บ้าน ณ นาวี เป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ชาโต วิลเลียม (Château William)’ มาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่อยู่ภายใต้การครอบครองของผู้เช่าชาวฝรั่งเศส เปีย ปิแอร์ (Pia Pierre) อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านโบราณคดี นักสะสม และนักธุรกิจซื้อขายศิลปวัตถุล้ำค่าในเอเชีย จนสัญญาเช่าเพิ่งสิ้นสุดลงและเธอได้เดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสไปเมื่อไม่นานมานี้

“อาจารย์เปียเป็นคนตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า ชาโต วิลเลียม และเป็นยุคที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะอาจารย์มีแขกมาเยี่ยมเยียนเสมอ และ คุณวิลเลียม วอเรน (William Warren) ก็เคยเขียนถึงบ้านหลังนี้ไว้ในหนังสือ Heritage homes of Thailand

“ช่วงนั้นพิมไม่มีโอกาสได้เข้ามาที่นี่เท่าไหร่ เพราะคุณพ่อค่อนข้างเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้เช่า พิมจึงไม่มีโอกาสได้เข้ามาสำรวจและทำประวัติบ้านของคุณปู่หลังนี้อย่างจริงจัง” พิม วรรณประภา สถาปนิกผู้เป็นเจ้าของบริษัท สตูดิโอ สเปซแมทเทอร์ จำกัด ทายาท หลวงวิชัยนิตินาถ (วิชัย วรรณประภา) เอ่ยถึงความเป็นมาเบื้องต้น

แกะรอยบ้าน ณ นาวี (Château William) บ้านเช่าโอ่อ่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของตระกูลช่างกลเรือ
แกะรอยบ้าน ณ นาวี (Château William) บ้านเช่าโอ่อ่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของตระกูลช่างกลเรือ

วันนี้โอกาสสำคัญมาถึงแล้ว เมื่อ ชาโต วิลเลียม ได้กลับมาเป็นบ้าน ณ นาวี พิมจึงชวนผมให้มาเดินสำรวจบ้านสวยหลังนี้กับเธอ ผมจึงถือโอกาสเชิญชวนผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านให้มาร่วมเป็นแขกกลุ่มแรกตามผมไปสำรวจด้วยพร้อม ๆ กัน

บ้าน ณ นาวี ยังไม่เคยได้รับการสำรวจและการทำประวัติอย่างเป็นทางการมาก่อน เอกสารที่พอจะอาศัยเป็นข้อมูลของบ้านหลังนี้ก็มีน้อยมาก ที่สำคัญคือเรามิใช่สถาปนิกอนุรักษ์ที่มีความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์และรูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างลึกซึ้ง

ดังนั้น ผมจึงชวนเพื่อนอีก 2 คนมาร่วมเดินสำรวจด้วยกัน นั่นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้รับหน้าที่วิทยากรคนสำคัญให้กับ The Cloud มาหลายครั้ง รวมทั้ง โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้มีผลงานการซ่อมบำรุงอาคารเก่าหลายแห่ง เช่น ตำหนักไทย บ้านปลายเนิน  บ้านปลุกปรีดี และบ้านบาหยัน เป็นต้น

แกะรอยบ้าน ณ นาวี (Château William) บ้านเช่าโอ่อ่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของตระกูลช่างกลเรือ

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้การเดินสำรวจจำเป็นต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ของบ่ายวันนั้นเพียงวันเดียว และเป็นโอกาสที่เพื่อนผมทั้ง 2 คนเพิ่งเห็นบ้าน ณ นาวี ด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้จึงเป็นข้อมูลระดับปฐมภูมิ ที่ผมหวังว่าจะช่วยปูพื้นความรู้และก่อให้เกิดการสืบค้นอย่างละเอียดต่อไปในอนาคต

พร้อมจะเป็นนักสืบตามแกะรอยบ้าน ณ นาวี ไปกับเราแล้วใช่ไหมครับ ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาเลย

เริ่มปฏิบัติการนักสืบ

หลวงวิชัยนิตินาถ ผู้เป็นปู่ของพิม เป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์เข้ามาครอบครองบ้านหลังนี้ในยุคหลัง และทายาทของท่านคือผู้ที่ดูแลสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น การสืบค้นประวัติความเป็นมาของบ้าน จึงจำเป็นต้องสืบย้อนไปตั้งแต่ผู้ครอบครองบ้านคนแรก นอกจากตัวบุคคลแล้ว เรายังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทอื่นๆ อันเกี่ยวกับเรื่องของย่านและยุคสมัยด้วย

แกะรอยบ้าน ณ นาวี (Château William) บ้านเช่าโอ่อ่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของตระกูลช่างกลเรือ
นาวาเอก พระชำนิกลการ
ภาพ : หนังสือตำนานเรือรบไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง

นาวาเอก พระชำนิกลการ คือเจ้าของบ้านคนแรกและเป็นผู้ที่สร้างบ้านหลังนี้ขึ้น ซึ่งโก้ได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับท่านมาแบ่งปันว่า “นาวาเอก พระชำนิกลการ มีนามว่า สมบุญ บุณยกะลิน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2385 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 มีบันทึกว่าบิดาของท่านรับราชการเป็นมหาดเล็ก บ้านเดิมของท่านอยู่ใกล้วัดโพธิเรียง ริมคลองมอญ ฝั่งธนบุรี ซึ่งบ้าน ณ นาวี ก็ตั้งอยู่ริมคลองมอญ ดังนั้น ถือว่าท่านเป็นคนในพื้นที่นี้มาแต่เดิม ที่น่าสนใจคือ ท่านเป็นบุคคลในอาณัติของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม”

“บริเวณฝั่งธนบุรีอย่างคลองมอญเป็นแหล่งทหารเรือมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ขุนนางสายสกุลบุนนาคได้ย้ายมาตั้งนิวาสถานที่ฝั่งธนบุรี รวมทั้งบริเวณคลองมอญด้วย ช่วงสำคัญคือสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เรือกำปั่นเริ่มทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะในเชิงการค้าและคมนาคม แต่รวมถึงการป้องกันพระราชอาณาจักรด้วย ขณะนั้นอุตสาหกรรมการต่อเรือได้พัฒนาจากไม้ไปสู่เหล็ก อู่ที่สามารถต่อเรือกำปั่นได้มักเป็นอู่เรือส่วนตัว เช่น อู่เรือบ้านสมเด็จที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยงวงศ์เป็นเจ้าของ ก็สร้างขึ้นอยู่ฝั่งธนบุรี ตรงหน้าวัดอนงคาราม” อาจารย์พีรศรีเล่าเสริม

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าพระยาสุรวงศไวยวัฒน์ ได้ส่งนายสมบุญ บุณยกะลิน ขณะมีอายุเพียง 13 ปี ไปยังประเทศอังกฤษเพื่อศึกษาวิชาช่างกลเรือ ด้วยความที่เคยมีประสบการณ์จากการช่วยงานในอู่เรือมาก่อน ท่านจึงเรียนได้ดี และใช้เวลาศึกษาอยู่ 6 ปีจึงกลับมารับราชการในประเทศไทย ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ดำรงตำแหน่งกัปตันเรือกลไฟพระที่นั่งในเวลาเสด็จประพาสพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและนอกพระนคร นายสมบุญก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นต้นกลเรือพระที่นั่งไปจนตลอดรัชกาลที่ 4 มาจนถึงรัชกาลที่ 5 และได้รับราชการในสังกัดกรมทหารเรือมาโดยตลอด ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิผู้บังคับการกองโรงเรียนช่างกล จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระชำนิกลการ

“ท่านมีบุตรชายคนโตที่มีชื่อว่า วิลเลียม บุณยกะลิน ซึ่งคิดว่าอันนี้คือที่มาที่อาจารย์เปีย ปิแอร์ นำมาตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า ชาโต วิลเลียม ซึ่งต่อมาท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนวิจารณ์จักรกิจ จนบรรดาศักดิ์สูงสุดคือพระยาวิจิตรนาวี ท่านคือผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ระหว่างที่บิดายังมีชีวิต และเป็นผู้ครอบครองบ้านหลังนี้เป็นคนที่สอง” โก้เล่าต่อ

ภาพ : หนังสือตำนานเรือรบไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง
พระยาวิจิตรนาวี
ภาพ : หนังสือตำนานเรือรบไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง

  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับท่านพอสรุปความได้ว่า นายวิลเลียม บุณยกะลิน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2410 อันเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 4 ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนสำเหร่บอยสกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนของมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน ปัจจุบันคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ต่อมาเมื่ออายุ 15 ปี บิดาได้ส่งไปศึกษาวิชาช่างกลที่เมืองกลาสโกว (Glasgow) สก็อตแลนด์ ใช้ชีวิตเรียนหนังสือและทำงานที่นั่นเป็นเวลา 10 ปี จน พ.ศ. 2435 เมื่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีลำแรกต่อเสร็จและจะแล่นกลับกรุงเทพฯ นายวิลเลียมจึงได้เข้ารับหน้าที่เป็นช่างกลการไฟฟ้าประจำเรือพระที่นั่งข้ามน้ำข้ามทะเลจากอังกฤษกลับมาถึงพระนคร 

ต่อมาท่านได้รับราชการสังกัดกรมทหารเรือและมีบทบาทสำคัญมากมาย ได้แก่ เป็นผู้ตั้งปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิเจ้ากรมยุทธโยธาทหารเรือและเจ้ากรมอู่ทหารเรือ (อู่เรือหลวง) รวมทั้งองคมนตรี จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดที่พระยาวิจิตรนาวี และสิ้นชีวิตใน พ.ศ. 2466 ตรงกับช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 6

แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2430 ซึ่งปรากฏหมู่เรือนเพียง 2 หลังในบริเวณที่เป็นบ้าน ณ นาวี 
ภาพ : พีรศรี โพวาทอง

“ไม่มีเอกสารระบุชัดว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีเอกสารสำคัญนั่นคือแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2430 ที่ปรากฏเรือนบริเวณที่ตั้งของบ้านปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่นายสมบุญได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระชำนิกลการ ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการสร้างเรือนบางเรือนขึ้นบ้างแล้วบนพื้นที่แห่งนี้ ภาพเรือนที่ปรากฏในแผนที่ยังมีเพียงสองอาคารดูเป็นเหลี่ยมๆ ซ้อนกันเพียงสองหลังเท่านั้น และมีปรากฏอีกครั้งในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2453 ซึ่งปรากฏหมู่เรือนครบทุกหลัง ประมาณสี่หลัง เป็นผังอาคารเรียงกันเป็นรูปตัว L ใกล้เคียงกับผังอาคารของบ้านในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่นายวิลเลียมได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิจิตรนาวีแล้ว ซึ่งเป็นอีกช่วงที่แสดงให้เห็นว่าหมู่เรือนทั้งหมดมีลักษณะคล้ายกับปัจจุบันนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5” 

โก้พยายามค้นข้อมูลเท่าที่พอหาได้มาเพื่อคำนวณปีและช่วงเวลาที่สร้างบ้านหลังนี้ ซึ่งความเป็นไปได้คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

“ถ้าดูรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้านหลังนี้จะเห็นว่ามีประกอบกันหลายยุค มีการปรับปรุงเป็นช่วงๆ แต่โดยรวมจะเห็นว่ามีการสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก พระชำนิกลการและพระยาวิจิตรนาวีมีชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 4 – 6 และเคยทำงานใกล้ชิดกับขุนนางสายสกุลบุนนาคมาก่อน ทำให้มีโอกาสได้เห็นและซึมซาบสถาปัตยกรรมลักษณะนี้ 

“เพราะในสมัยรัชกาลที่ 4 สถาปัตยกรรมตะวันตกกำลังเป็นพระราชนิยม และยิ่งเฟื่องฟูมากขึ้นในรัชกาลต่อๆ มา ที่สำคัญคือ ขุนนางในสายสกุลบุนนาครับหน้าที่เป็นแม่กองในการสร้างพระราชฐานที่เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ 4 อย่างพระนครคีรีหรือเขาวัง พระอภิเนาว์นิเวศน์ ฯลฯ ผนวกกับที่ท่านและลูกชายได้ไปใช้ชีวิตที่อังกฤษอยู่หลายปี จึงได้เกิดความนิยมในสถาปัตยกรรมแขนงนี้ และนำประสบการณ์กับความรู้มาสร้างบ้านของตนด้วยก็เป็นได้” อาจารย์พีรศรีร่วมสันนิษฐาน

 รูปบ้านในอดีตก่อนการซ่อมบำรุง ไม่ทราบปี พ.ศ.
 รูปบ้านในอดีตก่อนการซ่อมบำรุง ไม่ทราบปี พ.ศ.

