อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 มีพิธีเปิดห้องสมุดซึ่งเอกชนร่วมมือกับราชการคือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิวิชาหนังสือ งานครึกครื้นใหญ่โต มีผู้เข้าร่วมงานมากถึงกว่า 200 คน ทั้งชาวสงขลาเองและจากจังหวัดอื่น ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล นับเป็นต้นแบบโครงการห้องสมุดประจำเมืองแห่งแรกในจังหวัดสงขลา และแห่งแรกของประเทศไทย

ห้องสมุดในอาคารชั้นเดียวเก่า ๆ แห่งนี้ มีอะไรดี

ย้อนหลังไปเมื่อ 3 ปีก่อน เมื่อวันที่ 28 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดประชุมเรื่อง ‘ระบบหนังสือและสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ที่จังหวัดเพชรบุรี มีครูมกุฏร่วมหารืออยู่ด้วย ครูมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือ ผู้คลุกคลีอยู่กับหนังสือมาทั้งชีวิต ความฝันสูงสุดคือสร้างโอกาสการเข้าถึงการอ่านให้แก่คนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ผลการประชุมทำให้รู้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโครงสร้างหนังสือและการอ่านของประเทศอย่างจริงจัง จึงเกิดโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมหนังสือขึ้นอย่างย่อย ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญและจำเป็น รวมทั้งเป็นตัวแทนความต้องการของผู้คน และแนวคิดห้องสมุดประจำเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

เมื่อจะเปิดห้องสมุด วิธีง่าย ๆ คือเช่าอาคารสักหลัง หรือตั้งงบประมาณสร้างอาคารใหม่ แล้วเลือกสรรหนังสือใส่ไว้ให้เต็ม แต่ความคิดของครูมกุฏไม่ใช่เช่นนั้น กลายเป็นว่าพยายามหาบ้านหรืออาคารเก่าที่ไม่ใช้งาน และเจ้าของสถานที่ก็เห็นด้วยกับการมีห้องสมุดประจำเมือง สถาปัตยกรรมที่ทิ้งร้างก็จะมีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับได้สร้างโอกาสแห่งการอ่านแก่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในรูปแบบแนวคิดใหม่

ในเวลาเดียวกันนั้น คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย เจ้าของอาคารเก่าในบริเวณเมืองสงขลาก็ดำริจะใช้ประโยชน์จากโกดังข้าวเก่าที่ถนนนครนอก และด้วยเหตุที่เคยทำห้องสมุดพิพิธภัณฑ์พระราชนิเวศน์มฤคทายวันร่วมกันมา จึงตกลงจะร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำลังดำเนินงานวัฒนธรรมร้านหนังสือ โครงการหนังสือเดินทางร้านหนังสือ : Book Passport เพื่อให้สอดคล้องกัน และอนุญาตให้มูลนิธิวิชาหนังสือใช้อาคารอายุร่วมร้อยปีนี้จัดตั้งห้องสมุดประจำเมืองต้นแบบขึ้น

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่โกดังข้าวเก่า ถนนนครนอก สงขลา จึงกลายเป็นทุกอย่างที่ผู้คนทั้งหลายอยากจะให้เป็น ตั้งแต่สถานที่ส่งเสริมการอ่าน กระจายความรู้และความสนุก จัดแสดงงานศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ของเมือง ของชีวิตคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดโดยคนในท้องที่ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แม้แต่สถานที่เช็กอินถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว

เหล่านี้คือชีวิตมากมายหลายแง่มุมที่จะปรากฏ ณ ห้องสมุดแห่งนี้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดที่มีชีวิต

ภาพห้องสมุดในความคิดและความจำของคนทั่วไป อาจเป็นสถานที่เงียบ ๆ มีหนังสือมากมายให้เลือกหยิบ อ่าน ยืม แต่ในความคิดหวังของครูมกุฏ เป็นได้มากกว่านั้น

อาคารเก่าที่ในอดีตคือโกดังข้าว ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ทุกประการ ไม่รื้อส่วนใดออก ไม่ก่อสร้างเพิ่ม ห้องสมุดประจำเมืองสงขลา ภายในแต่งเติมเพิ่มด้วยตู้หนังสือ ผู้คนมาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ หย่อนใจ หรือแม้จะถ่ายรูปอย่างเดียวก็ไม่มีใครว่า

