หลงทางเสียเวลา หลงรักงานม็อคอัพขึ้นมา ผมไม่เคยเสียใจ

บ่าว-สมพงศ์ อินทร์ศวร ไม่ได้กล่าว…

แต่เราสัมผัสได้ถึงความรักและความใส่ใจที่เขามีให้กับการทำมาสคอต ม็อคอัพ และงาน Mechanic ทุกชิ้นที่วางกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของ ‘BAAN MOCK UP’ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณามากกว่า 1,500 ตัว ตลอดเวลา 15 ปี หนึ่งในโฆษณาที่คุณเคยเห็นผ่านตาอาจเป็นผลงานของพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกสีส้มสุดหล่อจากโฆษณาซื้อรถมือสอง CARS24

(ชมเบื้องหลัง) 

โจโจ้ (จิงโจ้) และโคโค่ (โคอาล่า) ชวนคนเหงาซื้อตั๋วท่องเที่ยวจาก AirAsia

(ชมเบื้องหลัง) 

หรือน้าค่อมในชุดจิ้งจกกลับชาติมาเกิดจาก Car4Cash

Car4Cash – Dir.Teerapol (Ae) from Suneta House on Vimeo.

(ชมเบื้องหลัง) 

ก็ล้วนเป็นผลงานที่ BAAN MOCK UP ร่วมกันผลิต

พวกเขาถือเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังที่ขาดไม่ได้ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ครั้งนี้ The Cloud เดินทางมาเยือนซอยพหลโยธิน 48 เพื่อให้เจ้าของกิจการเปลือยเบื้องหลังการทำงานแสนสนุก ท้าทาย และ ปวดหัวให้ฟัง เริ่มตั้งแต่สมัยที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จนถูกดึงเข้าวงการโฆษณา ศึกษาระบบ Mechanic จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้ทุกสิ่งขยับได้ราวกับมีชีวิต

กระทั่งถึงวันที่เตือนรุ่นน้องในวงการให้ ‘หนีไป’ หากใจยังไม่พร้อม

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

01
เราเด็กบ้าน ๆ

บนโต๊ะทำงานท่ามกลางสถานที่เปิดโล่ง มีหัวตุ๊กตาสีดำ 5 หัวที่ยังไม่ได้คลุมขนสัตว์วางอยู่ พร้อมรีโมตควบคุมระยะไกล 5 ตัว เราหยิบมันขึ้นมาด้วยความซน เห็นแล้วอยากคัฟเวอร์เป็นเซียนรถบังคับในการ์ตูนสมัยเด็ก

“ตอนผมเด็ก ผมไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้ เพราะไม่มีเงิน ส่วนตอนนี้ก็เล่นไปเลยสิ! เดี๋ยวผมต่อแบตเตอรี่ให้ดู”

เขาหาแหล่งพลังงานก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณฝ่ามือมาติดตั้งให้หัวม็อคอัพขยับได้ มันมีสายสีแดงระโยงระยางเต็มไปหมด เหมือนระเบิดที่เคยเห็นในหนังแอคชัน

บ่าวหยิบรีโมตขึ้นมาบังคับ เลื่อนคันโยกทางซ้าย ปากอ้าตามคำสั่ง เลื่อนคันโยกทางขวา หูกระดิก ตากะพริบตามประสงค์ นี่คือเวทมนตร์ของการช่างชัด ๆ

แต่กว่าเจ้าตัวจะก้าวมาถึงจุดที่ดลบันดาลให้กลไกทำงานได้อย่างไม่ติดขัด เส้นทางด้านเครื่องจักรกลของเขาเรียกว่าเริ่มจากศูนย์ ส่วนความเกี่ยวข้องกับวงการโฆษณาก็คงถึงขั้นติดลบ

