Care 

ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักสำหรับผู้สูงอายุ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้พวกเขาอยู่ที่บ้านได้อย่างราบรื่น

แม้ว่าบางครั้งสังคมที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ทุกคนไม่มีทางเลือก สมาชิกในครอบครัวมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงวัย คือการได้อยู่กับครอบครัว 

สังคมไทยในชนบทเอื้อให้เราดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอยู่แล้ว เพราะมีความเป็นชุมชนสูง คนในเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา แต่เราปรับตัวได้ ตั้งแต่การปรับบ้านให้เหมาะสมกับวัยที่เปลี่ยนไปได้ ลูกหลานหรือผู้ดูแลเองก็ต้องมีความรู้ เพื่อดูแลท่านอย่างมีความสุข โดยอาจไปเข้าคอร์สเรียนต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงมีบริการบางประเภทช่วยแบ่งเบาได้ เช่น Senior Wellness Center ช่วยดูแลผู้สูงวัยในช่วงกลางวัน มีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้สูงอายุได้ทำเพื่อเข้าสังคม เพราะความเหงาเป็นโรคหนึ่งของผู้สูงวัยเช่นกัน

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

เมื่อประเทศกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่วันนี้ต้องรู้อะไรบ้าง

เด็กๆ เองต้องตระหนักว่า เด็กที่เกิดในวันนี้มีโอกาสอายุยืนถึงร้อยปี อายุเฉลี่ยของคนจะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะตกอยู่ในสเปกตรัมของคนแก่เช่นกัน ดังนั้น สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนต้องเตรียมตัว ทั้งเรื่องเงินเก็บ ทักษะต่างๆ เพราะต่อไปคนจะไม่ได้มีอาชีพเดียวเหมือนคนรุ่นเก่า ความยืดหยุ่นและความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ช่วยให้เราอยู่ได้ รวมถึงทุนด้านสุขภาพที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ เราคงไม่อยากเป็นคนอายุยืนที่เต็มไปด้วยโรค 

การมีผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวและเด็กได้มีส่วนร่วมในการดูแลนั้น เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาเองในระยะยาว เพราะเขาได้เรียนรู้และเตรียมพร้อมสำหรับกลายผู้สูงวัยในอนาคต ขณะเดียวกัน ผู้สูงวัยเองต้องไม่ยึดติด ต้องเรียนรู้วิธีคิดของเด็กๆ ด้วย เราจะเห็นว่าน้องๆ ม็อบชูสามนิ้วทะเลาะกับผู้สูงวัยอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ทำความเข้าใจกัน 

เด็กปรับตัวแล้ว ผู้สูงวัยต้องปรับตัวด้วย

ใช่ค่ะ เพราะชีวิตมีความเป็นสเปกตรัม เหมือนมีจุดตัดที่วัยเกษียณนั้นเป็นเพียงเส้นแบ่งทางกฎหมาย ในความเป็นจริงเรามีชีวิตที่ต่อเนื่องจากวัยนั้นไปอีก ทุกวันนี้ชีวิตไม่ได้หยุดที่วันเกษียณ เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ อยู่บ้านเฉยๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว 

อันที่จริงกลุ่มผู้สูงวัยรุ่นใหม่ที่อายุเพิ่งชนวัยหกสิบปีในตอนนี้ เขามีความคิดต่างจากผู้สูงวัยรุ่นก่อน เขายังมีสุขภาพที่ดี มีทัศนคติที่อยากทำงานต่อ มีการคิดถึงชีวิตครึ่งหลังของตัวเองว่าอาจมีอาชีพสองถึงสามต่อไปได้ คนกลุ่มนี้เป็น Active Aging มีช่วงเวลาทองยาวไปถึงอายุ 70 ปี แล้วจึงเริ่มโรยราลง

ประชาชนปรับตัวแล้ว ประเทศต้องปรับด้วยหรือเปล่า สำหรับคนที่ช่วงเวลาทองจะยาวนานขึ้น

