จากกรุงเทพฯ – อุทัยธานี รถยนต์คันใหญ่ขับแล่นมาตามป้ายบอกทาง ‘บ้านสวนจันทิตา’ 

เราเปิดประตูลงจากรถเพื่อเปิดประตูไม้บานใหญ่ เข้าไปยังโฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติที่เจ้าบ้านปลูกต้นไม้กว่า 30 ปีจนมีป่าเป็นสวนหลังบ้าน แถมใจดีแบ่งปันพื้นที่สีเขียวให้เพื่อนต่างถิ่นแวะหย่อนกายสบายใจ

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บ้านสวนตรงหน้าเป็นความคิดหลังเกษียณของหนุ่มนครสวรรค์และสาวกรุงเทพฯ ที่ปักหลักอยู่เมืองอุทัยฯ และอยากมีกิจการขนาดเล็กบรรเทาความหน่าย เป็นเวลา 5 ปี ที่บ้านกลางป่าแห่งนี้ต้อนรับแขกด้วยความอบอุ่นเหมือนครอบครัว ทว่ากว่าจะมาเป็นที่พักที่คนติดใจ มีเบื้องหลังสนุกและความบังเอิญน่ารักที่เราอยากให้คุณรู้จัก

ทำไมต้องตั้งชื่อว่า ‘บ้านสวนจันทิตา’ เราถามด้วยความสงสัย

“ผู้ชายเขาก็ตั้งชื่อเพื่อผู้หญิงกันทั้งนั้นแหละ” ชายวัยค่อน 70 ตอบพร้อมเขินม้วนเหมือนเจอรักครั้งแรก

เพียงสบตา

“ครูจันเป็นคนกรุงเทพฯ แกบรรจุหลังผมสองปี ตอนมีครูผู้หญิงมาใหม่ตื่นเต้นกันใหญ่ เผอิญมีคนโสดอยู่สองคน อีกคนอายุน้อยกว่าผม พอครูจันลงจากรถปุ๊บ เขาสละสิทธิ์เลย” เสียงหัวเราะและรอยยิ้มตาหยีระคนความสุขของ ลุงสาน-ไพศาล กุศลวัฒนะ บอกเราทันทีว่ารักแรกพบระหว่างเขากับ ป้าจัน-จันทิตา กุศลวัฒนะ มีจริง

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ลุงสานและป้าจันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ประจำที่โรงเรียนบ้านหูช้าง จังหวัดอุทัยธานี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ก็ตัดสินใจปักหลักอยู่อุทัยฯ ที่ผูกพัน ราว 30 กว่าปีก่อน เขาและเธอตัดสินใจซื้อที่ดินขนาด 3 ไร่ เพื่อปลูกต้นไม้และบ้านพักอยู่อาศัย ชายหนุ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ที่รับแจกจากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ เวลา 30 ปีให้หลัง ต้นไม้หลากพันธุ์สูงใหญ่ให้ร่มเงา อาทิ ประดู่ป่า ชิงชัน ยางนา เต่าร้าง เฟิร์น เสลา หมากแดง ฯลฯ

“ตรงนั้นต้นนนทรี เพราะครูจันเขาจบจาก ม.เกษตร” หนุ่มนครสวรรค์พูดพลางยิ้มเขิน 

“ผมเป็นพวกเพ้อเจ้อ โรแมนติก อยากปลูกป่าไว้หลังบ้าน ผมไม่มีประสบการณ์ปลูกต้นไม้นะ มีอย่างเดียวคือความชอบ ตอนเด็กผมชอบอ่าน ล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ มาอยู่บ้านไร่ก็ชอบขึ้นเขา ตอนเด็กบ้านอยู่นครสวรรค์ เวลานั่งรถผ่านทุ่งนา ใจผมอยากจะกระโดดลงจากรถแล้วไปเลี้ยงควายในนา” ลุงสานเล่าอย่างอารมณ์ดี แถมเฉลยว่าป่าดงดิบเป็นป่าในฝันที่ชอบมากที่สุด ซึ่งสวนทางกลับป้าจัน สาวเมืองกรุงนิสัยเด็ดขาด ถ้าจะปลูกพืชต้องได้ผล

ครูวัยเกษียณสองคนทำสัญญาใจด้วยการแบ่งพื้นที่กันปลูก ด้านหลังปลูกป่าตามความต้องการของลุงสาน ด้านหน้าปลูกผักและผลไม้ตามความต้องการของป้าจัน อิจฉานกแถวนั้นที่มองลงมาเห็นสีเขียวสบายตาเต็มสามไร่

