อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

หนึ่งในสิ่งที่ควรทำเมื่อมาเยือนเมืองแห่งศิลปะ คือการเยี่ยมบ้านศิลปิน

นอกจากเชียงรายจะเป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับตำนานหลายท่าน สภาพแวดล้อมโดยรอบยังสร้างศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการทุกปี หนึ่งในนั้นคือ ป๊อป-ธนนันท์ ใจสว่าง สาวเจียงฮายผู้เทใจให้งานอาร์ตมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวทุกคนที่ต่างมีศิลปะอยู่ในสายเลือด

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.’ คือผืนผ้าใบแห่งการวาดฝันและระบายความรักของสมาชิกครอบครัว ซึ่งมี ‘บ้าน’ เป็นจุดรวมใจและสิ่งสำคัญที่แฝงอยู่ในทุกมุม

สตูดิโอไม้เก่าชั้นเดียวออกแบบอย่างประณีต คือแหล่งกำเนิดและแสดงผลงานชีวิตของป๊อป ขณะที่เรือนไม้ไทลื้อประยุกต์ฝั่งตรงข้าม คือที่พักและคาเฟ่เบเกอรี่โฮมเมดของพี่สาว ปาล์ม-นิโลบล ใจสว่าง พร้อมด้วยโซนงานคราฟต์และของฝากฝีมือคุณแม่ สุรีย์ ใจสว่าง

หากวันไหนคุณโชคดีคงจะไปทันผลไม้สด ลูกดก หวานฉ่ำหลากชนิดที่เก็บจากสวนหลังบ้านของคุณพ่อ คมสัน ใจสว่าง และคุณแม่ ซึ่งเดินทางสายเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่สมัยเรียน

ทั้งหมดคือบรรยากาศเล็ก ๆ เปี่ยมความสุขใหญ่ ๆ ในบ้านหลังน้อย ๆ ที่หากคุณว่าง ก็ลองหาเวลามาแอ่วกัน

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.
ศิลปะคือชีวิต

จากบ้านสวนเงียบสงบที่สร้างขึ้นเพื่ออยู่ในกันเองในครอบครัว ความครื้นเครงและแขกเหรื่อแปลกหน้าเริ่มเข้ามาเยี่ยมเยือนหลังจากมีสตูดิโอคนรุ่นใหม่มาเปิดท่ามกลางธรรมชาติรายล้อม และหน้าบ้านที่มีแม่น้ำลาวไหลผ่าน

ป๊อปเก็บแรงบันดาลใจจากบ้านศิลปินที่อยู่รายล้อมมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเธอเรียนจบจึงกลับบ้าน เปลี่ยนสวนต้นสักเป็นสตูดิโอระบายความคิด ใช้ความทรงจำและชีวิตในอดีตเป็นตัวละครบนผืนผ้าใบ ผสมด้วยสีโปรดโทนเขียว

จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ คือการส่งผลงานไปตามที่อยู่หลังหนังสือการ์ตูนหรือหนังสือพิมพ์ เมื่อส่งแล้วได้รับการเผยแพร่จึงเกิดเป็นความภูมิใจ ประกอบกับแม่สุรีย์มักมีกระดาษมาบริการลูกสาวที่นั่งอยู่ในร้านขายของชำและปลาสวยงามของบ้านหลังเก่าเสมอ เมื่อโตขึ้นป๊อปจึงได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ศุภกานต์ ตุ่นหนิ้ว และ อาจารย์พรมมา อินยาศรี ศิลปินจิตรกรรมไทยแนวประเพณี แต่สุดท้ายตัวเธอค้นพบเส้นทางที่ชอบนั่นก็คือ Fine Art

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

เธอบอกว่า แม้เชียงรายเป็นเมืองศิลปิน แต่ต้องยอมรับว่าส่วนมากเป็นงานศิลปะแบบที่มีการซื้อขาย สำหรับป๊อปงานเพนต์จึงตอบโจทย์ระยะเวลาและค่าตอบแทน

“ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมโครงการกับทางหอศิลป์และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ซึ่งมักเป็นศิลปะที่ไม่เน้นการซื้อขาย แต่ทำเพื่อสื่อสารประเด็นบางอย่าง แต่พอกลับมาบ้านต้องทำงานศิลปะแล้วขายเพื่อความอยู่รอด จัดสอน ทำงานคราฟต์

