ภาพความน่ารักของ ‘มาเรียม’ และ ‘ยามีล’ น่าจะยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน

จากลูกพะยูนที่พลัดหลงกับแม่เข้ามาสู่การดูแลของกลุ่มนักอนุรักษ์และชาวบ้านบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง เกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘ลูกสาวลูกชายของคนไทย’ ที่แจกความสดใสให้แม่ยกพ่อยกไปทั่วสังคมออนไลน์

จนวันหนึ่งที่ลูกพะยูนน้อยทั้งสองตัวไปต่อไม่รอด ด้วยพลาสติกเต็มท้องจากน้ำมือของมนุษย์มักง่าย

การสูญเสียครั้งนี้จะต้องไม่เสียเปล่า เครือข่ายนักอนุรักษ์ได้ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นำร่างของมาเรียมและยามีลมาเก็บรักษาเป็นหุ่นสตัฟฟ์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาวิจัย โดยมีนักวิชาการและทีมงานมือหนึ่งด้านการสตัฟฟ์สัตว์ของไทยเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานในครั้งนี้

เชื่อว่าหลายๆ คนนึกภาพไม่ออกว่าการสตัฟฟ์สัตว์ทำยังไง ด้านในตัวสัตว์ยังคงเป็นเนื้อ หรือเป็นวัสดุอื่นที่ยัดเข้าไปแทน

นักสตัฟฟ์สัตว์มือหนึ่งของประเทศไทยพร้อมจะเล่าให้ฟังแล้ว

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

อุทิศร่างเพื่อการศึกษา

แนวคิดการสตัฟฟ์สัตว์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากในอดีตมากพอสมควร จากที่แต่เดิมสัตว์สตัฟฟ์ถูกใช้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะในการล่า มาสู่การทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาวิจัย การทำงานสตัฟฟ์สัตว์เพื่อการศึกษาจึงไม่ใช่การเน้นแข่งขันว่าใครมีครอบครองไว้เยอะกว่ากัน แต่เน้นความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักวิชาการ

บางครั้งสัตว์หนึ่งประเภททำสตัฟฟ์ไว้ตัวเดียวก็เพียงพอที่จะช่วยให้มนุษย์ได้เรียนรู้อะไรมากมาย รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดสำนึกในการอนุรักษ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย พะยูน 2 ตัวก็เช่นกัน พวกมันไม่ได้เป็นแค่สัตว์สตัฟฟ์ แต่ยังเล่าเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร และเรื่องที่คนไทยทั่วประเทศส่งกำลังใจให้พวกมัน เป็นเรื่องราวที่น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือแก้ปัญหาอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบเดียวกับพะยูนทั้งสองอีก

พบกันครั้งแรก

หลังจากผ่านการผ่าชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว ร่างของมาเรียมและยามีลถูกส่งมาที่กรุงเทพฯ โดยเครื่องบินของกองทัพเรือ วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เล่าให้ฟังถึงภาพแรกเมื่อได้พบร่างพะยูนทั้งสองที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเขายอมรับว่าไม่เป็นเหมือนดังที่คิด

วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“เปิดเครื่องบินมามันไม่ใช่ภาพน่ารักเลย ร่างมันยุบ เหี่ยวๆ แห้งๆ โดยเฉพาะมาเรียม รู้สึกเศร้าเพราะดูเป็นสัตว์ป่วย ผอมซูบ ไม่เหมือนตัวที่เราเคยเห็นในข่าว เราก็คิดว่าจะทำยังไงต่อ ตอนนั้นใจผมยังเชื่อมั่นว่าทำได้นะ”

แม้จะอยู่ในมือของทีมนักสตัฟฟ์สัตว์ที่เก่งที่สุดในประเทศแล้ว แต่ด้วยสถานะของลูกพะยูนทั้งสองตัวนี้ที่เป็นดาราขวัญใจประชาชนซึ่งใครๆ ก็จับจ้อง ทำให้ความกดดันถาโถมเข้ามาสู่ทีมทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

“มีกระแสว่าไม่อยากให้ทำ เพราะเขาเคยเห็นสัตว์สตัฟฟ์ที่ไม่สวย ทำออกมาน่าหดหู่ คนก็กลัวผิดหวัง อยากเก็บภาพดีๆ ไว้ในความทรงจำ แต่ในมุมมองของเรามันมีประโยชน์มากกว่าสัตว์ทั่วไป ถึงแม้ไม่ใช่มาเรียมหรือยามีล เราก็ควรทำเก็บไว้ เพราะในไทยมีพะยูนสตัฟฟ์เพียงไม่กี่ตัว แล้วถ้านับตัวที่สตัฟฟ์สวยๆ เท่าที่ผมนึกออกก็ยังไม่มีตัวไหนที่เป็นสุดยอดของความเหมือน เนื่องจากพะยูนเป็นสัตว์ที่ทำค่อนข้างยาก ทีมงานเราก็ต้องคุยกันว่าเราจะต้องหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อรับกระแสต่างๆ ให้ได้” คุณวัชระกล่าวด้วยความมั่นใจ

กองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

วางแผนอย่างรัดกุม

ทีมงานตัดสินใจสตัฟฟ์ยามีลก่อนเนื่องจากมีสภาพที่สมบูรณ์กว่า ผิวหนังมีรอยผ่าชันสูตรน้อยกว่า และไม่ซูบผอมเท่ามาเรียม ขั้นตอนการทำงานถูกวางแผนมาอย่างรัดกุม โดยจะต้องทำแม่พิมพ์จากตัวจริงขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นหล่อหุ่นซิลิโคนเพื่อใช้อ้างอิงสัดส่วนต่างๆ แล้วจึงค่อยทำหุ่นปูนปลาสเตอร์ให้เหมือนหุ่นซิลิโคนมากที่สุดเพื่อใช้เป็นโครงสร้างภายใน ก่อนที่จะเลาะหนังเพื่อนำมาหุ้มหุ่นปูนปลาสเตอร์อีกที

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ขั้นตอนการหุ้มหนัง สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการวางหนังให้ตรงตำแหน่งแบบพอดีเป๊ะ เพราะหากตำแหน่งหนังเคลื่อนไปเพียงนิดเดียว จะทำให้จุดอื่นๆ เคลื่อนตามไปด้วยทั้งตัว การสตัฟฟ์สัตว์สี่ขาทั่วไปใช้ความยาวขาช่วยอ้างอิงตำแหน่งและขนาดได้ แต่สัตว์รูปร่างกลมเรียวยาวเป็นทรงกระบอกอย่างพะยูน ผอ.วัชระ ยืนยันว่า การวัดขนาดทำได้ยากกว่ามาก

“จากประสบการณ์ที่ทำสตัฟฟ์สัตว์มา รูปทรงนี้คือรูปทรงที่ยากที่สุดแล้ว อย่างเราวัดเส้นรอบวงได้ห้าสิบเซนติเมตร แต่เป็นวงรีหรือวงกลมล่ะ ตอนเอาหนังมาหุ้มถ้าเหลื่อมกันนิดเดียวมันก็ค่อยๆ ขยับไปหมด เราเลยต้องหล่อแบบซิลิโคนเอาไว้ก่อนเพื่อใช้อ้างอิงขนาดที่แท้จริง ผมคิดต่อว่าเนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ แต่ตัวจริงมีตัวเดียว เช่น หากชาวบ้านเกาะลิบงอยากได้เพราะเขาผูกพัน ก็เอาหุ่นซิลิโคนไปเป็นตัวแทนได้ เพราะเป็นแบบที่หล่อจากตัวจริงก่อนที่จะผ่า เราทำตัวแทนอีกกี่ตัวก็ได้ ตราบใดที่พิมพ์ยังไม่พัง”

 วัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

หัวใจของการสตัฟฟ์สัตว์อยู่ที่หนัง

วันชัย สุขเกษม นักวิชาการ Taxidermy ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา คือหนึ่งในทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์ที่ดูแลร่างของมาเรียมและยามีลมาตั้งแต่ต้น แม้จะทำงานแข่งกับเวลา แต่คุณวันชัยก็กล่าวกับเราว่างานละเอียดเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรีบร้อนได้

“ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มยกมาเรียมออกมาจากตู้เย็น และอยู่ในขั้นตอนถอดพิมพ์จากตัวจริง เราตั้งเดดไลน์สำหรับมาเรียมไว้ว่าภายในสามวันต้องทำพิมพ์ให้เสร็จ โดยต้องแบ่งทำทีละซีกครับ พิมพ์เสร็จก็เอาไปแช่แข็งก่อน เพราะกว่าแบบซิลิโคนจะแห้งก็ใช้เวลานาน ถ้าทำในอุณหภูมิปกติหนังจะเสียหายเร็ว ถ้าหนังไม่ดีหนังไม่สวย หนังมันเน่าไปแล้ว เราก็จะสตัฟฟ์ไม่ได้ แต่ก็รีบไม่ได้อยู่ดี เพราะทำพิมพ์ต้องใช้เวลา ความชื้นของสัตว์ที่เราสตัฟฟ์มีผลต่อซิลิโคนด้วย ต้องค่อยๆ ทำ ใจเย็นๆ”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ทักษะสำคัญของการสตัฟฟ์สัตว์นอกจากความรู้ในเรื่องกายวิภาคแล้ว สมาธิและความใจเย็นคือสิ่งที่ทุกคนต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการเลาะหนัง การขยับมือต้องแม่นยำไม่ต่างจากศัลยแพทย์ เพราะหากพลาดทำหนังขาด นั่นหมายถึงความเสียหายที่ย้อนกลับมาไม่ได้

