ปริศนาพยักหน้าและซบลงบนบ่าท่านชาย ท่านชายกอดปริศนาอยู่นิ่งครู่ใหญ่ก็ปล่อย รับสั่งว่า

“เธอไปนอนเสียเถอะปริศนา แล้วอุตส่าห์นอนให้หลับนะ”

“แน่ล่ะคะ” 

“ลาก่อนปริศนา พรุ่งนี้พบกันใหม่”

“ทูลลาก่อน”

“คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะจากกัน แล้วเราจะไม่จากกันอีกตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป…ปริศนา พรุ่งนี้แล้ว”

ท่านชายเสด็จไปแล้ว ปริศนาก็กลับขึ้นห้องนอน ปิดไฟแล้วก็ขึ้นเตียงนอนท่องคำว่า “พรุ่งนี้” จนหลับไป

กรี๊ด… ในที่สุดความรักของหม่อมเจ้าพจนปรีชาและปริศนาก็จบลงด้วยความสุขสมหวัง คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ท่านชายจะเสด็จมาลา ‘นางสาวปริศนา’ ก่อนพิธีเสกสมรสในวันรุ่งขึ้น และทั้งสองจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป ผมอ่านไปอินไปจนเผลอจิกหมอนเกร็งทุกครั้ง แม้ว่าว่าผมจะอ่านนวนิยายเรื่อง ปริศนา จบลงเป็นรอบที่ 20 แล้วก็ตาม

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

ภาพความงดงามของหาดหัวหินช่วง พ.ศ. 2480 อันเป็นฉากแห่งความรักโรแมนติกของทั้งคู่ยังวนเวียนอยู่ในจินตนาการ บ้านไม้หลังสวยที่ตั้งเรียงรายไปตามหาดทรายขาวสะอาดทอดยาวไปไกล หมู่ต้นลั่นทมส่งกลิ่นหอมฟุ้ง สังคมอบอุ่นที่ใครต่อใครก็ล้วนรู้จักและเอื้ออาทรต่อกัน

หัวหินในวันนี้ธรรมชาติขาดหาย บ้านไม้หลังสวยถูกแทนที่ด้วยแท่งคอนกรีตตะกายฟ้า จนยากที่จะตามหาร่องรอยความสงบงามดั่งอดีต แต่มีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่เหล่าทายาทพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจข้อเสนออันเย้ายวนจากกลุ่มธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น แม้ทราบว่าการอนุรักษ์บ้านโบราณหลังนี้ต้องใช้งบประมาณอยู่ไม่น้อย แต่พวกเขาก็ร่วมกันหาทางออกจนสำเร็จ และนับเป็นกรณีศึกษาเรื่อง Heritage Management ที่น่าเรียนรู้

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

คอลัมน์ Heritage House ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านย้อนอดีตสู่หัวหินยุคปริศนา ผ่านเรื่องเล่าของ ‘บ้านบาหยัน’ ที่เหล่าทายาทอันได้แก่ คุณปุรณี จัยวัฒน์, พลอากาศโทหญิงเสริมพัฒน์ จัยวัฒน์, คุณสการ จัยวัฒน์, คุณปุณิกา จัยวัฒน์ และ คุณอแมนด้า เอลลิส รวมทั้งสถาปนิกอนุรักษ์ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้รับผิดชอบโครงการซ่อมบำรุงบ้านบาหยัน จะร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวหลากมิติให้เราได้รับรู้ 

บรรยากาศความงามของหัวหินในวันวานกำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป

แป้งบาหยันสู่บ้านบาหยัน

“ก่อนจะมาเป็นบ้านบาหยัน ที่นี่คือส่วนหนึ่งของบ้านพลับป่า ก ค่ะ” คุณปุรณีเอ่ย 

บ้านพลับป่า ก เป็นตำหนักตากอากาศของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลเทวกุล สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมาได้ประทานแก่พระธิดา คือ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระชายาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลกิติยากร

“หม่อมเจ้าอัปษรสมานเคยเสด็จมาทำพระเกศาที่ร้านของ คุณย่าสงวนศรี (สงวนศรี กมลวาทิน) ผู้เป็นน้องสาวคนเล็กของคุณย่าดิฉัน ท่านทรงเปรยว่าต้องพระประสงค์จะขายบ้านที่หัวหิน หลายปีต่อมาคุณย่าก็ได้เป็นผู้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้ และนั่นคือที่มาของบ้านบาหยัน”

หม่อมเจ้าอัปสรสมาน กิติยากร สิ้นชีพิตักษัยลงเมื่อ พ.ศ. 2482 ผู้จัดการมรดกในพระองค์ได้จัดสรรที่ดินออกเป็นแปลงย่อยๆ และได้ขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงหนึ่งให้กับ ‘คุณย่า’ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2495 และคุณย่าได้ขนานนามบ้านหลังนี้ใหม่ว่าบ้านบาหยัน 

“คุณย่าก็คือ คุณประภา จัยวัฒน์ ผู้จัดการบริษัทเพ็ญประภา จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแป้งบาหยันที่ฮิตมากในยุคนั้น” คุณปุรณีขยายความ

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“คุณย่าเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนผู้หญิงไม่มีโอกาสเรียนอย่างผู้ชาย ตอนนั้นครอบครัวอาศัยอยู่ที่เยาวราช ใกล้ๆ กับโรงบ่อน ซึ่งมีผู้ชายมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเล่นการพนัน พ่อของคุณย่าก็เลยยิ่งหวง ไม่อยากให้ใครมาเห็นลูกสาว เลยยิ่งเก็บท่านไว้แต่ในบ้าน คุณย่าเห็นพี่ชายได้เรียนหนังสือก็อยากเรียนกับเขาบ้าง ท่านไปขอร้องคุณแม่ให้แอบจ้างครูมาสอนที่ห้องใต้ดิน คุณแม่ของท่านก็จ้างครูมาสอนทุกวิชา รวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษด้วย นั่นคือการเริ่มต้นการศึกษาของท่าน ต้องนับว่าท่านเป็นคนหัวก้าวหน้ามากในสมัยนั้น” พลอากาศโทหญิงเสริมพัฒน์ถ่ายทอดสิ่งที่คุณย่าประภาเคยเล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ความมุมานะของคุณย่าประภาก็ประสบผลสำเร็จ เพราะในที่สุดท่านก็ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ จนสำเร็จประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเสาวภา ย่านปากคลองตลาด