หลายคนเมื่อแรกเข้าต้องสะดุดตาเสาหนังสือกลางอาคาร เหตุที่มีเสาหนังสือนี้ ก็ด้วยการออกแบบและหมายให้เป็นจุดเด่นของห้องสมุดที่เห็นได้ตั้งแต่บนถนนไกล ๆ แต่เหตุผลที่ซ่อนไว้ก็คือ เสากลางอาคารเป็นจุดอ่อนที่สุด ถ้าไม่เสริมความแข็งแรงก็อาจเป็นจุดล่อแหลมให้เดินชนหรือกระแทกได้ง่าย จึงสร้างเสาหนังสือห่อหุ้มเสาไม้เล็ก ๆ เดิมไว้เพื่อบังไม่ให้ใครไปยืนพิงหรือเดินชน ขณะเดียวกันก็จำลองห้องเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษามาไว้กลางห้องสมุด ว่าด้วยการเรียนเรื่องออกแบบสันปกหนังสือ ให้ผู้เรียนได้สังเกตศึกษาปกหนังสือเกือบ 1,000 ปก ในเวลาเดียวกัน

“ห้องสมุดคือสถานที่ให้บริการเครื่องมือความรู้และสติปัญญา และเป็นได้หลายอย่าง ไม่ควรทำให้ห้องสมุดตายด้วยการเอาหนังสือไปยัดไว้มากที่สุดจนล้น แต่ไม่มีคนเข้าไปอ่าน”

ครูมกุฏชี้ข้อเสียของห้องสมุด ซึ่งมักเจอปัญหาความแห้งแล้ง ไร้แรงดึงดูดนักอ่าน

“ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย มีหนังสือไม่มาก แต่นโยบายของเราคือ ใครก็ตามที่เดินเข้ามาที่ห้องสมุด และอยากได้หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือประเภทไหนที่เขาเห็นว่าจำเป็นและต้องการอ่าน ลงชื่อไว้ เขียนบอกไว้ เราจะพยายามจัดหาให้” 

เมืองจะมีชีวิตได้ ต้องเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่นเดียวกับห้องสมุดแห่งนี้ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม สิ่งนี้กลายเป็นเป้าหมายหลักของ ยับ เอี่ยน ฉ่อย ต่อไป นอกเหนือจากบริการหนังสือและความรู้ นั่นคือสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม

ห้องสมุดที่เป็นมิตรกับนักเดินทาง

ในเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวสนใจหลั่งไหลกันมาเป็นจำนวนมาก ย่อมหนีไม่พ้นการปะทะของวัฒนธรรมหลากหลายทั้งที่มีอยู่เดิมและเกิดใหม่ ใจความสำคัญของที่นี่คือ สร้างพื้นที่ให้คนในท้องถิ่นได้มาพบปะกับคนจากต่างแดน

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ประกาศตัวว่าในอนาคตจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้ได้มากที่สุด ถ้าอยากรู้จักเมืองสงขลาทั้งตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางและอำเภอ ตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ ที่นี่พร้อมเพิ่มมิติประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง อาจจะเป็นข้อมูลอีกชุดที่แตกต่างจากในพิพิธภัณฑ์ และพร้อมจะให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่จริง เช่นเดียวกับพร้อมจะเป็นศูนย์กลางให้ท้องถิ่นเสนอข้อมูล ทั้งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การศึกษาท่องเที่ยว และความเป็นไปในปัจจุบัน

“นักท่องเที่ยวอาจหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน แต่คงไม่ทั้งหมด ขณะที่ห้องสมุดของเรามีข้อมูลที่เป็นหลักฐานรับรองแล้ว เช่น หนังสือของ คุณเอนก นาวิกมูล ซึ่งเขียนเรื่องสงขลามากที่สุดในประเทศ คุณหาอ่านได้ทั้งหมดที่นี่ เราพยายามทำห้องสมุดนี้ให้เป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่จะรู้จักเมืองสงขลาและเมืองรอบข้างมากขึ้น ในอนาคต ที่นี่จะรวบรวมข้อมูลสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอและตำบลต่าง ๆ รวมทั้งเชื่อมโยงการติดต่อ เช่น ให้คำแนะนำแก่ชุมชน กระทั่งถึงการรับส่งนักท่องเที่ยว จนถึงขั้นติดต่อทางธุรกิจกับชาวบ้าน”        

นอกจากกิน เที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจในเมืองน่ารักอย่างสงขลา ยับ เอี่ยน ฉ่อย จะช่วยเพิ่มมิติให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวของคุณมากยิ่งขึ้น

ห้องสมุดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

“วิธีคิดของเราคือ ต้องไม่กระทบกระเทือนใคร ไม่ทำให้ใครแม้แต่คนเดียวต้องเดือดร้อน เช่น เมื่อมีร้านขายหนังสืออยู่ในเมือง เราต้องไม่ทำให้ร้านขายหนังสือเดือดร้อน ไม่ขายหนังสือที่มีขายทั่วไป”