หลัง พ.ศ. 2467 หลวงวิชัยนิตินาถ คุณปู่ของพิมได้เข้ามาครอบครองกรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้ แต่ท่านไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่แต่อย่างใด เนื่องจากท่านอาศัยอยู่ที่บ้าน ณ นาวา ซึ่งอยู่เลยจากบริเวณนี้ไปไม่ไกล

“หลังจาก พ.ศ. 2467 ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับผู้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้นานหลายปี จนต่อมาหลวงวิชัยนิตินาถได้ตัดสินใจเปิดให้เป็นบ้านเช่า เพราะอยากให้บ้านกลับมามีชีวิตชีวา ตามหลักฐาน ผู้เช่ารายแรกๆ คือ แม่ชีวรมัย กบิลสิงห์ ที่เช่าอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 – 2512 ซึ่งท่านได้เข้ามาปรับพื้นที่ให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม พร้อมกับตั้งโรงพิมพ์ขนาดเล็กสำหรับผลิตนิตยสารรายเดือนชื่อว่า วิปัสสนาบันเทิงสาร และเรียกบ้านหลังนี้ว่า ตึกวีรธรรม ช่วงนี้เป็นช่วงที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ตัดขึ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำให้ทางเข้าบ้านเปลี่ยนจากด้านคลองมอญมาทางด้านถนนแทน” โก้เล่าตามที่ได้ลองสืบค้นข้อมูลมา และลองตรวจสอบข้อมูลกับพิม ซึ่งพิมก็ยืนยันว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับที่รับทราบมา

“อาจารย์เปียมาเช่าบ้านใน พ.ศ. 2534 เป็นเวลาสามสิบปี จนถึงปีนี้คือ พ.ศ. 2564 แต่ช่วงหลังจาก พ.ศ. 2512 จนถึง 2534 บ้านนี้เป็นอย่างไร ใครดูแล อันนี้หาข้อมูลยังไม่ได้เลยค่ะ” นักสืบโก้เปรยหลังจากพลิกสมุดจดไปมาหลายหน้า

“ช่วง พ.ศ. 2512 – 2534 ก่อนอาจารย์เปียมาเช่า คุณพ่อตัดสินใจเข้ามาซ่อมปรับปรุงบ้านค่ะ แล้วแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กๆ ให้ญาติๆ มาอาศัย พิมเพิ่งถามคุณแม่ก่อนมาเจอกันในวันนี้ สำหรับการซ่อมนั้น คุณแม่บอกว่าเป็นการซ่อมใหญ่ มีสถาปนิกเข้ามาควบคุมการซ่อมแซมอย่างเป็นระบบ เป็นสถาปนิกที่ออกแบบให้บ้านคุณตา หลังจากนั้นการซ่อมยังมีขึ้นประปรายเป็นช่วงๆ เพื่อรักษาบ้านเอาไว้ พิมมีรูปมาให้ดูด้วย” พิมรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดภาพให้อาจารย์พีรศรีและโก้ดู คำอธิบายและรูปภาพจากพิมน่าจะเป็นข้อมูลที่ช่วยไขปริศนาได้เกิดอะไรขึ้นที่นี่ ระหว่างช่วง พ.ศ. 2512 – 2534

“แล้วพอ พ.ศ. 2534 เราก็ลงรูปบ้านในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เพื่อประกาศหาผู้เช่า อาจารย์เปียเห็นเข้าก็ชอบ จึงติดต่อมาขอเช่า และเป็นผู้เรียกบ้านนี้ว่า ชาโต วิลเลียม และเช่าอยู่นานถึงสามสิบปี ก็ต้องถือว่าอาจารย์เป็นผู้ที่ทำให้คนรู้จักบ้านหลังนี้ และช่วยดูแลบ้านของคุณปู่อย่างดี” พิมกล่าว

ทีนี้นักสืบทุกคนก็ช่วยกันไล่เรียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับบ้าน ณ นาวี จนครบแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินสำรวจกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

สืบรอยสถาปัตยกรรม

 รูปบ้านในอดีตก่อนการซ่อมบำรุง ไม่ทราบปี พ.ศ.

  อาจารย์พีรศรียืนมองไปยังอาคารอย่างเพ่งพินิจ เมื่อผมถามว่าจะบรรยายเกี่ยวกับรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้อย่างไรดี

“บ้านนี้แปลกและท้าทายมาก ผู้ที่มาอยู่แต่ละคนก็ซ่อมไปเยอะและซ่อมค่อนข้างดี จนกระทั่งเราอาจจะแยกยากว่าส่วนไหนเป็นส่วนดั้งเดิม ส่วนไหนซ่อมและต่อเติมขึ้นใหม่โดยผู้อยู่อาศัยรายนั้นๆ” อาจารย์ถอนหายใจอย่างครุ่นคิด

“อาคารนี้เป็นอาคารที่มีโครงสร้างแบบผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing Structure) เพื่อรับน้ำหนักโครงสร้างจากหลังคาลงมายังพื้น มีการก่ออิฐถือปูนตามลักษณะของบ้านแบบตะวันตกที่ปรากฏอยู่ในเมืองไทยสมัยนั้น ซึ่งเป็นสิ่งใหม่และทันสมัย” โก้ร่วมสืบ

“แต่ที่ค่อนข้างแน่ใจคืออาคารนี้มีหลายยุค สร้างในเวลาที่แตกต่างกัน สิ่งที่สังเกตคือบัวกับกันสาดของอาคารที่ไม่ต่อกันไปเป็นระนาบเดียว มีสูงๆ ต่ำๆ อีกประการคือหน้าต่างที่ไม่จัดวางในแนวที่เป็นระเบียบ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่าสร้างคนละช่วงเวลา ยิ่งอาคารไม้บนชั้นสอง อันนั้นชัดเจนเลยว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นในระยะหลัง”

         ถ้าสร้างต่างเวลากัน ดังนั้นเราน่าจะลองเดินไล่สืบรอยจากอาคารเก่าสุดไปหาใหม่สุดกันดีกว่า

อาคารแรก

 รูปบ้านในอดีตก่อนการซ่อมบำรุง ไม่ทราบปี พ.ศ.

เราเดินอ้อมไปยังอาคารที่ด้านบนเป็นไม้ด้านล่างเป็นอิฐ ถ้าอิงตามแผนที่ พ.ศ. 2530 อาคารนี้คืออาคารทรงเหลี่ยม 1 ใน 2 หลังที่ปรากฏในแผนที่ฉบับนั้น

ว่ากันที่ลักษณะของตัวอาคารก่อน อาจารย์พีรศรีแสดงทัศนะว่า

“อาคารนี้น่าสนในประเด็นที่ว่าเป็นตัวเรือนสองชั้นลุ่นๆ เลย ไม่มีชานหรือระเบียงใดๆ มีเพียงหน้าต่างเท่านั้น พอเห็นแล้วทำให้นึกถึงวังหน้าที่มีพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่มีระเบียงเฉพาะหน้าเรือน ที่เหลือเป็นผนังแล้วเจาะหน้าต่างเท่านั้น คือตั้งใจทำให้อาคารดูเป็นทรงตึก 

“อย่างพระปั้นหย่าที่วัดบวรนิเวศวิหารก็เป็นอาคารทรงตึกในลักษณะเดียวกัน ในขณะนั้นอาคารโดยปกติจะต้องมีชาน มีระเบียง เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน อาคารทรงตึกเป็นความทันสมัยในยุคนั้น บ้านนี้เป็นบ้านที่เจ้าของมีความทันสมัย อาคารหลังนี้แม้จะเป็นหลังแรกและเก่าสุดในบ้าน แต่ก็ยังสะท้อนความทันสมัยของเจ้าของบ้านได้ดี”

 พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ที่วังหน้า
 พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ที่วังหน้า
ภาพ : พีรศรี โพวาทอง

           สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาของอาคารนี้ คือการตกแต่งมุมของอาคารที่ทำเป็นแบบตะวันตกอย่างชัดเจน

           “อย่างที่กล่าวว่าบ้านหลังนี้มีอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกอยู่มาก อย่างตรงมุมอาคารนี้จะมีการตกแต่งอย่างที่เรียกว่า Rusticated Corner ซึ่งเป็นการตกแต่งตามสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก นั่นคือการทำผนังก่ออิฐฉาบปูนให้ดูคล้ายหินก้อนใหญ่ๆ สร้างความรู้สึกหนักแน่นมั่นคง เป็นลูกเล่นที่พบบ่อยในอาคารในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกในเมืองไทยมีหลายที่ เช่น ศุลกสถาน หรือกระทรวงกลาโหม เป็นต้น แต่สถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ราชการ จึงมีการตกแต่งอย่างคลาสสิกชนิดจัดเต็ม คือมีทั้งเสาลอย ทั้งซุ้มโค้งหรือ Arch หรือแม้กระทั่งโดม แต่ที่นี่เป็นบ้านส่วนบุคคล จึงอาจนำองค์ประกอบแบบคลาสสิกมาตกแต่งเพียงบางจุด” อาจารย์พีรศรียังแกะรอยต่อไปอย่างขะมักเขม้น

           และในบ้านหลังนี้เราจะพบทั้ง Rusticated Corner ที่บนอาคารก่ออิฐถือปูนและบนอาคารไม้เช่นอาคารนี้

บนหน้าจั่วอาคารแรก ปรากฏตราไอยราพต ตรงมุมเป็น Rusticated Corner
บนหน้าจั่วอาคารแรก ปรากฏตราไอยราพต ตรงมุมเป็น Rusticated Corner

           บนอาคารปรากฏตราสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ดึงดูดสายตาพวกเรามาก

           “ผมคิดว่าน่าจะเป็นตราพระราชลัญจกรเก่าที่เรียกว่าตราไอยราพต ทำเป็นช้างสามเศียร มีวิมานอยู่เบื้องบน ประกอบลายกนกเปลว ตรานี้พบได้ในเหรียญบาทสมัยปลายรัชกาลที่ 5 และใช้เป็นตรากรมทหารบกอีกด้วย ซึ่งน่าแปลกที่มาปรากฏอยู่บนจั่วบ้านข้าราชการฝ่ายทหารเรือได้อย่างไร ทั้งยังติดอยู่ที่ด้านข้างของเรือนหลังในด้วย” อาจารย์พีรศรีชี้ประเด็นที่เราจะต้องร่วมกันค้นคว้าคำอธิบายกันต่อไปในอนาคต

 บริเวณชั้นล่างของอาคารแรก มีร่องรอยการแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กๆ และกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายสมัยรัชกาลที่ 5
 บริเวณชั้นล่างของอาคารแรก มีร่องรอยการแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กๆ และกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายสมัยรัชกาลที่ 5
 บริเวณชั้นล่างของอาคารแรก มีร่องรอยการแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กๆ และกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายสมัยรัชกาลที่ 5

           เราเดินมาสำรวจภายในอาคารแรกกันต่อ ตั้งแต่ เปีย ปิแอร์ ผู้เช่าคนล่าสุดเดินทางกลับฝรั่งเศส บ้าน ณ นาวี ยังไม่มีผู้เช่ารายใหม่ในวันนี้ จึงทำให้สังเกตรายละเอียดบนพื้นที่โล่งๆ ได้ถนัด

           “บริเวณอาคารแรกนี้ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ความที่เป็นเรือนหลังใน ส่วนเรือนด้านหน้า ถือเป็นเรือนหลังนอก น่าจะเป็นที่รับแขก อย่างแรกที่สังเกตได้เลยคือ ในอดีตจะมีการซอยพื้นที่แบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ ไม่ใช่พื้นที่โล่งอย่างที่เห็นอยู่ขณะนี้ กระเบื้องที่ใช้ปูเป็นกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายสมัยรัชกาลที่ 5 บนกระเบื้องมีร่องรอยบางอย่างปรากฏอยู่ 

