ครอบครัวของ เก๋-ลภัสนันท์ และ ใหม่-ธัญลักษณ์ ดิลกอัศวโรจน์ อยู่ในวงการ OEM เสื้อผ้าเด็กส่งออกมากว่า 40 ปี เพราะฉะนั้น เรื่องความเชี่ยวชาญคงไม่ต้องพูดถึง แต่ถึงอย่างไรทุกธุรกิจก็ต้องพบเจอกับปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวของเธอทั้งสองพบเจอนั้น คือการต้องว่ายวนอยู่ท่ามกลางน่านน้ำสีแดง ที่เต็มไปด้วยคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ 

มิหนำซ้ำ นานวันเข้าพวกเธอยิ่งเจอว่าต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานของไทยเราถือว่าไม่ถูกเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ กำไรจึงถูกบีบให้น้อยลงทุกวี่วัน เก๋และใหม่จึงมองว่าทางรอดของพวกเธอนั้น คือการทำแบรนด์ของตัวเอง

BabyLovett’ จึงก่อตั้งขึ้นมา โดยเก๋และใหม่เชื่อว่าแบรนด์ของพวกเธอคือส่วนผสมที่ลงตัวของความเชี่ยวชาญหลากหลายอย่างของผู้ก่อตั้ง และประสบการณ์หลายสิบปีในวงการเสื้อผ้าเด็กจากธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัว

เก๋และใหม่ใช้ความได้เปรียบทั้งหมดที่มีมาสร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่ตอบโจทย์การใช้งานของพ่อแม่ แถมมีดีไซน์และราคาที่น่ารักจนของขาดตลาดและราคารีเซลพุ่งไปกว่า 10 เท่าจากราคาขาย

แน่นอนว่าการที่สินค้าขายดีทำให้เจ้าของแบรนด์ชื่นใจ แต่ความสนใจของลูกค้าและคู่แข่งก็มาพร้อมหลายเรื่องน่าปวดหัวเช่นกัน 

สองสาวพี่น้องที่ต้องผันตัวจากวงการผู้ผลิต สู่เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเด็กซึ่งฮอตฮิตที่สุดแบรนด์หนึ่งในตอนนี้ จะปรับตัวเพื่อเติบโตอย่างไรในฐานะ The Entrepreneur วันนี้เราจะมาคุยกับพวกเธอกัน

แบรนด์คนไทย ราคาคนไทย คุณภาพระดับโลก

“เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็กมา 30 – 40 ปี เราจึงรู้ดีว่าวัตถุดิบชนิดไหน ผ้าชนิดไหนที่เหมาะกับเด็กอ่อน รวมทั้งการปัก พิมพ์ เย็บ และทุกขั้นตอน โรงงานเรามีการตรวจมาตรฐานว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก เราจึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าต่างชาติด้วย” 

เก๋เริ่มเล่าถึงประสบการณ์ของธุรกิจครอบครัวที่ทำให้เธอเล็งเห็นว่า หากนำประสบการณ์นี้มาประกอบกับความรู้ของเธอ เธอจะพาธุรกิจครอบครัวแหวกว่ายออกมาสู่น่านน้ำสีครามได้ง่ายกว่าคนอื่นที่อาจจะต้องเริ่มจากศูนย์ 

“ธุรกิจครอบครัวของเรามาสายนี้อยู่แล้ว เราจึงเอา Know-how มาพัฒนาสินค้าร่วมกับความรู้ด้านการบริหารธุรกิจที่เรียนมา เก๋วางแผนตั้งแต่วันแรกว่าจะวางตำแหน่งแบรนด์ไว้ตรงไหน กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างไร ไปจนถึงวิธีการตั้งราคาขาย 

“จากนั้นเราก็นำวิธีคิดที่เป็นระบบและมีขั้นตอนจากการเรียน Industrial Engineering ตอนปริญญาตรีมาใช้ ทำให้ BabyLovett ไม่มีการใช้บริการ Fulfillment (บริการคลังสินค้าพร้อมจัดส่ง) เลย แต่เป็น In-house Packing โดยเก๋เป็นคนวางขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในการแพ็กสินค้า รวมทั้งการบริหารจัดการคน บริหารจัดการสต็อก เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าช่วงออกคอลเลกชันใหม่ เราส่งออกสินค้าได้มากกว่า 5,000 ชิ้นต่อวัน ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากได้สินค้าอย่างรวดเร็ว”