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

หนุ่มสงขลา บ้านอยู่หาดใหญ่ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเพื่อร่ำเรียนปริญญาตรีสาขาวิชาจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หลังจบการศึกษา เขาเดินทางค้นหาตัวเองอยู่ 2 ปี รับจ้างสร้างม็อคอัพตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ทำงานให้ Simon Cabaret ที่เชียงใหม่และภูเก็ต รับหน้าที่เซ็ตฉากสุดอลังการรองรับนางฟ้าคาบาเรต์ พร้อมม็อคอัพประกอบฉากในธีมจีน อียิปต์โบราณ จนถึงกรีก-โรมัน ไหนจะทำภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สายพันธุ์ไทยแท้เรื่อง เหยี่ยวพิฆาต ในยุคที่หนังแผ่นรุ่งเรือง ทำให้เขาได้พบพานกับหุ้นส่วนคนปัจจุบันอย่าง แชน-บริรักษ์ ชะบางบอน

หน้าที่ของเขาในวันนั้นคือการทำม็อคอัพชุดเกราะ หน้ากาก ปืน และดาบประกอบฉาก บ่าวอธิบายว่า พร็อพและม็อคอัพมีความต่างกันอยู่ โดยพร็อพหยิบยืมหรือซื้อมาได้ แต่ม็อคอัพคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นโดยเฉพาะ

“ตอนนั้นขอแค่มีงาน ใครจ้างก็ไปหมด ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ผมรับทำสัตว์ประหลาดช่วงแรกได้ตัวประมาณ 2,000 – 3,000 บาท พอเสร็จงานก็ไปกินเคเอฟซีกัน นั่นคือความฝันสูงสุดในตอนนั้น” เขาว่า

หลังหนังฉาย ยอดขายไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงเกิดการเลิกจ้าง

ชีวิตของเขามาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อบ่าวและแชนรวมกลุ่มกันเป็นทีมในเวลาที่ประจวบเหมาะ เมื่อมีงานโฆษณาเข้ามา เขาหยิบภาพเก่าสีซีดจางมาให้ดู

“ภาพนี้ถ่ายตอนทำโฆษณาชิ้นแรกเป็นขบวนการ โจ๋ Ranger ของ DTAC ทางนั้นออกแบบมาให้เรียบร้อย หน้าที่ของเราคือ คิดว่าจุดไหนควรใช้วัสดุอะไร ฟองน้ำ ไฟเบอร์ แล้วทำให้เกิดขึ้นจริง

“ตอนที่เห็นโฆษณาที่ตัวเองทำครั้งแรกออกฉาย ดีใจมาก เพราะไม่เคยทำโฆษณามาก่อนเลยตั้งใจหาข้อมูลมหาศาลเพื่อศึกษาถึงสิ่งที่กำลังจะทำ เรียกว่าอิน แต่ตอนนี้มีไลน์ คนส่งข้อมูลให้มันก็สะดวกดี แต่เรายังตั้งใจทำให้ดีที่สุดเหมือนเดิม”

ก้าวเล็ก ๆ ของหน้าใหม่ในวันนั้น กลับกลายเป็นก้าวสำคัญที่ผลักพวกเขาขึ้นมาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของวงการในวันนี้ จากงานที่ได้มาเพราะการบอกเล่าปากต่อปาก อินเทอร์เน็ตทำให้กิจการเหล่านี้ไม่ถูกลืมเลือน หลังจากนั้นบ่าวก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว
บ่าวและแชนทำงานโฆษณาชิ้นแรก โจ๋ Ranger จากค่าย DTAC

02
เราผลิต

สิ่งหนึ่งที่เห็นหลังเลื่อนดูผลงานที่เพจ BAAN MOCK UP คือความจริงที่พวกเขาผลิตงานออกมาอย่างมากมายและหลากหลาย อธิบายให้เห็นภาพได้ว่า มีตั้งแต่ช่องปากขยับได้ยันห้องคนขับเครื่องบิน ไดโนเสาร์ยันหมีแพนด้าร้องไห้ เอเลี่ยนยันพระพุทธรูป ไหนจะรับงานเย็บผ้าจนถึงสร้างหน้าผาจำลอง ทำโมเดลบ้าน งานปั้น งานไฟเบอร์ พ่นสี แกะโฟม เซ็ตฉาก บอดี้เพนต์ ทำชุด ตีกำแพง แกะลาย และ ย้อมผนัง

