แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

22 มิถุนายน 2565
3.26 K

เพจชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ มีอายุ 9 ปี และมีผู้ติดตาม 2.3 ล้านคน ปัจจุบันเป็นช่องทางการสื่อสารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้บริหารราชการกรุงเทพฯ ด้วยการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเช้าตรู่หรือดึกดื่นแค่ไหน

บริบทของสื่อที่เปลี่ยนไป จากการต้องพึ่งสื่อมวลชนเป็นตัวกลางทำหน้าที่ส่งสาร กลายเป็นว่าใคร ๆ ก็มีช่องทางเป็นของตัวเองได้ และเทคโนโลยีก็ทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานราชการอย่างกรุงเทพมหานคร ไม่จำเป็นต้องรายงานผลงานให้ประชาชนฟังแต่ฝ่ายเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรายงาน บอกเล่าปัญหาด้วย

ใครที่ติดตามไลฟ์ในเพจของ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คงจะคุ้นเคยกับคนเบื้องหน้าอย่าง ‘แอดหมู’ หรือ หมู-วิทยา ดอกกลาง ที่เป็นทั้งตากล้อง ผู้ดำเนินรายการ คนชงมุก และคนช่วยตบมุกให้อาจารย์มาตั้งแต่ตอนหาเสียง

และยังมีทีมงานสื่อสารอีกหลายชีวิตที่ร่วมกันวางแผนและทำงาน เพื่อให้เพจเฟซบุ๊ก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ กลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่รับใช้ประชาชน อย่างที่อาจารย์ตั้งใจมาตั้งแต่เปิดเพจ

เราไปชวนตัวแทน ‘ทีมชัชชาติ’ ผู้ดูแลการสื่อสารช่องทางออนไลน์ให้อาจารย์ชัชชาติตั้งแต่ช่วงหาเสียง จนถึงปัจจุบัน มาเล่าเรื่องกลยุทธ์ ปัจจัย และแนวคิดที่ทำให้ช่องทางของอาจารย์ชัชชาติติดลมบน จนเป็นผู้ว่าฯ ที่มีคนติดตามการทำงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ได้อย่างทุกวันนี้

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
ทีมทำงานชัชชาติ

ทุกคน ทุกเรื่องราวที่ตั้งใจและคิดมาอย่างดี ทำให้การทำงานของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทุกวันนี้ มีผู้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์อย่างอบอุ่น เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ของชาวกรุงเทพฯ และผู้ว่าฯ จนเราได้เห็นกิจกรรมดี ๆ ใน กทม. มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทีมงานที่มาให้สัมภาษณ์นำทีมโดย ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ พี่ใหญ่ประจำทีม ผู้ดูแลเพจนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น และหัวหน้าทีมดูแลการสื่อสารของอาจารย์ชัชชาติ, หมู-วิทยา ดอกกลาง หรือ แอดหมู, อุ้ย-ธีรภัทร เจริญสุข นักเขียนและทนายความ รับหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้กับทีม, เอื้อย-พรพรรณ ปุณณกะศิริกุล แอดมิน LINE Official ของกลุ่ม ‘เพื่อนชัชชาติ’, มายด์-จิดาภา ไกรทอง ทีมงานน้องใหม่ที่ตั้งใจมาทำงานนโยบาย แต่มาลงเอยที่ตำแหน่งแอดมิน TikTok และ มิ้นท์-จิรัชญา มารอด TikTok Creator ผู้เป็นคนคิด มือถ่าย มือตัดคลิปต่าง ๆ ใน TikTok เพื่อนชัชชาติ

และถ้าจะให้เล่าเรื่องกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนติดตามการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ มากมายขนาดนี้ ก็คงต้องเล่ากันตั้งแต่แนวคิดเริ่มแรกของการใช้ช่องทางออนไลน์ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กันเลย

ถ้าเขาเชื่อใจ จะทำอะไรเขาก็เชื่อ

ปราบเริ่มเล่าว่าเพจเฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2556 เมื่อครั้งที่อาจารย์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากโจทย์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น