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ยินดีที่ได้รู้จัก

หลังเกษียณอายุ ครูจันคันไม้คันมืออยากหากิจการและกิจกรรมยามว่างบรรเทาความหน่าย จึงคิดอยากใช้พื้นที่ว่างกลางป่าส่วนตัวทำเป็นห้องพักรายเดือน แต่ลุงสานปะเหลาะให้เปลี่ยนความคิดมาทำโฮมสเตย์กันดีกว่า

สำเร็จ! ป้าจันตกลงใจเปลี่ยนพื้นที่บริเวณป่าหลังบ้านเป็นบ้านไม้แสนอบอุ่นจำนวน 4 หลัง

บั๊ม-ประกิจ กัณหา เจ้าของ Studiomiti เป็นสถาปนิกที่ออกแบบ ‘บ้านสวนจันทิตา’ ด้วยความสมัครใจ

“สมัยก่อนผมเล่นมัลติพลาย เอาไว้ลงภาพถ่าย คุณประกิจดันชอบภาพที่ผมถ่าย แกก็ส่งคำขอเป็นเพื่อนมา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแกเป็นสถาปนิก ผมถ่ายอะไรแกชอบหมด จนผมลงภาพบ้านที่เพิ่งทำเสร็จ แกตอบกลับมาว่า ‘ผมอยากมีบ้านแบบนี้จัง’ สุดท้ายก็คุยกัน แกก็มาดูสถานที่และถ่ายภาพพื้นที่เอาไว้” เจ้าบ้านเล่าย้อนความหลัง

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บั๊มเขียนความคิดของที่พักท่ามกลางป่าที่ใช้เวลาปลูกด้วยความรักกว่า 30 ปีลงกระดาษ เขาเกริ่นกับเจ้าบ้านว่าจะทำบ้านสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ทุกหลังเชื่อมกันด้วยลานกว้าง เขาจะรักษาต้นไม้รอบบ้านให้ได้มากที่สุดและบ้านจะต้องกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด เจ้าบ้านได้ฟังเพียงไอเดียก็ถูกใจและไม่คิดขัดคอ ให้บั๊มเป็นตัวเองเต็มที่

“ผมบอกคุณประกิจว่าเงินไม่ค่อยมีนะ กลุ้มใจว่าจะมีเงินสร้างให้สำเร็จมั้ย คิดไปคิดมาผมโทรยกเลิกเขาเลย สงสัยคงไม่ได้สร้างแล้ว แต่แกบอกว่าจะทำให้ได้ อยากทำมากเลย ผมเลยตกลง คิดว่าไปตายเอาดาบหน้า

“ตอนบ้านเสร็จเราชอบนะ คุณประกิจออกแบบไม่เหมือนใคร เหมือนแกหาสไตล์ของแกเจอและสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในใจแกมาตลอด เราเปิดโอกาสให้แกทำ จนกลายเป็นลายเซ็นของแกไปแล้ว” ลุงสานยิ้มยินดีกับลายเซ็นของสถาปนิกหนุ่มที่ตัวอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ทว่ายังระลึกถึงเสมอผ่านสถาปัตยกรรมที่สวยงามเคียงคู่กับธรรมชาติ

ซ่อมได้

“จะเล่าถึงปัญหาที่มีผลต่อการออกแบบนะ” เจ้าบ้านบอกกับเราแบบนั้น 

ปัญหาแรก ช่างตีฝาบ้านแนวตั้งมีช่องห่าง ป้าจันเกรงว่าถ้าติดเครื่องปรับอากาศ ความเย็นจะทะลุช่องนั้นออกมาด้านนอก บั๊มซ่อมได้ เขาแก้ปัญหาด้วยการเอาแผ่นฝ้ายิปซั่มมาติดทับ กลายเป็นดีเสียอีก ภายในห้องพักดูเหมือนบ้านของคนญี่ปุ่นอย่างบังเอิญ, ปัญหาที่สอง เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นตรงพื้นที่ที่จะวางเสา จากระยะห่างระหว่างเสาขนาด 3 เมตรตามสากล เขาปรับลงมานิดเหลือ 2.70 เมตร เพื่อรักษาต้นไม้ต้นนั้นเอาไว้ บั๊มซ่อมได้!

