3 กุมภาพันธ์ 2563
2 K

สาเหตุ

“คุณลองดูดินที่นี่สิ มันไม่มีความชื้นใดๆ เลย” เดวิด สติมสัน (David Stimson) เจ้าหน้าที่ผจญเพลิงซึ่งทำงานนี้มาหลายสิบปีบอกกับพวกเรา พลางเอามือกอบไปที่ดินแห้งๆ บนพื้น 

“รัฐนิวเซาท์เวลส์ผจญกับภาวะแล้งรุนแรงมานานกว่าสามปี หลายพื้นที่ฝนไม่ตกเลยมาเป็นปีแล้ว ทีนี้พอเจอภาวะอากาศที่แห้ง ต้นไม้แห้ง ใบไม้แห้งร่วงเต็มพื้น และลมพัดแรง ทำให้แค่มีประกายไฟเพียงนิดเดียว มันก็กลายเป็นทะเลเพลิงในทันที” 

ไฟป่า, ออสเตรเลีย
ไฟป่า, ออสเตรเลีย

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือไฟป่าสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้เกิดไฟป่าได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อควันจากไฟป่า ลอยตัวสูงขึ้นปะทะอากาศเย็น จะก่อตัวเมฆฟ้าคะนอง (Pyrocumulonimbus) ซึ่งทำให้เกิดฟ้าฝ่าที่รุนแรง ก่อกองไฟใหม่และขยายตัวอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ฟ้าคะนองจึงมิใช่ข่าวดีสำหรับนักผจญเพลิงเสมอไป เพราะต้นเหตุของไฟป่าส่วนใหญ่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์คือฟ้าผ่า 

(2 ปีที่ผ่านมารัฐนิวเซาท์เวลส์มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย 125 มม. ต่อปี ขณะที่ไทยมีปริมาณมาณฝนเฉลี่ยปีละ 1,572. มม. อุณหภูมิในออสเตรเลียบางพื้นที่สูงถึง 49 องศาเซลเซียส)

หนักหนาแค่ไหน

  1 แสนตารางกิโลเมตร คือพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้โดยไฟป่า เทียบได้กับ 1 ใน 5 ของพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด โดยเผาไหม้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดเป็นเวลากว่า 130 วัน หรือมากกว่า 4 เดือน มีจุดที่เกิดไฟไหม้มากกว่า 10,500 จุด บ้านเรือนเสียหายกว่า 2,000 หลัง มีผู้เสียชีวิต 27 คน หลายคนในนั้นเป็นนักผจญเพลิง จากการขับรถไปยังพื้นที่ต่างๆ หลายพันกิโลเมตรในช่วงไม่กี่เดือน ตลอดเส้นทางเราพบความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจนไม่เฉพาะในพื้นที่ป่า แม้แต่ต้นไม้ข้างทางยังมอดไหม้ บางที่มีไฟลุก และเจ้าหน้าที่กำลังควบคุมอยู่

ไฟป่า, ออสเตรเลีย
ไฟป่า, ออสเตรเลีย

อาสาสมัครนักผจญเพลิง

การดับไฟป่าที่มีความรุนแรงระดับสูงสุด (ที่ออสเตรเลียเรียกว่า ‘ระดับหายนะ’ หรือ Catastrophic) เป็นงานที่หนักหนาสาหัส นักผจญเพลิงของออสเตรเลีย 99 เปอร์เซ็นต์เป็น ‘อาสาสมัคร’ ซึ่งมีอยู่ราว 74,000 คน นับเป็นอาสาสมัครผจญเพลิงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก รวมถึง เชน ฟิตซ์ซิมมอนส์ (Shane Fitzsimmons) ผู้บัญชาการของสำนักป้องกันไฟของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นอาสาสมัครที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากต่างรัฐ และต่างประเทศมากที่สุด อย่างสหรัฐอเมริกา มีนักบินเสียชีวิต 3 คน นิวซีแลนด์และแคนาดา อาสาสมัครผจญเพลิงได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจึงประกาศจ่ายค่าชดเชยเพิ่มให้จากปกติ 