เขาย้อนความว่า “ตอนนั้นกำลังจะมีโครงการที่พลิกโฉมประเทศไทย คือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งมันต้องใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท

“โจทย์คือจะสื่อสารเรื่องนี้กับประชาชน ผมจึงเสนออาจารย์ชัชชาติให้สร้างเพจเฟซบุ๊ก เพราะนอกจากประชาชนอยากรู้ว่ารถไฟจะวิ่งจากไหนไปไหน หรือใช้งบประมาณเท่าไหร่แล้ว เขายังอยากรู้ด้วยว่า คนที่ต้องการใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลก้อนนี้ เชื่อใจได้หรือเปล่า”

จากความตั้งใจจะสร้างความน่าไว้วางใจในตัวรัฐมนตรีที่ขณะนั้นแทบไม่มีคนรู้จัก ปราบและอาจารย์ชัชชาติจึงเห็นพ้องต้องกันว่า เพจนี้จะต้องนำเสนอด้วยความเป็นของแท้และน่าเชื่อถือ (Authenticity) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการสร้างความเชื่อใจ

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์

ปราบอธิบายว่า “มันคือชุดคุณค่าที่สำคัญที่สุดที่อาจารย์ชัชชาติยึดถือ และเป็นสิ่งที่จะย่อหย่อนไม่ได้ ท่านบอกเสมอว่า เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้ประชาชนยังคงเชื่อมั่นและไว้ใจเรา”

ชัชชาติ is LIVE now

เพจชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไลฟ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งความตั้งใจวันนั้น คืออยากให้ประชาชนเห็นภาพการลงพื้นที่ของอาจารย์ชัชชาติ

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
บรรยากาศการลงพื้นที่และถ่ายทอดสด

ปราบเล่าว่า “วัตถุประสงค์ของการไลฟ์ คือ ให้คนเห็นไหวพริบ (Wisdom) ของอาจารย์ตอนที่อยู่หน้างาน อาจารย์ชัชชาติเป็นคนถามเก่ง อาจารย์เคยบอกว่าการที่เราจะเข้าใจปัญหาของคน ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามที่ดีก่อน เราอยากให้คนเห็นสิ่งนั้นตอนที่อาจารย์ชัชชาติลงพื้นที่”

จากที่ตั้งใจไลฟ์แค่ในวันลงสมัครเพื่อให้คนได้เห็นตัวตน เห็นวิชา และเห็นความใส่ใจในความทุกข์และความสุขของผู้คนผ่านการตั้งคำถามของอาจารย์ กลายเป็นว่ามีคนเข้ามาดูและคอมเมนต์กันอย่างล้นหลาม จนเป็นผลดีทั้งกับยอดการเข้าถึงของเพจและได้สื่อสารกับประชาชนแบบเรียลไทม์

“อาจารย์ชอบมาก แล้วหมูก็สนุก ทำให้คนดูชอบด้วย อาจารย์เลยบอกว่า งั้นมาไลฟ์กันเรื่อย ๆ” ปราบเล่า

หมูมาช่วยเสริมจากตรงนี้ เขาเล่าว่า “อาจารย์ชัชชาติชอบที่มันเป็นช่องทางให้ประชาชนได้มาคุยกับเรา ตั้งแต่ตอนหาเสียงจนถึงตอนนี้ที่เป็นผู้ว่าฯ แล้ว อาจารย์จะอ่านคอมเมนต์เองทุกอัน เพราะอยากรู้ว่ามีใครแจ้งปัญหาอะไรไหม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร”

​​สื่อสารแบบทีมชัชชาติ เปิดกลยุทธ์ที่ทำคนติดตามการทำงานของผู้ว่ามากสุดในประวัติศาสตร์
“ผมมีหลักฐาน ผมถ่ายรูปไว้” หมูกล่าว