“ถ้าไปอ่านบันทึกเกี่ยวกับบ้านในสมัยที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมของแม่ชีวรมัย กบิลสิงห์ มีบันทึกว่าบริเวณนี้เป็นห้องสกัดและกลึงหินเพื่อทำบาตร โถ แจกัน และใกล้กับบันไดเป็นที่วางแท่นพิมพ์เพื่อพิมพ์นิตยสาร วิปัสสนาบันเทิงสาร ซึ่งร่องรอยดังกล่าวยังปรากฏอยู่ และกระไดนี้จะพาขึ้นไปที่ยังห้องนอน ห้องแต่งตัวที่ด้านบน” โก้ช่วยแกะรอยต่อ

           ทีนี้มีประเด็นเรื่องกระไดให้เราต้องถกกันต่ออย่างสนุกสนาน

บริเวณด้านข้างของบ้าน สันนิษฐานว่าเคยมีกระไดภายนอกตั้งอยู่เพื่อให้เจ้านายขึ้นบ้านสู่ชั้นบน แต่ปัจจุบันไม่มีกระไดปรากฏอยู่

           “คนไทยเป็นคนถือหัว บ้านในสมัยก่อน โดยเฉพาะข้าราชการที่มีบรรดาศักดิ์ จะมีกระไดภายนอก หมายถึงกระไดที่ตั้งอยู่นอกเรือน เวลาขึ้นลงกระไดจะได้ไม่มีใครมายืนค้ำศีรษะ ส่วนกระไดในเรือน มักจะเป็นกระไดบ่าว คือให้บริวารใช้ บ้านในยุคนั้นจึงมีกระไดภายนอกที่ขึ้นทางหน้าบ้านหรือทางด้านข้างของบ้านขึ้นสู่ชั้นบนเลย เพราะชั้นบนเป็นที่ของนาย ส่วนชั้นล่างนั้นเป็นที่ของบ่าว แต่น่าแปลกที่บ้านนี้ไม่มีกระไดภายนอกปรากฏอยู่” อาจารย์พีรศรีตั้งข้อสังเกต และนั่นทำให้โก้ต้องลองไปเปิดแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2495 เพื่อพิจารณาผังอาคารต่างๆ ในบ้านหลังนี้ แล้วพบว่ามีการบันทึกภาพร่างของบ้านที่มีกระไดขึ้นด้านข้าง ดังนั้น บ้านนี้อาจเคยมีกระไดภายนอกตั้งอยู่ด้านข้าง แต่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว

 แผนที่กรุงเทพ ฯ พ.ศ. 2495 ปรากฏภาพหมู่อาคารครบตามลักษณะปัจจุบัน และมีภาพร่างเป็นเหลี่ยมยื่นออกมาจากด้านข้างของตัวบ้าน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกระไดภายนอกที่เคยมีอยู่
ภาพ : พีรศรี โพวาทอง
 แผนที่กรุงเทพ ฯ พ.ศ. 2495 ปรากฏภาพหมู่อาคารครบตามลักษณะปัจจุบัน และมีภาพร่างเป็นเหลี่ยมยื่นออกมาจากด้านข้างของตัวบ้าน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกระไดภายนอกที่เคยมีอยู่
ภาพ : พีรศรี โพวาทอง

อาคารที่ 2 

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
หอสังเกตการณ์และดาดฟ้า

           จากอาคารแรกเราเดินต่อมายังอีกอาคารที่ปรากฏอยู่ในแผนที่เมื่อ พ.ศ. 2430 เช่นกัน อาคารนี้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น ตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคารแรก จุดเด่นของอาคารนี้คือมีหอสังเกตการณ์ (Observatory Deck) สูง 3 ชั้นตั้งอยู่

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
ภาพเดิมของบ้าน อาคารที่สองและหอสังเกตการณ์อยู่ทางซ้ายมือในภาพ ขณะนั้นยังเปิดโล่ง ไม่กรุกระจกทึบ

“หอสังเกตการณ์ที่เป็นดาดฟ้าของบ้าน ถ้าดูจากภาพถ่ายเดิม จะเป็นบริเวณเปิดโล่ง ไม่ได้กรุกระจกล้อมทึบเช่นปัจจุบัน การปิดทึบน่าจะเป็นช่วงที่อาจารย์เปียมาเช่าอยู่ค่ะ” พิมนำภาพเดิมมาเทียบ ซึ่งถ่ายไว้ก่อน เปีย ปิแอร์ มาเช่า

“หอสังเกตการณ์และดาดฟ้าก็อิงกับเรื่องการถือหัวของคนในสมัยก่อนเช่นกัน ส่วนใหญ่ชั้นสองคือส่วนที่เจ้าบ้านอยู่อาศัย จึงมักไม่ให้ใครมาย่ำอยู่บนหัว แต่บ้านหลังนี้กลับสร้างหอและมีดาดฟ้าอยู่ที่ชั้นสาม ซึ่งเราไม่ค่อยจะพบเจอในบ้านยุคนั้น ส่วนมากชั้นบนสุดของบ้านมักจะทำเป็นห้องพระหรือห้องเก็บอัฐิ ในสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครทำเป็นดาดฟ้า 

“ถ้าอิงกับสิ่งก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 อย่างเช่นพระอภิเนาว์นิเวศน์ ซึ่งเป็นพระราชมนเฑียร ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก มีพระที่นั่งองค์หนึ่งชื่อว่าพระที่นั่งจันทรทิพโยภาส ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่มีดาดฟ้าเป็นแห่งแรกๆ ของไทย เป็นดาดฟ้าที่สามารถเดินขึ้นไปได้ สำหรับเสด็จขึ้นไปทรงสังเกตดวงจันทร์ เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงศึกษาเรื่องดาราศาสตร์อย่างจริงจัง แต่บนนั้นก็ยังมีมุมหนึ่งที่สร้างเป็นหอประดิษฐานพระบรมอัฐิกับหอพระ เพื่อแยกไปทรงนมัสการต่างหาก 

แต่ดาดฟ้าบนหอที่บ้านนี้มีขนาดเล็ก พื้นที่จำกัด ไม่น่าพอที่จะเป็นหอพระหรือไว้อัฐิได้ แต่หออีกหอซึ่งตั้งคู่กัน หอนั้นน่าจะเป็นหอพระและที่เก็บอัฐิ เพราะอยู่สูงเสมอกัน ปัญหาคือทั้งสองหอนี้สร้างพร้อมหรือไม่ ดูเหมือนว่าหอดาดฟ้าที่เรายืนอยู่นี้จะสร้างก่อน เพราะเป็นซีกอาคารกลุ่มแรกๆ ในขณะที่อีกหอสร้างขึ้นภายหลัง และอาคารนั้นน่าจะเป็นอาคารที่สร้างขึ้นลำดับที่ 3” อาจารย์พีรศรีสันนิษฐานสิ่งที่สังเกตอยู่ตรงหน้าเพื่อสืบประวัติของบ้านไปเรื่อยๆ

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
ภายในดาดฟ้า ชั้นบนสุดของหอสังเกตการณ์

         จากดาดฟ้า เราเดินกลับลงมาชั้นล่างสุดของอาคาร ซึ่งเป็นห้องกว้างปูกระเบื้องหินอ่อนสีแดงลายสวย

“การปูหินอ่อนอย่างนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่พบน้อยมากในบ้านบุคคลธรรมดา เราอาจจะพบการปูหินอ่อนได้ทั่วไปในวัง ซึ่งต้องถือว่าบุคคลที่มีบ้านปูหินอ่อนเช่นนี้ต้องเป็นคนที่พิเศษมากๆ อย่างที่เล่าไปแล้วว่าบริเวณชั้นล่างมักเป็นบริเวณของบ่าว แต่การที่เจ้าของบ้านเอาสิ่งสวยๆ งามๆ และมีคุณค่าเช่นนี้มาอยู่ข้างล่าง ก็แปลว่าเป็นส่วนที่เจ้าของเองก็ใช้พื้นที่นี้เองด้วย ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของเจ้าของบ้านที่ทันสมัยกว่าคนในยุคเดียวกัน และการปูหินอ่อนไว้ด้านหน้าบ้านเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าเขาตั้งใจทำไว้ต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน และหินอ่อนก็สะท้อนความทันสมัยแบบตะวันตก”

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
 ภายในอาคารที่ 2 ชั้นล่างมีกระเบื้องปูหินอ่อน
สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
 ลายกระเบื้องหินอ่อนที่ปูในอาคารที่ 2

“แม้ชั้นหลักจะอยู่ชั้นสองเพราะเป็นชั้นที่เจ้าของบ้านอาศัย แต่การจะนำหินอ่อนอันเป็นวัสดุที่หนักไปปูไว้บนชั้น สอง ต้องทำให้อาคารรับน้ำหนักมาก และชั้นสองเป็นพื้นไม้ การปูหินอ่อนบนไม้ก็ทำได้ยากด้วย” อาจารย์พีรศรีบรรยายไปเรื่อยๆ โดยมีโก้ พิม และผม ฟังการแกะรอยสถาปัตยกรรมของอาจารย์กันอย่างเพลิดเพลิน

อาคารที่ 3

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ

           อาคารที่ 3 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนที่ทอดตัวยาว และปรากฏหอคอยอีกหอตั้งอยู่ปลายสุดของอาคาร ซึ่งเป็นหอสูง 3 ชั้น ส่วนเรือนไม้ที่ปรากฏอยู่ด้านบนนั้นนับว่าเป็นอาคารที่ 4  

           “ดูจากภายนอกกันก่อนนะคะ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับโก้ก็คือหอสูงสามชั้นของอาคารที่สามที่ปราศจากดาดฟ้า ซึ่งต่างจากอาคารที่แล้ว จึงสันนิษฐานว่าเป็นหอพระและเก็บอัฐิ” โก้เริ่มสืบ ซึ่งเป็นความเห็นเดียวกับอาจารย์พีรศรีที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ พิมเสริมด้วยว่าบนชั้นสูงสุดของหอคอยนี้มักจะปิดไว้เสมอ และเป็นที่เก็บรูปเคารพที่อยู่คู่บ้านหลังนี้มานานจนถึงทุกวันนี้

         “ข้อแตกต่างอีกประการคือ อาคารที่สามไม่มีการตกแต่งมุมแบบ Rusticated Corner อย่างอาคารที่สองตรงนี้ก็จะพอมองเห็นได้ว่ามาสร้างทีหลัง บ่งบอกความเป็นยุคที่สองได้ชัดเจน และอาคารนี้เลือกตกแต่งด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก คือมีลายปูนปั้นเป็นเสาแบบคอรินเธียน (Corinthian) มีการเจาะช่องเปิดทำเป็นหน้าต่าง ถ้าสังเกตดี เหนือหน้าต่างจะมีรอย Arch หรือซุ้มโค้งเป็นช่วงๆ ซุ้มโค้งนั้นมีจุดประสงค์เพื่อรับน้ำหนักผนังที่อยู่เหนือช่องหน้าต่างขึ้นไป ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญตามแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 สันนิษฐานว่ากันสาดนั้นเพิ่งมาต่อเติมภายหลังพร้อมกับอุดช่องโค้งเหนือกันสาด จึงทำให้ปรากฏรอยซุ้มโค้งเพียงลางๆ เท่านั้นในวันนี้” โก้สืบต่อ และชวนเราเดินไปสังเกตรอยซุ้มโค้งที่ยังพอสังเกตเห็นได้

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
 อาคารที่ 3 ไม่มีการตกแต่งอาคารแบบ Rusticated Corner เหมือนอาคารที่ 1 และ 2 แต่มีการตกแต่งด้วยเสาลายปูนปั้น เจาะช่องหน้าต่าง เหนือหน้าต่างมีซุ้มโค้งประกับ แต่เลือนไปมากจนต้องสังเกตดีๆ