ส่วนใหม่เรียนแฟชั่นดีไซน์ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เธอจึงเคยฝึกงานและทำเวิร์กช็อปกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้ว

“ที่ผ่านมาไม่มีใครทำแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กเลย เราจึงใช้ประสบการณ์ทุกอย่างในสายแฟชั่นมาประยุกต์กับธุรกิจ เวลาทำคอลเลกชันเสื้อผ้าเด็ก เราทำทุกอย่างเหมือนตอนทำเสื้อผ้าผู้ใหญ่ มีคอนเซปต์ มี Mood Board มีเรื่องราว ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้าในแง่ของการตลาดด้วย ซึ่งลูกค้าเข้าใจและทำให้งานออกแบบของ BabyLovett มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น” ใหม่เล่าในฐานะผู้รับผิดชอบทางด้านการออกแบบโดยตรง

เมื่อเห็นถึงประสบการณ์ วิธีการทำงาน และวิธีการคิดงานในแต่ละคอลเลกชันแบบนี้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมพวกเธอถึงไม่วางให้ BabyLovett เป็นเสื้อผ้าเด็กในระดับ High-end ไปเลย ใหม่อธิบายว่า 

“ความตั้งใจที่พวกเราคุยกันตั้งแต่แรกก็คืออยากให้ BabyLovett เป็นแบรนด์เสื้อผ้าคนไทย ผลิตโดยคนไทย ในราคาที่จับต้องได้ เราอยากขยายฐานลูกค้าให้กว้าง จึงมองว่าราคากลาง ๆ นี่แหละที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ ตรงนี้จะเติมเต็มตลาดได้ดี แม้จะราคากลาง ๆ แต่คุณภาพดี เราว่าสิ่งนี้ทำให้ธุรกิจยั่งยืนกว่า และที่สำคัญ เด็กในวัยนี้เขาจะเปลี่ยนไซซ์บ่อยมาก ถ้าตั้งราคาที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกสบายใจที่จะจับจ่าย ก็น่าจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและตอบโจทย์ตลาดได้ดีกว่า”

เมื่อพูดถึงเรื่องความโตไวของเด็กจนพ่อแม่หลายคนไม่อยากลงทุนซื้อเสื้อผ้า แต่เลือกที่จะส่งต่อกันเป็นทอด ๆ แทน เราก็ขอถามต่อว่า ในฐานะเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก พวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งเก๋ก็อธิบายว่านี่เป็นอีกข้อได้เปรียบของพวกเธอเสียด้วยซ้ำ

“ความจริงแล้วเสื้อผ้าเด็กในตลาดส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่าของเราหมดเลยค่ะ พอเราอยู่ในตลาดที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุณภาพดีและราคาดี พวกเขาก็จับจ่ายได้รวดเร็วมาก และด้วยคุณภาพของเสื้อผ้าเรา กลายเป็นว่าพ่อแม่ส่งต่อกันได้อย่างสบายใจ เมื่อก่อนหลายคนอาจไม่กล้าส่งต่อเสื้อผ้าลูกให้ใครเพราะเกรงใจ กลัวเขาไม่กล้ารับ แต่เสื้อผ้าของ BabyLovett ไม่ใช่แบบนั้นเลย คนได้รับจะดีใจและบอกทันทีว่า เสื้อน่ารักจังเลย ผู้รับมีความสุข ผู้ให้ก็ไม่เขินอายที่จะส่งต่อ ได้ประโยชน์ในแง่ความยั่งยืนไปด้วย”

แตกต่างแบบ BabyLovett

เสื้อผ้าเด็กของ BabyLovett ที่คนส่งต่อไม่เขินอาย และคนรับช่วงต่อก็สุดแสนจะดีใจนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟัง

การใช้งาน

BabyLovett แจ้งเกิดด้วยชุดนอนที่มาพร้อม ‘Two-way Zipper’ เป็นชุดหมีที่มีซิปรูดได้จากข้างบนและข้างล่าง ซิปที่รูดขึ้นจากข้างล่างเอาไว้ใช้ตอนเปลี่ยนแพมเพิร์สยามลูกหลับ คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องถอดเสื้อออก เด็กก็ยังรู้สึกอบอุ่น ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวซิปจะหนีบเนื้อ เพราะชุดนี้มีผ้ารองซิปมาให้เรียบร้อย

“โดยทั่วไปชุดนอนแบบนี้มีกระดุมอยู่ที่ 12 – 18 เม็ด ก็ติดไล่ไปเลยค่ะ ถ้าติดผิดก็ต้องแกะใหม่หมด พอเรานำเสนอตัว Two-way Zipper ลูกค้าแฮปปี้มาก เพราะร่นเวลาในการแต่งตัวให้ลูกได้เยอะ บอกได้เลยว่า BabyLovett เป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่นำเสนอ Two-way Zipper ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในไอเทมที่คุณแม่ลูกอ่อนทุกคนต้องมี” เก๋ในฐานะคุณแม่มือใหม่อธิบาย Pain Point ที่กลายเป็นที่มาของชุดนอนชุดนี้

นอกจาก Two-way Zipper ชุดนี้ยังมีถุงมือในตัว ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเอามือมาเกาหน้า เกาหัว ซึ่งแม้คุณหมอสมัยใหม่จะบอกว่าไม่อยากให้เด็กใส่ถุงมือ เพราะอาจขัดขวางพัฒนาการการเรียนรู้ แต่เวลานอนหนู ๆ มักไม่รู้ตัว คุณพ่อคุณแม่เลือกพลิกถุงมือออกมาจากแขนเสื้อเพื่อใช้เฉพาะเวลานอน เวลาตื่นก็พับเก็บเข้าไป เด็ก ๆ ก็ยังใช้นิ้วหยิบจับสิ่งของได้

แต่หากลูกขี้ร้อน ไม่ชอบเสื้อผ้าแขนยาว BabyLovett ก็มี ‘Bodysuit’ ที่พัฒนามาจากเสื้อผูกที่คุณพ่อคุณแม่ชอบใช้กัน ซึ่งชุดนี้มีจุดเด่นคือสวมใส่ง่าย เพราะใช้กระดุมแป๊กแทนการผูกโบ ซึ่งหลุดง่ายเมื่อเด็กพลิกตัว

“ชุดนี้กางได้หมด เอาตัวน้องวางลงบนเสื้อ ใส่แขนให้เสร็จ แล้วก็ติดกระดุมแทนการสวมหัว ซึ่งจะยากสำหรับเด็กแรกเกิดที่ยังตัวอ่อน คออ่อน” คุณแม่เก๋แชร์ประสบการณ์

ความปลอดภัย

แน่นอนว่าความปลอดภัยนั้นสำคัญที่สุด ซึ่ง BabyLovett เข้าใจและใส่ใจในเรื่องนี้มาก 

“ถ้าเป็นแบรนด์ทั่วไป โรงงานผลิตอาจไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์ตรงนี้ แต่ของเราต้องมีการทดสอบเสื้อผ้าต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย เช่น ตรวจสอบกระดุมว่าเป็นชนิดที่เด็ก ๆ จะดึงออกเองไม่ได้ ซิปก็ต้องเป็นเกรดนิกเกิลฟรีเพื่อความปลอดภัย ปราศจากสารเคมี หรืออย่างชุดนอน ก็ต้องได้มาตรฐานในการควบคุมสารเคมีที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์เด็กเล็ก 

“เรื่องทั้งหมดนี้จะต้องผ่านการทดสอบทั้งหมด ไม่ใช่แค่คุณภาพผ้า แต่เราตรวจสอบทุก ๆ ขั้นตอนของการผลิต” ทั้งสองยืนยันชัดเจน

งานออกแบบ

เสื้อผ้าของ BabyLovett ไม่ได้มีจุดเด่นแค่ในมุมการใช้งานและความปลอดภัย เพราะพวกเธอให้ความสำคัญและจริงจังกับการออกแบบไม่แพ้กัน 