ต่อมาคุณย่าประภาได้เข้ามาทำงานกับพี่ชาย นายเจือ เพ็ญภาคกุล ผู้เป็นเจ้าของห้างขายยาสตรีเพ็ญภาคที่เยาวราช

“ตอนนั้นท่านอายุเพียงสิบห้าปี แต่พี่ชายไว้วางใจให้มาเป็นผู้ดูแลร้าน คุณย่าภูมิใจมากว่าในสมัยนั้นไม่มีผู้หญิงคนไหนทำหน้าที่นี้ คนที่เป็นผู้ดูแลร้านต้องคิดเลขเก่ง คำนวณปริมาณสินค้าได้แม่นยำ และต้องมีความซื่อสัตย์มากๆ ท่านได้ทำงานกับพี่ชายจนอายุยี่สิบแปดปี ก็อยากจะมีธุรกิจของตนเองบ้าง ท่านรู้ตัวว่าชอบเรื่องความสวยความงาม เลยเบนเข็มมาเริ่มธุรกิจเครื่องสำอางพลอากาศโทหญิงเสริมพัฒน์เล่าถึงคุณย่าประภา

เมื่อเริ่มธุรกิจแป้งบาหยันใหม่ๆ ใน พ.ศ. 2475 คุณย่าประภาต้องเดินทางไปฝรั่งเศสเพียงคนเดียว โดยสารเรือเดินสมุทรจากท่าเรือคลองเตยไปยังสิงคโปร์ ก่อนต่อเครื่องบินไปปารีสเพื่อเลือกหัวน้ำหอมนานาชนิด จนได้กลิ่นที่ตัวเองพอใจ แล้วจึงนำกลับมาปรุงและจัดจำหน่าย นั่นคือจุดเริ่มต้นของแป้งบาหยัน แป้งยุคบุกเบิกที่มีกลิ่นหอมทันสมัยแบบตะวันตก ซึ่งแตกต่างจากน้ำอบไทยที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปในขณะนั้น

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“แป้งบาหยันมีทั้งแป้งน้ำ แป้งฝุ่น มีน้ำมันสำหรับแต่งผมทรงเอลวิส เพรสลี่ ด้วย เมื่อก่อนคุณย่าจะนำแป้งบาหยันออกเร่ขายไปพร้อมกับหนังกลางแปลง คนมาดูหนังก็มาซื้อแป้งด้วย วิธีของคุณย่าทำให้แป้งบาหยันกลายเป็นสินค้าติดตลาดทั่วเมืองไทยในที่สุด” คุณปุรณีเล่าให้ฟังพร้อมนำแป้งบาหยันออกมาให้ชม เป็นที่น่าเสียดายว่าแป้งยอดฮิตในอดีตกลายเป็นสินค้าในตำนานไปเสียแล้วในวันนี้

“คุณย่าเป็นคนชอบบ้านเก่า เมื่อท่านประสบความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว ก็อยากมีบ้านไว้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัวที่หัวหินด้วย เมื่อได้ครอบครองส่วนหนึ่งของบ้านพลับป่า ก ท่านก็เลยนำชื่อสินค้ามาเป็นชื่อบ้านหลังนี้ เพราะผูกพันกับชื่อนี้มาก

“ผู้ที่ตั้งชื่อแป้งบาหยันก็คือ คุณโชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ยาขอบยังเป็นผู้ที่เขียนคำโฆษณาแป้งบาหยันที่ปรากฏลงตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าป้ายโฆษณา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รวมทั้งเพลงในสื่อวิทยุที่คนรุ่นก่อนคุ้นเคยกันดี โดยมีเนื้อร้องว่า ‘สาวชาววัง เอวเล็กเอวบาง ประแป้งบาหยัน’

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยาขอบกำลังเขียนเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ อยู่พอดี และได้รับความจุนเจือจากคุณย่าให้มีรายได้เสริมด้วยการเป็นนักโฆษณาให้กับสินค้าของท่านด้วย” พลอากาศโทหญิงเสริมพัฒน์เล่าถึงที่มาของชื่อสำคัญ

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

หลังจากได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 บ้านบาหยันกลายมาเป็นบ้านตากอากาศของครอบครัวจัยวัฒน์ ที่สมาชิกครอบครัวทุกรุ่นล้วนมีความรักและผูกพันต่อบ้านหลังนี้อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

หัวหินวันวาน

ตำหนักมโนรมย์

ทูลเจ้าพี่ทรงทราบ

เจ้าพี่เห็นหญิงเข้าเดี๋ยวนี้คงจำไม่ได้เพราะหญิงตัวดำปื๋อ อยู่กลางแดดตลอดวัน เดี๋ยวนี้คนมาหัวหินมาก มากันเต็มทุกเที่ยวรถไฟ หญิงขี่รถถีบไปสถานีกับวิมลเกือบทุกวัน และได้พบคนรู้จักมากๆ ทุกคราว ครูปริศนาของหญิงก็มาด้วย อยู่บ้านใกล้ ๆ กับโฮเต็ล ครูไม่มีคนครัวมาด้วยต้องทำกับข้าวกันเอง หญิงกับวิมลเลยเข้าครัวเป็นลูกมือกับครูปริศนา สนุกจังค่ะ พี่รตีแต่งตัวสวยไปโฮเต็ลทุกวัน พอค่ำๆ ก็กลับบ้าน มีหนุ่มๆ มาส่งเต็ม โก้พอใช้