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย
ไฟป่า, ออสเตรเลีย

จากที่เราเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยไฟป่าต่างๆ เราได้พบกับอาสาสมัครในวัยที่ต่างกัน ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงระดับคุณตา แม้งานหนัก แต่ทุกคนกำลังใจดีมากๆ พูดคุยกับพวกเราอย่างยิ้มแย้ม เวลาถูกถ่ายภาพก็ล้อกันเองว่า “ดังแล้วๆ เดี๋ยวรูปพวกเราจะไปถึงเมืองไทย” แต่สังเกตได้ว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในการหัวเราะเฮฮานั่นคือ ‘ความจริงจังและภาคภูมิใจ’ ฉายในแววตาทุกคนที่ได้ช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย และความเป็นอาสาสมัครจากในพื้นที่ ทำให้รู้จักมักคุ้นกับคนในพื้นที่อย่างดี การทำงานจึงเป็นเหมือนการช่วยเพื่อนบ้าน พี่ ป้า น้าลุง ที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เมื่อขับรถไปตามถนน จะเห็นชาวบ้านทำป้ายขอบคุณนักผจญเพลิงติดตามรั้วบ้าน ข้างทาง แม้กระทั่งที่โรงโอเปร่าเฮาส์ก็มีการฉายภาพ ‘Thank you, Firies’ ซึ่งแปลว่า ขอบคุณนักผจญเพลิง (ไม่ได้แปลว่าขอบคุณไฟนะครับ)

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

คนไทยกับไฟป่า

พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากไฟป่าส่วนใหญ่อยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีคนไทยอยู่อาศัยมากที่สุดในออสเตรเลีย คาดว่า ราว 50,000 คน ซึ่งคนไทยไม่ได้อยู่เฉพาะในนครซิดนีย์ แต่กระจายตัวอยู่หลายเมือง หลายคนมีครอบครัวอยู่ในพื้นที่ป่าที่ห่างไกล ซึ่งมีความเสี่ยงต่อไฟป่าสูงมาก

ในเมืองลิสมอร์ ซึ่งห่างจากซิดนีย์ไปทางเหนือราว 700 กม. เป็นพื้นที่แรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่เราได้ยินชื่อเกี่ยวกับไฟป่าตั้งแต่พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 คุณเหมียวกับเพื่อนๆ ช่วยกันทำอาหารเพื่อนำไปให้จุดรับบริจาคและศูนย์ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งแต่ละคนดูดีใจมากที่ได้ทานอาหารไทย

วัดพุทธธรรม เป็นวัดป่านานาชาติ (ห่างจากซิดนีย์ 75 กม.) มีพระไทย 2 รูป พระต่างชาติอีก 3 รูป วัดตั้งอยู่บนเนินเขา ในเขตอุทยานในเมือง Wiseman Ferry (ตั้งก่อนที่จะประกาศเป็นอุทยาน) พระท่านเล่าว่า หลังจากที่เฝ้าดูไฟใกล้เข้ามาทุกวัน กลางดึกคืนหนึ่งในเดือนธันวาคม มีเฮลิคอปเตอร์มาลงและเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทุกคนรีบออกจากวัด พระและคนไทยในวัดจึงขับรถฝ่าไฟออกมา

หลังจากสถานการณ์ดีขึ้น พระได้กลับเข้าวัด และพวกเราเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น โดยออกรถตั้งแต่เช้า เอารถขึ้นเรือข้ามแม่น้ำ ขับขึ้นเขาไป เรารู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ต้นไม้ตามทางไหม้เป็นสีดำเหมือนถ่านที่เราเผาในเตา มีขี้เถ้าสีเทาคลุมพื้นไปทั่ว บางแห่งมีต้นไม้ล้มขวางทาง และยังมีต้นไม้ที่ไฟคุกกรุ่นอยู่ข้างใน ซึ่งอาจโค่นลงได้ตลอด