“เรามีแนวคิดว่า อยากสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าผ่านเสื้อผ้า เพราะฉะนั้น เวลาทำคอลเลกชันใหม่ จึงชอบเล่าเรื่องราวผ่านเสื้อผ้าให้ลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างคอลเลกชันที่ทำร่วมกับ ‘Teaspoon Studio’ เราทำนิทานออกมาด้วย ซึ่งมีเรื่องราวเดียวกันกับเสื้อผ้าทั้งหมดของเรา นำนิทานไปไว้ในยูทูบ และทำสมุดระบายสีด้วย ทั้งหมดเป็นเรื่องราวเดียวกัน พอเด็ก ๆ สวมใส่ เขาก็จะรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในการ์ตูนที่ดูมา ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็ได้มีส่วนร่วม ได้สอนน้องระบายสี ทั้งบ้านได้สนุกสนานกับการแต่งตัว เสื้อผ้าจึงเป็นมากกว่าเสื้อผ้า มันคือชีวิตประจำวัน การทำคอลเลกชันของ BabyLovett จึงสนุกมาก” 

ไม่ใช่ใหม่คนเดียวที่สนุกกับการออกแบบ แต่ทั้งทีมของเธอนั้นต่างชื่นชอบที่จะคิดคอนเซปต์ใหม่ ๆ กันตลอดเวลา 

“เวลาประชุมต้นปีที่ตั้งใจจะคุยกันถึงแค่ไตรมาสแรก ปรากฏว่าเรามักได้คอนเซปต์จบทั้งปีแล้ว เวลาเราอยากจะทำคอลเลกชันเดิมอีกครั้ง ทีมก็จะบอกทันทีว่า ไม่ค่ะ นอกจากว่าจะมีคอลเลกชันที่ลูกค้าทักมาหลังไมค์เยอะจริง ๆ เราก็จะหยิบมาทำอีกครั้ง และก็ทำเพื่อต่อสู้กับตลาดรีเซลไปพร้อม ๆ กัน เพราะเสื้อผ้าของ BabyLovett รีเซลกันได้ถึงตัวละ 5,000 บาท จากราคาตั้งต้นที่ตัวละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งเราไม่ได้อยากให้สินค้าถูกนำไปขายในราคาแพงขนาดนั้น เพราะมันผิดไปจากวัตถุประสงค์ตั้งต้นของเรา” ใหม่ย้ำชัดถึงความตั้งใจแรกของพวกเธอ

ใคร ๆ ก็ซื้อ BabyLovett

การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าผ่านเสื้อผ้า ทำให้ BabyLovett ติดตลาดได้อย่างง่ายดาย เพราะเมื่อลูกค้าอินกับสินค้า อยากแต่งตัว หลายคนก็อยากเก็บช่วงเวลาดี ๆ ด้วยการถ่ายรูปและอยากแชร์ช่วงเวลาดี ๆ นี้ให้คนอื่นเห็นด้วย 

“ลูกค้าบอกต่อกันเองจริง ๆ ลูกของลูกค้าทุกคนคือนายแบบนางแบบของ BabyLovett เพราะฉะนั้นการตลาดของเราเลยออร์แกนิกมาก ๆ พอคนยิ่งใส่เยอะ ก็ยิ่งเกิดความน่าเชื่อถือในแบรนด์มากขึ้น”

แต่ BabyLovett เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและอาศัยการบอกต่อปากต่อปากเพียงอย่างเดียว เพราะเก๋และใหม่ยังคงทำการตลาดเชิงรุกควบคู่ไปด้วย จนผลักดันให้สินค้าได้เข้าไปอยู่ในแผนกเด็กอ่อนของโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งได้แล้ว 

“พอได้รับเลือกให้เข้าไปจำหน่ายในโรงพยาบาล ลูกค้าก็มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยในสินค้าของเรายิ่งขึ้น เรายังเจาะกลุ่มของคุณแม่เด็กแรกเกิดโดยเฉพาะได้ด้วย ซึ่งพอเริ่มที่กลุ่มนี้ เขาจะผูกพันและเลือกใช้ของเราไปยาว ๆ เราเลยมีสโลแกนว่า Be with you since day one.”

