อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ที่นี่เป็นชุมชน เป็นมากกว่าตลาดที่คนเดินเข้ามาซื้อของแล้วก็กลับไป”

คำแนะนำสถานที่สั้น ๆ แต่ครอบคลุมทุกสิ่งอย่างของตลาดจริงใจ ส่งผ่านน้ำเสียงของ อ้อมขวัญ สาณะเสน ผู้อำนวยการโครงการจริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่ ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

ชื่อว่า ‘จริงใจ’ แล้ว แน่นอนว่าทุกสิ่งอย่างที่นี่จริงใจจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ

“ที่นี่มีโซนอาหาร ของทำมือ งานศิลปะ ซึ่งพี่อ้อมว่า 3 อย่างนี้มันเป็นเชียงใหม่มาก ๆ”

พื้นที่บนถนนอัษฎาธรแห่งนี้ เรียกว่าเป็นพื้นที่สีเขียวได้เลย อาณาบริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ให้ความร่มรื่น และตั้งใจให้คนมาใช้พื้นที่ มานั่งเล่น ทำกิจกรรมได้ทุกวัน ไม่ใช่แค่วันเสาร์-อาทิตย์ที่มีตลาด อย่างที่พี่อ้อมขวัญบอกว่า 

“เราไม่ได้ทำอะไรใหญ่โต แต่เราอยากให้มีกิจกรรมเล็ก ๆ และต่อเนื่อง” 

กิจกรรมที่ว่านั้น เราตั้งใจทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนที่มาเยี่ยมเยือน จึงเป็นที่มาในการแบ่งโซน ซึ่งจริงใจมาร์เก็ตจะประกอบไปด้วย ตลาดจริงใจ (จริงใจ Farmers Market เชียงใหม่ ตลาดผลผลิตทางการเกษตรอินทรีย์ และรัสติคมาร์เก็ต ตลาดงานคราฟต์ชุมชนสุดชิค) 2 โซนนี้เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 06.30 – 13.00 น. จริงใจแกลเลอรี เปิดทุกวัน แต่จะปิดทุกวันจันทร์ ร้านกู๊ดกู๊ดส์ ร้านท็อปส์ กรีน และลานใต้ต้นก้ามปู เปิดให้บริการทุกวัน

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

วิถีชีวิตของพ่อกาดแม่กาดบางคนเปลี่ยนไป หลังจากมาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ในวันจันทร์-ศุกร์ พวกเขาก็เตรียมผลิตผลมาขายในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความรู้สึกยินดีของชาวบ้านจริง ๆ 

“ตลาดจริงใจไม่ใช่สถานที่ที่มาแล้วได้แค่ถ่ายรูปของสวย ๆ แต่คนซื้อกันแบบ ‘จริงจัง’ ซึ่งเรายินดีมากเลยที่เขาขายได้ เพราะนี่เป็นเป้าหมายหลัก ไม่ใช่แค่เอามาโชว์แต่เขาต้องขายได้” พี่อ้อมขวัญเน้นเสียงตรงคำว่าจริงจัง เพราะสินค้าที่นี่ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไป และหลายชิ้นมีเบื้องลึกเบื้องหลัง อย่างผ้าบางชนิดเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดมานับร้อยปี

เมื่อชาวบ้านมีรายได้ มีความสุข บรรยากาศโดยรอบก็เต็มไปด้วยมวลพลังงานดี รู้สึกได้ทั้งคนอยู่ที่คอยต้อนรับและคนที่มาเยือน แม้กระทั่งช่วงโควิด-19 ระบาด จนทำให้ตลาดเงียบเหงา ลูกค้าซบเซา พี่อ้อมขวัญเป็นห่วงชาวบ้านจึงคอยให้กำลังใจและพูดคุยถามไถ่ ซึ่งเสียงสะท้อนจากพวกเขาคือ “หูย ไม่เป็นไร เราแค่อยากมาคุยมาเจอลูกค้าอีก แค่ห่วงว่าลูกค้าจะไม่มีอะไรกิน” 

ความเป็นมิตรและน้ำใจหาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่ชาวตลาดจริงใจทุกคนพร้อมมอบให้ผู้มาเยือนทุกคนที่แวะมาที่นี่ 