แล้วจะทำอย่างไร – เราสงสัย

“หน้าที่ของห้องสมุดคือส่งเสริมการอ่าน สมมติว่าเราเชิญนักเขียนชื่อดังและมีหนังสือออกใหม่มาเสวนาที่ห้องสมุด เราจะไม่ขายหนังสือของเขาในงานนั้น ถ้าคุณอยากได้หนังสือพร้อมลายเซ็น คุณต้องไปซื้อที่ร้านหนังสือ นี่คือวิธีทางกิจกรรมที่จะส่งเสริมกัน แต่ขณะเดียวกันเรามีหนังสือหายากให้สั่ง หนังสือที่ไม่มีขายทั่วไป เช่น หนังสือของราชบัณฑิตยสภา หนังสือของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น”        

นอกจากนี้ ครูมกุฏยืนยันแข็งขันว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย ไม่ใช่คาเฟ่

“เมื่อเราเปิดห้องสมุดได้เพียงวันเดียว มีคนนับสิบ ๆ คน หลายสิบทีเดียว มาแนะนำให้เปิดร้านกาแฟ เพราะสถานที่ดีมาก วิเศษมาก เขาว่ารวยแน่ ๆ ผมหัวเราะได้ข้ามคืนเลย ประเทศนี้เราจะไม่คิดทำอะไรอื่นแล้วหรือ นอกจากเปิดร้านกาแฟ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเอาที่นี่ไปแข่งกับร้านกาแฟที่มีอยู่แล้วหลายสิบร้าน ถ้าเราเปิด ร้านอื่น ๆ ก็อาจจะเดือดร้อน เพราะสถานที่เราได้เปรียบ แต่จะมีประโยชน์อะไร อย่าลืมว่าเรามาที่นี่เพื่อทำห้องสมุด ไม่ใช่ร้านกาแฟ”

ครูมกุฏกล่าวถึงความหวังในอนาคตของห้องสมุดแห่งนี้ ว่าจะกลายเป็นพื้นที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ อ่านหนังสือ หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของคนเมืองสงขลาและต่างถิ่น คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่วัยทำงาน ตลอดจนผู้สูงวัยก็มาใช้พื้นที่ได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น a.e.y. space Art Space ย่านเมืองเก่าสงขลาที่จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอยู่เป็นประจำ รวมทั้งสถาบันการศึกษา และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็จะมีสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์ของการส่งเสริมวัฒนธรรม ตามความมุ่งหวังของอธิบดีคนก่อน คือ คุณชาย นครชัย โดยไม่ต้องก่อสร้างสำนักงานเพิ่มขึ้นใหม่        

โจทย์สำคัญที่คณะทำงานสำนักพิมพ์ผีเสื้อและมูลนิธิวิชาหนังสือ ซึ่งรับหน้าที่บริหารห้องสมุดแห่งนี้ ต้องรับไปคิดมากขึ้นอีกก็คือ จะทำอย่างไรให้ห้องสมุดคือพื้นที่แห่งวัฒนธรรม ความรู้ การแลกเปลี่ยนและส่งเสริมกันจากทั้งคนในและคนนอกพื้นที่จนพอจะเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ ได้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดวัฒนธรรม

เลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือคิดว่า การอ่านในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงหนังสือกระดาษ แต่มนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ล้วนเป็นหนังสืออีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณค่าด้วย

“แต่เดิมเราให้ความรู้แก่คนโดยเอาหนังสือไปวางไว้ แล้วให้คนอ่านหรือยืมกลับไป เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ไม่ได้อยู่ในหนังสืออย่างเดียวแล้ว เราก็มักจะพูดว่าห้องสมุดมีชีวิต แต่เราไม่ได้เข้าใจว่าความมีชีวิตมันเป็นอย่างไร ความรู้ที่อยู่ในหนังสือคือความรู้แห้งที่จับใส่เข้าไป แต่มนุษย์ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น ความรู้อยู่ในตัวเขามากขึ้น ทำไมเราจึงไม่ใช้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ ในฐานะเป็นแหล่งความรู้อย่างหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชีวิตชีวา มีวิญญาณ เป็นหนังสือเล่มใหญ่มหึมาไม่ซ้ำกันเลย”