“ยิ่งทำ คนยิ่งมาดูเยอะ เราก็เลยทำมาเรื่อย ๆ เพราะมีคนอยากดูอยู่ เพื่อที่จะเป็นประตูสู่ประชาชน” หมูอธิบายสาเหตุที่ทำไลฟ์แบบไม่มีหยุดพัก

Prime time is your time

ในยุคก่อน การสื่อสารต้องทำผ่านสื่อมวลชนเป็นหลัก มีแต่สื่อโทรทัศน์เท่านั้นที่พอจะทำให้รู้สึกใกล้ชิดได้ผ่านการสื่อสารแบบเห็นหน้าเห็นตา แต่ก็ยังเป็นการสื่อสารทางเดียวและจำเป็นต้องมีกำหนดเวลาแน่นอน

เราเลยได้เห็นหน่วยงานราชการใช้วิธีล็อกเวลามารายงานผลงานที่ทำไปแบบสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เป็นแถลงการณ์แบบเป็นครั้งคราว ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากสถานี และส่วนใหญ่จะเป็นช่วง Prime Time หรือช่วงที่คนดูโทรทัศน์เยอะที่สุด แต่จะทำได้ไม่บ่อย เพราะเป็นช่วงเวลาทำเงินของสถานีโทรทัศน์เช่นกัน

ในยุคนี้ การถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ทำได้ง่าย เป็นการสื่อสาร 2 ทางและสะดวกสุด ๆ จึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการได้สื่อสาร บอกเล่าการทำงาน และรับฟังปัญหาของประชาชนได้แบบสายตรง ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้

หมูเล่าอีกว่า “ที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำงานเพื่อไปสถานีโทรทัศน์เพื่อแถลง แต่ไลฟ์ในระหว่างทำงานเพื่อให้ประชาชนติดตามได้เลย”

ในมุมของประชาชน การติดตามดูการทำงานของผู้ว่าฯ ก็ทำได้ง่าย ในเวลาที่แต่ละคนสะดวกผ่านการดูย้อนหลัง

คลิปที่คนดูสดเยอะที่สุด คือคลิปที่ผู้ว่าฯ ไปดูการทำงานของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ฝนตกหนักช่วง 4 ทุ่ม มีคนดูพร้อมกันในช่วงเวลานั้นมากที่สุดคือ 53,000 คน และมียอด Engagement รวมการกลับมาชมใหม่หลังจากไลฟ์อยู่ที่ 10 ล้าน

เนื้อหาที่ดีต้องมีประโยชน์ (และสนุก)

หมูคิดว่าสูตรลับมัดใจคนดูในการไลฟ์แต่ละครั้ง คือ การตั้งใจทำเนื้อหาให้คนอยากดูและได้ประโยชน์ มากกว่าแค่บอกสิ่งที่ผู้ว่าฯ อยากบอก หรือแค่ทำไปเพื่อแซะ หรือเพื่อความสะใจ

หมูบอกว่า “ตั้งใจทำไลฟ์ให้ฟังกันเพลิน ๆ สอดแทรกข้อมูลไปด้วย ให้คนที่ไม่ได้สนใจการเมืองมาก่อนก็เปิดฟังได้ เขาก็จะได้ความรู้ไปด้วยระหว่างทำกิจวัตรประจำวัน”

ในฐานะเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์ หมูใช้วิธีการคิดแบบคนทำภาพยนตร์มาเล่าเรื่องการทำงานของอาจารย์ชัชชาติ โดยทุก ๆ โครงการที่สื่อสารผ่านไลฟ์ เขาจะวางโครงเรื่องแบบกว้าง ๆ เอาไว้ ทำให้มันกลายเป็นการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายและมีพลัง

“ผมจะปรึกษากับอาจารย์ชัชชาติว่า เราจะไลฟ์อะไรบ้าง ประเด็นไหนที่ใช้ไลฟ์เปิด เราจะมีการกลับไปไลฟ์ช่วงติดตามและแก้ปัญหาต่อ จนกระทั่งไปไลฟ์รายงานเมื่อสิ่งนั้น ๆ ได้รับการแก้ไขหรือผลักดันจนสำเร็จ”