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

จริงใจ จริง ๆ

คนก็จริงใจ ผลผลิตก็จริงใจ สภาพแวดล้อมก็จริงใจ 

“เราสร้างชุมชน เรียกว่าชุมชนคนจริงใจ บางทีลูกค้าอาจจะอยู่คนละทิศคนละทาง แต่เขาก็นัดเพื่อนมานั่งคุยกัน บางคนมาจากกรุงเทพฯ บางคนบินมาตลาดโดยเฉพาะ มาหาแม่ค้าพ่อค้าที่คิดถึง กินกาแฟ กินขนมแล้วกลับบ้าน เพราะเขามีความสุข สบายใจ มันเกิดปฏิสัมพันธ์ เกิดบทสนทนาระหว่างคน ที่นี่เลยมีเสน่ห์และน่ารัก”

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

“เราคัดเลือกผลผลิตที่เป็นออร์แกนิกจริง ๆ ต้องมาจากการทำเกษตรอินทรีย์ มีบ้างที่เขาเคยทำเคมีมาก่อน แล้วหันมาเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ เราก็ยินดีต้อนรับ ส่วนพวกงานแฮนด์เมด เราให้คนที่อยากขายสมัครมาเท่านั้น และมีคณะกรรมการตรววจสอบว่าเป็นของตัวเองจริง ๆ ไหม มีวิธีการจัดร้านยังไง และเราจะกระจายสัดส่วนไม่ให้มีของชนิดเดียวกันขายเยอะจนเกินไป จะได้กระจายรายได้ทั่วถึงมากขึ้น” พี่อ้อมขวัญเล่าให้ฟังถึงเกณฑ์การเลือกร้านค้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแห่งนี้

เด็กน้อยวัยหัดเดิน วัยกำลังเรียนรู้ หรือจะอายุเท่าไรก็ตามแต่ ก็มาเจอโลกที่จริงใจได้เหมือนกัน เพราะที่นี่มีการจัดสรรพื้นที่และกิจกรรมสำหรับเด็กไว้มากมาย ทั้งสนามเด็กเล่นตรงลานใต้ต้นก้ามปู ชิงช้าม้าโยกพร้อมส่งเด็ก ๆ เข้าสู่โลกแห่งความสุขและเสียงหัวเราะระหว่างรอพ่อแม่ไปซื้อสินค้า

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

และหนึ่งกิจกรรมที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือกิจกรรมสอดแทรกการเรียนรู้ที่หมุนเวียนในแต่ละเดือน อย่างเช่น นิทานกู้โลก ชวนเด็ก ๆ มานั่งฟังนิทานในสวน และค่อย ๆ ปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับการแยกขยะจากนิทาน 

“เล่าให้เด็กฟังว่าขยะเอาไปทำอะไรได้บ้าง ให้เด็ก ๆ รู้จักคัดแยกขยะ รู้ว่าขยะคืออะไร รู้วิธีจัดการเบื้องต้น พอเล่านิทานเสร็จก็ให้พวกเขามาหัดแยกขยะ ได้รับความสนใจมาก สนุกมาก ครั้งต่อไปอาจจะเป็นขวดวิเศษ ก่อนเอาขวดไปทิ้งต้องทำความสะอาดยังไง โยนใส่ถังไหน มันจะเป็นซีรีส์ เราทำร่วมกับคุณครูที่เล่านิทาน”

ส่วนเรื่องการจัดการขยะของวัยผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ตลาดจริงใจทำอยู่เป็นประจำ ทั้งเบื้องต้นไปจนถึงการทำเป็นระบบ เช่น มีถุงผ้าให้ใช้แทนถุงพลาสติก หรือใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบตองทดแทน มีการแยกขยะจริงจังหลังตลาด นำเศษผักไปเลี้ยงไส้เดือน หมักปุ๋ย นำพลาสติกไปเป็นส่วนผสมในการผลิตอิฐบล็อกปูถนน และอีกหลากหลายมิติเท่าที่ตลาดแห่งนี้จะทำได้

จริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต

“พี่อ้อมคิดว่าตลาดจริงใจน่ามา เพราะมันเช้านี่แหละ” 

การใช้ชีวิตของชาวบ้านย่านถนนอัษฎาธร ที่ตั้งของตลาดแห่งนี้เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์วันใหม่ยังไม่ขึ้นทำมุมแหลมกับผืนดิน เกษตรกรต่างขนพืชผักอินทรีย์มาเตรียมแผงขายตั้งแต่เช้ามืดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 