“ตอนเรียนมีความคิดว่าศิลปะไม่ควรทำขึ้นมาเพื่อขาย แต่พอจบมาก็เข้าใจ ถ้าไม่ขายก็ไม่มีเงิน (หัวเราะ) พอเข้าใจเลยกลับมาวาดรูปได้ และตั้งใจว่าเมื่อทำจนมีเงินมากพอถึงจะเอามาทำศิลปะแบบที่ต้องการอีกครั้ง”

ป๊อปบอกว่าเธอมีไฟกับการทำงานศิลปะมากกว่าเดิม ถึงแม้ตอนนี้ Fine Art จะยังเลี้ยงชีวิตไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ศิลปะคือสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจอันดี

ในปีหน้าจะมีงาน Thailand Biennale, Chiangrai 2023 เธอส่งผลงานวาดป้ายเข้าคัดเลือกเช่นกัน แต่ขณะที่รอบแรกไม่ติดโผจนใจแป้ว รอบสอง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คัดเลือกให้ผลงานของเธอได้ไปจัดแสดงที่ หอศิลป์แทนคุณ วัดร่องขุ่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการมีส่วนร่วมที่น่าภูมิใจ

สนทนาเรื่องวงการกันมาสักพัก เราได้โอกาสเดินชมสตูดิโอของเธอที่ทั้งกว้าง อากาศดี บรรยากาศอบอุ่น รายล้อมด้วยกรอบรูปและผลงานมากมาย เราขอยกตัวอย่างผลงานบางส่วนเป็นภาพเรียกความผ่อนคลายให้หัวใจ

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

ชุดสีเขียว 

ป๊อปประยุกต์เอาเทคนิคโบราณที่เคยเรียนมาใช้ คือการทำรองพื้นผ้าใบโดยใช้ดินสอพองผสมกาวเม็ดมะขาม ทำให้พื้นด้านแล้วใช้สีฝุ่นวาดต่อ แต่เธอเปลี่ยนจากการใช้สีฝุ่นเป็นสีอะคริลิกแทน พร้อมสะท้อนเรื่องราวของตัวเองลงไป โดยสีเขียวมีที่มาจากพื้นยูรีเทนขัดมันของบ้านในวัยเด็กที่เธอเติบโต ทำให้สีโทนนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

ชุดงานผ้า

สุนัขหลายตัวผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเครื่องเก็บความทรงจำ ผ้าที่เห็นเป็นผ้าของเธอในวัยเด็กมีตั้งแต่เสื้อผ้า ชุดเอี๊ยม ผ้านวม และผ้าห่ม ทั้งหมดคือศิลปะสื่อผสมที่เธอทำเป็นศิลปนิพนธ์ สร้างภาพบนผ้า เริ่มจากการวาดด้วยสีอะคริลิก ใช้ปากกาวาดทับ ตัดผ้าออกมาตามรอยและคอลลาจ ยัดนุ่นให้ดูอบอุ่นและนุ่มสมกับธีม ‘บ้าน ความรัก และความทรงจำ’

“ที่เห็นว่ามีนมเยอะ นมผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเพศแม่ สื่อถึงความอบอุ่น เราเลยวาดภาพหมามีนมเต็มไปหมด” ป๊อปเสริม

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน
'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

ช้างคือหมู

ปีช้างคือปีหมูตามความเชื่อของทางภาคเหนือ ป๊อปที่เกิดปีช้างจึงวาดภาพช้างไว้มากมาย

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

ช้างของเรา

ประติมากรรมช้างเล็กช้างใหญ่เกิดจากการเข้าร่วมโปรเจกต์ BACC Early Years Project (EYP) ปีที่ 5 ทำให้ป๊อปได้ทำงานสื่อผสมกับผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยช้างแต่ละตัวทำออกมาจากภาพร่างที่พวกเขาวาด ช้างทั้งหมดในบ้านจึงมีลักษณะไม่เหมือนกัน

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

ผัดซีอิ๊ว Award

TARS Gallery จัดการประกวดวาดภาพผัดซีอิ๊วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ป๊อปหาข้อมูลก่อนวาดจนไปเจอบทสัมภาษณ์เจ้าของแกลเลอรี่ ซึ่งตั้งใจมอบของขวัญให้คู่รักที่กำลังจะแต่งงาน โดยพวกเขาตกหลุมรักกันตอนกินผัดซีอิ๊ว เธอจึงนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพในชื่อ ‘ธรรมดา แสนพิเศษ’ เพราะตราบใดที่กินกับคนพิเศษ ชามตราไก่หรือกระดาษทิชชูสีชมพูก็มีคุณค่าขึ้นทันที