จึงเกิดเป็นความคิดต่อมาว่า ห้องสมุดจะร่วมกับชาวสงขลากำหนดปฏิทินกิจกรรมตลอด 12 เดือนขึ้น ในแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมผลัดหมุนเวียนกันไป รวมทั้งเชิญผู้อาวุโส ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนสงขลาหรือคนในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มาบอกเล่าเรื่องเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง มาสนทนากับผู้ฟังประหนึ่งได้อ่านหนังสือเล่มนั้นส่วนใดส่วนหนึ่ง คนที่มาฟังก็อาจได้แรงบันดาลใจ นำกลับไปคิดต่อทำต่อให้งอกงาม เขาอาจกลายเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่มีค่าชวนอ่านอีกเล่มหนึ่งต่อไป 

ซึ่งสอดคล้องกับความคิด Human Book หรือ Human Library ที่แพร่หลายกันแล้วในต่างประเทศ ก่อเกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดก็จัดกิจกรรมเช่นนี้ให้ผู้คนได้อ่าน ‘หนังสือคน’ เช่นกัน

ส่วนกิจกรรมทางศิลปะ ครูมกุฏเล่าว่า นักศึกษาการแสดง นักเรียนศิลปะแขนงต่าง ๆ มีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ไม่มีพื้นที่ให้แสดงผลงาน

“เราจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ต้องการเวที ต้องการพื้นที่เสนอผลงานของนักศึกษา อาจเป็นการแสดงระยะสั้นหรือระยะยาว เช่น เปิดแสดงดนตรี แสดงภาพวาด งานศิลปะ และรวมทั้งจำหน่ายผลงาน กระทั่งเป็นศูนย์กลางติดต่อเพื่อเปิดแสดงหรือรับงานในสถานที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้มามีส่วนร่วม และดึงคนในท้องที่ให้มาพบปะกับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมวัฒนธรรมทั้งหลายที่จะทำได้”

นี่ยังเป็นห้องสมุดอยู่อีกหรือ

ยุคนี้เราอาจเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่า ‘พื้นที่สาธารณะ (Public Space)’ แต่ครูมกุฏยังย้ำกับเราว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย คือห้องสมุดที่มีหลากหลายมิติในตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตชีวาแบบที่ห้องสมุดเป็นได้และควรจะเป็น

“พฤติกรรมของห้องสมุดไม่ได้เปลี่ยนไป แต่องค์ประกอบของความเป็นห้องสมุดนั้นมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น”

เราเห็นด้วยกับถ้อยคำของครูอย่างมาก แค่นึกภาพก็เห็นความสนุกรอต่อคิวกันแน่นไม่ไหวแล้ว

อนาคตของห้องสมุด

“ถึงแม้ไม่มี ยับ เอี่ยน ฉ่อย ตัวเมืองสงขลาก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีดีอยู่แล้ว แต่ครูคิดว่าท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น เราไปแทรกอะไรอีกสักอย่างให้มีเสน่ห์ขึ้นมา ให้มันสนุกขึ้นมาได้มั้ย” ชายวัยเลข 7 เอ่ยด้วยพลังกระตือรือร้น

จากความคิดสำคัญแรกเริ่ม คือวางรากฐานอย่างเป็นรูปธรรมให้กับโครงการต้นแบบห้องสมุดประจำเมือง สถานีต่อไปของโมเดลนี้ คือเกาะสาหร่าย จังหวัดสตูล

“คนเกาะเขาขาดโอกาสมาตลอดชีวิตด้วยเรื่องต่าง ๆ การเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย การเรียน การเดินทางราคาแพง ต้องเสี่ยงชีวิต เสี่ยงภัยกว่าคนอื่น แล้วเครื่องมือความรู้ก็ไปไม่ถึงเขาเท่ากับคนในเมือง ไม่ต้องเทียบกับคนกรุงเทพฯ นะครับว่าเหลื่อมล้ำกันแค่ไหน แค่คนบนเกาะกับอำเภอเล็ก ๆ ของเมืองสงขลาอย่างอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ ก็เทียบไม่ได้แล้ว

“เราต้องลองลงมือทำให้คนทั้งหลาย โดยเฉพาะรัฐบาลเห็นว่า มีวิธีที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากในการสร้างวัฒนธรรมหนังสือให้แก่คนในชาติ และสร้างโอกาสการเข้าถึงหนังสือได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาชาติด้วยความรู้ได้ง่ายขึ้น” ครูมกุฏกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง

ภาพ : ห้องสมุดยับ เอี่ยน ฉ่อย

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

ที่ตั้ง : 213 ถนนนครนอก ซอยท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร​์-พุธ)

Facebook : ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

Writer

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load