ลูกค้าของ BabyLovett มักเป็นกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเลือกสรรสิ่งดี ๆ ให้ลูก และส่วนใหญ่จะไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกคนเดียว 

“เวลาออกคอลเลกชันทุกครั้ง เราจึงต้องวางแผนไว้เลยว่ามีคู่พี่น้องไหม ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ และนอกจากคุณพ่อคุณแม่ ลูกค้าของเรายังเป็นคนอื่น ๆ ในครอบครัวด้วย เช่น คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่ไม่มีลูก เมื่อได้เห็นสินค้าน่ารัก ๆ ของเราก็อยากจะมอบ BabyLovett เป็นของขวัญ”

จากสาวโรงงานพูดน้อยสู่เจ้าของธุรกิจนักสื่อสาร

เพราะใคร ๆ ก็ต่างอยากแย่งชิงเสื้อผ้าของ BabyLovett มาครอบครอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สินค้ามักไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด หลายครั้งเมื่อออกคอลเลกชันใหม่มาก็ขายหมดภายใน 5 นาที แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็สร้างความกังวลใจให้เก๋ไม่ใช่น้อย เพราะลูกค้าเกิดความไม่พอใจเมื่อซื้อไม่ทัน และที่สำคัญ ยิ่งสินค้าไม่พอเท่าไหร่ วงการรีเซลก็จะยิ่งกระโดดเข้ามาไวขึ้น และยิ่งทำให้ลูกค้าที่แท้จริงไม่พอใจขึ้นไปอีก 

“เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ลูกค้าเข้าใจว่าเราทำการตลาดแบบ Scarcity คือตั้งใจทำให้ของขาดไว้ก่อน แต่จริง ๆ คือเราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เราอาจจะขาดประสบการณ์ในช่วงแรก ๆ ในการคาดการณ์จำนวน พอทราบฟีดแบ็กนี้เลยพยายามปรับ แต่สินค้าต้องผลิตล่วงหน้า 4 – 6 เดือน ณ วันที่เราตัดสินใจแก้ กว่าลูกค้าจะเห็นผลก็คืออีก 6 เดือนข้างหน้า ช่วงนั้นเราก็จะได้รับแรงกดดันจากหลาย ๆ ฝ่าย 

“จนวันนี้เราก็พยายามที่สุด ลูกค้าของ BabyLovett รู้ดีว่าเรารับฟังเขา เขามีฟีดแบ็กมาอย่างไร เราจะรีบแก้ รีบทำ เก็บข้อมูล และพัฒนาการคาดการณ์จำนวนให้ใกล้เคียงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น แต่ข้อมูลของเราก็ต้องปรับเปลี่ยนตลอด เพราะลูกค้าขยับตัวขึ้นทุก 6 เดือน ทุก 1 ปี เราก็ต้องคาดการณ์ใหม่ตลอดเวลา”

อีกความท้าทายที่เก๋ต้องเจอ คือการเปลี่ยนทัศนคติและมุมมอง เพราะเธอเริ่มต้นมาจากการเป็นผู้ผลิต จึงยังติดนิสัยความเป็นสาวโรงงานที่พูดน้อย สื่อสารน้อย แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าสินค้าดี แต่ไม่มีการนำเสนอคุณภาพและจุดเด่นของสินค้าออกไป ก็ยากที่จะมีคนมาเข้าใจ 

“เราเหมือนมีประสบการณ์แต่ขาดการสื่อสารที่ดี เช่น ช่วงแรก ๆ เคยทำชุดนอนด้วยผ้าทอ 2 ชั้น หนานุ่ม แต่พอคิดแล้วว่าประเทศไทยอากาศร้อน เราเลยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าเป็นชุดนอนผ้าทอชั้นเดียว โดยเลือกใช้เส้นด้ายขนาดเล็กลง เป็นผ้า Cotton USA เกรดพรีเมียม แต่เราสื่อสารกับลูกค้าไม่ดีพอ เขาเลยเข้าใจว่าเราลดคุณภาพ มีคำถามตามมาว่าทำไมผ้าบางลง ทั้งที่เราจ่ายแพงขึ้น จึงได้เรียนรู้ว่าการขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง จะต้องให้ข้อมูลที่ละเอียด เมื่อสื่อสารกับลูกค้าเพียงพอ ลูกค้าจะเข้าใจคุณภาพสินค้า คุณค่าในสินค้า และเชื่อใจในแบรนด์”

