ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ​ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : ขายสินค้าปลีก-ส่ง

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2508

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : บุญชัย พุฒิพิริยะ

ทายาทรุ่นสอง : ธวัชชัย พุฒิพิริยะ

ทายาทรุ่นสาม : ธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ, ธนภูมิ พุฒิพิริยะ

นี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่เรามาจังหวัดเชียงราย แต่เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งคุยเรื่องธุรกิจกับผู้ประกอบการของจังหวัดด้วยเช่นกัน

เรามีนัดกับ โย่-ธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ ทายาทรุ่นสามของ ‘ธนพิริยะ’ ธุรกิจขายปลีก-ส่งประจำจังหวัด ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เห็นป้ายขนาดใหญ่บนอาคารที่ใช้สีน้ำเงินสลับชมพู มีทั้งสาขาเล็ก สาขาใหญ่ ร้านขายปลีก และร้านขายส่ง

ธุรกิจครอบครัวนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 7 ปีก่อน ขยายกิจการจนมีถึง 40 สาขาในภาคเหนือ พร้อมยอดขายโดยเฉลี่ยวันละ 170,000 บาทต่อสาขา ด้วยเหตุผลหลัก 1 ข้อ คือต้องการให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

โย่มาเจอเราที่สาขาเด่นห้า ซึ่งอยู่ห่างจากสาขาแรกในตัวเมืองไม่ถึง 10 นาที สาขานี้มีทั้งหน้าร้านที่ครบครันด้วยข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิด พร้อมโซนบิวตี้ขนาดใหญ่และโกดังสำหรับสินค้าขายส่ง ก่อนจะเริ่มเล่าประวัติความเป็นมาของธุรกิจครอบครัวอันเป็นที่รัก การเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การไม่มองว่าร้านค้าโมเดิร์นเทรดเป็นคู่แข่ง ต่อเนื่องไปถึงการทำธุรกิจเสมือนเป็นหน้าที่ในสังคม ซึ่งไม่ได้หวังแค่ประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องดูแลผู้คนไปพร้อมกัน

เขาคิดแบบไหนถึงพาธุรกิจครอบครัวที่เริ่มจากแผงลอยเล็ก ๆ ไปสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ 

มาอ่านไปพร้อมกันเลยเจ้า

01

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2500 อากงบุญชัย พุฒิพิริยะ อพยพมาจากประเทศจีน ตอนแรกอยู่กับพี่ชายที่จังหวัดราชบุรี และต่อมาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่เชียงราย

จนถึง พ.ศ. 2508 อากงได้ตั้งร้านแผงลอยขนาด 2 x 2 เมตรชื่อ ‘โง้วธงชัย’ ที่ตลาดเทศบาล ขายของจำพวกกะปิ น้ำปลา และหัวไชเท้าดอง

คุณพ่อธวัชชัย พุฒิพิริยะ เกิดมาในช่วงที่ร้านเริ่มตั้งตัวได้แล้ว พออายุ 10 ขวบก็มาขายของในตลาด ตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อเปิดร้าน ไปโรงเรียน หลังเลิกเรียนก็กลับมาปิดร้านต่อ ชีวิตวัยเด็กของคุณพ่อเป็นแบบนั้น

พอเรียนจบ จึงกลับมาเชียงรายอีกครั้งเพื่อรับช่วงต่อร้านนี้ เปลี่ยนชื่อจาก โง้วธงชัย เป็น ธนพิริยะ 

ธนพิริยะอยู่ในมือรุ่นปู่กับรุ่นพ่อควบคู่กันในช่วงแรก ตามประสาธุรกิจครอบครัวที่ลูกเข้ามาทำ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็มีข้อจำกัด ตัวลูกที่ไปเรียนกรุงเทพฯ ได้เห็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่เป็นตัวอย่าง ก็อยากพัฒนาร้านเดิมของที่บ้าน 

จากรายได้ต่อวันหลักหมื่น เต็มที่ก็หลักแสน คุณพ่อขยายจนเป็นหลักล้าน

การพัฒนาร้านส่วนหนึ่งอาศัยจากการไปดูงานธุรกิจของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นแนวทางธุรกิจ การบริหารจัดการคลัง เพื่อนำกลับมาใช้กับร้านตัวเองจนได้ขยายสาขาแรก

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

02

เมื่อเลือกที่จะขยายสาขาก็ต้องพัฒนาระบบ อย่างระบบบัญชีที่สมัยนั้นยังเป็นระบบปฏิบัติการ DOS (Disk Operating System) ปรับเปลี่ยนอยู่ 2 – 3 โปรแกรม จนสุดท้ายเลือกใช้ระบบ POS (Point of Sale System) 