ในเมื่อการไลฟ์คือการถ่ายไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีการวางสคริปต์หรือบทให้กระชับ ตรงประเด็น ซึ่งขัดกับหลักการของโซเชียลมีเดียสุด ๆ หมูจึงเอาวิชาการเล่าเรื่องให้น่าติดตามเข้ามาใช้ในการไลฟ์ด้วย เช่น การเล่ารายละเอียดให้คนเห็นภาพ อย่างการเล่าบรรยากาศของทั้งสถานที่และเหตุการณ์ ทำให้คลิปมีมุมสนุก ตลก หักมุม เล่นมุก จากบทสนทนาของหมูกับอาจารย์ชัชชาติ หรือมีเนื้อหาที่คนไม่เคยรู้จากความรู้ของอาจารย์ และที่สำคัญคือ การสร้างความมีส่วนร่วมของผู้ชม

ปราบเสริมว่า “เพจจะไม่สื่อสารอะไรเพียงเพราะเป็นหน้าที่ประจำ อย่างการรายงานทุกกำหนดการ การโพสต์ทุกนโยบาย หรือการสื่อสารอะไรที่ไม่ได้มีประโยชน์กับประชาชน

“เพราะเมื่อใดที่เราทำอย่างนั้น มันจะไปลดทอนคุณค่า จนกลายเป็นสิ่งที่ทำไปเรื่อยเปื่อย คนจะเห็นว่าคุณทำเพราะว่าต้องทำ

“แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ทำให้เป็นงานประจำ แต่เรารู้ว่าจังหวะไหนคือจังหวะที่ต้องพูด ประชาชนก็จะเห็นว่าเรื่องใด ๆ ก็ตามที่เราตัดสินใจพูด เรื่องนั้นคือสิ่งสำคัญ”

ในช่วงที่ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง หมูยอมรับว่าการออกไปไลฟ์คือการเริ่มทำงานอย่างไม่เป็นทางการ และใช้สื่อที่มีในมือแทนอำนาจที่ยังไม่ได้มากับตำแหน่ง

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แอดหมูในหน้าที่

“ตอน กกต. ยังไม่รับรอง เราก็ใช้ไลฟ์ทำให้เกิดแอคชัน แต่พอเรามีอำนาจที่จะจัดการอะไร ๆ ได้แล้ว ก็ใช้การไลฟ์เพื่อรับฟังปัญหา และผลักดันการแก้ปัญหาผ่านไปตามระบบแทน”

หมูเล่าต่ออีกว่า “ผมคิดว่าการไลฟ์เป็นเหมือนปากของอาจารย์ มันคือตัวอาจารย์ที่ส่งออกมาด้วยตัวเอง แล้วก็มีคนคอยกำกับความเหมาะสม อย่างพี่ปราบ พี่อุ้ย คอยดูแล ซึ่งถือว่ามีคุณภาพสูงมาก วันแรกที่ผมถ่ายทอดสดก็ได้รับสายจากพี่ ๆ เลย เขากำชับเรื่องความถูกต้อง เรื่องกฎหมาย ว่าเราต้องไม่สัญญา ต้องระวังคำพูดต่าง ๆ บางครั้งอาจารย์จะพูดอะไรก็ต้องระวังคำพูดด้วยเหมือนกัน”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อุ้ยผู้เป็น Gate Keeper ของทีม

ใช้ Soft Power ผ่านความไม่เป็นทางการ

นอกจากเราจะได้เห็นปัญญาของอาจารย์ชัชชาติผ่านไลฟ์แล้ว เรายังได้เห็นอีกหลากหลายอิริยาบถของอาจารย์ เช่น เวลาอยู่ในบทบาทพ่อของลูกชาย เมื่อไปงานรับปริญญาของ คุณแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ที่สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่เวลาที่อาจารย์ไปรับประทานเกาเหลาเนื้อ ตอนบ่าย 3 จนทำให้คนเข้ามาให้กำลังใจมากมายด้วย