ตอนนี้เธอทั้งสองจึงทำคอนเทนต์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เล็กน้อยแค่ไหน พวกเธอจะแจ้งหมด เพราะนอกจากช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่เคยได้มีโอกาสจับต้องด้วยมือแล้ว การสื่อสารที่ดียังแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความจริงใจและความใส่ใจอีกด้วย 

นักออกแบบผู้สร้างสรรค์ผลงานแข่งกับตัวเอง

ส่วนใหม่ ในฐานะผู้รับผิดชอบทางด้านการออกแบบ ก็ได้เจอกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป ซึ่งก็คือการถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วจนเธอเองก็แอบใจหายอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละขั้นตอนในการออกแบบและพัฒนาคอลเลกชัน ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ แถมยังมีการลงทุนที่สูง โดยเฉพาะการทำไซซ์ให้เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงอายุ 

พวกเธอต้องนำเข้าหุ่นไซซ์มาตรฐานราคาเหยียบแสน เพื่อมาศึกษาและปรับให้ไซซ์เหมาะกับเด็กไทย ในขณะที่คนที่ต้องการจะลอกเลียนแบบ แค่ซื้อเสื้อผ้าจาก BabyLovett ไปครบทุกไซซ์ก็ทำตามแล้วออกขายได้ทันที

“เรื่องฟิตติงสำหรับเด็กยากมาก มันไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ถ้ามันคับหน่อยก็พยายามยัดตัวเองเข้าไปได้ แต่เด็กเล็กทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คอสำหรับเด็กเล็กเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คอต้องกว้าง ต้องใส่ง่าย เราเลยมีหุ่นที่มีมาตรฐาน และทดลองดึงเข้าดึงออก จนมั่นใจว่าเมื่อของไปถึงมือลูกค้าแล้วจะเป็นมิตรกับทั้งแม่และเด็ก คุณแม่ใส่ให้ลูกง่าย ไม่ใช่รู้สึกว่าต้องยัดจนลูกเจ็บหัว”

และเมื่อโดนลอกเลียนแบบภายในเวลาอันรวดเร็ว แรก ๆ ใหม่และทีมเหนื่อยและท้อใจไม่ใช่น้อย

“ตอนหลัง ๆ ต้องเปลี่ยน Mindset กันทั้งทีม เรารู้กันว่าไม่ต้องไปมองใครแล้ว มาแข่งกับตัวเองอย่างเดียว คอยอัปเดตเทรนด์ให้รวดเร็ว ทำให้ทีมดีไซน์กลายเป็นรู้สึกสนุกและท้าทายกับการทำคอลเลกชันใหม่ ๆ ไปด้วย 

“พอเรามีความสุขมันก็ถ่ายทอดออกมาผ่านงาน ทุกคนในทีมอยากออกไอเดีย จะมีแต่ หนูมีอันนี้เสนอค่ะ ทุกคนสนุกและไม่ต้องไปมองว่าใครจะมาเลียนแบบ ตอนแรก ๆ ที่รู้สึกเซ็ง เราก็คุยกันว่า จริง ๆ ดีแล้วที่เราถูกเลียนแบบ แปลว่าของมันคงดีแหละ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราต้องดีกว่าเดิม สู้!” 

Lessons Learned

  • การสื่อสารเป็นตัวช่วยสำคัญกับสินค้าที่ขายออนไลน์ 100% เพราะจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงคุณภาพของสินค้า และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความจริงใจของแบรนด์อีกด้วย
  • หาจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และข้อได้เปรียบของตัวเองให้เจอ แล้วนำมาสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์
  • การแข่งขันทางธุรกิจ ในบางครั้งไม่ใช่การแข่งขันกับคู่แข่ง แต่คือการแข่งขันกับตัวเองในอดีต เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ออกมาให้ดีกว่าเดิม

Writer

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ลิตา ศรีพัฒนาสกุล

ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน ออกกำลังกาย และกำลังตามหางานอดิเรกใหม่ ๆ

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์