“การเปิดสาขาน้อย ๆ กับมาก มีความยากต่างกัน” โย่เท้าความ “ข้อจำกัดตอนมีสาขาน้อยคือ เราไม่มีอะไรเลย เราไม่รู้อะไรเลย ลองแก้ไข แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายเหมือนกันไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ คือเรื่องคน การเทรนคน การให้ความรู้คน มันยากขึ้น

“สาขามากขึ้น เรื่องคนก็เริ่มชัดขึ้น เราต้องบริหารคนเยอะขึ้น ตอนสาขาน้อยเราต้องการระบบ ต้องการ Know-how พอขยายกิจการ เรามีทั้ง Know-how และระบบ แต่มีประเด็นที่คนปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ไม่ได้เนื่องด้วยหลาย ๆ ปัจจัย”

อีกเรื่องที่โย่พูดถึงคือความสามารถในการขยายธุรกิจ ก่อนหน้านี้เติบโตปีละ 1 – 2 สาขา ก็ทำงานกับผู้รับเหมาเพียงเจ้าเดียว ถึงคราวต้องขยายถึง 5 – 6 สาขา ก็ต้องทำงานกับช่างหลาย ๆ เจ้า เรื่องกฎหมายกระบวนการก็ยังไม่แม่นยำ ต้องลองผิดลองถูกและแก้ไขให้ถูกต้อง

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

03

ความทรงจำแรกของโย่เกี่ยวกับธนพิริยะคือตอน10 ขวบเช่นเดียวกับพ่อ เริ่มจากขายของ แบกของ ทำงานวันแรกโย่บอกว่า ‘เดี้ยงไปอีก 5 วัน’

ช่วงปิดเทอม เด็กชายโย่ก็ไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่อยู่ช่วยพ่อที่หน้าร้าน ซึ่งตอนนั้นมีประมาณ 5 สาขาในเชียงรายทั้งหมด

ทายาทรุ่นสามมี 3 คน 2 คนโตทำงานที่บ้าน ส่วนคนเล็กกำลังเรียนมหาวิทยาลัย

โย่เองก่อนกลับมารับช่วงต่อ เขามีชีวิตอีกแบบหนึ่ง

“ผมเป็น Investment Banker รับผิดชอบเรื่องการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำงานประจำที่กรุงเทพฯ อยู่ 3 ปี ซึ่งคุณแม่ขอไว้ ให้ไปทำงานข้างนอกก่อนได้ แต่วันหนึ่งต้องกลับมา”

สิ่งที่เขาทำในวันนั้นดูจะไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่บ้านโดยตรง แต่กลับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธนพิริยะเติบโตในวันนี้

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

“อาชีพนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมกิจการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ระบบควบคุม หรือกระบวนการทำงาน เวลาเราไปคุยกับ ก.ล.ต. เราต้องรู้ทุกอย่างของบริษัท ไม่ใช่แค่รู้ทุกอย่างสิ ต้องรู้ลึกทุกอย่างด้วย” เขาหัวเราะ “เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าขั้นตอนนี้ต้องทำยังไง ทำเสร็จแล้วส่งไปไหน ใครอนุมัติ อนุมัติแล้วยังไงต่อ ต้องให้เขามั่นใจว่าบริษัทนี้มั่นคงพอให้นักลงทุนมาร่วมลงทุนได้”

นี่เลยเป็นข้อดีของเขาที่มองธุรกิจที่บ้านได้ทะลุปรุโปร่ง 

“เราเห็นบริษัทมาเป็นร้อย กลับมาที่บ้านเลยเห็นว่ามีอะไรที่จะพัฒนาได้หลายอย่าง เรื่องใหญ่ ๆ คือคน แม้เราจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ยังมีความเป็นเจ้าของค่อนข้างเยอะ เราต้องลดตรงนี้ลงหน่อย แยกอำนาจดำเนินการที่คลุมเครือ 

“เรื่องการดำเนินงานทั่วไปก็ยังพัฒนาได้อีก เรามี KPI อยู่แล้วแต่อาจจะไม่เข้มข้น ถ้ามี KPI ที่ชัดเจน จะทำให้รู้ว่างานส่วนไหนเป็น Key Factor ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และส่วนไหนปล่อยได้ 

“เรื่องคนทำงานเก่าแก่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่าจะเจอกันทุกครอบครัว เวลาเราจะ Implement ระบบใหม่ก็ยากกว่า แต่โชคดีที่พนักงานเหล่านั้นซึ่งอยู่กับเรามานาน เขามีใจให้กับเราเต็มที่และพยายามปรับเปลี่ยนตาม”