รักเจ้าพี่เสมอ

รัตนาวดี

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“ไปหัวหินทีกลับมาตัวดำจริงๆ ค่ะ เพราะกันไปทีนานนับเดือนตลอดหน้าร้อน วันๆ ก็เล่นแต่น้ำทะเล ใช้ยางในรถยนต์เป็นห่วง ลอยไปหลับไป ผู้ใหญ่มาตามยังไม่อยากขึ้นบ้าน (หัวเราะ) เย็นๆ หาดกว้างมาก ก็เล่นตี่จับ วิ่งเปี้ยว ชักกะเย่อ ผู้ใหญ่มาตามก็ไม่ยอมเลิกอีก พอวันเสาร์อาทิตย์เย็นก็เดินไปเที่ยวโรงแรมรถไฟกัน” คุณปุรณีเล่าถึงหัวหินในวัยเด็ก

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงในขณะนั้น ดำเนินการจัดสร้างโรงแรมขึ้นที่หัวหินจนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2466 นับเป็นโฮเต็ลตากอากาศมาตรฐานยุโรปแห่งแรกของประเทศ และเป็น Clubhouse ของชาวกรุงที่มาตากอากาศกันที่นี่

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“โรงแรมรถไฟนี่ไปทีไรก็จะเจอคนรู้จักอยู่ที่นั่น เราก็ใส่ขาสั้น แต่งตัวแบบปริศนาไปกับพี่ๆ น้องๆ ไปเล่นกอล์ฟกันในวันเสาร์อาทิตย์ เดินเลียบหาดไปจนถึงสนามกว้างของโรงแรม โอ้โห ตื่นตาตื่นใจมาก ของกินเพียบ (หัวเราะ) มีทั้งปลาหมึกย่าง หอยเสียบทานกับมะละกอเส้น มะยมเชื่อมสีแดงๆ เสียบไม้ขาย ข้าวเกรียบว่าว ข้าวเกรียบมะพร้าวงาดำ ฯลฯ ที่โรงแรมมีต้นไม้ตัดเป็นรูปช้าง มีต้นตะโกดัด อาคารทรงยุโรปสวยๆ บรรยากาศครื้นเครง” 

นอกจากการไปโฮเต็ลแล้ว มีกิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างที่มักเกิดขึ้นบนหาดในคืนเดือนมืด

“จับปูลมค่ะ ผู้ใหญ่บอกว่าจะจับปูนี่กำลังจะทำบาปนะ ต้องคิดให้ดี อย่าจับมาเล่น ทำให้เขาเจ็บ ถ้าจะจับก็ต้องกิน ในที่สุดปูที่จับมาก็ต้องนำมาทอดกินกันอร่อย ตามความเข้าใจของเราตอนเป็นเด็กก็คืออย่างนั้นไม่ถือว่าทำบาปแล้ว เพราะจับปูลมมาทานเกลี้ยงไปหมดแล้ว” คุณปุรณีเล่าเสียงใสด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

หัวหินเป็นถิ่นของมิตรภาพ บ้านบาหยันก็เช่นกัน

“คุณย่ามีพี่น้องหลายคน มีลูกมีหลานเยอะ ก็จะนอนเรียงกันทั่วบ้านสักสามสิบคนได้ สนุกเป็นที่สุด บ้านที่อยู่ใกล้ๆ ก็ล้วนรู้จักมักคุ้นกัน แต่ละบ้านก็จะมีเมนูเด็ดมาเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน อย่างบ้านใกล้ๆ กันทำรวมมิตรอร่อย ทำเสร็จแล้วก็แบ่งมาให้เราได้ทานด้วย แล้วเราก็จะแวะเวียนกันไปนอนบ้านเพื่อน เพื่อนก็มานอนบ้านเรา เป็นความทรงจำที่ดีมาก” 

กิจกรรมที่คุณย่าทำกับหลานๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย และทำให้หัวหินเป็นแหล่งเรียนรู้บางวิชาในระหว่างปิดเทอมฤดูร้อน

“วิชาแรกคือวิชาคำนวณค่ะ เพราะคุณย่ากับเพื่อนๆ ของท่านชอบตั้งวงเล่นไพ่กัน (หัวเราะ) แล้วก็จะชวนหลานๆ เล่นด้วย อย่างรัมมี่ ตีแตก แล้วก็ไพ่ตอง ก็หัดเล่นเป็นกันที่นี่

“อีกวิชาคือคหกรรม หน้าร้อนเป็นหน้ามะม่วง คุณย่าก็จะซื้อมะม่วงมาเป็นเข่ง แล้วก็นั่งปอกไปเรื่อยๆ ดิฉันก็ช่วยคุณย่าและหัดปอกเป็นที่นั่น ต้องปอกให้เรียบเนียน ไม่มีสันเลยนะคะ เนื้อมะม่วงต้องเรียบกริ๊บเลย อีกอย่างคือปอกลูกตาล เป็นลูกตาลอ่อนเสียด้วย ต้องปอกโดยไม่ให้น้ำในลูกตาลทะลักออกมา เวลาปอกทีใช้เวลานานมาก แต่กินทีทั้งลูก ใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที (หัวเราะ) เวลาอยู่หัวหินเราจะอยู่กับคุณย่าเป็นหลัก เพราะพ่อแม่ทำงานและไปอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ” คุณปุรณีเล่าพร้อมสาธิตการปอกมะม่วงแบบเรียบไร้สันให้ผมดูเป็นขวัญตา

เวลาสำคัญที่ทั้งคุณย่าคุณหลานรอคอยก็คือช่วงบ่าย 2 เพราะของอร่อยกำลังจะมา

“ขนมของ แม่เก็บ ไงคะ จำได้ว่าหลังจากนอนกลางวันเสร็จแล้ว ตื่นมาสักบ่ายสองบ่ายสาม ก็จะชวนกันมานั่งที่บันไดหน้าบ้าน เขาจะหาบขนมเดินเลียบชายหาดแวะขายไปตามบ้านต่างๆ มีขนมเปียกปูน ขนมซ่อนลูก ขนมสาลี่ ขนมหม้อแกง ฯลฯ สมัยนั้นห่อด้วยใบตอง ขายห่อละสองบาท คุณย่ากับเด็กๆ ก็จะมานั่งรอขนมแม่เก็บกัน เพราะเป็นเวลาหิวพอดี (หัวเราะ)” คุณปุรณีเล่าถึงขนมของ คุณยายเก็บ เฟื่องแก้ว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นร้านแม่เก็บที่โด่งดังไปทั่วหัวหิน