ทำเบื้องหลังขาย ตั้งแต่สินค้ายันหยาดเหงื่อของคนทำ

“ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด แต่ความท้าทายคือความสนุก งานจะดีถ้าเราสนุกไปกับมัน” นั่นคงเป็นเหตุผลที่ชายคนนี้ไม่ลาออกจากวงการเสียที เพราะเขาหลงรักในสิ่งที่ตนเองอยู่ด้วยตลอดเวลา

รายชื่อลูกค้าที่เคยใช้บริการทั้งทางตรงและผ่านเอเจนซี่ ไม่ว่าจะเป็น Shabushi, Daikin, Cannon, Dairy Queen, Mistine, SHERA, Amazon, Cathy Doll, Subaru, Tipco, Clinique, Heineken, Swensen’s, ยำยำ, เย็นเย็น, สก๊อต, โออิชิ, นมตราหมี, คามิลโลซาน, เถ้าแก่น้อย, ฟาร์มเฮ้าส์, นันยาง และอื่น ๆ อีกมากกว่า 1,500 ตัว คือเครื่องการันตีความช่ำชองและคร่ำหวอดในวงการ

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเริ่มปุ๊บจะเก่งปั๊บ บ่าวเล่าว่า โมเมนต์ที่โดนลูกค้าด่าก็มีเยอะ ผู้กำกับไม่พอใจก็มีแยะ ไหนจะบรีฟเอี้ยที่โผล่มานาน ๆ ครั้ง แต่ก็ทำเอาปวดหัวทุกรอบ

“ก็เจอบ้างที่คนในกองเขาไม่ได้คุยกันมาก่อน บางคนอยากได้อย่างหนึ่ง อีกคนอยากได้อีกอย่าง พอเราแก้งานไปมันก็ไม่จบ เพราะต้องแก้ไปแก้มา แต่สุดท้ายงานเหล่านั้นก็ผ่านมาได้ มันคือประสบการณ์”

(ชมเบื้องหลัง)

ชีวิตเกือบ 20 ปีในวงการโฆษณาทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโฆษณาเอง จากมาสคอตมากหน้าหลายตาและลูกเล่นที่ทำให้ผู้ชมยอมนั่งดูไม่เปลี่ยนช่องไปไหน กลับกลายเป็นการมองหาปุ่ม Skip ที่ซ่อนอยู่ตามมุมของจอมือถือ

“มันสนุกต่างกัน มาสคอตยุคนั้นทำให้เราจดจำ ยกตัวอย่าง หนอนชิเมโจได๋ เป็นงานของรุ่นพี่ที่รู้จัก เขาคือคนที่ใช้เซอร์โวมอเตอร์เป็นคนแรก พอหลัง ๆ มีคนรู้ว่าใช้วิธีไหน เขาก็ไปศึกษาแล้วก็ทำตาม ตัวผมเองก็ศึกษาจริงจังมาประมาณ 5 – 6 ปีแล้ว”

อธิบายให้ฟังโดยง่าย เซอร์โวมอเตอร์ (Servo Motor) คือส่วนสำคัญของการทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในงาน Mechanic ที่บ่าวและทีมงานภูมิใจนำเสนอ พวกเขานำสิ่งที่เรียกว่าเซอร์โวเข้าไปติดตามจุดที่อยากให้เกิดการเคลื่อนไหวในตัวม็อคอัพ เช่น กะพริบตา สั่นหู ขยับปาก ซึ่งเซอร์โวมีพลังความแรงและความทนเพิ่มขึ้นตามราคา ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น โดยทำหน้าที่เป็นจุดส่งพลังงานไปยังกล้ามเนื้อให้ขยับไปมาตามที่ควบคุมผ่านรีโมต ไม่ต่างจากการบังคับรถหรือเครื่องบินของเล่น