ถึงผลงานชิ้นนี้จะไม่ได้รางวัล แต่ทำให้เธอรู้ว่า ผัดซีอิ๊วเป็นอาหารยอดนิยม แต่เชื่อไหมว่าวัฒนธรรมการกินกลับหลากหลาย ฟีดแบ็กจากเพื่อนทำให้เธอเพิ่งรู้ว่า บางบ้านกินผัดซีอิ๊วกับมะนาว บางบ้านไม่ใส่ไข่ บางคนกินกับพริกส้ม เธอจึงใส่เบื้องหลังลงมาในผลงาน

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

สีเขียวที่ไม่ต้องกลบ

เรื่องเริ่มจากผืนผ้าใบที่ตั้งใจเอาไว้วาดผลงานประกวด แต่นักเรียนตัวน้อยของเธอใช้สีระบายลงไป ป๊อปพยายามหาวิธีกลบ ลงดินสอพอง ทาสีเขียว ใช้กระดาษทรายขัด แต่ก็ไม่หาย สุดท้ายเมื่อคิดว่าจะใช้เป็นตัวขยายของงานสเก็ตช์สักชิ้น อั๋น-อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ที่มาเยี่ยมได้บอกเธอว่า “ดิบแบบนี้ดีแล้ว ไม่ต้องทำอะไรต่อ” 

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

เฮือนศิลป์คอฟฟี่
ชีวิตบนจานเบเกอรี่

'เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.' สตูดิโอ คาเฟ่ ในบ้านไทลื้อที่รักอาร์ตและรักษ์ล้านนาไปพร้อมกัน

เมื่อน้องสาวเปิดสตูดิโอ พี่สาวจึงเปิดคาเฟ่เพื่อให้คนเข้าชมมีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

จุดกำเนิดเกิดจากการที่บ้านไม้ของชาวไทลื้อเริ่มหาชมได้ยาก แม่สุรีย์ผู้สืบทอดเชื้อสายจึงพยายามอนุรักษ์สิ่งที่เคยเห็นในอดีตเอาไว้ โดยบ้านไทลื้อมีลักษณะยกใต้ถุนสูง ใช้เป็นที่เก็บของหรือทำกิจกรรม มีชั้นเดียว แบ่งสัดส่วนของห้องชัดเจน ออกแบบให้มีระดับพื้นไม่เท่ากัน เช่น ‘เติ๋น’ หรือที่รับรองแขกจะยกสูงกว่าชานเรือนประมาณ 30 เซนติเมตร

แต่ด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยทำให้บ้านชั้นเดียวกลายมาเป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมสองชั้นที่ใต้ถุนบ้านถูกดัดแปลงให้เป็นคาเฟ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ให้คนมาพักรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน’

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา
เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา

ปาล์มไม่เคยทำเบเกอรี่มาก่อน กระทั่งถึงเวลาเปิดร้าน แต่ด้วยพรสวรรค์ที่ปลายนิ้ว ทำให้ลูกค้าเดินทางมาไม่หยุดตั้งแต่เปิดร้านช่วงแรก

“เริ่มแรกเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นนักท่องเที่ยว แต่ปรากฏว่าส่วนมากเป็นคนละแวกนี้ที่มาเยี่ยมเยือน เราเลยตั้งใจขายในราคาที่เด็กก็ทานได้ ผู้ใหญ่สบายกระเป๋า ลูกค้าหลักของเราจึงเปลี่ยนเป็นคนใกล้บ้าน”

เธอเล่าว่าเมนูแรกคือ ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่ที่เกลาสูตรเอง ใช้ผลผลิตจากสวนของคุณพ่อที่มีปริมาณเยอะเกินไปจนกินในครอบครัวไม่ทัน 

ร้านกาแฟเปิดแล้วนะคะ 🌤 เครื่องดื่มพร้อม ขนมพร้อม ข้าวเหนียวทุเรียนเย็นพร้อม…

Posted by เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. on Monday, 5 September 2022