เราเดินสำรวจบริเวณวัดกับพระ มีกุฎิพระสงฆ์เสียหาย 3 หลัง แต่อาคารที่เหลือทั้งหมดยังอยู่ดี รวมทั้งต้นโพธิ์จากศรีลังกา แม้ป่ารอบบริเวณจะไหม้เกือบหมด พระอาจารย์เขมวโร เจ้าอาวาสชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม ท่านพูดถึงเรื่องนี้ว่า “มันเป็นเรื่องธรรมชาติ มันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ อะไรพังลงก็สร้างใหม่ การปฏิบัติธรรมนั้น ถึงแม้จะไม่มีอาคารเหล่านี้ เราก็ปฏิบัติธรรมต่อไปได้ เรื่องนี้หาเป็นอุปสรรคไม่”

เราเดินทางไปวัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน (ห่างจากซิดนีย์ 150 กม.) 2 ครั้ง ครั้งแรกวัดยังไม่ได้ถูกไฟไหม้ แต่พระสงฆ์อพยพมาอยู่กับคุณคิม พุทธศาสนิกชนชาวออสเตรเลีย เราได้ไปเยี่ยมเยียนหน่วยดับเพลิงในเมือง พอเราเสนอว่าจะนำหมอนวดอาสามานวดให้อาสาสมัครผจญเพลิง เขาตื่นเต้นกันมาก บอกว่า “เพิ่งจะพูดกันเมื่อกี้เลย เหมือนสวรรค์ตอบคำขอเขา”

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

ต่อมาพระมานะ ท่านเจ้าอาวาส ก็จัดให้หมอนวดในพื้นที่นวดให้นักผจญเพลิง เขาดีใจสุดๆ แต่ไม่กี่วันถัดมา บางส่วนของวัดได้ถูกไฟไหม้จนได้ และในระหว่างที่พวกเราไปเยี่ยมครั้งที่สอง ขณะที่คุยกับเจ้าอาวาส พระท่านหนึ่งรีบมาบอกว่า เพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ชายป่าหลังวัด เจ้าอาวาสและพระลูกวัดรวมทั้งเราก็ใส่หมวก สวมถุงมือ วิ่งขึ้นรถฉีดน้ำ ซึ่งวัดเตรียมไว้พร้อม ฝ่าต้นไม้ไปที่ชายป่า พวกเราช่วยกันฉีดน้ำสกัดไฟ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกได้ถึงความร้อนทั้งจากไฟที่ลุกไหม้อยู่ข้างหน้า ควันไฟที่เข้าตาจนแสบ และรองเท้าที่กำลังละลายจากความร้อนบนพื้น จนกระทั่งหน่วยดับเพลิงมาถึงและสกัดไฟได้ในที่สุด นักดับเพลิงกลุ่มนี้แหละที่พวกเราไปนวดให้ “เขาทำหน้าที่ เราก็มีน้ำใจต่อเขา เราช่วยกัน” ท่านมานะว่า 

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

วัดยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น ทั้งจิงโจ้น้อย และ ‘เจ้าบุญมี’ วอมแบตตัวอ้วนที่มาหลบภัยอาศัยกินแครอตในวัด
เราเดินทาง 330 กม. ไปที่เมือง Nelligen ได้พูดคุยกับ คุณปู-รัชนีวดี เซน หญิงไทยตัวเล็ก ใจแกร่ง ต่อสู้ปกป้องบ้านในป่า คุณปูเล่าให้ฟังว่า เมื่อไฟใกล้เข้ามา มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า ถ้าไม่หนีเจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาช่วยไม่ได้แล้ว เพราะไฟจะปิดทาง แต่ครอบครัวคุณปูก็ขออยู่สู้ไฟ ไม่หนีไปไหน

คืนหนึ่งไฟป่ามาใกล้มากๆ จนได้ยินเสียงไฟโหมกระพือ คุณปูฟังไปร้องไห้ไป นอนไม่หลับ โชคดีที่สามีชาวออสเตรเลียเป็นช่างวางท่อประปาและตอนเด็กๆ เคยมีประสบการณ์สู้ไฟป่า จึงดูสบายใจกว่ามาก บ้านคุณปูมีห้องหลบภัยไฟป่า มีเครื่องปั่นไฟ มีเครื่องสูบน้ำที่วางท่อในห้องกันไฟ