04

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2558 คือปีที่ธุรกิจเชียงรายแห่งนี้ก้าวเท้าเข้าไปในตลาดทุน ได้จดทะเบียนเป็นธุรกิจมหาชน

การเข้าตลาดหลักทรัพย์หมายถึงการแบ่งความเป็นเจ้าของให้นักลงทุน ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลก็ไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดฯ จึงน่าสนใจมากที่ธนพิริยะ ธุรกิจครอบครัวท้องถิ่นเลือกระดมทุนด้วยวิธีนี้ 

“สำหรับธนพิริยะ การเข้าตลาดเป็นเรื่องของความยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองหรือชื่อเสียง เราเห็นเคสธุรกิจจำนวนมากที่พอใหญ่ขึ้นก็แบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนั้นกับธุรกิจครอบครัวตัวเอง เลยลองศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ทุกคนจะได้มีหุ้นชัดเจน มีราคาซื้อขายชัดเจน 

“เรื่องการทำงานก็เช่นกัน ต่างคนจะได้มีหน้าที่ชัดเจน คนนี้ดูแลส่วนนี้ อีกคนดูแลอีกส่วน”

บอร์ดบริษัทที่เคยมีเฉพาะคนในครอบครัว ก็ต้องมีกรรมการอิสระจากข้างนอกเข้ามา

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

05

การที่ธุรกิจท้องถิ่นจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง – เราสงสัย

โย่หัวเราะ เขาว่าเล่า 2 – 3 วันก็ไม่น่าจบ เลยสรุปรวบรัดมาให้ดังนี้

หนึ่ง บัญชีบริษัทต้องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ โชคดีที่ธนพิริยะทำอะไรตรงไปตรงมา ส่งผลให้บัญชีค่อนข้างครบถ้วนมาตั้งแต่แรก จึงย่นระยะการเตรียมตัวได้เหลือราว ๆ 1 – 2 ปีเท่านั้น บริษัทส่วนมากที่ใช้เวลานานเพราะระบบบัญชีไม่เรียบร้อย 

สอง ความถูกต้องในการดำเนินธุรกิจ แบบที่โย่ใช่คำว่า ‘สีขาว ไม่เทา ๆ’ มีทีมผู้ตรวจสอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบ ตั้งแต่ดูความสุจริตของบริษัท ความเสี่ยงและช่องว่างในการดำเนินงาน ไปจนถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจและเป้าหมายในอนาคต ซึ่งตรงนี้ธุรกิจเล็ก ๆ ส่วนใหญ่อาจไม่ได้นึกถึง

“เรื่องกระบวนการทำงานก็ต้องปรับเยอะ เพราะเกี่ยวข้องกับคนเลยยาก การจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการทำงานที่ทำติดต่อมาสิบ ๆ ปีไม่ง่าย ส่วนความเทา ๆ เราไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจบนความโปร่งใส เพราะเราเชื่อว่าการทำทุกอย่างให้ถูกต้องตั้งแต่แรกถือเป็นเรื่องที่สำคัญ”

โย่เล่ามาถึงข้อ 3 ที่ชี้เป็นชี้ตายว่าธุรกิจพร้อมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า นั่นคือ ใจของคนทำงานทุกคน 

“เตรียมใจว่าหนักแน่ ถ้ากัดฟันและอดทนทำได้ก็จบ” 

อย่างพนักงานแผนกบัญชีของธนพิริยะเลิกงาน 2 ทุ่มติดต่อกันเป็นปี เพื่อเตรียมระบบให้มีมาตรฐาน ทั้งยังต้องตื่นนอนตี 3 – 4 มานับสต็อกสินค้าก่อนร้านเปิด 1 สาขาใช้เวลานับนานถึง 4 ชั่วโมง 

ช่วงนั้นมีคนลาออกไปก็เยอะ แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่ร่วมสุขทุกข์ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

06

หลังจากเข้าตลาดทุน ธนพิริยะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากที่ 1 ปีขยายได้ 1 – 2 สาขา ก็เพิ่มเป็น 5 – 6 สาขา

เป็นธรรมดาที่แม้จะเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ธุรกิจครอบครัวจะยังมีความเป็นครอบครัวอยู่ ธนพิริยะเองก็ยังค่อย ๆ ปรับรูปแบบการบริหารในทุกวัน