วิธีเดียวที่จะทำให้เก็บได้นาน กินได้นาน คือการนำมาแปรรูป หลังจากนั้นปาล์มจึงได้ฝึกวิชาเล่นแร่แปรผลไม้ตลอดมา บังเกิดเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อย่างข้าวเหนียวทุเรียนเย็น Sweet Berries Waffle (ฮันนี่วาฟเฟิลเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมโฮมเมดรสเบอร์รี่ทุกชนิดที่มีในสวน) เลม่อนชิฟฟอนลาวา กล้วยอาบแสงอาทิตย์ฝีมือคุณพ่อ และเครื่องดื่ม Orangano (กาแฟน้ำส้ม)

ปาล์มย้ำว่าปลูกเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ตระกูลเบอร์รี่ เงาะ ลองกอง มะพร้าว มะม่วง ลำไย มะนาว กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือกล้วยเล็บมือนาง ยกเว้นอย่างเดียวคือกาแฟที่ได้มาจากปางขอน โดยโรงคั่ว The Roastery by Roj บางครั้งหากแปรรูปไม่ทันก็ส่งขายตามออเดอร์ แต่ถ้าคุณมาเจอแม่สุรีย์ก็ลองถามเธอดูว่ามีผลไม้สดบ้างไหม เธออาจไม่ใช่แค่หยิบมาให้คุณ แต่คงจะพาคุณเดินชมทั้งสวน

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา

“เราอยากให้ที่นี่เป็นบ้านสำหรับพักผ่อน มาแล้วผ่อนคลาย มีความสุข ในอนาคตอยากทำเป็นที่พักแบบ Home Lodge อาจไม่ได้พาเที่ยวหรือทำกิจกรรมแบบตายตัว แต่เน้นให้คนมาพักผ่อนอย่างเต็มที่และมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยใช้บ้านเราเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างมิตรภาพที่ทำให้เขาอยากกลับมาอีก” แม่สุรีย์วางแผน

นอกจากเฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. จะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาความผ่อนคลายที่หายไปจากชีวิตประจำวัน พวกเขายังมุ่งมั่นรักษาวัฒนธรรมล้านนาที่เริ่มสั่นคลอน เมื่อละอ่อนคนเมืองเริ่มบ่อู้กำเมืองกันแล้ว

แม่สุรีย์ไม่ใช่แค่ชวนทุกคนอู้เมือง แต่เธอยังอนุรักษ์ภาษาล้านนาด้วยการไปร่ำเรียนด้วยตนเองและเขียนป้ายภาษาถิ่นติดไว้แทบทุกมุมของบ้าน เมื่อมีคนสงสัย เธอจึงได้โอกาสชวนสนทนาและสอนภาษาเมืองไปพร้อมกัน

ในโซนคาเฟ่ แม่สุรีย์ทำงานคราฟต์จำหน่ายเป็นของที่ระลึก โดยส่วนมากเป็นศิลปะบนผืนผ้า ทั้ง เสื้อปัก กางเกง กระโปรง ต่างหู และพวงกุญแจ

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา
เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา

“นอกจากศิลปะ อาหาร และภาษา เรายังมีบ้าน เราดีใจที่ทำให้บ้านมีคุณค่าในสายตาของคนที่มาเยือน อยากให้เขาซึมซับ หรือหวนนึกถึงว่าเขาก็เคยอยู่ในบ้านไม้แบบนี้ บ้านคือกลิ่นอายของล้านนา ไทลื้อก็เช่นกัน เราอยากอนุรักษ์ทุกอย่างควบคู่กับภาษา” เธอทิ้งท้าย

จากป่าปูนสู่บ้านไม้ท่ามกลางสวนผลไม้ที่กลายมาเป็นขนมอันโอชะ หากคุณเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ไม่รู้จะไปไหน เราขอแนะนำให้ลองมาทิ้งตัวในคาเฟ่ หรือนอนราบไปกับศาลาไม้ เผื่อกลิ่นอายของล้านนา ผสมอากาศบริสุทธิ์ และงานศิลปะ จะทำให้คุณรู้สึกสงบจนลืมความทุกข์ไปได้

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ. สตูดิโอ-คาเฟ่โฮมเมดในบ้านไทลื้อประยุกต์ของครอบครัวตัวอาร์ต ที่ส่งต่อความสุขและวัฒนธรรมล้านนา

เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.

ที่ตั้ง : 139/1 ม.10 ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย (แผนที่)

วันและเวลาทำการ : จันทร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.30 น.

Instagram : เฮือนศิลป์ธนนันท์ ฐ.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load