เพียง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร เรามาถึงกาญจนบุรีไวกว่าที่คิด จน เบิร์ด-สุดถ์สถิต สิทธิสังข์ คู่สนทนาของเราในวันนี้ยังตกใจ

รถตู้คันใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดหลังบ้านสิทธิสังข์ อาคารเก่าสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน อายุเกือบ 100 ปีสีเหลืองเด่นเป็นสง่าอยู่ริมถนนคนเดินย่านกำแพงเมืองกาญจน์ จนแทบไม่ต้องเปิดแผนที่

เบิร์ดต้อนรับเราอย่างเป็นมิตรในร้านกาแฟที่มีเขาเป็นบาริสต้า ภายในตกแต่งด้วยภาพศิลปะและข้าวของสุดวินเทจบ่งบอกรสนิยมเจ้าของ มองผ่านประตูหลังร้านไปจะเห็นบันไดวนสีขาวสุดเก๋ไก๋ เป็นทางขึ้นไปห้องพักบนชั้น 2 ที่หลับนอนของเรายามค่ำคืน

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนที่เคยแวะเวียนไปหาเบิร์ดคงแปลกใจไม่น้อย เพราะบ้านสิทธิสังข์ในความทรงจำเป็นเพียงร้านกาแฟน่านั่งที่นักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอินสักครั้ง 

วันนี้เรากำลังจะแนะนำให้คุณจองห้องพักที่นี่ดูสักคืน

บ้านสิทธิสังข์ในความทรงจำ

หลังดื่มกาแฟแก้วแรกก็ถึงเวลาพูดคุยกัน เราบอกเบิร์ดว่าขอพื้นที่เงียบสงบสำหรับการอัดเสียง เขายิ้มรับ ก่อนพาเราเดินขึ้นบันไดวน

ห้องพักบนชั้น 2 นี้เงียบสงบตามคำขอ จะมีก็เพียงเสียงไม้เอี๊ยดอ๊าดตอนย่ำเท้ากับเสียงลมพัดยามบ่าย เรานั่งคุยกันที่โต๊ะไม้กลางห้อง ล้อมรอบไปด้วย 2 ห้องพัก 1 ห้องนั่งเล่น และ 1 ห้องน้ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวใหญ่

“เมื่อก่อนข้างบนนี้ทุกคนในบ้านจะนอนเรียงกัน มีห้องเดียวคือตรงนี้” เขาชี้ไปทางห้องนอนที่ติดกับห้องรับแขก ส่วนคำว่า ‘เมื่อก่อน’ ของเขาต้องย้อนไปสมัยคุณทวด

เบิร์ดเล่าให้เราฟังว่าบ้านเก่าหลังนี้เป็นของตระกูลสิทธิสังข์ นักอ่านสายประวัติศาสตร์อาจจะพอเดาได้ว่าทวดของเขามีชื่อว่า ขุนขจิตระบิน (พร้า สิทธิสังข์) สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2463 โดยชั้นล่างเป็นร้านขายของชำ ชันยาเรือ หรือหม้อดินเผา เพราะทำเลใกล้ริมแม่น้ำแควทำให้พลุกพล่านไปด้วยเรือ

ต่อมาจนถึงทายาทรุ่นสาม ลุงของเบิร์ดที่ประกอบอาชีพทนายความก็เข้ามาปรับปรุงบ้านให้กลายเป็นสำนักงานทนายความ กระทั่งเสียชีวิต แม่ของเขาจึงเข้ามารับช่วงต่อ และเปลี่ยนบริเวณชั้น 1 ให้กลายเป็นร้านกาแฟ ก่อนที่เบิร์ดผู้ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรบริษัทกระดาษชื่อดังจะกลับมาช่วยงานที่บ้านเกิด

“เอาจริง ๆ ก่อนจะมาทำ ผมไม่ได้ทานกาแฟด้วยครับ” เขาพูดความในใจ แต่เบิร์ดก็ลงมือศึกษาด้วยตัวเอง ตระเวนชิม และลงเรียนทำกาแฟเรื่อย ๆ เห็นพัฒนาการตั้งแต่ลูกค้าเคยกินกาแฟหวานมันจนเริ่มสั่งอเมริกาโน่ไม่หวาน