ช่วงเวลาแห่งความสุขทุกฤดูร้อนกับคุณย่าที่บ้านบาหยันนานับสิบปีได้ก่อให้เกิดความรักและผูกพันต่อสถานที่นี้ 

“บ้านบาหยันเป็นบ้านตากอากาศของครอบครัวอยู่นานหลายสิบปี รุ่นคุณพ่อคุณอาก็ดูแลบ้านหลังนี้ได้ดีมากๆ มารุ่นเราก็เริ่มโทรมจนคิดว่าจะปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะโทรมลงไปเรื่อยๆ แต่จะอนุรักษ์อย่างไร ด้วยวิธีใด เป็นสิ่งที่ไม่มีความรู้ โชคดีที่ได้ปรึกษาสถาปนิกอนุรักษ์อย่าง ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน เพื่อร่วมหาทางออก หัวหินเองก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย สภาพแวดล้อมเดิมๆ แทบไม่เหลือ อย่างน้อยบ้านบาหยันอาจเป็นจุดเชื่อมของหัวหินในอดีตกับปัจจุบันได้” คุณปุรณีกล่าวถึงที่มาของการอนุรักษ์บ้านโบราณไว้ให้คงอยู่ต่อไป พร้อมข้อท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญตามมา

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

บ้านสู่โรงแรม

บ้านบาหยันสร้างขึ้นช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2454 – 2466 เป็นอาคารไม้สูง 2 ชั้นหลังคาทรงปั้นหยาทำจากกระเบื้องว่าว ตั้งอยู่ขนานกับชายทะเลหัวหิน ชั้นล่างใต้ถุนโล่งใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ชั้นบนประกอบด้วยห้องนอนจำนวน 5 ห้อง พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ (Verandah) อาคารมีการประดับตกแต่งด้วยลูกกรงและไม้ฉลุลายไปทั่วทั้งช่องแสง แผงกันแดด ราวระเบียง ตลอดจนราวบันได

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“เฉลียงใหญ่และโล่งเป็นลักษณะสำคัญของบ้านตากอากาศริมชายทะเลในเขตหัวหินและชะอำ เช่นเดียวกับบ้านปลุกปรีดี มีลายประดับที่ฉลุเลียนแบบลายเรขาคณิต ส่วนใหญ่เป็นลายเลียนแบบไพ่ตอง ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมยามบ่ายของผู้มาพักอาศัยในช่วงนั้น แล้วไม่ใช่บ้านบาหยันเท่านั้นนะคะ จากการวิจัย เราเจอบ้านหลายหลังที่เป็นลายไพ่ตองเช่นเดียวกัน” ดร.ยุวรัตน์ สถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการซ่อมบำรุงบ้านบาหยันกล่าวนำ ตามด้วยเสียงหัวเราะของทุกคน

เมื่อจะอนุรักษ์บ้านบาหยัน ทั้งสถาปนิกและเจ้าของต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะอนุรักษ์อะไรและจะอนุรักษ์อย่างไร

“เราสรุปร่วมกันว่าการอนุรักษ์ที่คิดไว้ไม่ใช่แค่อาคาร แต่ควรอนุรักษ์บรรยากาศเดิมๆ ไว้ให้มากที่สุด ให้มีความโปร่งเท่าเดิม คุณภาพแดด ลม และแสงเงาเหมือนเดิม เพื่อให้บรรยากาศแห่งความสุขยังคงอยู่ ราว พ.ศ. 2541 ก็คุยกับคุณปุรณีอย่างจริงจังแล้วว่าจะซ่อมอย่างไรดี เพราะสภาพบ้านคือโทรมมาก ต้องรีบทำ ลอกสีเดิมทั้งหมด ให้ผิวไม้ได้หายใจ แล้วก็ต้องเสริมโครงสร้าง ตอนนั้นสภาพห้องนอนและห้องน้ำก็ไม่ดี ต้องรีบแก้ไข และเป็นการซ่อมที่ใช้งบประมาณสูง 

“อาคารสำคัญคือตัวบ้านที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ถือว่าเป็นอาคารเก่าแก่และมีความเสี่ยงมากที่สุด สาเหตุมาจากสภาพอากาศ ความชื้น และความเค็มของทะเล การซ่อมต้องมีอยู่เรื่อยๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน มีการประเมินว่าบ้านหลังนี้ต้องซ่อมทุกห้าปี จึงต้องเตรียมงบประมาณเพื่อการนี้ไว้ด้วย” 

ดร.ยุวรัตน์กล่าว ตามด้วยโจทย์สำคัญที่ทางทายาทต้องขบคิด ว่าจะสร้างธุรกิจอะไรที่นำรายได้มาใช้ในการบำรุงรักษามรดกสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าแห่งนี้ให้คงอยู่

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“ในที่สุดก็ร่วมกันตัดสินใจทำธุรกิจโรงแรม ที่ทำโรงแรมก็เพราะว่าตัวเองเป็นคนชอบเดินทาง ชอบไปพักที่พักที่สงบ สบาย ไม่จำเป็นต้องหรูหรา เป็นที่พักง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่สะท้อนเรื่องราวของท้องถิ่นนั้นๆ ได้ อีกอย่างคือเป็นคนอยากบริการ อยากดูแลคนอื่น ตื่นเช้ามาก็อยากทัก Good morning. Tea or coffee? อยากทำหน้าที่นี้มากๆ (หัวเราะ) แล้วก็อยากกวาดบ้านทำสมาธิ (หัวเราะอีกครั้ง)