           ภายในบริเวณแนวยาวของอาคารเป็นห้องขนาดใหญ่ มีพื้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวดำวางสลับกันในมุม 45 องศาแบบตาหมากรุกทแยงมุม ระหว่างที่เราเข้ามานั่งพักกัน เราร่วมกันสันนิษฐานว่าห้องนี้ดูหมือนท้องพระโรง ซึ่งดูเกินฟังก์ชันของบ้านส่วนบุคคลไปมาก แต่พระชำนิกลการและเจ้าพระยาวิจิตรนาวีล้วนเป็นข้าราชการคนสำคัญของกองทัพเรือด้วยกันทั้งคู่ มีข้าราชการในอาณัติที่เป็นทั้งชาวไทยและชาวตะวันตกจำนวนมาก ในอดีตห้องนี้น่าจะเป็นอีกห้องที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานรับรองแขกคนสำคัญที่มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
ภายในอาคารที่ 3 แนวยาว พื้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวดำ วางสลับกันในมุม 45 องศาแบบตาหมากรุก
สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
 ห้องเดียวกันสมัย เปีย ปิแอร์ มาเช่าอยู่ สังเกตจากพื้นหินอ่อนสีขาวดำ
ภาพ : หนังสือ Heritage homes of Thailand

อาคารที่ 4

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ

           อาคารที่ 4 เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนอาคารที่ 3 และดูแตกต่างจากอาคารอื่นๆ ทั้งหมด หลังจากที่เราพักและคุยกันในห้องโถงมาระยะหนึ่ง เราก็ชวนกันเดินขึ้นข้างบนเพื่อไปยังอาคารดังกล่าว

           “เดี๋ยวๆๆ หยุดตรงนี้ก่อนค่ะ” นักสืบโก้เบรกเราดังเอี๊ยดตรงบริเวณที่เรียกว่าส่วนเชื่อมต่อ (Transition) ระหว่างอาคารที่ 2 และที่ 4 

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ

         “ตรงนี้จะเห็นชัดเลยว่าอาคารที่สี่สร้างขึ้นภายหลังเพราะอยู่สูงกว่ามาก ถ้าจะเข้าไปในอาคารที่สี่ต้องขึ้นกระไดไปสามขั้น กระเบื้องที่ใช้ปูเป็นกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างเดียวกันกับด้านล่าง เราจะเห็นผนังอิฐโชว์แนว ซึ่งเป็นของอาคารที่สองซึ่งเป็นอาคารที่เก่ากว่า อาคารที่สี่เป็นอาคารที่สร้างหลังสุด น่าจะมาในสมัยรัชกาลที่ 6 นอกจากนั้นยังประดับไม้ฉลุลายไว้เหนือระเบียงลูกกรงเหล็กหล่อ ซึ่งไม่มีประดับที่ส่วนอื่นของอาคาร” โก้ชี้จุดสังเกตพร้อมแกะรอยเรื่องราวที่บ่งบอกว่าแต่ละอาคารสร้างกันคนละยุค

           “มานี่ มาใกล้ๆ นี่กัน” อาจารย์พีรศรีเจออะไรที่น่าสนใจเข้าแล้ว

           “ลูกกรงเหล็กหล่อบริเวณนี้น่าสนใจ เพราะเป็นลูกกรงเหล็กที่ฝังลงไปในเนื้อไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ เหมือนกับการเอาของหนักไปฝังอยู่ในของเบา ซึ่งน้อยคนที่จะทำอะไรแบบนี้ ถ้าสังเกตระเบียงลูกกรงเหล็กหล่อที่ประดับอาคารส่วนอื่นๆ ซึ่งเราได้เดินผ่านกันมาก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าเป็นการฝังเหล็กลงไปในเนื้อปูนทั้งหมด อาจเป็นไปได้ว่าอาคารที่สี่สร้างขึ้นหลังสุดโดยเป็นเรือนไม้ รวมทั้งใช้ไม้ตกแต่งเป็นหลัก ไม่ได้เป็นอาคารปูนเหมือนส่วนอื่นๆ ระเบียงตรงนี้จึงนำเหล็กมาใช้กับไม้ แทนที่จะใช้กับปูน เป็น Transition ในเชิงวัสดุก็เป็นได้ เลยทำให้ระเบียงตรงนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร” ผมลองหลับตานึกภาพตาม ก็พบว่าจุดนี้เป็นจุดแรกของบ้านที่ผมเห็นลูกกรงเหล็กหล่อวางบนไม้แทนปูนดังเช่นที่อาจารย์ว่า

“เรื่องลูกกรงเหล็กหล่อ ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ก็ต้องย้อนไปยังช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นคือช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1760 – 1850 โดยเริ่มต้นขึ้นในอังกฤษ จากนั้นจึงแพร่ขยายไปทั่วยุโรปตะวันตก อเมริกา จนขยายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการผลิตเหล็กใช้กันอย่างแพร่หลาย สมัยก่อนเหล็กเป็นวัสดุที่ผลิตในเมืองไทยไม่ได้ จึงนิยมนำเข้าจากยุโรป ถือว่าเป็นของมีค่ามาก และใช้ประดับตกแต่งสถานที่สำคัญ 

“นึกถึงคือเหล็กหล่อที่ล้อมเป็นรั้ววัดประยุรวงศาวาส สร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 พอมาถึงสมัยรัชการที่ 5 วัสดุอย่างเหล็กเริ่มกลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายมากขึ้น และผู้มีฐานะก็สามารถเสาะหาเพื่อนำมาตกแต่งได้โดยทั่วไป ลายลูกกรงเหล็กหล่อของบ้านนี้ไม่จัดว่าเป็นแบบมาตรฐาน เพราะดูหนาและหนักกว่าทั่วไป ลวดลายก็ดูหรูหรากว่าปกติอีกด้วย” อาจารย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกกรงเหล็กหล่อ

จากส่วนเชื่อมอาคาร เราเดินเข้าไปสู่ภายในอาคารที่ 4 ซึ่งดูงดงามราวท้องพระโรงอีกเช่นกัน

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
 ภายในอาคารที่ 4 ซึ่งเป็นเรือนไม้ มีห้องกว้าง เป็นสถาปัตยกรรมช่วงปลายรัชกาลที่ 6

“โก้คิดว่าเรือนไม้หลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมช่วงปลายรัชกาลที่ 6 สังเกตได้จากฝ้าเพดานที่เป็นกระเบื้องแผ่นเรียบ ตีคิ้ว ขนาด 60 x 60 เซนติเมตร ซึ่งเราพบได้ในอาคารยุคเดียวกันอย่างเช่นพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ส่วนบานกระทุ้งมีขนาดกว้าง น่าจะมาทำขึ้นใหม่ในระยะหลัง และเช่นเดียวกับห้องโถงชั้นล่าง ห้องนี้ก็ดูหมือนท้องพระโรง ซึ่งก็ดูเกินฟังก์ชันของบ้านบุคคลธรรมดาไปมาก ไม่แน่ใจว่าในอดีตใช้ทำอะไร มีเพียงบันทึกที่ระบุว่าในสมัยที่แม่ชีวรมัย กบิลสิงห์ มาเช่าอยู่ ห้องนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ ในสมัยอาจารย์เปีย ปิแอร์ อาจารย์จัดพื้นที่ตรงนี้เป็นห้องแสดงงานศิลป์”

สวมบทนักสืบสถาปัตยกรรมผสมผสานสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 ที่บ้าน ณ นาวี หรือ Château William บ้านโบราณทรงคุณค่าในกรุงเทพฯ
ห้องเดียวกัน เปีย ปิแอร์ ใช้พื้นที่เป็นห้องแสดงงานศิลป์
ภาพ : หนังสือ Heritage homes of Thailand

บ้าน ณ นาวี ณ วันนี้และวันหน้า

         เราเดินสำรวจทุกอาคารด้วยความเพลิดเพลินจนเวลาบ่ายคล้อย ผมคิดว่าพิมได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับบ้าน ณ นาวีไปมากพอสมควรแล้ว ด้วยความกรุณาของอาจารย์พีรศรีและโก้

           “บ้านหลังนี้มีคุณค่ามากมาย จากข้อมูลที่ได้ฟังจากอาจารย์ทั้งสองในวันนี้ ทั้งประวัติความเป็นมาและรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ช่วยให้พิมเข้าใจและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาบ้านหลังนี้ให้ดำรงอยู่ถึงคุณค่าของบ้านนี้ต่อไป” พิมกล่าวด้วยความสุขใจ

           “การศึกษาเรื่องอาคารเก่ามีหลายมิติ เราไม่ควรฟันธงอะไรง่ายๆ ต้องค่อยๆ สืบค้นทั้งเอกสารและการดูโครงสร้าง รวมทั้งการสืบประวัติบุคคล ความสัมพันธ์ของย่านและยุคสมัย ฯลฯ ยิ่งค้นพบก็อาจจะยิ่งเจอข้อมูลที่ทำให้เรารู้จักและเข้าใจมากขึ้นครับ” อาจารย์พีรศรีกล่าว และผมอยากย้ำอีกครั้งว่าการสำรวจและสืบค้นของ ‘นักสืบจำเป็น’ ในวันนี้ เป็นเพียงบทแรกของความเข้าใจบ้าน ณ นาวี

           แล้วในอนาคตล่ะ พิมอยากจะดูแลบ้านของคุณปู่หลังนี้ต่อไปอย่างไร

“อยากเก็บรักษาคุณค่าและความสวยงามของบ้านให้คงอยู่ต่อไป ในเบื้องต้นคือคงต้องซ่อมรอยร้าวรอยรั่วที่อาจเป็นอันตรายกับอาคาร และปรับปรุงอาคารให้เหมาะสมกับการใช้งานในอนาคต 

“นอกจากนี้ก็ต้องพยายามเสาะหาผู้เช่าที่รู้คุณค่าและร่วมรักษาบ้านหลังนี้ให้สวยงามตามคุณค่าดั้งเดิม อาจมีการปรับรายละเอียดบ้างเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และการใช้สอยของผู้เช่า เช่น การเสริมระบบไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคต่างๆ โดยไม่ทำลายโครงสร้างหลักหรือคุณค่าเดิมๆ ของบ้านไป วัตถุประสงค์ของเรายังเป็นเรื่องการอนุรักษ์ ดังนั้น ผู้ที่มาเช่าก็ต้องมาเป็นผู้ร่วมอนุรักษ์บ้านไปพร้อมกันกับเราด้วย”

เราร่ำลากันในตอนเย็น ผมขอขอบคุณเพื่อนผม ทั้งอาจารย์พีรศรีและโก้ที่กรุณาสละเวลามาร่วมเป็นนักสืบจำเป็นตามแกะรอยประวัติและสถาปัตยกรรมของบ้าน ณ นาวี ในวันนี้ และผมขอขอบคุณพิมที่อนุญาตให้ผมมาร่วมสำรวจและทำความรู้จักบ้าน ณ นาวี ไปพร้อมกับเธอ ผมขอเอาใจช่วยพิมให้สืบค้นและทำประวัติบ้านอย่างเป็นทางการได้สำเร็จ โดยผมเชื่อว่าข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้จะเป็นประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอมากมาย และผมขอขอบคุณผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านที่มาเป็นแขกกลุ่มแรกร่วมเดินสำรวจบ้าน ณ นาวี ไปด้วยกันจนมาถึงบรรทัดนี้

จนกว่าเราจะพบกันใหม่ในเดือนหน้า จะเป็นบ้านหลังไหนและมีประวัติอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

ขอขอบพระคุณ

คุณพิม วรรณประภา ทายาทบ้าน ณ นาวี· 

– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรศรี โพวาทอง ผู้ให้สัมภาษณ์และสืบค้นข้อมูล

– ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้ให้สัมภาษณ์และสืบค้นข้อมูล

– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี ช่างภาพ (จำเป็น)

เอกสารอ้างอิง

ตำนานเรือรบไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง

 Heritage homes of Thailand โดย William Warren

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี

ช่างภาพ อาจารย์ และทาสแมว

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

เรือนไม้โบราณหลังงามปรากฏเด่นอยู่ตรงหน้า เครื่องเทศหลายชนิดส่งกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาตามลมแม่น้ำยามบ่ายคล้อย ขณะนี้เชฟกำลังตระเตรียมอาหารค่ำมื้อพิเศษอยู่ เพื่อที่พวกเราจะได้รับประทานร่วมกันในสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์แห่งนี้