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

“เราต้องคิดทั้งหมดว่าจะใช้เซอร์โวกี่ตัว แรงขนาดไหน ติดตรงไหนบ้าง งานที่ง่ายคือม็อคอัพที่ไม่มีคนอยู่ในนั้น เพราะจะติดเซอร์โวตรงไหนก็ได้ แต่ท้าทายหน่อยถ้าต้องทำให้คนสวมใส่ เช่น หน้ากาก เพราะพื้นที่ด้านในเหลือน้อยลง เลยต้องหาที่ติดที่พอดี อย่างไดโนเสาร์ตัวนี้” 

เรามองไปที่ไดโนเสาร์ที-เร็กซ์ตัวหนึ่งที่เก็บไว้นานจนฝุ่นเกาะ นั่นคือผลงานชิ้นแรกและชิ้นใหญ่ที่สุดที่บ่าวเคยทำ 

“จริง ๆ มี 2 ตัว อันนี้เป็นงานของ Colgate ประเทศอินเดีย มาจ้างคนไทยทำ แต่เอาไปฉายที่อินเดีย ที่เป็นแบบนั้นเพราะคนไทยฝีมือดีมากและค่าจ้างถูก ตอนเขาเห็นผลงานเขาก็ว้าวนะ แค่หัวไดโนเสาร์ติดเซอร์โวไป 6 ตัว เพราะต้องใช้แรงขยับมาก แต่ชิ้นนี้ใช้ทั้งกลไกและมีคนอยู่ข้างในเพื่อให้ไดโนเสาร์เดิน ถ้าใช้ Mechanic ทั้งหมดราคาจะแรงเกินไป นี่ราคาขนกลับอินเดียก็แพง เขาเลยเอาไว้ที่นี่

“นอกจากต้องคำนวณพลังเซอร์โวให้พอต่อการขยับแล้ว ต้องคำนึงด้วยว่า พอติดผิวหนังชั้นนอกหรือพวกขนสัตว์ลงไป จะมีแรงต้านที่ทำให้การขยับติดขัดหรือไม่ จากที่อ้าปากได้ 90 องศา พอติดขนปุ๊บอาจจะรั้งกลไกจนอ้าได้น้อยลง ก็ต้องดูจนกว่าจะเคลื่อนไหวได้สมบูรณ์”

(ชมเบื้องหลัง)

เราถามเขาว่าเรื่องเครื่องยนต์กลไกและไฟฟ้าต้องไปเรียนเพิ่มหรือไม่ เพราะดูไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานจิตรกรรมสักเท่าไหร่ คำตอบแรกของเขาคือ ต้องเรียนเพิ่ม ไม่น่าแปลกใจ แต่ส่วนขยายที่บอกว่า เรียนเองโดยไม่มีใครสอนและใช้วิธีครูพักลักจำมา คือสิ่งที่ทำให้เราอึ้ง

“สมัยก่อนมีพี่ในทีมคนหนึ่งที่ทำเรื่อง Mechanic ตัวผมเองมีความสนใจอยู่แล้วก็เลยดู ๆ เขาทำ ช่วงแรกรับงาน ถ้าทำไม่เป็นก็ไปจ้าง พอมียูทูบเข้ามาก็เปิดดู เรียนรู้เอาเอง ผมว่ามันเป็นความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้งานของเราพัฒนาขึ้นตลอด 15 ปีที่ผ่านมา”

ความสนใจเรียนรู้ของบ่าวเพิ่มพูนจนถึงขั้นดูหนังไม่สนุก เพราะต้องคอยนั่งมองว่านั่นคือ CG หรือม็อคอัพ แล้วถ้าม็อคอัพเริ่ดจนเหมือน CG ทีมงานเบื้องหลังทำได้อย่างไร เขาต้องมานั่งถอดรหัสจนไม่มีเวลาเพลิดเพลินกับเนื้อเรื่องใด ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ภาพยนตร์ก็คือตัวกลางที่ทำให้เขาได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเจ้าพ่อเทคนิคพิเศษ สแตน วินสตัน (Stan Winston) ผู้สร้าง Animatronic Dinosaur (ไดโนเสาร์ที่เคลื่อนไหวได้) อย่าง T-rex robot ในภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park (1993)