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

หากสังเกตบ้านทุกหลังจะไร้ชายคา สาเหตุมาจากต้นไม้ที่เจ้าบ้านและสถาปนิกไม่อยากตัด แต่อาศัยการออกแบบที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน, ปัญหาที่สาม ฝนตกที่หน้าต่าง น้ำฝนไหลจากด้านนอกเข้าด้านใน เพราะไม่มีชายคา แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา บั๊มซ่อมได้ เขาติดเหล็กชิ้นเล็กเหนือหน้าต่างเพื่อกันน้ำฝนไหลเข้าบ้าน

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ปัญหาที่สี่ ทัศนียภาพด้านล่างไม่สวยงาม เป็นปัญหาที่อยู่นอกแปลนและสถาปนิกหนุ่มไม่ทันฉุกคิด ลุงสานบอกว่าซ่อมได้ ยกมือขอช่างทำเพิ่มอีกชั้น กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ใต้ถุนบ้านที่ทุกคนใช้งานร่วมกัน

ส่วนข้อสงสัยที่หลายคนแคลงใจ ทำไมบ้าน 4 หลังขนาดสูง-ต่ำไม่เท่ากัน สถาปนิกบอกว่าเกี่ยวกับการระบายอากาศ ทว่าลุงสานคิดว่าเกี่ยวกับมุมมอง ถ้าบ้านทุกหลังเท่ากันหมด จะไม่มีบ้านหลังไหนรับบทพระเอก ถ้าถอยออกมาตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน จะเห็นทันทีว่าบ้างหลังที่สามฉายแววความหล่อพุ่งออกมามากกว่าหลังอื่น

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

นอนได้แล้ว

เราสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดและกดบันทึกเสียงนกตัวน้อยร้องเพลงเอาไว้เต็มสองหู ก่อนเจ้าบ้านผมแซมสีดอกเลาจะพาเดินสำรวจด้วยท่าทียังแข็งแรง ลุงสานบอกว่าหากมานอนพักจะแถมอาหารเช้าจากเจ้าอร่อยในท้องถิ่นและกระซิบว่าห้ามเปิดประตูห้องไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นสัตว์เลื้อยคลานเพื่อนยากจะมาหาถึงหน้าประตู

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ลุงสานเดินนำ ก่อนจะเปิดประตูห้องพักให้เข้าไปยลโฉมความน่ารัก ภายในมีเตียงนุ่มสำหรับแขก 2 คน (กดเพิ่มที่นอนเสริมได้นะ) มีโต๊ะไม้พร้อมเบาะสีอุ่นที่ขับให้ห้องนี้ดูเป็นบ้านฉบับญี่ปุ่นมากกว่าเดิม เราชอบความเรียบง่าย มีเพียงข้าวของจำเป็น ไม่หวือหวา เพราะเป้าหมายหลักคือการชวนแขกมาพักและดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน
บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

รายละเอียดอีกจุดที่แสดงถึงความใส่ใจของสถาปนิกคือหน้าต่างกระจกรอบห้องพักที่อยู่ระดับสายตาพอดิบพอดี มองเห็นสีเขียวของต้นไม้นานาชนิด ช่างผ่อนคลายสบายตาเสียจริง น่าเอนกายหย่อนหลังเป็นที่สุด ลุงสานบอกว่าบางคนติดใจ ‘บ้านสวนจันทิตา’ มาก มาอยู่หลายวันไม่ยอมกลับก็มี ขอซื้อไว้เป็นของตัวเองสักหลังก็มี

“ผมว่าเขาอาจจะชอบธรรมชาติ บางคนบอกว่ามาเพราะต้นไม้ ผมว่าไม่น่าใช่ ถ้าไปพักบนภูเขาต้นไม้เยอะกว่าอีก ผมมองว่าคงเกี่ยวกับงานออกแบบและดีไซน์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนว่าคุณประกิจแกทำในสิ่งที่คนไม่กล้าทำ แล้วบ้านผมมีต้นไม้เยอะมากอยู่แล้ว ภาพที่ออกมาคนเลยตื่นตะลึง” เจ้าบ้านยิ้มด้วยความภูมิใจ

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

คนมาพักส่วนใหญ่มากันแบบปากต่อปาก คณะแรกเป็นนักเขียน ตามด้วยสถาปนิก คนทำงานดีไซน์ หมอ (ลุงสานแซวว่าหมอมาแทบจะทุกโรงพยาบาลแล้ว) นอกจากความสวยงามระหว่างสมดุลธรรมชาติกับสิ่งก่อสร้างที่มัดใจให้นักนอนเที่ยวมาแล้วก็อยากมาอีก คงด้วยพื้นที่อุทัยฯ เข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก ขับรถไม่ไกลจากกรุงเทพฯ 