“อาหารอร่อยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านหลังนี้มาโดยตลอด ในอดีต เจ้าของบ้านทั้งสามีและภรรยาต้องคอยจัดเลี้ยงต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งรับแขกชาวต่างประเทศอยู่เสมอ ท่านจึงเป็นผู้มีฝีมือในการสร้างสรรค์เมนูอาหารหลากหลายชนิด จนได้รับคำชื่นชมในฐานะเจ้าภาพที่จัดเลี้ยงอาหารค่ำมื้ออร่อย มีบรรยากาศโก้หรูในสมัยนั้น ก่อนที่จะกลายมาเป็นสถานที่ให้บริการอาหารค่ำ 8 คอร์สของโรงแรมในปัจจุบัน” คุณปทมา เลิศวิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กล่าว

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว ท่านเจ้าของบ้านยังเป็นบุคคลสำคัญผู้นำความเจริญมาสู่ฝั่งธนบุรีอีกด้วย เพราะท่านคือผู้ริเริ่มการตัดถนนเจริญนครขึ้นคู่ขนานไปกับถนนเจริญกรุง

วันนี้คอลัมน์ Heritage House ขอเชิญชวนทุกท่านข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทำความรู้จักย่านเจริญนคร พร้อม ๆ กับบ้านโบราณหลังนี้อย่างเจาะลึก ก่อนร่วมกันสัมผัสประสบการณ์จากอาหารมื้อสุดพิเศษ ที่เชฟระดับมิชลินสตาร์จะเป็นผู้ตีความและถ่ายทอดออกมาให้ลิ้มรส

ผมได้ชวนน้อง ๆ ที่สนิทสนมกันมาด้วย 2 คน คือ โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้ที่จะมาร่วมส่องสถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้ว่ามีอะไรที่ควรสังเกตและศึกษาบ้าง รวมทั้ง ฐิ-ผศ.ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่จะมาร่วมแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของย่านเจริญนคร

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

และเราจะปิดท้ายด้วยการคุยกับ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ผู้ทุ่มเทศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารไทยด้วยความหลงใหล และเป็นผู้สร้างสรรค์เมนู Fine Dining ทั้ง 8 คอร์ส ด้วยแรงบันดาลใจจากเจ้าของบ้านพระยาหลังนี้

บ้านพระยา 

“ร้านอาหารของเราชื่อว่าบ้านพระยา เป็นการตั้งตามชื่อยศของเจ้าของ ซึ่งก็คือพระยามไหสวรรย์ คำว่าบ้านพระยาเป็นคำที่คนในชุมชนใช้เรียกบ้านหลังนี้มาตั้งแต่แรกจนติดปาก” คุณปทมากล่าว

ต้นตระกูลของพระยามไหสวรรย์เดินทางมาจากเมืองจีน บิดาของท่านมีชื่อว่านายฉาย รับราชการเป็นนายอากรสุรา เรียกขานกันว่า นายอากรฉาย ต่อมาได้พระราชทานนามสกุล ‘สมบัติศิริ’ จากรัชกาลที่ 6  ส่วนพระยามไหสวรรย์มีนามว่า ‘กอ’ เกิดสมัยรัชกาลที่ 5 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นเข้ารับราชการที่กรมเจ้าท่าเป็นที่แรก ท่านเป็นผู้ที่ใคร ๆ ก็ยกย่องว่ามีความสามารถในการตรวจสอบบัญชี เพราะสามารถตรวจพบข้อบกพร่อง ชี้ประเด็นได้ว่าการคำนวณงบดุลผิดพลาดอย่างไร ท่านจึงเป็นที่ต้องการของหน่วยราชการต่าง ๆ มีความก้าวหน้าในราชการมาก 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

“คิดว่าท่านน่าจะมีความคุ้นชินกับโรงแรมโอเรียนเต็ลพอสมควรนะคะ เพราะว่าท่านเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งใกล้โรงแรมเรามาก ท่านต้องได้เห็นโรงแรมมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ต่อมาท่านก็ทำงานที่กรมเจ้าท่า ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเช่นกัน แล้วพอท่านมาอาศัยที่บ้านหลังนี้ มองออกไปก็จะเห็นโรงแรมอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันหนึ่งโอเรียนเต็ลจะได้มีโอกาสเข้ามาดูแลบ้านของท่าน โดยนำมาปรับปรุงเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารเมื่อ พ.ศ. 2529 ล่าสุดก็คือการปรับปรุงเพื่อให้กลายมาเป็นร้านอาหารบ้านพระยาในปัจจุบัน โดยเราพยายามรักษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมเอาไว้ให้คงรูปแบบตามเดิมมากที่สุดค่ะ” คุณปทมาเอ่ย

พระยามไหสวรรย์สมรสกับคุณหญิงเลื่อน และได้สร้างครอบครัวร่วมกันในบ้านหลังนี้

“พ่อของคุณหญิงเลื่อนเป็นชาวจีนแซ่ตัน ซึ่งต่อมาคือสกุล ‘ตันตริยานนท์’ พ่อของท่านเป็นคนเก่ง ล่องเรือระหว่างสยามกับเมืองจีนเพื่อนำสินค้าใหม่ ๆ จากจีนเข้ามาขายจนกิจการรุ่งเรือง ต่อมาท่านได้ไปซื้อเรือเพื่อทำกิจการขนส่งผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยรวบรวมผักผลไม้จากชาวไร่ชาวสวน ขนส่งไปค้าขายยังแหล่งชุมชน กิจการเรือขนส่งสินค้านี้ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น บริษัท กรุงเทพ ฯ จันทบุรีพาณิชย์ จำกัด ซึ่งยังดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้” คุณปทมาเล่า

สำหรับตัวคุณหญิงเลื่อน ท่านก็เป็นผู้ที่มีประวัติน่าสนใจมาก

“ความที่คุณหญิงเลื่อนเป็นบุตรสาวของคหบดีจีน ซึ่งไม่นิยมให้ลูกสาวไปโรงเรียน ท่านจึงไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเลย แต่ท่านก็มีวิธีของท่านค่ะ ตอนเย็น ๆ ท่านจะไปนั่งประกบกับเด็กที่กลับมาจากโรงเรียน ไปฟังว่าเขาอ่านอะไร ท่องอะไร จนอ่านออกเขียนได้ จากเด็กหญิงที่พ่อแม่ไม่ยอมให้เรียนหนังสือ ต่อมาเมื่อพ่อของท่านเสีย ท่านกลับกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นผู้ที่รับผิดชอบกิจการของพ่อทั้งหมด และนำพาธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้” 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
คุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ 
ภาพ : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2507 ณ เมรุวัดอนงคาราม

“ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเล็งเห็นว่ากองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดทรัพย์สินของราชการไทย เพื่อนำไปใช้ในกิจการของกองทัพญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น อย่างเรือขนส่งสินค้าของทางราชการ ที่นำผลิตผลจากภูมิภาคต่าง ๆ ส่งไปยังตลาดก็โดนยึดไปเรื่อย ๆ คุณหญิงได้ปรึกษากับสามีและได้แจ้งกับทางราชการเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันว่า จะโอนถ่ายเรือของทางราชการให้มาเป็นเรือของเอกชนแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทหารญี่ปุ่นจึงยึดเรือเหล่านี้ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น เราจึงยังมีเรือที่ขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อขนข้าว ผัก ผลไม้ ผลิตผลการเกษตรทั้งหลายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของเมืองไทยได้ตลอดช่วงสงคราม” คุณปทมาเล่า

คุณหญิงเลื่อนเป็นภรรยาที่พระยามไหสวรรย์กล่าวยกย่องว่า “เป็นแม่เรือนที่ดี ผู้ช่วยเหลือความกว้างขวางให้แก่สามีได้เป็นอย่างดี” เพราะท่านคือพลังสนับสนุนสำคัญในชีวิตราชการของพระยามไหสวรรย์

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
พระยามไหสวรรย์เมื่อเป็นขุนสกลสารารักษ์

“พระยามไหสวรรย์เป็นสุภาพบุรุษ 5 แผ่นดิน ท่านเกิด เติบโต เล่าเรียน และเริ่มรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 และรับราชการต่อเนื่องมาตลอดรัชกาลที่ 6, 7, 8 จนถึงรัชกาลที่ 9 ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2518 ความจริงท่านเคยลาออกจากราชการ แต่ก็ได้รับเชิญให้กลับเข้าไปช่วยกิจการของกระทรวงอีก ตอนที่ท่านลาออกนั้น ธนบุรียังเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่แยกตัวจากกรุงเทพฯ ท่านอยากทำหน้าที่นายกเทศมนตรี เพื่อพัฒนาพื้นที่ฝั่งนี้ให้เจริญขึ้น และภารกิจสำคัญประการหนึ่งก็คือการตัดถนนเจริญนครเมื่อ พ.ศ. 2482”

นครเจริญด้วยเจริญนคร

คราวนี้ผมคงต้องขอให้ฐิช่วยอธิบายเรื่องราวเกี่ยวพัฒนาการของฝั่งธนบุรีที่มาพร้อม ๆ กับถนนสายนี้เสียหน่อย 

“สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่สำคัญสุดของธนบุรีเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 คราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อถึงคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์แต่ละครั้ง พระมหากษัตริย์จะทรงสร้างพระมหาปราสาทขึ้นในโอกาสสำคัญดังกล่าว แต่เมื่อคราวฉลองกรุง 150 ปี สมัยรัชกาลที่ 7 นั้น ท่านทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ควรจะสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้กับประชาชน ก็เลยโปรดเกล้าฯ สร้างสะพานพุทธขึ้น (ชื่ออย่างทางการคือ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์) และเป็นสะพานแห่งแรกที่รถยนต์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ก็เลยมีการตัดถนนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการสัญจรทางรถให้สะดวกยิ่งขึ้น

“ถ้าเราดูผังเมืองฝั่งธนบุรีในอดีต ความเจริญและชุมชนจะกระจุกตัวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างเช่น บริเวณเขตพระราชวังเดิม ซึ่งมีถนนอรุณอัมรินทร์เป็นเส้นทางสัญจรหลักในบริเวณนั้น และเป็น 1 ในถนน 11 สายที่ตัดขึ้นเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับสะพานพุทธ ต่อมาก็คือบริเวณแถว ๆ ล้ง1919 ซึ่งเป็นที่จอดเรือและที่เก็บสินค้า รวมทั้งมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ บริเวณนั้นก็มีการตัดถนนสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมาสิ้นสุดอยู่ที่บริเวณถนนลาดหญ้า โครงสร้างความเจริญยุติลงแค่ตรงนั้น ถนนหนทางยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในธนบุรีเหนือ แต่ยังไม่ขยายลงมาที่ธนบุรีใต้” ฐิเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
แผนที่กรุงธนบุรีก่อนมีการตัดถนนเจริญนคร สังเกตทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา จะพบที่ตั้งโรงแรมโอเรียนเต็ล บ้านพระยาอยู่ตรงข้ามโรงแรมพอดี

ในเขตธนบุรีใต้นั้นมีตลาดพลูเป็นชุมชนใหญ่ มีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อจากสถานีรถไฟคลองสานซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างธนบุรีกับท่าจีน โดยมีคูเล็กคลองน้อยแตกสาขาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชาวบ้านต่างใช้เรือสัญจรไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนาน แต่ยังไม่มีถนนสำหรับรถยนต์ ดังนั้น เมื่อสะพานพุทธสร้างแล้วเสร็จ จึงสมควรที่จะตัดถนนเพิ่มเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมีครบถ้วนสมบูรณ์

“ตอนที่ท่านมาเป็นนายกเทศมนตรีนครธนบุรี ประมาณช่วง พ.ศ. 2482 – 2483 ท่านได้มีดำริว่าอยากจะตัดถนนสมัยใหม่ มีหน้ากว้าง 30 เมตร ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร ซึ่งการตัดถนนขนาดใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เพราะต้องมีการเวนคืนที่ดินเป็นจำนวนมากแน่ ๆ พูดกันตรง ๆ ก็คือว่า โครงการนี้มีแนวโน้มที่จะถูกต่อต้านสูง แต่ความที่ท่านและคุณหญิงเป็นคนที่มีเมตตา ให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่มาโดยตลอด นอกจากนี้ท่านยังชี้แนะให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ของถนนสายใหม่ได้ จึงได้รับการสนับสนุนจากคนท้องถิ่น เพราะชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเงินเพิ่มเติมเพื่อสมทบกับงบประมาณจากทางรัฐบาล คิดว่านี่คือผลงานสำคัญของท่านในฐานะผู้สร้างความเจริญให้กับฝั่งธน” คุณปทมาร่วมเล่าให้พวกเราฟัง