ธรรมชาติของสื่อแบบถ่ายทอดสด ไม่มีการตัดต่อ ไม่มีเทคนิคพิเศษใด ๆ มาช่วย ซึ่งนอกจากทำให้อาจารย์เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดที่สุดแล้ว ยังสร้างความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจว่า คนคนนี้ไม่มีอะไรปิดบัง

ทีมสื่อสารของชัชชาติใช้กลยุทธ์นี้มาตั้งแต่ตอนหาเสียง ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์อยู่ 2 รูปแบบ คือแอคเคานต์แบบเป็นทางการ ใช้ชื่อว่า ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ และแอคเคานต์ที่มีเนื้อหาสนุก ๆ ใช้ชื่อว่า ‘เพื่อนชัชชาติ’ ซึ่งเป็นรูปแบบการหาเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน และมีในช่องทางใหม่เอี่ยมอย่าง TikTok ด้วย

ปราบเล่าว่า “เพื่อนชัชชาติ เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ปล่อยพลัง เน้นสนุกไปเลย เอาให้เต็มที่ และสิ่งที่สื่อสารในนามเพื่อนชัชชาติไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบแบรนดิ้งหลัก”

มายด์และมิ้นท์ ทีมงานรุ่นเด็กที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลช่องทาง TikTok บอกเราว่า “การที่อาจารย์ชัชชาติอยู่ใน TikTok คนก็ได้เห็นหลาย ๆ มุมของอาจารย์ ทำให้คนเห็นว่าอาจารย์เข้าถึงง่าย เข้าใจคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ก็ได้รู้จักอาจารย์ เพราะเห็นว่าคนนี้อยู่ในฟีด TikTok ของเขา”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์
มิ้นท์และมายด์ แอดมิน TikTok เพื่อนชัชชาติ

คอนเทนต์ที่ยอดวิวถล่มทลาย อย่างคอนเทนต์ที่เป็นมีมในคลิปที่คนเข็นรถแล้วรถไม่ขยับ แล้วก็คลิปที่อาจารย์ชัชชาติอ่านคอมเมนต์ชาวเน็ต ทำให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วอาจารย์ชัชชาติรับรู้ทุกความคิดเห็นในโลกออนไลน์ และพร้อมจะรับฟัง เล่นด้วย บางทีก็มีแซวตัวเองบ้าง

พี่ใหญ่อย่างปราบบอกว่า “ถ้าคอนเทนต์แบบนี้อยู่ในช่องทางหลัก คนก็อาจจะงง ๆ กับผู้สมัครคนนี้ ว่าสรุปแล้วเป็นคนจริงจังไหม แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้คนรู้จักอาจารย์ชัชชาติมากขึ้น”

ช่องทางเพื่อนชัชชาติจึงเหมือนเป็นช่องปูทางมาสู่การไลฟ์ที่ผลักดันสิ่งต่าง ๆ ในทุกวันนี้ และไม่ทำให้คนตกใจมากไปเวลาเห็น ผู้ว่าฯ เต้นระบำ ให้เราดูผ่านไลฟ์

ไม่มีพรรค แต่มีเพื่อน

อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนให้การไลฟ์ของอาจารย์ชัชชาติมีแฟนคลับเหนียวแน่น และมีท่าทีการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ อาจเริ่มมาตั้งแต่ไอเดียบ้าพลังที่อยากฟังปัญหาจากคนกรุงเทพฯ ทุกเขตในนาม ‘อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติ’ ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็เป็นได้

ปราบเล่าให้ฟังว่า “เราสร้างระบบอาสาสมัครขึ้นมาให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อเราจะได้เช็กจริง ๆ ว่า ปัญหาที่เห็นจากงานวิจัย มันเป็นปัญหาสำหรับประชาชนจริง ๆ หรือเปล่า เราเลือกเซ็ตระบบอาสาสมัครเพื่อนชัชชาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่คนเข้าถึงง่ายที่สุด”