“เข้ามาก็เป็นป่า ออกไปก็เป็นเมือง” ลุงสานอธิบายหมัดเด็ดด้วยใจความเพียงหนึ่งประโยค

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

จันทิตา (ที่รัก)

ลุงสานชวนเราเดินมาตรงสนามหญ้าเนินหลังเต่า (อดีตสระน้ำ) เราถอยหลังออกมานิด จนสายตามองเห็นบ้านไม้หลังงามถูกโอบกอดด้วยป่าธรรมชาติจากน้ำพักน้ำแรงของชายที่ยืนถัดจากเรา สวยสะกดใจเหลือเกิน

เจ้าบ้านพูดขึ้นมาท่ามกลางสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังส่งเสียงบรรเลงอยู่สักมุมในพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่

“พูดถึงก็มีความสุขดีนะ เราจะเอาความสุขมากกว่านี้ไม่ได้” เขาระเบิดความสุขผ่านเสียงหัวเราะ “ความจริงครูจันเขาทำเพื่อลูกนะ เมื่อก่อนลูกสาวอยู่กรุงเทพฯ แกอยากให้ลูกกลับบ้าน ความรู้สึกของคนเป็นแม่ แกห่วงลูก”

ไม่ว่าจะคิด ทำ หรือพูด ชายคนนี้ยังคงเอ่ยถึงหญิงอันเป็นที่รักของเขาตั้งแต่ประโยคแรกจนประโยคสุดท้าย

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บ้านสวนจันทิตา

ที่อยู่ : 32/9 หมู่ 5 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี  (แผนที่)

เบอร์โทรศัพท์ : 08 1114 1988

เฟซบุ๊ก : บ้านสวนจันทิตา

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ท่ามกลางความจอแจของยวดยานนานาที่ติดแหง็กอยู่กลางสี่แยกหมอเหล็ง อันมีทางยกระดับพาดผ่าน ฟาซาดลายเปลือกไม้แผ่นยักษ์ยังคงทอประกายล้อเปลวแดดจ้ามาแต่แรกเห็น

ชื่อ ‘Bonsai Hotel’ บนยอดตึกนั่นก็เช่นกัน แบบอักษรรูปทรงคล้ายใบไม้ของมันสะกดสายตา ชนิดมองเห็นได้จากชานชาลารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งอยู่สี่แยกถัดไปเลยทีเดียว

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ด้วยป้ายชื่อโรงแรมที่เด่นหราตรงหัวมุมแยก เราหวังว่าจะได้เห็นไม้ดัดขนาดจิ๋วในกระถางดินเผาสักต้นให้สมกับชื่อ ‘บอนไซ’ ของที่นี่ หากนั่นเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เมื่อเราข้ามถนนราชปรารภมาแล้วไม่พบบอนไซเลยสักต้น มีแต่ ‘ต้นไทร’ แผ่กิ่งก้านอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงแรมหนึ่งต้น

“ไทรต้นนี้อายุ 50 – 60 ปีแล้วครับ” จอนนี่-วรุตม์ วงศ์วโรทัย ยิ้มบอกด้วยความภาคภูมิใจ

“ตอนยังไม่ตัด มันดูใหญ่และเขียวชอุ่มมากกว่านี้เยอะเลยค่ะ” ปูน-ธรบงกช วงศ์วโรทัย กล่าวเสริมก่อนจาระไนที่มาชื่อโรงแรมให้เราฟัง

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“ชื่อภาษาไทยเราสะกดว่าโรงแรม ‘บนไทร’ ให้มันล้อไปกับชื่อ ‘Bonsai’ ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงต้นไม้ดัด เมื่อมีต่างชาติมาพัก เราก็ต้องอธิบายให้เขาฟังอย่างนี้”

เพราะเหตุใดต้นไทรจึงกลายเป็นจุดเด่นของโรงแรมนี้ได้ สามีภรรยาคู่นี้จะเป็นผู้ให้คำตอบ

จากคลินิกเก่า 

ถึงรูปลักษณ์โรงแรมบนไทรในวันนี้ดูเป็นโรงแรมใหม่เอี่ยม แต่ความเป็นจริง ราว 60 ปีที่แล้ว ตึกหลังนี้เคยเปิดเป็นคลินิกศัลยกรรมมาก่อน ในยุคที่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักการเสริมสวยด้วยมีดหมอ