“ช่วงที่เตรียมตัวถือเราว่าปรับตัวมาแล้วครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือหลังจากนี้ ก็แล้วแต่ธุรกิจว่าจะปรับตัวหรือเปล่า บางครอบครัวเขาเลือกทำเหมือนเดิม แต่เราตั้งใจหามืออาชีพเข้ามาทำงานมากขึ้น เพราะความสามารถเรามีจำกัด บางเรื่องเราก็ไม่มีไอเดีย บางอย่างต้องอาศัยคนนอกที่มีประสบการณ์จากการทำหลายบริษัทมาช่วยดู เพราะถ้าปรับกันเองอาจจะไม่ดีกว่าของเดิมก็ได้

“มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วที่มีร้านเล็ก ๆ ร้านเดียว อยากปรับอะไรก็ปรับได้เลย ตอนนี้ต้องดูว่าถ้าปรับระบบตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับระบบไหนอีก จะกระทบอะไรไหม ปรับแล้วจะดีขึ้นไหม ต้องมีใครไปตรวจสอบดูแลยังไง”

การบริหารของธนพิริยะเป็นแบบกระจายอำนาจไปตามสาขา บริหารจัดการโดยผู้จัดการร้านนั้น ๆ ไล่เรียงลงมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้างาน นอกจากบางเรื่องที่ทุกสาขาจำเป็นต้องมีทิศทางเดียวกัน ส่วนกลางจะเป็นคนตัดสินใจ

07

นับจาก พ.ศ. 2558 วันนี้ธุรกิจของคนเชียงรายแห่งนี้มีสาขาเพิ่มมา 30 แห่ง รวมเป็น 40 สาขา ทั้งในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงอย่างเชียงใหม่และพะเยา ทั้งยังมีแผนจะกระจายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนืออีก

การเป็นธุรกิจมหาชนทำให้สมาชิกครอบครัวพุฒิพิริยะต้องตื่นตัว ปรับตัว และพร้อมจะเติบโต เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“มันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณใหญ่แค่ไหน แต่สำคัญว่าธุรกิจของคุณจะเดินไปทางไหนต่อ บางธุรกิจต้องหาโมเดลใหม่ บางธุรกิจหาสิ่งใหม่ทำไปเลย ธนพิริยะเคยถูกออนไลน์ Disrupt แต่วันนี้กลายเป็นหนึ่งในช่องทางใหม่ที่เรามีให้ผู้บริโภค แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องมีหน้าร้านอยู่ เพราะคนไม่ได้อยู่บ้านไปตลอดหรอก เรามีออนไลน์ให้เขาสะดวกขึ้น แต่วันหนึ่งที่เขาอยากมาเดินเลือกของ อยากเห็นของจริง เราก็มีร้านให้”

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

เชื่อไหมว่าตระกูลนี้ไม่เคยคิดว่าร้านค้าโมเดิร์นเทรดเป็นคู่แข่งเหมือนที่เราปักธงมาแล้วในใจ การเข้ามาของร้านค้าสมัยใหม่ก็ไม่ได้บั่นทอนจิตใจชาวธนพิริยะเลยแม้แต่นิด แบบที่โย่พูดทีเล่นทีจริงว่า ‘ขออยู่ข้างกันเลยก็ได้ครับ’

“ถ้ามีแค่ร้านเดียวในพื้นที่หนึ่ง ผมว่าก็คงไปไม่ค่อยรอด กลายเป็นรวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” เขาหัวเราะดัง “ลองนึกภาพเราเป็นลูกค้า ถ้าตรงนั้นมีร้านเดียวตั้งเหงา ๆ เราก็ไม่อยากไปใช่ไหม แต่ถ้าแถวนั้นมีชุมชน มีร้านค้าหลาย ๆ ร้านให้เลือกก็ดีกว่า”

เหมือนเวลาซื้อมือถือ ต้องไปมาบุญครอง

“การมีแค่เราคนเดียวจะไม่ทำให้ย่านนั้นเติบโต ย่านหนึ่งย่านจะโตเป็นเขตธุรกิจได้ก็ต้องการคนหลายคน”

เราถามต่อว่า ถ้าธนพิริยะอยู่กับร้านค้าโมเดิร์นเทรด คนเชียงรายจะเข้าร้านไหน

“ก็ซื้อทั้งสองร้านแหละครับ” โย่ตอบทันทีแบบไม่ลังเล “สินค้าในร้านเราต่างกัน คนจะไปซื้อของก็มีในใจอยู่แล้วว่าไปร้านนี้จะซื้ออะไร โมเดิร์นเทรดบางร้านเน้นของกิน ส่วนเราเน้นของใช้ ก็ไม่เหมือนกันแล้ว”