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

คุณปูเล่าว่า ตอนไฟมารู้สึกร้อนเหมือนยืนหน้าเตาอบ แต่ก็เดินฉีดน้ำไปรอบๆ บ้าน ขณะที่คุณสามีก็ไปช่วยเพื่อนบ้านดับไฟ จนกระทั่งไฟรอบๆ บ้านมอดลงในที่สุด คุณปูเดินพาไปดูรอบๆ บ้าน ชี้ให้ดูแปลงผักสวนครัวด้านหลังที่ยังเขียวสมบูรณ์ คุณปูบอกว่า “รักที่นี่มาก” ตอนมาใหม่ๆ ชอบที่มีพื้นที่เขียวสมบูรณ์ น่าอยู่ จึงต้องต่อสู้ปกป้องเต็มที่ และต่อไปธรรมชาติคงจะกลับมาเหมือนเดิม

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

คุณปูไม่ได้ห่วงเฉพาะตัวเอง ยังไปทำงานช่วยเจ้านายซึ่งเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่ใกล้บ้าน เปิดศูนย์รับบริจาคและกระจายสิ่งของจำเป็นให้คนในเมือง เจ้าของคาเฟ่บอกว่า การรับของจากศูนย์ใหญ่บางครั้งมาถึงช้า ก็ต้องช่วยกันไปก่อน และขอบคุณของที่พวกเราและผู้คนที่เอาไปช่วยเขาตามรายการที่แจ้งไว้ และทิ้งท้ายว่า “เมืองนี้สวยนะ อยู่ใกล้แม่น้ำ ไว้สถานการณ์ดีขึ้นชวนให้มาเที่ยว จะได้ช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย”

คุณหนึ่ง นักธุรกิจไทยในซิดนีย์ เห็นว่ามีคนไทยจำนวนมากต้องการบริจาคของให้ผู้ประสบภัย จึงเสนอนำรถบรรทุกของตัวเองมาจอดรอรับบริจาคที่ไทยทาวน์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยรู้จักดี เราได้พูดคุยกับคุณหนึ่ง บอกว่าคนมารับบริจาคเยอะมาก จนต้องเพิ่มรถเป็น 2 คัน แถมยังบอกว่าจะขับไปเองตามศูนย์ต่างเมืองซึ่งได้ติดต่อไว้แล้ว รวมๆ คงเป็น 10 ชั่วโมง ผมเห็นเขาจอดตรงที่มีกำหนดเวลา เลยถามว่าแล้วค่าจอดจะยังไงนี่ คุณหนึ่งบอกว่า “ผมก็จ่ายไปเรื่อยๆ ทั้งวันแหละครับ เพราะตรงนี้คนรู้จัก ผมว่าจะขออัตราเหมา” ขอบอกว่าแพงมากๆ ครับ

นอกจากนั้น เรายังได้พบกับคุณแจง ซึ่งทำงานอาสาสมัครของชุมชนมาเป็นเวลานานที่เมือง Batemans Bay (ห่างจากซิดนีย์ 280 กม.) พบคนไทยที่เมือง Bulga Forest ซึ่งต่อสู้ไฟป่าร่วมกับเพื่อนบ้านและชาวไทยทั่วทั้งนิวเซาท์เวลส์ และเมืองอื่นๆ ในออสเตรเลีย รวมทั้งจากเมืองไทย ร่วมกันจัดผ้าป่าสามัคคีกันที่วัดพุทธรังษี เมืองลูเมียห์ เพื่อไปช่วยวัดพุทธธรรมด้วย พระเทพสีลาภรณ์ ท่านเจ้าอาวาส บอกว่า เป็นยอดผ้าป่าที่มากที่สุดที่เคยจัดมา ยังมีเด็กๆ โรงเรียนรุ่งอรุณจากเมืองไทยที่ได้จัดกิจกรรมหาเงินช่วยโรงพยาบาลโคอาล่า ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Port Macquarie (ห่างจากซิดนีย์ 385 กม.)

ยังมีคนอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง ที่ช่วยในรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง ส่งกำลังใจมาช่วยด้วย

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

 การบริจาคและความช่วยเหลือ

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย
บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

  ไฟป่าครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ความช่วยเหลือจากทั้งคนในออสเตรเลียและทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามา การบริหารจัดการความช่วยเหลือจึงมีความสำคัญมาก จากการได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่รับบริจาคสิ่งของส่วนใหญ่ เห็นว่า จำเป็นที่ต้องให้ผู้บริจาครับทราบถึงสิ่งของที่ต้องการอย่างชัดเจน มิฉะนั้นสิ่งของเหล่านั้นจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ และยังต้องใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีจำกัดในการคัดแยกสิ่งของอีกด้วย จึงต้องมีการติดต่อกับศูนย์รับบริจาคล่วงหน้าและให้บริจาคตามรายการเท่านั้น

ทั้งนี้มีองค์กรต่างๆ เช่น Food Bank ที่มีศูนย์กระจายของถาวรอย่างเป็นระบบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่มิใช่แต่เฉพาะกรณีไฟป่านี้ แต่ปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบภัยพิบัติ มีรายชื่อสิ่งของที่ต้องการในแต่ละครั้งอย่างชัดเจน และหากไม่มีภัยพิบัติใดก็จะนำไปช่วยเหลือคนยากจนหรือคนไร้บ้านด้วย โดยรายการสิ่งของต้องผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ แม้แต่อาหารสัตว์เลี้ยงก็ยังบอกไว้ด้วย ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้นึกถึง

เจ้าหน้าที่ในเมือง Batemans Bay บอกว่า การให้ความช่วยเหลือในออสเตรเลียมีความพิเศษที่เจ้าหน้าที่ต้องใส่ใจ คือความถือเกียรติของคนออสเตรเลีย โดยเฉพาะพวกผู้ชายและคนในต่างจังหวัดที่ทำงานไร่สวน ต้องต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการเพื่อสร้างไร่ขนาดใหญ่ๆ ของตัวเอง ยิ่งไม่คุ้นเคยกับการเดินทางมารับของช่วยเหลือ หรืออายที่จะยื่นมือขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จึงต้องออกเดินทางไปแจกจ่ายของถึงบ้านและโน้มน้าวให้รับของ 

ธรรมชาติฟื้นคืน ชีวิตใหม่เกิดทดแทน

  รายงานวิจัยและการทดลองจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งธรรมชาติ เมื่อพืชพรรณถูกเผาจะคืนแร่ธาตุสู่ดิน เมื่อหมดต้นไม้ใหญ่ที่บังแสงแดด แสงแดดก็จะส่องไปยังพื้นดิน เปิดโอกาสให้พืชเติบโตขึ้นอีก ทั้งยังเป็นการกำจัดวัชพืชที่อาจมีมากจนเกินไป นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้พืชพรรณใหม่ๆ เติบโต เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะหากบริเวณเดิมมีแต่พรรณไม้เพียงไม่กี่อย่าง

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

บทสรุป

  ท่ามกลางภัยพิบัติในแต่ละครั้ง ท่ามกลางความเศร้าเสียใจ เราจะได้เห็นความกล้าหาญของมนุษย์ บางคนเป็นแค่คนเล็กๆ ที่มีพลังกล้าแกร่ง เราเห็นความเสียสละโดยไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของตน ไม่ต้องการชื่อเสียง ทำไปตามที่ธรรมชาติในจิตใจบอกกล่าว เห็นความสามัคคีของมวลมุนษย์ให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ 

กว่า 6 ล้านปีมาแล้วที่มนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เราผ่านภัยพิบัติทั้งภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว นับไม่ถ้วน เผ่าพันธ์ุมนุษย์เราอยู่รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหลายสิ่งในจิตใจที่ประกอบกัน

บันทึกเรื่องเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและอาสาสมัครดับไฟป่าระดับหายนะที่ออสเตรเลีย

Writer & Photographer

จักรกฤดิ กระจายวงศ์

เป็นนักการทูต ลูกครู (ที่เชื่อว่า) งานการทูตไม่ได้เหมือนในละคร แต่เป็นงานที่ต้องออกไปร่วมทุกสุขกับคน เข้าถึงใจคน จึงจะเข้าใจเขา เข้าใจความต้องการเขา จึงทำงานได้ถูกต้อง ผมชอบการเดินทาง และถ่ายภาพ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load