“คลินิกนี้เป็นของคุณอาของคุณพ่อผม เรียกว่าคุณปู่แล้วกันครับ” จอนนี่พาเราย้อนระลึกความหลังไปพร้อม ๆ กัน “ผมเคยมาเจอคุณปู่ของผมที่นี่ครั้งหนึ่งตอนผมอายุ 13 เขาเล่าว่าที่นี่เป็นที่ทำจมูก ทำหน้าอก ที่แรกในประเทศไทย ไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือเปล่า”

ในวัยเด็กที่แวะมาเยี่ยมเยือนคลินิกศัลยกรรมของคุณปู่น้อย จอนนี่ยังจดจำกลิ่นอายของตึกแถวเก่าในวันเวลาเหล่านั้นได้ดี เป็นต้นว่าพื้นหินขัดที่พบได้ทั่วไปตามบ้านคนไทยเชื้อสายจีน

“ผมเป็นลูกคนจีน ถ้าได้ไปบ้านเก่า ๆ ของคุณปู่ คุณย่าคนจีนก็จะเห็นว่าพื้นห้องน้ำปูกระเบื้องหินขัด นี่คือสิ่งที่แสดงความเก่า แสดงรากเหง้าของตัวเรา”

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่ตึกเก่าแห่งนี้มาตลอด คือ ต้นไทรที่เขาชี้ชวนเราดูเมื่อครู่

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ราชปรารภในอดีตที่ความเจริญยังคืบคลานมาไม่ถึงก็เหมือนกับถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ ที่ปลูกต้นไม้รายทางมากมาย ผู้ใหญ่ในตระกูลเคยเล่าสู่กันฟังว่าต้นไม้ริมทางเหล่านั้นเคยอยู่คู่ถนนราชปรารภมานานครัน จนกระทั่งมีการตัดทางด่วนผ่าน สร้างสะพานข้าม พรรณไม้ที่ทางการเป็นผู้ปลูกไว้ประดับถนน จึงต้องถอนต้นก่นรากออกไปเพื่อหลีกทางให้สาธารณูปโภคของชาวเมือง

แต่บังเอิญว่าไทรต้นหนึ่งซึ่ง กทม. เป็นผู้ปลูก ดันมาอยู่ในโฉนดที่ดินของคลินิกแห่งนี้

“คุณปู่เล่าให้ฟังว่าตัดต้นไม้ไปเยอะ แต่ต้นไทรต้นนี้มาอยู่ในโฉนดของเขา กทม.จะมาตัด คุณปู่ก็ไม่ยอม เพราะอยู่ในโฉนดของเขา ถึง กทม.จะปลูกเอง แต่ก็ตัดไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษา”

ถึงวันนี้คลินิกของคุณปู่จะเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่าต้นไทรที่มีมาตั้งแต่แรกเปิดคลินิกเมื่อ 60 ปีก่อนยังคงยืนหยัดท้าแดดฝน ซึ่งจอนนี่เน้นย้ำว่า

“เรามองว่ามันอยู่ติดกับดิน เราต้องดูแลรักษา”

สู่โรงแรมสุดเก๋

ผ่านไปหลายปี คลินิกเสริมความงามต้องปิดตัวลงเนื่องจากสังขารร่วงโรยของคุณปู่น้อย คุณพ่อของจอนนี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานอาได้ซื้อตึกแถวห้องนี้มาจากกองมรดก ก่อนจะตกมาถึงมือเขาในที่สุด

“ตำแหน่งที่ตั้งตรงนี้อยู่กลางเมือง ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จนเรามาเดินเซอร์เวย์ เลยได้ความคิดว่าทำโรงแรมก็ได้นะ” จอนนี่เท้าความถึงเหตุการณ์หลายปีก่อน

‘โรงแรม’ คือสิ่งที่ตัวเขากับปูนผู้เป็นภรรยาคิดได้ในตอนนั้น เนื่องจากทั้งสองคนโตมากับธุรกิจโรงแรมของครอบครัว ตระกูลฝ่ายชายมีโรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดสงขลา ส่วนบ้านฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของโรงแรมเก่าที่เขาใหญ่ ประสบการณ์ที่มีติดตัวช่วยให้แผนการบูรณะตึกเก่าเป็นโรงแรมใหม่ดำเนินไปได้ไม่ยาก

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“เราเริ่มคิดจะก่อสร้างประมาณปี 2016 เพราะเห็นว่าย่านประตูน้ำมีชาวต่างชาติมามาก แล้วก็ใกล้กับสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภ เราคิดว่าเราทำโรงแรมได้ เพราะที่บ้านพอมีประสบการณ์ทำโรงแรมที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว” จอนนี่เกริ่นถึงที่มาของการเปิดโรงแรมริมถนนราชปรารภซึ่งพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