เมื่อสร้างถนนเสร็จ กระทรวงมหาดไทยดำริจะตั้งชื่อถนนสายใหม่นี้ว่าถนนมไหสวรรย์ แต่ท่านได้ขอให้ใช้ชื่อว่า ‘ถนนเจริญนคร’ แทน เพื่อล้อกับถนนเจริญกรุง กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาอนุมัติชื่อดังกล่าวตามคำขอ ต่อมากระทรวงฯ ได้นำราชทินนาม ‘มไหสวรรย์’ ของท่าน ไปตั้งเป็นชื่อถนนตัดใหม่ ซึ่งเชื่อมถนนเจริญนครกับถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินแทน

“สิ่งที่น่าสนใจคือรูปร่างของเส้นถนนเจริญนคร ซึ่งตัดเลียบไปกับชายฝั่งแม่น้ำ คือว่าแม่น้ำเจ้าพระยาโค้งอย่างไร ถนนก็จะโค้งตามไปด้วย โดยมีระยะห่างระหว่างแม่น้ำกับถนนเท่ากันไปตลอดสาย การตัดถนนเจริญนครถือเป็นการพัฒนาที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตธนบุรีใต้ ส่งผลให้แปลงที่ดินที่มีอยู่เดิม ได้รับการจัดสรรให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ที่ดินมีหน้ากว้างและความลึกเสมอกัน สามารถแบ่งส่วนครอบครองหรือขายต่อได้ง่ายขึ้น” ฐิชี้ประเด็นสำคัญ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ภาพของพระยามไหสวรรย์ในวัยต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ที่บ้านพระยาในปัจจุบัน

ผมคิดว่าเราควรจะรำลึกถึงผู้ที่อุทิศพลังความสามารถเพื่อพัฒนาฝั่งธนบุรีให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ นั่นคือผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านพระยาหลังนี้นี่เอง

บ้านริมน้ำ

“ไม่มีเอกสารใดที่ระบุอย่างชัดเจนว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่ แต่จากการศึกษาเอกสารหลาย ๆ แหล่ง ก็พอจะอนุมานได้ว่า บ้านน่าจะสร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2440 – 2450 ในสมัยรัชกาลที่ 5” คุณปทมากล่าว

ขณะนั้นบริเวณธนบุรีใต้ยังเป็นทุ่ง มีเพียงเรือกสวนไร่นา ผู้คนยังคงสัญจรทางน้ำเป็นหลัก

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการทำสารบาญชีถนนรวบรวมข้อมูลว่าถนนสายนี้ฝั่งซ้าย-ขวา มีใครเป็นเจ้าของและมีใครอาศัยอยู่บ้าง ประกอบอาชีพอะไร แต่ในสารบาญชีที่ทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันของฝั่งธนบุรี ส่วนใหญ่จะไม่ใช่สารบาญชีถนน แต่เป็นสารบาญชีลำคู คลอง แม่น้ำ นั่นแสดงว่าการสัญจรหลักเป็นทางน้ำ ส่วนอาชีพที่ระบุไว้ส่วนมากก็คือเกษตรกร” โก้เอ่ยตามข้อมูลที่ได้สืบค้นมา

“แหล่งชุมชนที่เกิดขึ้นก่อน และมีผู้อาศัยอยู่หนาแน่นกว่า จะอยู่ค่อนไปทางธนบุรีเหนือ แถว ๆ ล้งซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญสำหรับการค้าระหว่างไทย-จีนมาโดยตลอด บ้านในแถบนั้นมักจะเป็นบ้านแบบจีน ก่ออิฐถือปูน ส่วนทางแถบธนบุรีใต้นั้น เป็นย่านที่เติบโตขึ้นในระยะหลัง เมื่อพ่อค้าชาวจีนเริ่มมีฐานะมั่นคงขึ้น ก็เริ่มขยับขยายลงมาทางธนบุรีใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อมองหาที่ดินผืนใหม่เพื่อครอบครอง 

“ส่วนข้าราชการผู้ใหญ่ คหบดี เจ้าสัวอีกกลุ่มที่มีบ้านอยู่ทางฝั่งกรุงเทพฯ ก็เริ่มมองหาที่ดินนอกเมือง และข้ามแม่น้ำเข้ามาซื้อที่ดินบริเวณธนบุรีใต้ด้วยเช่นกัน เมื่อเริ่มสร้างบ้าน ก็พยายามจะสร้างให้กลมกลืนกับบ้านของผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน ดังนั้น ลักษณะของบ้านในแถบนี้จึงเป็นบ้านไม้ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะมีบ้านหลักอยู่ในเมือง อย่างแถวสาทร สีลม ไปจนเยาวราช ตลาดน้อย ฯลฯ บ้านในแถบนี้จึงเป็นบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 ของพวกเขา อย่างกรณีของคุณหญิงเลื่อน ท่านก็เป็นคหบดี มีบ้านอยู่ที่ตลาดน้อยมาก่อน” โก้เล่าต่อ

บ้านพระยาประกอบด้วยเรือนไม้ 2 หลัง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ก่อนที่จะเข้าไปชมรายละเอียดภายใน โก้และฐิพาผมมาสำรวจด้านนอกกันก่อน

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
เมื่อมองลอดต้นกล้วยพัด จะเห็นหลังคาปั้นหยาเรือนด้านในซึ่งเป็นหลังคาปิด ไม่มีลูกเล่น สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนเรือนด้านนอกเป็นหลังคาเปิด มีมุข สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

 “ลองสังเกตที่หลังคา เราจะเห็นว่าเรือนด้านนอกกับเรือนด้านในไม่เหมือนกัน ถ้ามองลอดต้นกล้วยพัดเข้าไปยังเรือนด้านใน จะเห็นหลังคาปั้นหยาคลุมเรือนทั้งหลัง เป็นหลังคาปิด ไม่มีลูกเล่น พอจะสันนิษฐานได้ว่า เรือนด้านในสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ในขณะที่เรือนด้านหน้าใกล้ ๆ กับที่เรายืนอยู่ มีหลังคาเปิด มีหน้าจั่ว มีมุข และเล่นระดับ จึงน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา” ฐิกับโก้ชวนสังเกต

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
เรือนด้านนอก หลังคาเปิด มีมุข เล่นระดับ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

“ทั้ง 2 เรือนเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีการใช้สอยแบบเรือนไทย ซึ่งลักษณะเรือนไทยนั้นเป็นเรือนต่อขยาย หมายถึงว่าเริ่มสร้างจากเรือนเล็กเพียงหนึ่งเรือนให้พออาศัยอยู่ได้ อาจสร้างเรือนครัวไว้อีกหลังเพื่อประกอบอาหาร จากนั้นเมื่อสมาชิกครอบครัวมีจำนวนเพิ่มขึ้น เช่น มีลูกหรือมีญาติมาอาศัยอยู่ด้วย จึงค่อย ๆ ปลูกเรือนเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง บ้านพระยาก็น่าจะเริ่มสร้างจากเรือนด้านในก่อนแล้วค่อยปลูกเรือนด้านนอกในเวลาต่อมา” ฐิเล่าเสริม

เราเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อเริ่มดูรายละเอียดสถาปัตยกรรมกันที่เรือนด้านใน เรานั่งลงตรงโซฟาที่เป็นมุมนั่งเล่น ตั้งอยู่หน้าห้องครัวกรุกระจกใส ซึ่งคุณปทมาบอกว่าห้องครัวที่เห็นนี้ตั้งอยู่ตำแหน่งเดิมมาโดยตลอด

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
มุมนั่งเล่นและครัว เดิมเป็นชาน ไม่ได้เป็นห้องในพื้นที่ปิดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

“บริเวณที่ปัจจุบันนี้จะดูเหมือนกับว่าเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ภายในอาคารปิด แต่ความจริงแล้วมุมนั่งเล่นตรงนี้ รวมทั้งห้องครัวด้วยนั้น โก้คิดว่าในอดีตเคยเป็นชาน (Verandah) มาก่อน และไม่ได้อยู่ภายในอาคารอย่างที่เห็นกันอยู่ตอนนี้ อย่างครัวที่อยู่ปลายเรือน ถ้าเป็นตำแหน่งเดิม ก็น่าจะแปลว่าในอดีตตรงนั้นเป็นเรือนครัวด้านหลังที่แยกออกไปต่างหาก แล้วเชื่อมด้วยชานเพื่อนลำเลียงอาหารมาส่ง” โก้เริ่มสันนิษฐานจากสิ่งที่เห็น

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บริเวณเสาเคยมีผนังกั้นห้อง โต๊ะสี่ตัวอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นห้อง แต่โต๊ะอีกตัวที่อยู่นอกเขตเสา เดิมเคยเป็นชานเรือน

“หรือบริเวณที่เป็นห้องทานข้าวในปัจจุบัน ในอดีตส่วนหนึ่งก็จะเป็นชานบ้าน บริเวณเสาที่เห็นน่าจะเป็นส่วนที่เคยมีผนังกั้นห้อง โต๊ะ 4 ตัวนั้นตั้งอยู่ในห้อง ในขณะที่โต๊ะที่ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ นอกเขตเสานั้นเป็นชาน ไม่ได้อยู่ในห้อง” โก้กล่าว

“ถ้าสังเกตเพดาน ส่วนที่เป็นชานจะลาดเอียงลงตามความลาดชันสูงของหลังคา ทั้งนี้เพื่อช่วยระบายน้ำฝนได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีปีกนก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 ใช้คลุมอาคารเพื่อป้องกันและระบายน้ำฝนอีกเช่นกัน” โก้บรรยายต่อ

“ตามข้อมูลที่ได้รับทราบมา บริเวณนี้เป็นห้องทานข้าวเดิมของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงนะคะ เราจึงเลือกมาจัดเป็นห้องทานอาหารสำหรับลูกค้า เพื่อให้รู้สึกเหมือนเป็นแขกของท่าน” คุณปทมากล่าว

“แน่นอนค่ะ อย่างที่ฐิบอกว่าเรือนไทยเป็นเรือนต่อขยาย จึงค่อย ๆ สร้างทีละส่วนตามประโยชน์ใช้สอย ในช่วงเวลานั้นเรือนหลังนี้เป็นเรือนแรกที่สร้าง ตอนนั้นท่านอาจมีครอบครัวเล็ก ๆ สมาชิกไม่กี่คน บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน รวมทั้งทานอาหารด้วย ต่อมาเมื่อครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น ท่านจึงปลูกเรือนด้านหน้าเพิ่มขึ้นอีกหลัง แต่ก็เป็นไปได้ว่าท่านยังคงใช้บริเวณนี้เป็นที่ทานข้าวเช่นเดิม เพียงแต่การบูรณะและปรับปรุงในช่วงหลัง ๆ อาจทำให้รูปแบบของอาคารเปลี่ยนแปลงไป ความจริงน่าจะมีห้องเล็กห้องน้อยจำนวนมากกว่าที่เห็นในวันนี้ สังเกตได้จากเสาที่ปลูกไว้จำนวนหนึ่ง” โก้ชวนคุย

ทีนี้เรามาลองดูกันว่าในเรือนด้านในมีอะไรที่ควรสังเกต

“เรือนไม้หลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตก องค์ประกอบที่เห็นได้ชัดคือไม้ฉลุลายพรรณพฤกษา แบบวิกตอเรียน (Victorian) ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น หรือผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดทางนอนที่มีการเข้าลิ้นและตีผนังให้เรียบเหมือนผนังฉาบปูน ซึ่งเป็นความหรูหราในสมัยนั้น เพราะดูคล้ายอาคารก่ออิฐฉาบปูน ทั้ง ๆ ที่เป็นผนังไม้” โก้ชี้ให้สังเกตทั้งไม้ฉลุลายและผนังซึ่งประดับรูปของพระยามไหสวรรย์ประดับไว้อย่างลงตัว 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียนในห้องอาหาร
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดทางนอนในบริเวณห้องทานอาหาร มีการเข้าลิ้นและตีผนังให้เรียบเหมือนผนังฉาบปูน ซึ่งเป็นความหรูหราในสมัยนั้น

ไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาไม่ได้ปรากฏแต่เฉพาะในห้องทานอาหาร แต่ยังมีประดับในส่วนชานและระเบียงนอกห้องอีกด้วย

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

จากนั้นเราได้เดินจากเรือนด้านในมายังชานที่เชื่อมเรือนด้านนอกไว้ด้วยกัน บริเวณนี้มีอะไรให้เราได้ลองสังเกตกันหลายอย่าง

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

“บริเวณนี้มีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เริ่มมองเห็นจุดเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง อย่างแรกคือผนังตรงประตูทางเข้าทำจากกระเบื้องกระดาษ ขนาด 60 X 60 เซนติเมตร อย่างที่บอกไปว่าเรือนนี้สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระเบื้องกระดาษเป็นวัสดุที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7 ดังนั้น อาจมีการบูรณะส่วนนี้ขึ้นในภายหลัง” นักสืบโก้ค่อย ๆ สืบไปเรื่อย ๆ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ผนังกรุกระเบื้องกระดาษ ขนาด 60 x 60 เซนติเมตร เป็นวัสดุที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มาปรากฏในเรือนที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 คาดว่ามีการบูรณะในขณะนั้น

“เมื่อขยายพื้นที่ ผู้อาศัยก็มักเลือกขยายไปยังทิศที่สบายที่สุด สำหรับบ้านหลังนี้ก็คือการขยายไปริมแม่น้ำ และห้องที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้านมักจะอุทิศให้กับบุคคลสำคัญที่สุด ในที่นี้คือห้องนอนของพระยามไหสวรรย์ ซึ่งปัจจุบันมีป้ายเขียนระบุไว้ว่าห้องเจ้าคุณ ห้องนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศรับลมที่พัดเข้าจากแม่น้ำทำให้ไม่ร้อน นอกจากนี้ยังไม่โดนแดดตรง ๆ เพราะแดดเมืองไทยเป็นแดดอ้อมใต้ ห้องนี้จึงเป็นห้องนอนที่สบายที่สุด ไม่ว่าโก้จะสำรวจบ้านเก่าที่ไหน ก็จะพบสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือห้องนอนเจ้าของบ้านจะอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเสมอ”  

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
อดีตห้องนอนของพระยามไหสวรรย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศรับลมที่พัดเข้าจากแม่น้ำทำให้ไม่ร้อน นอกจากนี้ยังไม่โดนแดดตรง ๆ โปรดสังเกตประตูและหน้าต่าง

นอกจากนี้ประตูและหน้าต่างของห้องเจ้าคุณยังมีบานขนาดใหญ่ขึ้น เป็นบานกรอบ มีคิ้วบัวในลูกฟัก ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 หากมองต่อไปยังระเบียงไม้ ก็จะพบว่าเป็นลายเรขาคณิต และมีลายฉลุเล็ก ๆ ปรากฏอยู่บนลายนั้น ในที่นี้คือรูปหัวใจ หัวเสาเป็นแบบโคโลเนียล ซึ่งระเบียงไม้และหัวเสาลักษณะนี้ก็เป็นรูปแบบที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ระเบียงไม้ปรากฏลายฉลุบนลายเรขาคณิตและหัวเสาแบบโคโลเนียล แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6

“แต่ถ้าเปรียบเทียบกับลายระเบียงไม้และหัวเสาตรงทางขึ้นเรือนด้านหน้า จะพบว่ามีรายละเอียดที่ต่างกัน ระเบียงนั้นจะมีเฉพาะลายเรขาคณิต ไม่มีลายอื่นปะปน ส่วนหัวเสาจะเป็นแบบอาร์ตเดโค (Art Déco) ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงรัชกาลที่ 7 ค่ะ” โก้ชวนสังเกตข้อแตกต่างที่น่าสนใจ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ระเบียงไม้ลายเรขาคณิต ไม่มีลายฉลุภายใน และหัวเสาแบบอาร์ตเดโค ซึ่งแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7

เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไปยังส่วนหน้าของเรือนด้านนอก ซึ่งเป็นชานหน้าบ้านขนาดใหญ่ โปร่งโล่ง รับลมแม่น้ำเย็นสบาย

“จากเอกสารที่ค้นพบ ท่านรับราชการจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยามไหสวรรย์เมื่อ พ.ศ. 2464 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งนั่นหมายว่าท่านอาจต้องรับแขกเยอะขึ้น และแขกสำคัญ ๆ ก็น่าจะมาจากฝั่งพระนครหรือฝั่งกรุงเทพฯ เป็นหลัก เพราะกระทรวง ทบวง กรม สถานทูต รวมทั้งบ้านของบุคคลสำคัญล้วนอยู่ทางฝั่งนั้น ดังนั้น แขกคนสำคัญย่อมโดยสารเรือข้ามแม่น้ำมาที่บ้านท่าน การที่ท่านต่อเติมหน้ามุขที่เรือนด้านหน้า เพิ่มพื้นที่ชานให้กว้างขวางขึ้น ก็เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ไว้รับรองแขกสำคัญตามสถานะที่สูงขึ้นของท่านด้วย”

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล
ชานที่เรือนด้านนอก มีลักษณะโปร่งโล่ง ความกว้างของช่วงเสามากกว่า ไม้หนากว่า ระเบียงเป็นลายเรขาคณิตทั้งหมด ไม่มีการฉลุลาย มีเพียงเส้นตั้งเส้นนอนเท่านั้น

“เรือนด้านหน้ามีความกว้างของช่วงเสา (Bay) มากกว่า คือไม่ได้มีช่วงเสาเรียงติดกันถี่ ๆ เหมือนเรือนด้านใน ไม้ก็จะเป็นไม้ที่หนาขึ้น แสดงว่าเป็นเรือนที่สร้างและปรับปรุงภายหลังอย่างแน่นอน”

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชิ้นไม้แปรรูปจะมีขนาดเล็กและสั้นกว่าด้วยข้อจำกัดทางด้านเครื่องมือ จึงทำให้มีช่วงเสาแคบกว่า แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการนำเข้าเครื่องมือช่างใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น จึงแปรรูปชิ้นไม้ได้หนาขึ้น ยาวขึ้น และประณีตขึ้น วิธีการขนส่งก็เปลี่ยนจากเกวียนมาเป็นรถไฟ จึงทลายขีดจำกัดของการก่อสร้างแบบเดิม ๆ สำเร็จ

“ถ้าสังเกตลูกกรงที่หน้าบ้านจะยิ่งเห็นชัดเลยว่าเป็นลายเรขาคณิตทั้งหมด โดยไม่มีการฉลุลายเล็ก ๆ เพิ่มเติมลงไป เป็นเพียงเส้นตั้งเส้นนอนเฉย ๆ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่อเติมที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะในช่วงนั้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมลดทอนความหรูหราลงไป ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลก บ้านส่วนใหญ่เลยไม่เน้นความสวยงามวิจิตรตามแบบก่อนหน้านี้” โก้อธิบายสิ่งที่พอสังเกตได้เพื่อให้ผมได้ร่วมสังเกตตาม

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

“มุมนี้เป็นมุมโปรดของพระยามไหสวรรย์และสมาชิกในครอบครัว ท่านจะนั่งเล่นดนตรีไทยกับลูก ๆ และญาติมิตร ตั้งชื่อว่า วงหนุ่มน้อย เมื่ออ่านบันทึกของท่านแล้วจะรู้สึกเลยว่าเป็นบ้านที่อบอุ่น ท่านมักจะบันทึกไว้ว่า ท่านให้ความสำคัญกับลูก ท่านถือว่าลูกเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิต ท่านอยากมีส่วนร่วมกับลูกของท่านทุกเรื่องไม่ว่าสุขหรือทุกข์ และท่านก็อยากให้ลูกก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ท่านจะให้ความสำคัญมาก ๆ กับเวลาทานข้าวและเวลาเล่นดนตรีไทยร่วมกัน ซึ่งท่านจะใช้เวลาเล่นดนตรีเป็นการย่อยอาหาร พูดคุยและสานสัมพันธ์กันในครอบครัว” คุณปทมาเล่า

มื้ออาหารเป็นสิ่งที่คุณหญิงเลื่อนให้ความสำคัญมาก นอกจากเป็นช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวแล้ว ยังเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาพระยามไหสวรรย์ผู้เป็นสามีด้วย

พระยามไหสวรรย์บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเลื่อน ความว่า

“เลื่อนมีฝีมือในการปรุงอาหารทั้งของคาวและหวาน ทำขนมมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวชมเชยแก่เพื่อนฝูงหลายอย่าง เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมเทียนสลัดงา ขนมชั้น และอื่น ๆ บรรดาท่านที่นับถือชอบพอหลายท่าน เมื่อทราบข่าวมรณกรรมถึงกับกล่าวว่า ต่อไปนี้จะไม่ได้กินข้าวเหนียวมะม่วงฝีมือเช่นนั้นอีกแล้ว ยกยอให้เป็นผู้มีฝีมือดีในการทำขนม เมื่อมีแขกต่างประเทศมาเยี่ยมเยือน เลื่อนก็แสดงฝีมือในการทำอาหารและการปอกสลักผลไม้ที่เธอถนัดเลี้ยงชาวต่างประเทศ เมื่อพบกัน เขาก็มักจะยกเอาการกินขนมที่บ้านขึ้นเยินยอ”

ลูก ๆ ของคุณหญิงเลื่อนก็ได้บันทึกความสามารถด้านนี้ไว้เช่นกันว่า

“คุณแม่มีฝีมือในเรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ที่คนทั่วไปจะเรียกว่าข้าวเหนียวคุณหญิง นอกจากข้าวเหนียวก็มีขนมตาล อาหารก็จะมีปลาร้า และข้าวหมกไก่ ซึ่งคุณแม่เรียกว่าข้าวบุหรี่และข้าวแช่ ต่อไปนี้พวกลูกก็ได้แต่นึกถึงเท่านั้น จะไม่มีใครได้เห็นคุณแม่นั่งเจียนใบตอง ทำขนม ทำกับข้าวให้รับทานอีกต่อไป”

เมื่อบ้านหลังนี้เป็นบ้านแห่งสรรพอาหารโอชารส นั่นจึงเป็นโจทย์ที่ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค จะต้องนำไปตีความและถ่ายทอดออกมาเป็น Fine Dining 8 คอร์สสุดพิเศษเพื่อนำเสนอต่อลูกค้าที่มาเยือนบ้านพระยาแห่งนี้

ประสบการณ์โอชารส

“คุณหญิงเลื่อนเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารีมาก เมื่อก่อนบริเวณรอบ ๆ บ้านพระยาอุดมไปด้วยพื้นที่สวนทั้งหมด ชาวบ้านในพื้นที่ล้วนเป็นชาวสวนกันทั้งนั้น หากใครขัดสน อดอยากยากไร้ ท่านจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที พอชาวบ้านเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ก็จะนำผลิตผลที่ตนเองปลูกในสวน คัดเฉพาะที่ดี ๆ นำมาให้เพื่อขอบคุณคุณหญิง อันนี้ก็เลยเป็นมูลเหตุที่ว่าทำไมบ้านนี้ถึงมีอาหารอร่อย เพราะว่าได้รับวัตถุดิบชั้นเลิศ จนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเลิศรส ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เราจะมุ่งเสาะหาแต่เฉพาะวัตถุดิบชั้นดี และมีความพิเศษเท่านั้น เพื่อนำมาปรุงอาหารให้ลูกค้า” เชฟป้อมกล่าว

“เมื่อได้ศึกษาเกี่ยวกับคุณหญิงเลื่อนแล้วทำให้ป้อมยิ่งนึกถึงเรื่องราวของบ้านตัวเอง สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือคุณหญิงเลื่อนลงมือทำพริกแกงและเครื่องปรุงต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเอง สิ่งที่ท่านซื้อเข้าบ้านจะมีเพียงเกลือกับน้ำปลาเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับคุณยายของป้อมมาก เพราะคุณยายจะทำพริกแกงต่างๆ และซอสต่างๆ ขึ้นเอง ไม่ได้ซื้อแบบสำเร็จรูป และคุณยายก็จะซื้อเพียงน้ำปลากับเกลือเช่นกัน” นับเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง

เมื่อเอ่ยถึงเกลือ คุณปทมาได้กรุณาเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์สำคัญอันเกี่ยวกับเจ้าของบ้านให้ผมฟัง เพื่อบันทึกไว้ไม่ให้สูญหาย

“ในสมัยอดีตเกลือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลัก ๆ ของไทยนอกจากข้าวและสินค้าเกษตรกรรม แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศที่เคยสั่งซื้อเกลือจากไทย ได้พากันคว่ำบาตรหมด ในบันทึกของพระยามไหสวรรย์ ท่านเขียนว่า “พวกเขาไม่มาซื้อเกลือจากเราแล้ว อย่างญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นลูกค้าหลักของเรา ก็หันไปซื้อเกลือจากเวียดนามแทน” ตอนนั้นรัฐบาลจึงใช้วิธีแต่งคณะเดินไปเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นและชาติต่าง ๆ พระยามไหสวรรย์ได้เดินทางไปเจรจาด้วยตนเองจนประสบผลสำเร็จ หลาย ๆ ชาติหันกลับมาเซ็นสัญญาซื้อเกลือจากเรา รายได้จากการส่งออกจึงฟื้นตัวกลับมา”

ด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวทั้งหมด โจทย์จึงกำหนดมาชัด ๆ ว่าการจัดเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านของพระยามไหสวรรย์ และคุณหญิงเลื่อนจะเป็นอย่างไร หากเกิดขึ้น ณ พ.ศ. นี้ วันนี้ เวลานี้

“สิ่งแรก ๆ ที่ป้อมคิดก็คือ คุณหญิงเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ท่านน่าจะพยายามหาวิธีใหม่ ๆ พลิกแพลงเพื่อทำให้มื้ออาหารสนุกยิ่งขึ้น” เชฟป้อมกล่าว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาลองพิสูจน์กันว่าอาหารค่ำมื้อพิเศษ 8 คอร์สนี้มีอะไรบ้าง

บริเวณระเบียงหน้าบ้านที่เรือนด้านนอก ซึ่งเคยเป็นที่สังสรรค์และเล่นดนตรีไทยของพระยามไหสวรรย์และสมาชิกครอบครัว จะเป็นบริเวณที่เสิร์ฟ ‘ม้าฮ่อ’ เป็นเป็นเมนูบันเทิงปาก (Amuse-Bouche) คอร์สแรก แต่ม้าฮ่อที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่น เพราะแทนที่เชฟจะใช้สับปะรดสดตามปกติ แต่กลับนำน้ำสับปะรดไปกวนเป็นแผ่นเยลลี่เหนียวหนึบแทน 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

“การเสิร์ฟที่บริเวณระเบียงก็เพื่อให้แขกได้หยุดชมสถาปัตยกรรมอันงดงาม รับลมแม่น้ำเย็น ๆ เพื่อผ่อนคลาย เป็นการต้อนรับแขกทุกคนสู่บ้านพระยาหลังนี้ค่ะ” คุณปทมากล่าว

จากนั้นเราจะเดินชมความงามของบ้านไปเรื่อย ๆ และเข้าสู่บริเวณรับประทานอาหารที่เรือนด้านใน ‘ขนมดอกจอกไข่ปู’ ตามมาเป็นคอร์สที่สอง ซึ่งเชฟป้อมได้ปรับขนาดของขนมดอกจอกให้มีขนาดเล็กลงกว่าปกติเพื่อให้ทานง่ายขึ้น เมื่อกัดทะลุความกรอบลงไป ก็จะตื่นลิ้นตื่นรสกับมันปูทะเลที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน น้ำส้มซ่าที่ปรุงรสร่วมกับมันปูทะเล รวมทั้งผิวส้มซ่าที่โรยอยู่บนขนมดอกจอก ล้วนช่วยทำให้เมนูนี้กลมกล่อมขึ้นไปอีกระดับ เพราะความเปรี้ยวของส้มซ่ามาตัดกับความมันของมันปูทะเลอย่างลงตัว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

คอร์สต่อมาคือยำถั่วพูหอยเชลล์’ ซึ่งเชฟเลือกใช้หอยเชลล์สดจากฮอกไกโดเป็นตัวชูโรง พร้อมกับนำน้ำพริกเผาสูตรเด็ดของคุณยายมาผสมผสานในเมนูนี้ ปกติยำถั่วพูจะทานกับไข่ไก่ต้ม แต่เชฟป้อมเลือกใช้ไข่นกกระทาต้มที่นำไปดองในน้ำกระเจี๊ยบแทน

“เรากะเทาะไข่นกกระทาต้มให้เกิดรอยแตกก่อนนำไปใส่ในน้ำกระเจี๊ยบค่ะ น้ำกระเจี๊ยบก็จะซึมลงไปตามรอยแตกจนเกิดลายคล้ายหินอ่อนบนไข่ และทำให้ดูน่าทานขึ้น” เชฟป้อมชี้ชวนให้เราสังเกตลายหินอ่อนที่ปรากฏบนไข่นกกระทาต้ม นอกจากนี้ยังใช้ไข่แดงจากไข่เป็ด ที่นำไปหมักในหัวน้ำปลา ก่อนที่จะนำมาผ่านกระบวนการทำให้สุก และทำเป็นผงไข่แดงโรยอยู่ด้านบนของยำถั่วพูหอยเชลล์จานนี้ โดยหัวน้ำปลาที่เชฟป้อมเลือกใช้นั้น เป็นน้ำปลาคุณภาพดีจากโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ

“ตอนที่เราเลือกน้ำปลา เราก็ลองกันอยู่หลายที่ เชฟของโรงแรมซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน ไม่ชอบน้ำปลาจากที่ไหน ๆ เลย แถมยังบ่นว่าทำไมคนไทยชอบใส่น้ำปลากันนัก เหม็นจะแย่ รสก็เค็มโดด แต่พอได้ชิมน้ำปลาทั่งง่วนฮะเข้าไป เชฟ บอกทันทีว่ารู้แล้วว่า ทำไมคนไทยถึงชอบน้ำปลากันมากมายขนาดนี้ น้ำปลาที่ผลิตตามวิธีแบบโบราณมีกลิ่นหอมมาก รสก็ไม่เค็ม แล้วยังช่วยให้รสชาติอาหารละมุนลิ้นขึ้น เราเลือกน้ำปลาทั่งง่วนฮะเลยทันที” คุณปทมาเล่าเสริม

จากนั้นก็จะถึงคราวของเมนูสุดคลาสสิกอย่าง ‘เมนูแกงร้อน’ ซึ่งในสมัยก่อนจะเรียกขานกันว่าแกงร้อนวุ้นเส้น คราวนี้เชฟป้อมได้ตีความใหม่ โดยเลือกใช้เนื้อปลาหมึกสดมากรีดเป็นเส้น ๆ แทนการใช้วุ้นเส้นอย่างที่ทำกันมาในอดีต ส่วนน้ำแกงนั้นทำจากกะทิ มีรสชาติเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมพิเศษด้วยการผสมผสานพริกไทยหลากสีหลายชนิดลงไป

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล
เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

 เมนู ‘หลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา’ ตามมาพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ โดยเชฟปรุงรสเนื้อปลาบู่และนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาด้วยเตาถ่าน ซึ่งวิธีการทำอาหารเช่นนี้ เรียกว่า ‘หลาม’ และเป็นวิธีทำอาหารที่นิยมตามต่างจังหวัดที่นับวันจะค่อย ๆ เลือนหาย 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

จานต่อไปคือ ‘ยำสลัดผลไม้’ ซึ่งเชฟได้ใช้น้ำส้มซ่ากับหัวน้ำปลาทั่งง่วนฮะมาเป็นตัวชูรสชาติอีกครั้ง จานนี้เหมือนซอร์เบต์ล้างลิ้นล้างรสก่อนต่อไปยังอาหารหลักจานต่อ ๆ ไป 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

ว่าแล้วก็ถึงเวลาของกุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง’ ที่นำมาเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ ความสดของกุ้งแม่น้ำทำให้เนื้อขาวแน่นดึ๋งดั๋งสะดุ้งลิ้น เชฟป้อมนำมันกุ้งมาปรุงกับกะทิให้กลายเป็นหลนมันกุ้งที่มีเนื้อนวลและมันคล้ายเนื้อครีม พร้อมกับน้ำพริกมะขามรสจัดมาตัดความมันของหลนเพื่อให้รสชาติผสมผสานกันออกมานัวอย่างลงตัว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

สำหรับอาหารจานหลักนั้น เชฟป้อมนำเสนอ ‘แกงพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน’ ความนุ่มของเนื้อวากิว และความเข้มของแกงพะแนง ซึ่งทำขึ้นเองในครัวบ้านพระยา ทำให้ความอร่อยล้นทะลัก

“เมื่อกี้ป้อมใช้ทั้งกระต่ายขูดมะพร้าว แล้วก็โขลกเครื่องแกงกับมือเพื่อทำเมนูพะแนงจานนี้เลยค่ะ” เชฟป้อมเล่ายิ้ม ๆ “เมื่อก่อนน้อง ๆ ในทีมไม่รู้จักเลยนะคะว่าอะไรคือกระต่ายขูดมะพร้าว ทุกคนเหวอกันหมด แต่ตอนนี้ทุกคนขูดกันอย่างคล่องมาก (หัวเราะ) ป้อมอยากรักษาวัฒนธรรมการครัวตามรอยบรรพบุรุษเอาไว้ ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เลือนหายไป แต่ละวันเราก็ไม่ได้รับแขกเยอะเกินไป จึงยังพอที่จะนำวิธีประกอบอาหารแบบเดิม ๆ มาใช้ได้ ซึ่งเราก็พยายามอนุรักษ์ทั้งเครื่องมือและวิธีไว้”

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

เมื่อจบอาหารคาวทั้งหมด ก็ถึงเวลาขนมหวาน ซึ่งบ้านพระยานำเสนอขนมไทยได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยขนมไทยกว่า 15 ชนิด ในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นน้อยหน่าน้ำกะทิ ส้มฉุน ไอศกรีมมะพร้าว ฯลฯ และทั้งหมดล้วนฝากความประทับใจให้กับพวกเราทุกคน

“ป้อมเติบโตมากับยาย ขลุกอยู่ในครัวกับยาย ยายเป็นคนสอนให้ป้อมได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารไทยหลากหลายชนิด เป็นความทรงจำที่ดีมาก สำหรับการทำหน้าที่เชฟที่บ้านพระยาในวันนี้ สิ่งที่ป้อมภูมิใจที่สุดคือ ป้อมได้กลับมาทำอาหารไทยด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ซึ่งเป็นวิธีที่ป้อมเคยเรียนรู้และฝึกฝนมากับคุณยายนั่นเอง อีกสิ่งที่ภูมิใจก็คือการได้เรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจจากคุณหญิงเลื่อนและเจ้าพระยามไหสวรรย์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทำให้ป้อมได้คิดเมนูสนุก ๆ ให้แขกได้ลองทานกันในสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้”

คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ผู้อ่านทุกท่านจะลองไปชมบ้านโบราณหลังสวย ชิมเมนูแสนอร่อย ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญก็คือได้มีโอกาสร่วมภาคภูมิใจไปกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ได้รับการดูแลไว้เป็นอย่างดี

บ้านพระยาเปิดให้บริการอาหารมื้อค่ำตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์ รองรับแขกได้ 20 ท่าน 

อาหารค่ำ 8 คอร์ส ราคาท่านละ 3,500++ บาท (เมนูเปลี่ยนไปตามฤดูกาล) 

ให้บริการเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยตั้งแต่เวลา 17.00 – 19.00 น.

ให้บริการเสิร์ฟอาหารค่ำตั้งแต่เวลา 19.00 – 22.30 น.กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า กรุณาติดต่อโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณปทมา เลิศวิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
  • คุณพัชรา พิระภาค เชฟป้อม บ้านพระยา โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ฯ 
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์
  • ผศ. ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ณ เมรุวัดอนงคาราม วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2507
  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ พระยามไหสวรรย์ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load