“สแตน วินสตัน คือปรมาจารย์ เป็นเทพ งานของเขาคือที่สุด เราเทียบชั้นไม่ได้ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์ แต่เราก็ให้เขาเป็นอาจารย์เพื่อพัฒนาตัวเอง” ศิษย์จากแดนไกลกล่าว

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

03
CG vs Mock up

สำหรับบ่าว หากเขาต้องการความท้าทายในชีวิตคงไม่ต้องไปกระโดดบันจี้จัมพ์หรือปีนผา เพราะงานโฆษณาคือสิ่งที่ท้าทายชีวิตไม่เคยเปลี่ยน และกราฟของมันก็ไม่แปรผันตามงบที่ลดลงทุกปี จากงบ 7 หลักในยุครุ่งเรือง สู่สภาวะงบน้อย แต่งานต้องได้เหมือนมีงบหลักล้าน

อย่างไรก็ตาม บ่าวเชื่อว่าทุกอย่างมีขึ้นย่อมมีลง หมุนวนเป็นวงจร สักวันงานโฆษณาอาจมีเม็ดเงินสะพัดเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“กลไกทำให้งานสมจริงมากขึ้น แต่สมัยนี้ลูกตาก็อาจจะไปทำ Post Production เอา ถ้าเขาใช้ CG ทั้งหมดแน่นอนว่าแพงมาก เป็นล้าน เวลาเราตีราคาม็อคอัพ ทำ Body อย่างเดียวไม่มีกลไกอาจจะหลักหมื่น พอใส่เซอร์โวเป็นหลักแสน ลูกค้าก็เลือกได้ว่าเอาอะไรบ้าง

“ในเมืองไทย CG นำห่างไปเยอะ แต่ของเมืองนอก CG และม็อคอัพเป็นงานที่ทำไปควบคู่กัน CG จะมาแทนงานม็อคอัพที่มันหนัก เดินวิ่งเองไม่คล่องตัว ส่วนของไทยจัดกราฟิกไปอย่างเดียวเลย ในแง่การแสดงบางทีก็ลำบาก เพราะเขาต้องใช้จินตนาการเยอะมาก หากเขามีม็อคอัพใส่ก็เหมือนเขาแต่งตัวเพื่อทำให้สมบทบาท ความโดดเด่นของมันจึงอยู่ที่จับต้องได้และราคาถูก”

บ่าวเล่าต่อว่า ความท้าทายของงานมักเพิ่มขึ้นเมื่อได้โจทย์เป็นการสร้างเหล่าสรรพสัตว์ เพราะสิ่งสำคัญคือ ‘ความเหมือน’ แต่สัตว์เครื่องยนต์จะไปสู้สัตว์จริงได้อย่างไร เขาจึงต้องฝึกฝนวิชาตาเปลือยให้มองสัตว์หน้าขนเป็นเนื้อเปล่าแบบไม่มีขนให้ได้

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

“ต้องดูเพื่อให้รู้ว่ากล้ามเนื้อขยับอย่างไรจะได้ทำให้เหมือน งานสัตว์ต้องใช้เวลาเยอะ แต่พอได้เวลาน้อยต้องหาทางแล้วว่าทำอย่างไรให้ใกล้เคียงที่สุด ไปดูสัตว์จริงบางทีไม่มีให้ดู เราต้องไปดูในเว็บเอาว่ามันขยับอย่างไร แต่ความยากคือในวิดีโอจะเคลื่อนไหวและเราไม่ได้ปั้นทั้งขน เราต้องถอดขนเพื่อปั้นโครง ผมก็มองว่าหน้าสุนัขเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีขนจะเป็นอย่างไร การขยับเป็นอย่างไร”

เมื่อไปถึงหลังม่าน สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ ให้นักแสดงจัดท่าทางให้สมกับเป็นสัตว์ โดยต้องเล่นใหญ่กว่าปกติเพื่อให้อินเนอร์ส่งผ่านขนหนาที่สวมอยู่