“ย่านนี้เป็นแยกราชปรารภหรือแยกหมอเหล็ง ถัดจากประตูน้ำมานิดเดียว เลยจากพญาไทมาแยกเดียว แต่ผู้คนกลับไม่ค่อยรู้จักราชปรารภกันเท่าไหร่ ทั้งที่จริง ๆ ย่านนี้เป็นย่านกลางเมืองมาก” ปูนช่วยขยายความในให้กระจ่างยิ่งขึ้น “พอเราได้ตึกเก่ามา ก็อยากทำอะไรเพื่อเป็นแลนด์มาร์กของย่านนี้ ทำให้บริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีตึกที่เป็นสัญลักษณ์ ให้คนรู้สึกว่ามาพักผ่อนโดยไม่ต้องไปไหนไกล”

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

แม้ได้ไอเดียมาแล้ว แต่ขั้นตอนการสร้างโรงแรมกลับไม่ง่ายอย่างใจคิด ด้วยบทบัญญัติอาคารแสนเข้มงวดที่เป็นปัญหาสำคัญ

“ตามกฎหมายอาคารของประเทศไทย จะทุบทิ้งก็เป็นเรื่องยาก เพราะถ้าทุบไปแล้วจะขึ้นตึกใหม่ก็อาจมีอุปสรรคขัดขวางตามมา เลยคิดว่าใช้วิธีดัดแปลงอาคารเดิมดีกว่า” จอนนี่ว่า

อีกปัญหาหนึ่งคือรูปทรงอาคาร ความที่ตึกนี้เป็นตึกเก่าอายุหลายทศวรรษ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยก หันหน้าทำมุมเฉียงกับถนน แกนของตึกจึงไม่ตรง ตีเส้นแบ่งห้องให้ออกมาเท่ากันไม่ได้  

ทางออกของปัญหาข้างต้นอยู่ที่ต้นไทรอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมนี่เอง…

ที่ตั้งอยู่บนต้นไทร 

เพราะความตั้งใจที่จะเก็บไทรต้นนี้ไว้กับผืนดินแม้ตอนบูรณะใหม่ ปูนกับจอนนี่จึงได้ไอเดียว่าอยากให้โรงแรมใหม่ของพวกเขาเป็นเหมือนต้นไทรเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยราก มีรูปร่างบิดเบี้ยว แปรผันตามกาลเวลา

ความคิดดังกล่าวผลักดันให้สองสามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของพร้อมด้วยทีมสถาปนิก ตัดสินใจออกแบบห้องพักแต่ละห้องบนชั้นเดียวกันให้มีขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันแม้แต่ห้องเดียว พร้อมกันนั้นก็ใส่องค์ประกอบของความเป็นต้นไทรไว้ตามจุดต่าง ๆ ของตัวอาคารด้วย

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

เริ่มจากตัวฟาซาดหรือเปลือกอาคารที่ดูเด่นเห็นมาแต่ไกล ทั้งคู่ให้คำตอบกับเราว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ใช้ทองแดงเป็นวัสดุในการสร้างทั้งหมด

“วัสดุทองแดงเข้ากับแนวคิดของตึกที่ต้องการนำของเก่ามาดัดแปลงให้มีคุณค่า ไม่ใช่ว่าตึกของเราจะคงสภาพเดิมตลอดไป แต่ตึกหรือผืนที่ดินมันมีค่าของมันอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำอะไรกับมัน”

“เพราะทองแดงเปลี่ยนสีไปได้เรื่อย ๆ ตามกาลเวลาค่ะ” ปูนเฉลยเมื่อเธอเห็นเราทำหน้างงกับคำพูดของจอนนี่ “ตอนแรกที่เพิ่งเอามาติดมันเป็นสีชมพูมาก แต่มันถูกแดดบ่มจนกลายเป็นสีน้ำตาล สิบปีข้างหน้าคิดว่าจะกลายเป็นสีเขียวเหมือนพวกอนุสาวรีย์หรือหลังคาโบสถ์ในยุโรป”

เนื่องจากแผ่นทองแดงพวกนี้ยึดติดกับหน้าต่างห้อง หนำซ้ำเนื้อวัสดุยังค่อนข้างบางและพลิ้ว พวกเขาจำเป็นต้องแยกออกเป็นซี่ ๆ ให้รับความแข็งแรงในตัวมันเองได้ และไม่ต้านลมเกินไป ด้วยรูปทรงสีสันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ชวนให้เรานึกถึงแผ่นเปลือกไม้ดังความต้องการของพวกเขาจริง ๆ