“เลยบอกกับทีมสถาปนิกว่า ขอให้เป็นโรงแรมขนาดไม่ต้องใหญ่ แต่อบอุ่น เป็นกันเอง และยังรักษาสภาพของบ้านกับบรรยากาศของหัวหินเมื่อวันวานเอาไว้ได้ เชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อเราดำเนินธุรกิจโรงแรมในนามบริษัท ก็พอจะมีรายได้มาเพื่ออนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ โดยไม่ต้องให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งของครอบครัว ต้องกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” คุณปุรณีเล่าด้วยความสุขเมื่อโจทย์เริ่มคลี่คลาย

สำหรับรุ่นเหลนอย่างคุณปุณิกาก็ได้ร่วมรำลึกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ตอนที่ทราบว่าจะทำเป็นโรงแรมนี่ร้องไห้เลยค่ะ รู้สึกว่าบ้านของเรากำลังจะกลายเป็นที่ของคนอื่น ไม่ใช่ของเราอีกต่อไปแล้ว คือรู้สึกผูกพันกับที่นี่ไม่ต่างจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่ก็เข้าใจและคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

การซ่อมบำรุงเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2545 จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2547 จึงเปิดดำเนินการ โดยโรงแรมบ้านบาหยันนับเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“เมื่อโจทย์มาเป็นโรงแรม ก็ต้องหาวิธีอนุรักษ์และจัดสรรพื้นที่ ตัวบ้านนั้นถือเป็นอาคารประธาน ต้องเป็นที่ที่แขกทุกคนขึ้นมาชื่นชมได้ มีโอกาสเรียนรู้เรื่องสถาปัตยกรรมในสมัยก่อน ส่วนพื้นที่รอบบ้านนั้น ได้พัฒนาขึ้นให้เป็นห้องพักสำหรับแขก ในที่สุดก็ลงตัวที่ยี่สิบเอ็ดห้อง โดยห้องพักแขกในแต่ละยูนิตจะต้องให้ความรู้สึกว่าได้ลม ได้แสง ได้ความรู้สึก เหมือนหัวหินสมัยก่อน และต้องการให้คนที่มาพักต้องรู้สึกว่าได้มาเป็นแขกของบ้านบาหยันจริงๆ” ดร.ยุวรัตน์เปิดเผยพร้อมรอยยิ้ม คราวนี้ผมชักอยากเดินสำรวจพื้นที่เพื่อย้อนกลับไปสู่หัวหินยุคปริศนาเสียแล้ว

ของดีที่ต้องรักษาให้อยู่คู่บ้านบาหยัน

ของดีที่ต้องอนุรักษ์ไว้เป็นอันดับต้นๆ ก็คือต้นไม้ เพราะการอนุรักษ์ต้นไม้ คือการอนุรักษ์ทั้งแสงและเงา รวมทั้งบรรยากาศโดยรวม

“ที่นี่มีต้นไม้เยอะมาก ดังนั้นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกๆ คือการสำรวจต้นไม้ก่อนเลยว่าในพื้นที่มีต้นอะไรบ้าง เราดูด้วยว่าเป็นไม้ใบ ไม้ผล หรือไม้ดอก และจะออกดอกฤดูไหน เพราะอยากจินตนาการให้ได้ว่าสมัยนั้นจะมองเห็นอะไร ช่วงไหน และมีภาพจำเป็นอย่างไร 

“ต้นไม้หลักๆ คือต้นพลับป่า ต้นคูน ต้นหางนกยูง และดีใจมากที่เก็บต้นไม้ใหญ่น้อยไว้ได้เกือบหมด มีตัดไปเพียงต้นเดียว เพราะเป็นโจทย์ของโรงแรมที่ต้องการเพิ่มสระว่ายน้ำไว้สำหรับแขก แต่เชื่อไหมคะว่าพอตัดต้นไม้ต้นนั้นทิ้งไป ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นรู้สึกได้เลยว่ากระแสลมเปลี่ยน ลมพัดแรงขึ้นตรงลานกลางบ้านจนของล้ม คือเราเคยเรียนรู้มาว่าคนโบราณจะปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ริมหาด เพื่อช่วยลดลมปะทะก่อนถึงตัวบ้าน นี่คือบทพิสูจน์เลยว่าการตัดต้นไม้เพียงต้นเดียว ก็สร้างผลกระทบเรื่องกระแสลมแปรปรวนได้ทันที” ดร.ยุวรัตน์กล่าว

นอกจากต้นไม้แล้ว อาคารสำคัญที่สุดคือตัวบ้านไม้ที่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของบ้านพลับป่า ก และยังนับว่าเป็นบังกะโลรุ่นแรกๆ ของหัวหิน อันเคยเป็นที่ประทับสังสรรค์ของเจ้านายหลายพระองค์ที่เสด็จแวะเวียนไปมาหาสู่กันเสมอ

“ต้องบอกว่าเราโชคดีมากที่ซ่อมบ้านหลังนี้ในช่วงเวลาเดียวกันกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เลยได้รับการแนะนำช่างไม้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดฐานอนุรักษ์ ซึ่งเป็นช่างไม้ผู้ซ่อมพระราชนิเวศน์ฯ ให้มาช่วยซ่อมบ้านบาหยันด้วย” ดร.ยุวรัตน์เล่า 

“เราพยายามรักษาบ้านตามสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด มีเรื่องสีของบ้านที่เปลี่ยนไป คือเราเพิ่งมาดูรูปแล้วพบว่าสีเดิมของบ้านคือสีน้ำเงินกับแดง ซึ่งเป็นสีที่นิยมในยุคปริศนา และบ้านในหัวหินหลายหลังก็ใช้ อย่างหมู่ตำหนักของราชสกุลกฤดากรก็ใช้สีน้ำเงินกับแดงเหมือนกัน แต่สันนิษฐานว่าทั้งสองสีนี้ไม่น่าจะเป็นสีดั้งเดิมที่ใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หก น่าจะเป็นสีที่มาฮิตในยุคปริศนามากกว่า 