เอื้อย ผู้รับหน้าที่เป็นแอดมินของกรุ๊ปไลน์อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติ ที่มีทั้งกรุ๊ปรวมและกรุ๊ปแยกรายเขต เล่าให้ฟังว่า “สิ่งสำคัญของความเป็นเพื่อนชัชชาติ คือ การมีส่วนร่วม อาจารย์พูดตลอดจนถึงวันที่ชนะเลือกตั้งว่า ถ้ามีแค่ตัวอาจารย์หรือทีมงาน จะทำให้กรุงเทพฯ น่าอยู่สำหรับทุกคนไม่ได้ คนกรุงเทพฯ ทั้งหมดต้องมาช่วยกัน ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติทุกคนจะมีส่วนร่วมตั้งแต่สมัครในระบบลงทะเบียน ซึ่งจะให้ระบุว่าบ้านอยู่เขตไหน สนใจปัญหาอะไร มีนโยบายหรือการพัฒนาอะไรที่อยากนำเสนอ หลังจากนั้นทีมงานก็จัดให้มี ‘ชัชชาติ Zoom Talk’ เพื่อให้อาสาสมัครรายเขตได้คุยกับอาจารย์โดยตรงผ่านหน้าจอ

เอื้อยเล่าบรรยากาศให้ฟังว่า “ก่อนคุย อาจารย์จะเข้าไปดูประวัติทุกคนล่วงหน้า ว่าในใบสมัครเขาเขียนว่าอยู่เขตไหน สนใจปัญหาเรื่องอะไร อาจารย์ทำการบ้านก่อนเข้า Zoom ทุกครั้ง แล้วก็ชวนคุย เช่น “อ้าว คุณพิชญาเป็นไง หน้าบ้านดีขึ้นหรือยัง ในซอยเจอปัญหาอะไรบ้าง รถติดไหม” แล้วก็สอบถามเรื่องปัญหาชีวิตทั่วไป รวมไปถึงนโยบายที่อยากเสนอ หรืออะไรที่อยากฝาก เราก็ได้ข้อมูลเหล่านั้นเก็บเข้ามาทำเป็นนโยบาย”

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นอกจากจะได้มีส่วนร่วมแล้ว อาสาสมัครเพื่อนชัชชาติทุกคนยังได้รับเสื้อ ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ ส่งไปให้ถึงบ้านแบบไม่รู้ตัวมาก่อนด้วย

ปราบบอกว่า “เพราะเขาสละเวลาให้ข้อมูลเรา เราจึงเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องตอบแทนเขา”

แม้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่นี่ก็เป็นแผนการสร้างการมีส่วนร่วมที่ได้ผลเป็นไวรัลแบบย่อม ๆ และทำให้เสื้อและวลี ทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นกระแสไปได้แบบแยบยล ผ่านการกดสูตรให้มากกว่าที่คาดและไม่ขออะไรตอบแทน

กลยุทธ์สร้างความเชื่อใจ พูดน้อย ทำมาก และเน้นสร้างความร่วมมือของ ‘ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

การเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ เทคโนโลยีการถ่ายทำ การถ่ายทอดสดที่ทำได้ง่ายขึ้น และใช้งบประมาณน้อยลงหลายเท่าตัวจากเมื่อ 10 ปีก่อน น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐทั้งหลาย จะกลับมาทบทวนและคิดเรื่องสื่อที่จะใช้สื่อสารใหม่ เพราะเราเห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นโอกาสในการสร้างความรู้ ความเข้าใจในด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะลดความขัดแย้งไปได้อย่างมหาศาล อีกทั้งน่าจะทำให้บ้านเมืองนี้น่าอยู่มากขึ้นไปอีกไม่น้อย

ภาพ : ทีมสื่อสารชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load