ขยับเข้ามาในตัวโรงแรม จะพบว่าพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์หลายส่วนทำจากวัสดุที่เป็นไม้ ไม่ก็เลียนแบบลายไม้ นอกจากนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งแฝงแรงบันดาลใจจากต้นไทรไว้ได้อย่างแนบเนียน

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

“ต้นไทรมีรากเยอะ เป็นต้นไม้ที่มีแกนหลักตรงกลาง แล้วก็มีรากอากาศที่เป็นเส้นยาว ๆ ลงมา บันไดของเราเลยตกแต่งด้วยเหล็กเส้นตรงที่ได้คอนเซ็ปต์มาจากรากอากาศของต้นไทร ส่วนห้องต่าง ๆ ที่ล้อมรอบบันไดก็จะเหมือนกิ่งใบของต้นไม้ที่รายรอบต้น” ปูนพูดพลางชี้ให้เราดูบันไดกลางโรงแรม

และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอาคารที่แนวเส้นไม่ตรง สถาปนิกจึงใส่ความโค้งลงไปตามแนวผนังเพื่อมิให้ดูขัดสายตา ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดลำต้นของต้นไม้อีกต่างหาก

พักผ่อนสบาย 

กว่าครึ่งชั่วโมงในโรงแรมบนไทร เราใช้เวลาแต่ละนาทีไปกับการละเลียดรสชาติน้ำอัญชันที่แม่บ้านนำมาเสิร์ฟ ฟังจอนนี่และปูนเล่าเบื้องหลังของโรงแรมบูทีกหลังนี้ทีละเรื่อง ก็สมควรแก่เวลาที่พวกเขาจะพาเราชมบรรยากาศสักที เริ่มจากล็อบบี้สีทองแดงที่ให้อารมณ์เหมือนย้อนเวลาไปยุค 80 เล่นกับความรู้สึกของผู้มาเยือนตึกเก่าที่ปรารถนาจะได้เห็นอะไรเก่า ๆ จากที่นี่

ตึกนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งอาจจะนับรวมชั้น 5 ที่เป็นดาดฟ้าเก่าไปด้วยก็ได้ และยังมีชั้นลอยเหนือล็อบบี้ที่ตกแต่งด้วยสีชมพูเข้มขึ้น เหมาะสำหรับเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปเล่น

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ห้องพักที่นี่มีทั้งหมด 17 ห้อง 4 ประเภท แบ่งออกเป็นสวีท ดูเพล็กซ์ ซูพีเรียร์ และดีลักซ์ มีจุดเด่นรายละเอียดต่างกันออกไป โดยห้องสวีทจะอยู่บนชั้นหนึ่ง ติดกับล็อบบี้ มีห้องน้ำและห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง ด้านหลังเป็นวิวสวนหินและลายผนังเก่า หากจะล้มตัวลงนอนบนเตียง ต้องปีนขึ้นไปบนชั้นลอย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

อีกประเภทห้องที่เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน คือห้องซูพีเรียร์ที่แต่ละห้องมีหน้าตาและลูกเล่นที่ต่างกัน เช่น ห้องหนึ่งเป็นประตูลูกฟักบานเลื่อนที่เลือกปิด-เปิดระหว่างห้องน้ำหรือตู้เสื้อผ้าได้ บางห้องมองเห็นลวดลายผนังเก่าของตึกแถวข้าง ๆ ที่ผู้ออกแบบจงใจดีไซน์กรอบหน้าต่างเป็นสีขาวบาง ๆ ให้ดูเหมือนกรอบรูป ดูเหมือนกำลังดูงานจิตรกรรมบนฝาผนังทั้งที่ความจริงเป็นกระจกใส

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

แต่ไม่ว่าจะเลือกพักห้องใดใน 17 ห้องนี้ สิ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกันคือความรู้สึกสบายที่แฝงด้วยกลิ่นอายของตึกเก่า ด้วยเตียงนอนหนาถึง 12 นิ้ว กับห้องน้ำที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับเนื้อที่ห้องพักตามโรงแรมทั่วไป วัสดุที่ใช้ในห้องน้ำ เช่น หินขัดและกระเบื้องแผ่นเล็ก ที่จอนนี่มองว่าเป็นรากเหง้าของตัวเขา

“ผมรู้สึกว่าคนมานอนโรงแรมส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่บนเตียงกับอยู่ในห้องน้ำ ไม่ได้ใช้พื้นที่อื่น”