“เมื่อ 10 ปีก่อนมีร้านกาแฟที่มีเครื่องครบขนาดนี้ประมาณ 5 ร้าน ล่าสุดถ้าเสิร์ชหาที่ท่องเที่ยวในเมืองกาญจน์ จะเจอแนะนำ 50 คาเฟ่เข้าไปแล้ว”

ร้านของเขาได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เบิร์ดเองก็เคยอยากขยายขึ้นมาถึงชั้น 2 แต่ด้วยโครงสร้างของอาคารไม้เก่า บวกกับบันไดเดิมที่ขั้นชันมาก เลยทำให้ไม่มีใครแตะต้องที่ตรงนี้มากนัก

“ตอนนั้นชั้นบนยังไม่มีห้องน้ำเลยครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ

เอาล่ะ เท้าความกันมาหอมปากหอมคอก็พอรู้แล้วว่าการรีโนเวตบ้านเก่าให้กลายเป็นห้องพักคงทำเอาเขาปาดเหงื่อไม่น้อย

อั๊วชอบรื้อ

ใครจะไปคิดว่าจุดเริ่มต้นของการรีโนเวตเกิดขึ้นเพราะหลังคารั่วเมื่อหลายปีก่อน

เบิร์ดใช้คำว่าน้ำจากชั้น 2 ไหลเป็นน้ำตกลงมาข้างล่าง

“ถึงเวลาที่ต้องทำอะไรแล้ว แต่จะทำอะไรดี” เขาคิดกับตัวเอง “งั้นเรารื้อพวกไม้อัดก่อนให้หมดเลย ไม่งั้นปลวกก็จะลามไปเรื่อย ๆ แล้วจะเอาไงค่อยว่ากัน”

เบิร์ดสนใจธุรกิจโฮสเต็ลที่กำลังมาแรงในช่วงนั้น เขาลองไปตระเวนนอน 3 – 4 ที่ เช่นเดียวกับที่เขาศึกษาการทำกาแฟ จนพบว่าไม่เหมาะกับตัวอาคาร และปัญหาที่ใหญ่สุดคือเขาไม่มีห้องน้ำให้บริการ จะให้ทุกคนลงไปใช้ร่วมกันชั้นล่างก็ดูจะวุ่นวายไปเสียหน่อย

“เพื่อนเคยเสนอว่า เฮ้ย มานอนนี่ก็สัมผัสชีวิตแบบอาบโอ่งไปเลยดีไหม” เบิร์ดหัวเราะดังแม้จะกลุ้มใจไม่น้อย เพราะบ้านไม้ของเขาไม่น่ารับน้ำหนักไหว จนรุ่นน้องสถาปนิกแนะนำให้ขึ้นเสาใหม่ทั้งหมด ยันกับพื้นข้างล่าง ไม่ใช้โครงสร้างของอาคาร เทพื้นและเดินงานท่อใหม่ เราถึงได้ห้องน้ำขนาดใหญ่พอสำหรับวางอ่างจากุชชี่ ซึ่งหาได้ยากในย่านนี้

ปัญหาถัดไปที่ต่อคิวมาติด ๆ คือทางเข้าล่ะ จะอยู่ตรงไหน

“โชคดีที่ประตูทางเข้าเดิมเป็นช่องลมอยู่แล้ว พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนเวลาร้อน ๆ จะใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นเอา ผมเลยใช้ช่องนี้เป็นประตูครับ” 

แต่ตอนนั้นคุณยังไม่มีบันไดวนด้วยซ้ำ

“เพราะผมอยากแยกทางขึ้นก็เลยมีบันไดวนนี่แหละครับ” เขาตอบ “บันไดเก่าจะอยู่ตรงเคาน์เตอร์กาแฟแล้วขึ้นมาเจอห้องน้ำ ตอนแรกผมคิดจะย้ายเคาน์เตอร์ แต่ถ้าลูกค้ามา 3 ทุ่ม เราก็ต้องเปิดร้าน ผมอยากทำให้ชัดเจน”