นับจากนี้ไปอีกยี่สิบปี เราจะมีประชากรที่อายุชนวัยหกปีเพิ่มขึ้นปีละหนึ่งล้านคน ประเทศไทยควรสนับสนุนให้คนอายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปีมีกิจกรรม ได้ทำงาน เขาอาจไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการคุณค่าในตัวเองมากกว่า ตอนนี้เริ่มมีการก่อตั้งชุมชนผู้สูงอายุขึ้นมาในโซเชียลมีเดีย ทั้ง Young Happy, เกษียณเกษม, Happy Senior, Sixty Prompt เพื่อรวบรวมผู้สูงวัยให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

รัฐบาลต้องยอมรับว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดี คือการให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ การออกแบบระบบขนส่งสาธารณะด้วยวิธีคิดแบบ Universal Design เพื่อเอื้อให้เขาไปไหนมาไหนเองได้เป็นสิ่งจำเป็น และ Digital Literacy การมีทักษะ รู้เท่าทันชีวิตในโลกดิจิทัลก็สำคัญ หากเขาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลได้ เขาจะไม่หลุดไปจากโลกปัจจุบัน รวมถึง Financial Literacy การทำกิจกรรมทางการเงินต่างๆ บนโลกดิจิทัลก็จำเป็นไม่แพ้กัน หากมีสิ่งเหล่านี้ ผู้สูงวัยจะเข้าสังคมทางออนไลน์ได้ หรือมีส่วนร่วมในการซื้อขายสินค้า องค์ความรู้ ทักษะ ผ่าน Market Place ได้เป็นต้น

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

การสนับสนุนให้ผู้สูงวัยทำกิจกรรมทางการเงินบนโลกดิจิทัล จำเป็นแค่ไหน

อีกบทบาทหนึ่งของเรา คือการเป็นกรรมการกองทุนผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งให้เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยกับผู้สูงอายุไปตั้งต้นในการประกอบอาชีพ เราได้เห็นว่าอาชีพส่วนใหญ่ที่มีการร้องขอเงินกู้เข้ามายังเป็นอาชีพแบบเดิม เช่น ทำเกษตร เปิดร้านโชห่วย ทำลูกประคบขาย ซึ่งถ้าทำแล้วไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ก็จะเติบโตยาก หากเราสามารถนำ Digital Market Place เข้าไปเชื่อมต่อกับงานที่ผู้สูงอายุทำได้ก็เป็นการขยายโอกาสที่ดี แต่ผู้สูงอายุเองต้องใช้งานเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ได้ด้วย

ดังนั้น เราต้องสนับสนุนให้ทุกคนเตรียมตัวในช่วง Pre-aging ได้ดี เพิ่มความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสามารถในการหารายได้ มีเงินเก็บมากพอ สังคมจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะเมื่อเขามีงานมีสังคม เขาจะใช้ชีวิตในช่วงสูงวัยอย่างแข็งแรงได้ยาวนานที่สุด เป้าหมายคือการแทรกแซงเพื่อให้คนไทยนอนป่วยติดเตียงให้น้อยที่สุด

สุดท้ายแล้ว เราต้องสร้างปัจจัยให้ทุกคนพึ่งพาตนเองได้

ใช่ค่ะ ไม่มีใครอยากเป็นภาระให้กับใคร เราอาจพึ่งพารัฐบาลไปไม่ได้ตลอดเช่นกัน ลำพังแค่เบี้ยผู้สูงอายุจากรัฐไม่มีทางเลี้ยงทุกคนไปได้ตลอด แต่รัฐมีหน้าที่ต้องสร้างมาตรการ กฎหมายป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ การเกิดโรค NCD (Non-communicable Diseases) เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ผ่านการออกนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนซึ่งรักษาสุขภาพได้ดี หรือเราแบ่งเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทุกคนต้องจ่ายอยู่แล้วเวลาซื้อของ ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับประชาชน เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ เพราะการพึ่งพาตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load