“จริง ๆ จะอัดแน่นกว่านี้ก็ได้ค่ะ แต่เราคิดว่าคนสมัยใหม่น่าจะอยากได้ห้องที่ใหญ่หน่อย เหยียดแข้งเหยียดขาได้เต็มที่ เลยทำแต่ละห้องให้มีพื้นที่เหลือเฟือ”

คู่สามีภรรยาช่วยกันอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขายอมเสียพื้นที่ทำห้องพักเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่แขกผู้เข้าพักให้มากที่สุด

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ใจกลางกรุงเทพฯ 

ตึกแถวกับต้นไทรอาจยืนตระหง่านเคียงคู่กันมานานกว่า 60 ปี แต่โรงแรมบนไทรเพิ่งเปิดใหม่เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เท่านั้น ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการปิดประเทศยาวนาน อันเป็นผลจากโรคโควิด-19 ใบหน้าของปูนและจอนนี่กลับเจือด้วยยิ้มบาง ๆ เมื่อเราถามถึงสาเหตุที่พวกเขากล้าตัดสินใจเปิดโรงแรมใหม่ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติร่อยหรอ

“ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าเปิดได้มั้ย แต่เราเห็นต่างชาติเริ่มทยอยเปิดประเทศกันแล้ว เลยมองว่าถ้าไม่ใช่วันนี้หรือต้องรอไปอีกสักพัก มันอาจจะไม่ดีขึ้น เปิดตอนนี้เพื่อตรียมระบบให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า

“ผมหวังว่าอีก 6 หรือ 7 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยน่าจะคิดว่าโรคโควิดอยู่กับเรา คนทั่วโลกก็คิดว่าเป็นโรคประจำถิ่น เป็นความเสี่ยงที่น่าจะยอมรับได้ เหมือนเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ก็มีเรื่องเป็นหวัด อาหารเป็นพิษ เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ สักวันหนึ่งโควิดก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้ทุกคนอยากเที่ยวแล้วครับ เห็นเพื่อนไปสวิตฯ ก็อยากไปบ้าง หรือดูคลิปเก่าตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็แทบจะกดจองตั๋วไปแล้ว เราอยากเที่ยวเมืองนอก ต่างชาติก็คงอยากเที่ยวไทยมากเหมือนกัน”

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

จริงอยู่ที่โรงแรมเพิ่งเปิดตัวได้เพียงหลักเดือน ในสภาวะเช่นนี้ แต่บนไทรก็มีลูกค้าเข้าพักทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย ทั้งที่มาจากต่างจังหวัดหรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เอง

“เราไม่เคยคิดว่าลูกค้าจะต้องอยู่ในห้องเราทั้งวัน เพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนที่มาก็อยากจะออกจากโรงแรมให้เร็ว คำว่า ‘เร็ว’ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแต่เช้านะครับ แต่หมายถึงว่าถ้าคุณตื่น 10 โมง คุณก็ออก 10 โมงครึ่ง แล้วก็อาจจะกลับมาดึก ๆ หน่อย เราต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ อยากให้ตอนที่กลับมาถึง คุณวางกระเป๋าแล้วนอนได้เลย อยู่ให้สบาย ไม่อึดอัด มีที่ให้แต่งตัวเพื่อให้ออกไปข้างนอกได้ภายในครึ่งชั่วโมง” จอนนี่เปิดเผยเจตนารมณ์ในการทำโรงแรมนี้

“อยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในตึกเก่า เพราะเรายกเครื่องใหม่หมด คิดว่าเขาน่าจะได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งจากตัวตึกและตัวย่านนี้ด้วย โดยที่เขายังไปช้อปปิ้งได้ ไปทำงานได้ หรือว่าถ้าขาดเหลืออะไร ในบริเวณนี้มีพร้อมทั้งหมด” ปูนกล่าวปิดท้าย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

มา Bonsai Hotel แล้วไม่เจอต้นไม้แคระอย่างที่เคยคิด

แต่เราพบกับโรงแรมน้องใหม่ที่พร้อมให้ความสุขกายสบายใจแก่ผู้มาเยือน เฉกเช่นต้นไทรใหญ่ ซึ่งมอบร่มเงาแก่ตึกแถวเก่าแห่งนี้มายาวนาน

Bonsai Hotel (โรงแรมบนไทร)

ที่ตั้ง : 275, 24-25 ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2120 6607

เว็บไซต์ : www.bonsaihotelbangkok.com

Facebook : Bonsai Hotel Bangkok 

Instagram : bonsaihotelbangkok

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load