ธนพิริยะมีตั้งแต่สินค้าทั่วไปที่เราเห็นตามห้างร้าน ไปจนถึงสินค้าโอท็อปจากชุมชนข้างเคียงที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการวางขาย มีแค่ค่าแรงพนักงานบางส่วน ประเภทสินค้าแต่ละร้านก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะใช้ดาต้าในการเลือกของที่เหมาะกับโลเคชันและความนิยม อะไรขายดี สั่งเพิ่ม อะไรขายไม่ดี สั่งน้อยลง ถ้าขายไม่ดีมาก ๆ ก็พิจารณาเพื่อยกเลิก แต่ก่อนจะยกเลิกต้องมีกระบวนการตรวจสอบและวิเคราะห์ก่อนว่าทำไมถึงขายไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น ธนพิริยะสาขาหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้าใจเด็กหอ จึงมีน้ำเปล่าขวดใหญ่ให้เลือกเยอะ บวกกับเด็กมหาวิทยาลัยเป็นวัยรักสวยรักงาม สาขานี้จึงมี Beauty Zone ขนาดใหญ่กว่าสาขาอื่น ส่วนวัตถุดิบเครื่องปรุงอย่างกะปิหรือน้ำปลาจะมีน้อยหน่อย แต่ต้องมีให้ครบสำหรับกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ รอบ ๆ เพราะพวกเขาจะไม่ยอมทิ้งลูกค้ากลุ่มไหนไว้ข้างหลัง

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

08

การทำงานระหว่างรุ่นพ่อกับรุ่นลูกไม่ได้ราบเรียบอยู่เสมอ หลายเรื่องก็ความคิดไม่ตรงกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการลงทุนสินทรัพย์ 

รุ่นพ่อบอกว่า รถเก่าอายุ 20 ปีก็ยังใช้ได้ดีอยู่

รุ่นลูกต้องคำนวณตัวเลขค่าซ่อมรถใน 1 ปีมาชี้ให้เห็นว่า รวม ๆ ก็ราคาเทียบเท่ารถใหม่แล้ว

คุณพ่อจะระมัดระวังมากกว่า ขณะที่คุณลูกมีความใจถึง คุณสมบัติทั้งสองถ้าสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งก็อาจเป็นผลเสียต่อบริษัท แต่ครอบครัวพุฒิพิริยะ เลือกจับเข่านั่งคุยแลกเปลี่ยนความเห็นให้เข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย แล้วปรับเข้าหากันให้ได้มากที่สุด

แผนระยะสั้น คือการขยายสาขาไปสู่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ ส่วนแผนระยะยาวที่แน่นอนตอนนี้ คือการรักษามาตรฐานและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

ทายาทคนนี้สรุปสิ่งที่ทำให้ธนพิริยะยืนระยะมาได้เกือบ 60 ปีไว้สั้น ๆ ว่า

“เรามีสาขาใกล้ผู้คน มี Service Mind ของพนักงานที่คอยช่วยเหลือลูกค้า

“เราต้องซื่อสัตย์ ผมซีเรียสเรื่อง Shelf Life มาก ๆ เราจะไม่ให้สินค้าหมดอายุไปถึงมือลูกค้า ของทุกชิ้นต้องเป็นของแท้

“เราต้องขยัน ขยันไว้ก่อน จริง ๆ ทำงานอะไรก็ต้องขยัน

“เราต้องปรับตัว ปรับยังไง ปรับแล้วดีหรือไม่ดีก็ต้องประเมินผล

“เราต้องอดทน อดทนอย่างมีเหตุผล มีข้อมูลรองรับ บางอย่างไม่ได้มาในข้ามคืน มันต้องใช้เวลา แต่ต้องไม่หลอกตัวเอง อะไรที่ไม่เวิร์กจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่เวิร์ก

“สุดท้ายคือการดูแลคนให้ดี ถ้าเขาไม่มีเรื่องกังวลในชีวิตมากนัก เขาจะทำงานได้ดี แต่ไม่ใช่แค่พนักงาน เราดูแลไปถึงคู่ค้าและคนในชุมชนตามแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) เพราะเขาก็คือลูกค้าเรานั่นแหละ”

“สำหรับผม ธุรกิจนี้คือการดูแลคน เรามีหน้าที่ในการหาสินค้าดี ๆ มาให้กับลูกค้าในราคาที่เหมาะสม ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำธุรกิจจึงเป็นหน้าที่ในสังคมที่เราต้องทำ”

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load