การเลาะหนังจึงต้องใช้คนช่วยกันเลาะอย่างน้อยตัวละสองคน และจะต้องมีช่วงพักมือเป็นระยะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดสะสมที่อาจนำมาสู่ความผิดพลาดได้

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ความท้าทายของสัตว์ทะเล

พะยูนเป็นสัตว์สงวน หากผู้ใดครอบครองซากต้องทำเรื่องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้ที่ผ่านมามีการสตัฟฟ์พะยูนน้อยมาก นั่นหมายความว่าข้อมูลที่ทีมงานจะมาใช้ช่วยในการทำงานยิ่งน้อยลงไปอีก

แม้แต่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่คอยให้คำปรึกษาด้านการสตัฟฟ์สัตว์กับทางพิพิธภัณฑ์มาโดยตลอดก็ไม่มีประสบการณ์สตัฟฟ์พะยูนเช่นกัน เนื่องจากเป็นสัตว์หายากที่อาศัยอยู่ในทะเลแถบเขตร้อนเท่านั้น

เมื่อไม่มีองค์ความรู้ให้อ้างอิง ทีมงานไทยในครั้งนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนงานอย่างละเอียดและคิดแก้ปัญหาอย่างรอบคอบในทุกๆ ขั้นตอน จนน่าจะถือได้ว่าการทำงานในครั้งนี้จะกลายเป็นงานครูอีกชิ้นที่จะเป็นแนวทางให้กับการสตัฟฟ์พะยูนในครั้งต่อไปในอนาคต

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

“เราเป็นทีมทำสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะครับ เรายังไม่เคยทำพะยูน หนังพะยูนกับหนังสัตว์ปกติไม่เหมือนกัน ชั้นหนังจะบางกว่า แล้วในหนังอีกชั้นนึงมีไขมันแทรกอยู่ ถ้าเราเลาะบางไป พอนานๆ ไปก็เสี่ยงที่หนังจะแตกเพราะอากาศบ้านเราร้อนชื้น แต่ถ้าเราเลาะหนังไว้หนามากๆ ไขมันก็จะแทรกอยู่ในนั้น ก็จะต้องใช้ระยะเวลาการทิ้งไว้ให้แห้งนานขึ้น และอาจจะมีไขมันไหลเยิ้มออกมาตลอดเวลา

“เรื่องนี้เราได้คุยกันแล้วว่าเราจะใช้วิธีการฟอกหนังช่วยดึงไขมันในหนังสัตว์ออกมา ตอนแรกเราตีไว้สามเดือน แต่ถ้าปัญหาเรื่องไขมันยังไม่จบ เวลาการทำงานก็อาจจะยาวไปอีก เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานที่เราคุมได้ยาก แต่เราก็พยายามวางแผนกันมาเยอะพอสมควรครับ” คุณวันชัยเล่าถึงความท้าทายที่ต้องเจอหน้างาน

มีไขมันเกินไปก็ไม่ได้ แห้งเกินไปก็ไม่ดี สำหรับการแก้ปัญหาหนังแห้งแตก ทีมงานตัดสินใจเติมไขมันเทียมให้ซึมเข้าไปในหนัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ไม่ละลายไหลเยิ้มในอากาศร้อนเหมือนไขมันธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเติมพาราฟินเข้าไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้วย เป็นการรวมเทคนิคสตัฟฟ์สัตว์หลายๆ ชนิดมารวมกันในการทำงานกับพะยูนตัวเดียว

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ราวกับมีชีวิตจิตใจ

ความกังวลใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่มักจะเป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อพูดถึงการสตัฟฟ์สัตว์ คือความสมจริง นักสตัฟฟ์สัตว์จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของกายวิภาคสัตว์ชนิดนั้นๆ รวมถึงออกแบบท่วงท่าของสัตว์ให้เหมาะสมและสื่อสารได้ถูกต้องมากที่สุด คำถามคือ สำหรับมาเรียมและยามีลที่สุขภาพร่างกายในวาระสุดท้ายของชีวิตไม่ได้สดใสสมตามวัยของมัน ทีมงานจะเลือกทำหุ่นสตัฟฟ์ของทั้งสองให้อยู่ในสถานะไหนของชีวิต

คุณวันชัยเล่าให้ฟังถึงแผนการที่วางไว้

“เราจะทำให้มาเรียมดูอ้วนนิดหนึ่ง ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมานิดหนึ่ง ไม่อยากทำให้ผอมมากจนดูไม่ดี ก็รู้สึกกดดันนะครับ แต่ว่าเรามีความภูมิใจมากกว่าที่เราได้ทำงานแบบนี้ครับ โชคดีที่มีโอกาสได้ทำ ถือเป็นโชคดีของพวกเรา”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