“สุดท้ายเราเลยเลือกใช้สีเหลืองเป็นหลัก และใช้สีประกอบเป็นสีเขียวน้ำทะเลกับส้ม สีเหลืองมาจากสีของดอกคูน ส่วนสีส้มคือสีของดอกหางนกยูง ต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้มีปลูกมากทั่วหัวหิน ซึ่งจะออกดอกพร้อมกันในช่วงหน้าร้อน จึงเป็นภาพจำของหัวหินในอดีต” 

เมื่อเดินขึ้นมาบนตัวบ้านจะพบกับห้องที่เป็นทั้งห้องนอนหลัก (Master Bedroom) และห้องนอนรอง (Guest Bedroom) มีทั้งหมด 5 ห้อง ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นห้องพักสำหรับรับรองแขกได้ 3 ครอบครัว โดยมีเฉลียงทำหน้าที่เชื่อมห้องทุกห้องไว้ด้วยกัน เฉลียงนั้นนับว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยสำคัญมาแต่อดีต ด้วยเป็นพื้นที่สำหรับนั่งเล่น รับแขก พบปะสังสรรค์ และกางมุ้งนอนเรียงในเวลากลางคืนของสมาชิกรุ่นเด็ก

พื้นที่ทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ไว้ใกล้เคียงกับต้นฉบับดั้งเดิม พร้อมตกแต่งด้วยเครื่องเรือนร่วมสมัย ใน พ.ศ. 2548 บ้านหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ โดยทายาทได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

นอกจากตัวบ้านแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ไว้ก็คือบันได

“แกนหลักของบ้านคือบันไดที่ทอดขึ้นจากหาดสู่บริเวณบ้านและเดินตรงมายังอีกบันไดหนึ่งที่ทอดขึ้นสู่ตัวเรือน ทั้งสองบันไดนี้จะตั้งอยู่ในแนวเดียวกัน ตัวหาดนั้นเปรียบเป็นหน้าบ้าน เป็นทางสัญจรหลัก ดังนั้นแขกไปใครมาก็จะเดินมาขึ้นบ้านโดยใช้สองบันไดนี้” ดร.ยุวรัตน์อธิบาย

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

 บันไดหน้าเรือนมักใช้เป็นที่บันทึกภาพถ่ายของครอบครัวเวลามาตากอากาศกันทุกๆ ปี และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันทุกบ้าน ไม่เฉพาะแต่บ้านบาหยัน ข้างบันไดมักจะมีต้นลั่นทมปลูกประดับอยู่คู่กัน เวลาถ่ายรูปก็จะเห็นทั้งบันไดและต้นลั่นทมด้วย สถาปนิกจึงรักษาลั่นทมคู่บันไดเอาไว้ ต่อมาก็ได้กลายเป็นโลโก้ของโรงแรมมาจนถึงทุกวันนี้

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“บันไดนี้คือบันไดที่มานั่งรอขนมแม่เก็บช่วงบ่ายๆ เวลาหิวๆ หลังนอนกลางวันเสร็จ” คุณปุรณีเล่าพร้อมนั่งเอามือเท้าคาง ทำท่าคอยขนมแม่เก็บให้ชม

ไม่ใช่แค่บันไดขึ้นเรือนเท่านั้น บันไดสำคัญแห่งก็คือบันไดที่ทอดลงสู่หาด

“อีกอย่างที่รักษาไว้ก็คือบันไดที่ทอดลงสู่หาด พร้อมกับเสาที่เขียนชื่อบ้านบาหยันเอาไว้ เดิมจะเป็นชื่อบ้านบ้านพลับป่า ก ภาพนี้เป็นภาพของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาในรัชกาลที่ห้า ประทับบนบันไดเดียวกัน” ดร.ยุวรัตน์ชวนให้ชมภาพสำคัญ

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

ของคู่บันไดคือบ่อน้ำชำระทราย ซึ่งเป็นปูนก่อใส่น้ำสะอาดไว้ชะล้างเศษดินเศษทรายที่เท้าให้สะอาดเสียก่อน

“บ่อน้ำชำระทรายเป็นของคู่หัวหิน มีตั้งไว้ตั้งแต่บันไดที่ทอดจากหาดขึ้นสู่บริเวณบ้าน และที่หน้าบันไดขึ้นเรือน ถือเป็นจารีตสำคัญสำหรับแขกที่ไปมาหาสู่กัน โดยจะใช้ทั้งสองบ่อเพื่อให้แน่ใจว่าเท้าสะอาดปราศจากทราย และจะไม่ขึ้นไปทำให้ตัวเรือนสกปรก ส่วนทางเดินที่ทอดจากหาดสู่บริเวณบ้าน จะปลูกต้นไม้สูงใหญ่เพื่อให้ร่มเงา ทำให้แขกรู้สึกเย็นสบายขึ้น หลังจากเดินฝ่าแดดร้อนๆ เลียบหาดมา เป็นการต้อนรับสู่บ้านที่ทำให้แขกรู้สึกสงบ สบายตัว ก่อนพบปะกันด้วย” ดร.ยุวรัตน์อธิบาย

หากมีโอกาสไปบ้านบาหยัน อย่าลืมสังเกตเส้นทางเดินที่ร่มรื่นและบ่อน้ำชำระทรายบ่อใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตัวเรือนโบราณนะครับ สิ่งนี้นับเป็นจารีตของสังคมหัวหินในอดีตเลยทีเดียว

ของสำคัญอีกอย่างอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน นั่นคือถังเก็บน้ำที่ฝังลึกลงไปใต้ดิน ในสมัยก่อนหัวหินยังไม่มีน้ำประปา จึงจำเป็นต้องซื้อน้ำหาบมาสำรองไว้ในถังที่ใต้ถุนบ้านดังกล่าว