เบิร์ดได้ไอเดียมาจากอาคารในสิงคโปร์ที่มักมีบันไดวน เขาคิดว่าน่าจะเข้ากันได้ดีกับบ้านเก่า และคงประหยัดกว่าเพราะลดทอนการสร้าง เหลือเพียงเสาต้นเดียวก็เดินได้ถึงดาดฟ้า แต่หลังจากคุยกับช่างออกแบบบันไดวนมือฉมัง เบิร์ดก็พบว่าเขาคิดผิด

“ผมโทรไปคุยกับช่างครั้งแรกประมาณ 40 นาที แกเป็นวิศวกรวัยเกษียณที่รับออกแบบเพราะไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ แกเล่าเรื่องบันไดทั้งหมดเลยว่าจะต้องมีระยะก้าวเท่าไรบ้าง ถึงไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด แต่ก็ใช้งานได้จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่พร็อป”

ส่วนบันไดเดิมเขารื้อออกและเก็บรักษาไว้อย่างดี ปัจจุบันมันตั้งตระหง่านอยู่หลังร้านที่กลายเป็นสถานที่นั่งชิลล์ นอกจากเป็นเฟอร์นิเจอร์วินเทจอายุ 100 ปีที่ไม่ต้องประมูลแข่งให้เสียเวลา เบิร์ดบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ ถ้าไปอยู่ที่อื่นก็คงเป็นแค่บันไดเก่า ๆ บันไดหนึ่งไปแล้ว

ผู้รับเหมา

“ช่วงแรกก็ยังงงว่าห้องนี้จะเป็นยังไง แต่พอคิดมากก็เหมือนเดาไปเรื่อย งั้นออกแบบไว้อยู่เองแล้วกัน สุดท้ายถ้าไม่มีคนพัก เราก็อยู่เองได้”

ไม่เพียงแค่บันไดเดิมที่เขาเก็บไว้ เบิร์ดชี้ชวนให้เรามองตามว่ามีสมบัติล้ำค่าอะไรอีกที่เขารักษา เบิร์ดเก็บระแนงไม้รอบกรอบหน้าต่างและประตูไม้ลวดลายเดียวกันกับคาเฟ่ข้างล่าง เฟี้ยมบานใหญ่ที่เปิดออกไปเจอระเบียงไว้ชมบรรยากาศถนนคนเดิน รวมถึงหน้าต่างไม้ก็ยังคงอยู่ แม้เขาจะบอกว่าเมื่อก่อนทุกคนนอนกางมุ้งจนแทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยก็ตาม

จากแบบร่างและจินตนาการมากมาย เขาปรับแก้ตามคำแนะนำของคนรอบตัว ลองร่างด้วยตัวเองในโปรแกรม SketchUp ที่เคยใช้ตอนเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ทำแพตเทิร์นใหม่หมด จนแก้ปัญหาขนาดของห้องและพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ พร้อมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าผสมใหม่ที่คัดสรรอย่างตั้งใจทุกชิ้น

เมื่อเปิดประตูเข้ามา คุณจะพบกับโต๊ะกลางห้อง ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ ถัดมาเป็นห้องนอน ด้านซ้ายเป็นห้องนอนอีก 1 ห้อง ส่วนโซฟาสีฟ้าหน้าทีวีก็มีเรื่องเล่าสนุก ๆ ไม่แพ้กัน

“ลูกผมบอกว่า ป๊ากับย่าเลือกทุกอย่างกันเองแล้ว ขอเขาเลือกบ้างได้ไหม แล้วช่วงนั้นเขาชอบโดราเอมอน เลยจิ้มโซฟาสีโดราเอมอนเลย ไป ๆ มา ๆ มันทำให้ห้องดูสดใสขึ้น โชคยังดีที่เป็นโดราเอมอน เพราะก่อนหน้านี้เขาชอบไอรอนแมน อันนี้ปวดหัวเลยครับ” เบิร์ดหัวเราะ