การสตัฟฟ์สัตว์มี 2 แบบ ถ้าทำแบบง่ายๆ มักจะใช้วัสดุเช่นฝอยไม้มายัดไว้ภายในตัว ผลลัพธ์ที่ได้จะดูป่อง พอง และไม่มีกล้ามเนื้อ จนทำให้ใครหลายคนติดภาพว่าสัตว์สตัฟฟ์จะต้องดูแข็งทื่อน่ากลัว แต่สำหรับการปั้นหุ่นขึ้นมาใหม่หรือการทำพิมพ์ จะทำให้โครงหุ่นมีกล้ามเนื้อสมจริงมากขึ้น จัดหนังให้โค้งเว้าตามกล้ามเนื้อได้

“อย่างดวงตาก็เหมือนกัน สัตว์บางชนิดมันสีดำก็จริง แต่ไม่ดำสนิท ตาปัจจุบันเราใช้สองแบบ หนึ่งคือ เรซิ่นที่ทำขึ้นมาเอง สองคือ สั่งตาสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา เขาทำสีได้เหมือนจริงมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นตาของสัตว์ต่างประเทศที่ล่าได้แล้วก็นิยมสตัฟฟ์ ถ้าเป็นสัตว์เฉพาะบ้านเราจะไม่มี บางตัวก็ต้องซื้อตาแก้วใสๆ มาทำสีเอง”

เบื้องหลังการสตัฟฟ์เพื่อชุบชีวิต มาเรียมและยามีล สองลูกพะยูนขวัญใจมหาชน

ส่งต่อจินตนาการและเนื้อหาสำคัญสู่ผู้ชม

ผอ.วัชระ ได้เล่าถึงข้อคิดที่อาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างชาติเคยฝากไว้

“อาจารย์ของผมแกบอกว่า สัตว์สตัฟฟ์เป็นสิ่งจัดแสดงที่ทำให้คนคิดเอง สมมติผมทำกวางกินหญ้า พ่อแม่ลูกสามคนมาด้วยกันแล้วก็ชี้ คนเห็นว่ากวางกินหญ้านี่ตามจุดประสงค์ของเราแล้ว แต่เด็กที่มาด้วยกันเขาอาจจะไม่ได้มองแค่กวางกินหญ้า เขาอาจจะมองว่ากวางมันรักลูกมันนะ มันเป็นการชี้ชวนกันชม งานชิ้นนั้นจะแสดงรายละเอียดได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับฝีมือคนทำ ถ้าเราให้รายละเอียดหรือข้อมูลที่เป็นจริงได้ ในการสื่อสารเราจะแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายเลย ตัวสัตว์สตัฟฟ์จะสื่อสารด้วยตัวมันเอง”

การสตัฟฟ์มาเรียมและยามีลในครั้งนี้ ผอ.วัชระ ผู้นำทีมนักสตัฟฟ์สัตว์ก็มีความคาดหวังที่อยากจะสื่อสารไปถึงผู้ชมด้วยเช่นกัน

กองวัสดุอุเทศพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“แน่นอนว่ามาเรียมกับยามีลเป็นตัวแทนได้หลายมุมมอง เป็นทั้งความหวังดี ความตั้งใจ ความรัก ความทุ่มเท ของคนที่พยายามจะช่วยสัตว์ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความโหดร้ายที่มันต้องตายโดยมนุษย์อีกกลุ่มนึง มันทำให้คนเห็นว่าทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อจะช่วยโลกใบนี้ ถ้าไม่ทำก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก บางทีเราไปสอนว่าลูกต้องหยุดใช้พลาสติกนะ มันคิดภาพไม่ออกหรอก แต่ถ้าเราบอกว่าถ้าเราใช้พลาสติกมาเรียมจะตายอีกกี่ตัวก็ไม่รู้ คนที่เขาติดตามและผูกพันกับมาเรียมมาตั้งแต่ต้น พอเห็นตัวสตัฟฟ์ก็จะตอบสนองได้ง่ายขึ้น ผมว่ามันคิดอะไรไปได้มากมาย”

ในท้ายที่สุดไม่ว่าหุ่นสตัฟฟ์มาเรียมและยามีลจะได้จัดแสดงในรูปแบบไหน แต่เราก็เชื่อว่ามันจะกลายเป็นบันทึกเรื่องราวความสูญเสียทางธรรมชาติที่ชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นบทเรียนให้กับมนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะวางตัวกับธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“สุดท้ายแล้วทั้งมาเรียมและยามีลมันได้กลายเป็นไอคอนการเปลี่ยนแปลงตัวเองของมนุษย์ไปแล้วล่ะครับ” ผอ.วัชระ กล่าวปิดท้าย

Writer

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load