“จิ้งจกคือสิ่งที่เล็กที่สุดที่เคยทำ อยู่ในโฆษณาที่น้าค่อมเล่น นอกนั้นก็มีแพนด้า หมีกริซลี่ คิงคอง สิงโต หมาป่า เสือ ไดโนเสาร์ จิงโจ้ โคอาล่า หนอน ม้าลาย สัตว์ประหลาดแบบ Stranger Things ก็เคยทำ งานซีรีส์สัตว์ทะเล เต่า ปลา ก็มี มันเหมือนจริงขนาดที่ทีมงานอุ้มเอาขึ้นรถแล้วตำรวจหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาดู เพราะคิดว่าเราเอาสัตว์ทะเลกลับบ้าน (หัวเราะ)”

การเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรอบด้านตั้งแต่ทุนจนถึงทักษะ จากการแกะโฟมด้วยมือก็หันไปใช้ CNC (Computer Numerical Control) เครื่องจักรกลอัตโนมัติที่ทำให้ค่าแกะถูกลงและได้งานเร็วกว่า รวมถึงใช้ 3D Print ที่ผลลัพธ์นำไปใช้งานได้เลย เรียกว่าตอบโจทย์มากกว่าคนทำเอง 

แต่ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ทำให้งานโฆษณาน้อยลง งานม็อคอัพน้อยลง บ่าวจึงต้องเตรียมทางออกอื่นไว้ให้ตนเองและทีมด้วย หนึ่งในนั้นคือการสร้างหัวสิงโตแขวนผนังขยับได้

“สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้ คือสิ่งที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ เช่น CG ทำให้ภาพขยับ แต่จับต้องไม่ได้ ถ้ายังต้องการแบบที่จับต้องได้ก็เป็นหน้าที่ของเรา”

งาน Mechanic ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว กลไกใหม่เกิดขึ้นด้วยความคิดของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ยกตัวอย่าง ลามะตัวขนขาวปุกปุยจากแอปพลิเคชัน Klook เป็นการผสมรวมระหว่างแรงยนต์กับแรงคน บ่าวคิดสิ่งนี้เพื่อเป็นทางออกให้กับโฆษณาหลายตัว

“ตราบใดที่ยังไม่หยุดคิดก็ไปต่อได้อีก”

(ชมเบื้องหลัง)

04
หนึ่งคนทำได้ทุกอย่าง

กระบวนการทำงาน 1 ชิ้นเริ่มต้นจากการรับบรีฟ ต่อยอดไปยังวิธีการทำ การคัดเลือกวัสดุ การปั้น การหล่อโฟมด้านใน การวางกลไก และเก็บรายละเอียด ซึ่งทุกขั้นตอน ‘ยาก’ หมด หัวใจสำคัญจึงเป็น ‘ความใส่ใจ’ และ ‘ความอดทน’ ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ตอนแรกแกะโฟม เราแกะไปให้มันออกมาเฉย ๆ แต่ระหว่างนั้นเราสังเกตว่าโค้งแบบไหน ลงมีดอย่างไร งานต่อไปคือการต่อยอดเพื่อพัฒนา มันทำให้เราเป็นคนละเอียดขึ้น

“พองานใช้เวลานานในการทำ เครียดด้วย ผมเลยได้ของแถมมาจากงานคือ เส้นเลือดในสมองตีบ ตอนนี้ต้องกินยา”

นอกจากตัวเขาคนเดียวที่ต้องดูแลทุกขั้นตอน พนักงานทุกคนที่นี่ต้องทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ใช่แค่ทำ Mechanic อย่างเดียว โดยจุดประสงค์ที่อยากไปให้ถึง คือการที่ทุกคนมีความรู้รอบด้าน ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งมีความละเอียดและความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ติดตัวไปตลอด 

ส่วนผลลัพธ์ของการสอนงานในปัจจุบัน คือเขามีช่างฝีมือที่ช่วยกันแบ่งเบาภาระงานได้

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว
เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