ส่วนคำถามว่า ทำไมทำห้องพักทั้งทีถึงไม่ทำเป็นห้องเดี่ยวสำหรับรองรับลูกค้าได้หลายกลุ่ม แต่ทำห้องชุดที่เชื่อมถึงกันได้ เขาตอบไว้อย่างดี

“จบด้วยห้องน้ำ เพราะถ้าจะขึ้นห้องน้ำอีกผมคงต้องสร้างอาคารใหม่แล้วครับ” เบิร์ดหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม

เสน่ห์สิทธิสังข์

เจ้าบ้านเล่าว่าหน้าบ้านของเขาเคยเป็นถนนคนเดิน แต่พอโควิด-19 เข้ามาทุกอย่างก็หายวับไป ไหนจะสกายวอล์กเปิดใหม่ที่เปลี่ยนตรอกซอยให้ครึกครื้น เดินถัดออกไปไม่ถึง 5 นาที เว้นเพียงแต่ลูกค้าที่หลงเสน่ห์ทั้งความเงียบและความงามดั้งเดิม

ถนนย่านเมืองเก่าส่วนใหญ่จะตั้งชุมชนขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แต่บ้านสิทธิสังข์อยู่คู่กับถนนปากแพรกมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 3 จึงอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมอันหลากหลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา 

“เมืองยุคแรกน่าจะเป็นเรือนไม้กันหมด และมีบ้านในรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 อย่างฝั่งตรงข้ามที่เป็นที่พักเหมือนกันก็น่าจะห่างกันเกือบ 20 ปี แต่พอเวลาผ่านมา อายุ 80 ปีกับ 100 ปีก็ไม่ต่างกันมาก แต่ถ้ายุคนั้นจริง ๆ จะดูต่างกันเยอะ“

เบิร์ดเปิดบ้านสิทธิสังข์ต้อนรับทุกคนเข้าปีที่ 3 แต่ไม่ได้เป็นทางการมากนัก รู้กันในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย จะโปรโมตเอาจริงจังก็ช่วงปีที่ผ่านมา โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นครอบครัวชาวต่างชาติ รองรับลูกค้าได้ 4 ท่าน กว้างไปหน่อยสำหรับการพักคนเดียว แต่ก็ให้ความเป็นส่วนตัวอีกแบบที่ห้องขนาดเล็กให้ไม่ได้

อากาศในฤดูฝนวันนี้ทำให้ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มเป็นส่วนมากและมีฝนโปรยปรายยามเช้า แต่หันมองไปทางไหนก็จะเห็นทิวเขาเขียวขจี อากาศกำลังดีให้คนรักการเดินสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนได้สบาย มีทั้งวัดวาอาราม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สถาปัตยกรรมที่เป็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ ไปจนถึงโรงเรียนขนาดใหญ่และตลาดโต้รุ่งที่เปิดตั้งเย็นยันสาย เราเก็บความประทับใจทั้งหมดนี้ได้เพียง 1 วันที่ตึกสีเหลืองเด่นเป็นสง่าหลังนี้

แม้พระอาทิตย์ขึ้นและตกดินที่เส้นขอบฟ้าแม่น้ำแควจะสวยอย่าบอกใคร อย่างน้อยก็ขอแอบบอกทุกคนแล้วกันนะ

3 Things you should do

at Sittisang 1920

01

ไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและวัดเหนือ วัดใต้ ย่านกำแพงเมือง

02

ชมพระอาทิตย์ตกดิน 360 องศา และชุมชนริมแม่น้ำแควบนสกายวอล์ก

03

เที่ยวโรงงานกระดาษไทยในอาคารเกือบร้อยปี อนาคตจะเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อประชาชน

บ้านสิทธิสังข์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

หฤษฎ์ หอกเพ็ชร์

ถ่ายภาพตั้งแต่อยู่ปี 1 รู้ตัวอีกทีก็เป็นงานประจำไปซะแล้ว