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“บริเวณถังเก็บน้ำใต้ดินจะทำเป็นฐานยกสูง เดิมเป็นบ่อคอนกรีต แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าด้านบนจะตีปิดทับด้วยแผ่นไม้ บริเวณนี้มักเป็นมุมโปรดของคุณย่าคุณยายสำหรับใช้บัญชาการ เพราะมีพื้นที่กว้าง นั่งสบาย เหมือนตั่งขนาดใหญ่ยักษ์ เป็นที่ควบคุมคนครัวให้ทำกับข้าวให้หลานๆ หรือแสดงฝีมือปอกลูกตาลปอกมะม่วงของคุณย่าคุณยายอย่างที่คุณปุรณีเล่าให้ฟัง เป็นบริเวณที่เย็นสบายเพราะอยู่ในร่มและมีลมพัดผ่าน จะนอนกลางวันก็ได้ คิดว่าสมัยนั้นเราน่าจะเจอคุณย่าคุณยายของทุกบ้านนั่งประแป้งร่ำ แป้งเย็น ใส่เสื้อคอกระเช้าอยู่ที่นี่ นอกจากบริเวณวงไพ่ตองบนเฉลียง (หัวเราะ) ทั้งตัวคุณย่าคุณยายและมุมโปรดของท่านเป็นของคู่หัวหิน และเป็นตำนานที่มีคู่กับบ้านแทบทุกหลัง” 

ดร.ยุวรัตน์บรรยายและชวนให้ผมหวนรำลึกถึงชีวิตฤดูร้อนที่หัวหินของตนเอง หนึ่งในภาพจำของผมคือ ภาพคุณยายนั่งเจียวไข่ ดาวไข่ ทำข้าวต้ม ปิ้งขนมปังแผ่นทาน้ำพริกเผาเพื่อเป็นอาหารเช้า ตามเมนูโปรดของหลานแต่ละคนอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านเช่นกัน

“แล้วเราก็เจอบ่อน้ำเก่า ซึ่งเป็นบ่อน้ำบาดาล อันนี้เราก็เก็บไว้เพื่อให้แขกได้ชมและรับรู้ว่าเป็นสิ่งที่เคยมีที่หัวหิน เพียงแต่ว่าเราปรับให้บ่อบาดาลตื้นขึ้นเพื่อสามารถทำความสะอาดได้ง่าย” ดร.ยุวรัตน์ชวนไปชมบ่อสำคัญที่มีกันทุกบ้าน

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

นอกจากบ่อน้ำบาดาลแล้ว ก็ยังมีตุ่มแดงขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบ้านบาหยัน 

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“ตุ่มแดงมีอยู่ทั้งสิ้นสิบสามใบ ซึ่งเป็นตุ่มโบราณของแท้และดั้งเดิมที่ใช้สำรับสำรองน้ำฝน เราตั้งใจรักษาเอาไว้ด้วยเช่นกัน โดยกำหนดจุดตั้งตุ่มแดงไว้ให้เป็นจุดที่แขกสามารถสังเกตเห็น ถ้าใครมาที่บ้านบาหยัน ก็อยากเชิญชวนให้เดินไล่ชมตุ่มให้ครบทั้งสิบสามใบ เหมือนการเก็บ RC ในการแข่งขันแรลลี่นะคะ (หัวเราะ)

“จะเห็นได้ว่าการจัดการเรื่องน้ำจืดเป็นสิ่งที่คนยุคนั้นให้ความสำคัญมากๆ เพราะมีทั้งถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน บ่อบาดาล และตุ่มขนาดใหญ่อีกมากมาย เพื่อให้แน่ใจว่าได้สำรองน้ำจืดไว้ใช้ตลอดหน้าร้อนระหว่างพำนักอยู่ที่หัวหิน” ดร.ยุวรัตน์บรรยายพร้อมพาผมเดินชมตุ่มจนครบทั้ง 13 ใบ

การเดินสำรวจบริเวณบ้านบาหยันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปสู่อดีตที่งดงามจริงๆ

ห้องพัก… แม้สร้างใหม่แต่ก็ต้องได้บรรยากาศของวันวาน

ส่วนห้องพักอีก 18 ห้องที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2547 ทางสถาปนิกพยายามสร้างขึ้นโดยไม่รบกวนทัศนียภาพของบ้านโบราณ และยังอิงกับบรรยากาศและเรื่องราวของหัวหินในอดีต

“อาคารใหม่ที่สร้างขึ้นเลือกใช้หินเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างส่วนฐานของอาคาร ทั้งนี้เพราะในอดีตเราจะพบเขื่อนที่ก่อด้วยหินลักษณะเดียวกันนี้ตั้งยาวขนานไปกับหาดเพื่อกันคลื่น ส่วนด้านบนของอาคารอันเป็นห้องพักนั้น ก็พยายามยึดตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านตากอากาศให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ” ดร.ยุวรัตน์กล่าวพร้อมชี้ชวนให้ชมอาคารสวยตรงหน้า

ส่วนที่เป็นห้องพักนั้น แต่ละห้องจะมีทางเดินเข้าแยกต่างหาก มีเฉลียงให้นั่งเล่น มีลูกกรงไม้ให้ได้ใช้มือสัมผัส ที่สำคัญคือ ให้ได้รับคุณภาพของลม แสง และเงา เฉกเช่นวันวาน

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

“ทุกห้องจะมีทางเดินแยกเข้าเป็นสัดเป็นส่วน เวลากลับเข้าห้อง แขกก็จะรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าบ้านตัวเอง มีเฉลียงหรือระเบียงไว้นั่งเล่น เพราะเฉลียงรับลมเป็นของสำคัญคู่หัวหิน มองออกไปก็จะเห็นต้นไม้ที่ปลูกคู่บ้านบาหยัน แสงแดดที่ส่องผ่านลงมาก่อให้เกิดแสงและเงา ลักษณะเดียวกันกับเงาที่ลอดผ่านหมู่ไม้และไม้ฉลุลายในบรรยากาศแบบเดิมๆ”