“จำนวนคนขึ้นอยู่กับสเกลงาน แต่ละคนมีหน้าที่ที่ดูแล ผมดูแลทุกอย่าง คิดวิธีการทำ ใส่เซอร์โว ดูคนปั้นว่าปั้นได้อย่างที่ต้องการไหม ส่วนพี่แชน เราเรียนห้องเดียวกันตอนปริญญาตรี เขาดูแลทุกอย่างแทนผมได้ หรืองานทำสี ก็ต้องช่วยกันดูว่าตรงกับที่ลูกค้าอยากได้ไหม งานทุกตำแหน่งสำคัญหมด ปั้น ลงสี เรซิ่น ไฟเบอร์ ต่อวงจร พอต่อเสร็จใส่ขน ต้องเป็นช่างตัดขน ต่อมาต้องเป็นช่างทำสี ทำไปจนจบ

“เราคิดว่าทำแล้วต้องทำให้ดี ดีตามที่ลูกค้าต้องการและใจเราอยากให้เป็น งานต้องใกล้เคียงความจริง 100 เปอร์เซ็นต์ หากไม่ดีแปลว่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะด้วยราคาหรือเวลา แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของการไม่ทำให้เต็มที่ สำหรับผมต้องทำให้ดีที่สุด”

ความสนุกของเขาคือการคาดเดาไม่ได้ว่าวันไหนจะได้รับโจทย์อะไร แต่ละงานไม่เหมือนกัน ยกเว้นบางขั้นตอนที่ใช้ทักษะเดิม 

“การทำงานต้องใจเต้นตลอดเวลา คิดว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านไปได้ เนื่องจากทุกอย่างมีข้อจำกัดในตัว ทุกวันนี้ก็ยังทำงานด้วยใจเต้น เพราะถ้าไม่เต้นก็คงตาย”

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

05
จากหลังบ้านถึงหลังกอง

งานกำหนดสีหน้า อารมณ์ ท่าทาง คือหน้าที่ของผู้กำกับ หากถามว่าพวกเขาใส่ความเป็นตัวเองลงไปในผลงานบ้างไหม บ่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ใส่ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ใส่ได้ คือใส่ใจในรายละเอียด”

หลังผลิตชุดเสร็จ งานไม่เสร็จตามนั้น ทีมงานต้องพร้อมสแตนบายด์ที่กองถ่ายเพื่อดูแลชุดและกลไก

“ผมก็ไม่รู้ทำไม แต่สมัยก่อน Mechanic มีปัญหาหน้ากองบ่อย เซอร์โวพังบ้าง ข้อต่อหลุดบ้าง มันกลัวผู้กำกับ เราใช้เล่นกันเองไม่มีปัญหา พอเจอผู้กำกับเท่านั้นแหละ แอ๊ะ! พัง!

“ตอนนี้ดี เพราะไม่ได้จ้างคนนอกทำ พอทำเองก็เห็นว่าจุดอ่อนคืออะไร เอาของดีใส่แทน แก้ไขได้ ปัญหาเลยไม่ค่อยเกิด” เจ้าของกิจการพยายามเล่าเสียงดังเพื่อสู้เสียงเครื่องมือที่ดังกว่าจากพนักงานคนหนึ่งซึ่งกำลังไสอะไรบางอย่างอยู่

“ช่วงแรกที่ทำงานก็เคยมีความผิดพลาดครั้งใหญ่ เราทำงานเสร็จแล้วแต่พอไปถึงหน้างานกลับใช้ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียว

“ถามว่าแก้ปัญหายังไง เขาต้องเลื่อนถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมโดนด่า ตอนนั้นอายุ 26 – 27 ตอนนี้ 43 แล้ว เมื่อก่อนเข้ากองต้องยกมือไหว้เขา ตอนนี้เข้ากองมีแต่คนยกมือไหว้

“ไม่ได้เก่งนะครับ แค่แก่” 

เขาเล่นมุก แต่เราเชื่อว่าความผิดพลาดครั้งสำคัญคือสิ่งที่ทำให้เขาเติบโต ประสบการณ์จึงกลายเป็นชื่อเสียง หาใช่ชื่อเสีย