หัวหินไม่สิ้นมนต์รัก

หัวหิน วันเสาร์ตอนย่ำรุ่ง

ปริศนาที่รัก

เวลาที่เธออ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันกำลังอยู่บนรถไฟบ่ายหน้ากลับกรุงเทพฯ ฉันจะคิดเธอและหัวหินเสมอตลอดเวลาที่เราจากกัน และอีกไม่นานเราก็จะพบกันอีกที่กรุงเทพฯ เธอยังจำอะไรๆ ที่เราพูดกันในเรือเมื่อวานนี้ได้หรือไม่? เรายังพูดไม่จบไม่ใช่หรือ? อีกหน่อยเราคงจะได้พูดต่อเมื่อเราพบกันอีก ฉันไม่เคยสนุกและเพลิดเพลินอะไรเท่าเมื่อวานนี้เลย

เราจะพบกันอีกในไม่ช้า

พจน์

เมื่อวานฝนตกหนักขณะที่ท่านชายพจนปรีชาเสด็จออกไปล่องเรือเล่นกับปริศนาเพียงลำพัง ทำให้ทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน และตระหนักว่าความสนิทสนมได้เปลี่ยนเป็นความรัก และเป็นความรักที่มิได้มีต่อกันเท่านั้น แต่ยังเป็นความรักต่อสถานที่ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรักอย่างหัวหินด้วย…

“คิดว่าเพราะคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ คุณอา พาพวกเราไปอยู่ที่บ้านบาหยันมาตั้งแต่เด็กจนโต ทำให้เรามีความสุขและความทรงจำดีๆ ต่อบ้านบาหยันและหัวหิน เป็นความรักที่ฝังแน่นในใจ ความรักนี้ส่งผ่านมาที่รุ่นเราและรุ่นลูกของเราด้วย และเราอยากแบ่งปันให้แขกได้รับความรู้สึกเช่นเดียวกัน”

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมสามารถนำรายได้มาช่วยอนุรักษ์ตัวบ้านตลอดจนพื้นที่ รวมทั้งรักษาความทรงจำของหัวหินในอดีตเอาไว้ได้ โดยมีทุนสำรองสำหรับนำมาใช้ซ่อมบำรุงทุกๆ 5 ปีตามแผนที่วางไว้ แต่บางครั้งงบประมาณก็สูงเกินกว่าที่คาดคิด เพราะเมื่ออาคารเก่าโดนแดด ฝน ความชื้น และความเค็ม ก็พร้อมจะเกิดสนิม เชื้อรา ที่ทำให้ต้องบำรุงรักษา

“มีเครือโรงแรมที่เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ติดต่อเรามาเสมอ บอกว่าถ้าติดแบรนด์ของเขาแล้ว เราจะขยับราคาขึ้นได้อีก แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเองทั้งสิ้น เพราะจะมีคนของเขาเข้ามาช่วยบริหารให้ แต่เราก็ปฏิเสธไป เราอยากทำด้วยตัวเองเพราะเรารักที่นี่

“สิ่งที่เลือกทำคือพยายามสร้างอะไรที่ยั่งยืน เราไม่ได้ต้องการกำไรสูงสุด เราไม่ได้เก็บค่าห้องแพง เพราะเราอยากให้แขกได้กลับมาพักที่บ้านบาหยันบ่อยๆ และหวังว่าจะได้รับแรงบันดาลใจที่จะกลับไปดูแลรักษาของเก่าๆ ที่มีคุณค่าให้อยู่ต่อไปเช่นกัน” คุณปุรณีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“สำหรับรุ่นเรา เราคิดว่าสิ่งที่คุณทวดคุณพ่อคุณแม่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเราว่าจะต้องทำยังไงก็ได้ เพื่อให้บ้านหลังนี้คงอยู่ต่อไป” คุณสการ คุณปุณิกา และคุณอแมนด้า ซึ่งร่วมการสัมภาษณ์มาโดยตลอดกล่าวสั้นๆ แต่ชัดเจน

บ้านบาหยันเป็นกรณีศึกษาเรื่อง Heritage Management ที่น่าเรียนรู้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย และยังต้องเตรียมงบประมาณสำรองไว้ทุกๆ 5 ปีเพื่อสานต่อความตั้งใจให้คงอยู่ แต่สมาชิกครอบครัวทุกคนไม่เคยท้อ

บ้านบาหยัน บ้านไม้ตากอากาศอายุเกือบร้อยปี ที่กลายเป็นบูติกโฮเต็ลแห่งแรกๆ ของหัวหิน

คำว่า ‘บาหยัน’ เป็นภาษาชวา โดยรากศัพท์แล้วหมายถึง ‘ผู้ดูแล’

“ชื่อของบ้านก็บอกเป็นนัยแล้วว่าเราต้องมาเป็นผู้ดูแลต่อไป” คุณปุรณีสรุป

ผมขอเอาใจช่วยครอบครัวจัยวัฒน์ รวมทั้ง ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ให้ประสบความสำเร็จในการ ‘ดูแล’ และอนุรักษ์บ้านบาหยันให้คงอยู่ต่อไป เพื่อที่เราทุกคนจะยังสามารถกลับมาตามหาบรรยากาศสงบงามของหัวหินในวันวานได้อยู่เสมอ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

คุณปุรณี จัยวัฒน์, พลอากาศโทหญิงเสริมพัฒน์ จัยวัฒน์, คุณสการ จัยวัฒน์, คุณปุณิกา จัยวัฒน์ และคุณอแมนด้า เอลลิส รวมทั้ง ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ผู้รับผิดชอบโครงการซ่อมบำรุงบ้านบาหยัน

เอกสารอ้างอิง

พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระชันษาครบ 90 ปี วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2524

ปริศนา โดย ว. ณ ประมวญมารค (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดี)

พ่อค้าไทยยุค 2480 โดยอเนก นาวิกมูล

ราตรีประดับดาวที่หัวหิน โดยศรศัลย์ แพ่งสภา

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เปมิกา เลาหสินณรงค์

Full time เภสัชกร Part time ถ่ายภาพ ชอบหาคาเฟ่สงบจิบกาแฟ และทาสแมว

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load