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

ความโดดเด่นของ BAAN MOCK UP นอกจากความเชี่ยวชาญที่ได้ดูแลโฆษณามามากกว่า 1,500 ชิ้น เฉลี่ย 10 ชิ้นต่อเดือน ตลอด 15 ปี มีบ้างที่ได้เวลานอนพักเพราะติดปัญหาโควิด-19 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทีมงานของพวกเขามีคุณภาพล้นเหลือ ราคาไม่แรง ถูกและดีมีที่นี่

จากงานภาพยนตร์และโฆษณาที่เคยรับมา เขาเล่าความต่างให้ฟังว่ามันอยู่ที่ความคาดหวังและการตามงานของลูกค้า ซึ่งงานประเภทหลังมีรายละเอียดเยอะกว่าทั้งจากฝั่งผู้กำกับและผู้จ้าง บางครั้งเวลาที่ตกลงกันไว้ก็กระชั้นกว่าที่คิด แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรค เราต้องจัดไปอย่าให้เสีย

“เวลาทำโดยประมาณไม่เกิน 20 วัน น้อยสุดก็ 10 วัน บางทีก็ 7 วัน บางครั้งรับงานหลายทอด เขาต้องไปขายงานให้ผ่าน ต้องคุยกับหลายฝ่าย งานเลยมาถึงเราช้า หลัง ๆ เรารับงานโดยตรงก็มีเวลาเพิ่มหน่อย

“One Night Miracle ก็มีเหมือนกันนะ (หัวเราะ) โต้รุ่งยันสว่าง แต่อันนี้เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าวงการ ยังจัดเวลาไม่ถูก กะเวลาไม่เป็น ถูกเขาด่า แถมยังอดนอน แต่ตอนนี้เราสั่งสมประสบการณ์มานาน รู้แล้วว่างานชิ้นไหนต้องใช้เวลากี่วัน วางแผนได้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร”

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

ในวันที่ชายหนุ่มเพิ่งเริ่มทำงาน มีรุ่นพี่ในวงการที่อายุมากกว่าเขาเป็นสิบปีอยู่นับสิบเจ้า ประสบการณ์ที่สั่งสมมาก็เยอะกว่า แต่ด้วยงานกดดันทุกเวลาและทุกงาน คนเคยรู้จักจึงเริ่มเปลี่ยนอาชีพไป

“น้องที่เข้าวงการมา แน่นอนว่าไม่มีใครทำเป็นมาตั้งแต่เกิด มันอยู่ที่ว่ารับแรงกดดันได้ขนาดไหน เราต้องจมไปกับงาน วันทั้งวันต้องทำงาน มันขนาดนั้นเลย จึงกลายเป็นความกดดัน ผมเลยบอกว่า หนีไป อย่าหลงทางเข้ามา แต่ตัวผมไม่ได้หลงผิดเข้ามานะ ผมตั้งใจเข้ามาเพราะรักสิ่งที่ทำ

“ถ้าจะหมดไฟก็เพราะสั่งสมความกดดันมาตลอด ต่อให้มีแนวทางอื่นที่ทำได้ก็ยังต้องรับงานม็อคอัพบ้าง แค่ความกดดันมันจะหายไป ผมไม่รู้ว่าจะทำไปอีกกี่ปี แต่คิดไว้ว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีงานให้ทำ

“เพราะความกดดันจากงานทำให้ผมมายืนอยู่จุดนี้”

ปัจจุบัน BAAN MOCK UP ยังคงรับงานทั่วราชอาณาจักร ทั้งงานโฆษณา รายการโทรทัศน์ ช่องยูทูบ พวกเขาคือเบื้องหลังที่ทำงานหนักไม่แพ้เบื้องหน้า เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เป้าหมายเข้าใกล้ความสมบูรณ์และทำให้โฆษณาเป็นที่จดจำ

ทั้งหมดคือโลกหลังม่านที่คนดูไม่จำเป็นต้องรู้จัก แต่ถ้าได้รู้จักรับรองว่าคุณจะลืมไม่ลง

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load