สิ่งที่เป็นไฮไลต์ที่สุด คือ ผักออร์แกนิกเก็บสดจากไร่ พื้นที่ส่วนนี้แบ่งออกเป็นโซนออร์แกนิกและปลอดภัย และโซนอาหารพร้อมทาน

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

ผักสดหลากหลายชนิดที่วางขาย ส่วนมากเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาล ปลูกโดยเกษตรกรท้องถิ่นและเก็บเกี่ยวมาขายอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ มีทั้งแบบสดและแปรรูป แล้วแต่ว่าจะนำไปทำอะไร นอกจากพืชผักยังมีวัตถุดิบที่น่านำไปปรุงอาหารอีกเพียบ อย่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองจากชนเผ่าลาหู่และปกาเกอะญอ มีไข่ไก่อารมณ์ดี ไข่สดหลากหลายขนาด เล็กใหญ่ขึ้นอยู่กับความสุข-ความเครียดของแม่ไก่ เพราะที่ฟาร์มเลี้ยงไก่แบบปล่อย ให้พวกตัวน้อยใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ใช้สารเร่งฮอร์โมน ไข่ที่ได้จึงสด แม่ไก่แฮปปี้ คนกินก็อร่อย อารมณ์ดี

จริงใจมาร์เก็ต ตลาดเช้าออร์แกนิกที่รวมอาหาร คราฟต์ แกลเลอรี่ ไว้กลางเมืองเชียงใหม่

ถัดมาที่โซนอาหารพร้อมทาน มีอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนู บางจานหากินได้ยากมาก เช่น ข้าวปุกงา ขนมทางภาคเหนือทำจากข้าวก่ำ รสสัมผัสหนึบ ๆ คล้ายโมจิ มีเมี่ยงคำดอกไม้ รวมดอกไม้กินได้ออร์แกนิก ห่อกับผักสดและเครื่องเมี่ยง บอกเลยว่าคำเดียวไม่พอจริง ๆ และมีอาหารอีกมากมาย ซึ่งเราเชื่อว่าคงท้าทายเกินไปหากจะกินให้ครบทุกร้านในมื้อเดียว เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ทุกคนมาลองกินอาหาร คลอด้วยเสียงดนตรีสด สูดกลิ่นความเขียวปลอดโปร่งได้เรื่อย ๆ หลาย ๆ ครั้ง

ของทอดทุกร้านที่ตลาดจริงใจไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเด็ดขาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ ส่วนน้ำมันที่เหลือนั้นก็จะส่งไปเข้ากระบวนการจัดการขยะที่โรงงานอีกที ไม่ได้ทิ้งจนก่อให้เกิดเป็นขยะใหม่อย่างแน่นอน

'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน

โซนรัสติคมาร์เก็ต

นานาสารพัดงานคราฟต์ตั้งร้านตระการกลางลานกว้างแซมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ 

แม้จะเป็นของทำมือต่างจากของกิน แต่ทุกร้านในโซนนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือความจริงใจในทุกขั้นตอนการผลิต งานคราฟต์ที่จะมาขายที่นี่ต้องเป็นของทำเอง หรือมาจากความร่วมมือกันของคนในชุมชน เป็นงานคราฟต์ที่มีเรื่องราวหรือถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น แสดงออกผ่านเสื้อผ้าจากผ้าพื้นเมือง เครื่องประดับ ของใช้ ของตกแต่ง

หนึ่งในร้านที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชนตัวเองอย่างชัดเจน อาทิ ร้านเสื้อผ้าซึ่งนำลายผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่ากะเหรี่ยงโบราณมาปรับดีไซน์ให้เข้ากับสมัยใหม่มากขึ้น ร้านเสื้อผ้าพิมพ์ลายจากใบไม้โดยใช้สีธรรมชาติ ร้านเครื่องเงินจากเชียงแสนฝีมือช่างเงินระดับครู

นี่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น พ่อกาดแม่กาดรวมถึงเราเองที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศตลาดจริงใจ อยากแนะนำทุกคนให้แวะมาชมด้วยตา และเลือกงานคราฟต์ชิ้นที่ต้องใจกลับบ้านด้วยตัวเองดูสักครั้ง

'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน
'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน

ทำไมต้องมีแกลเลอรีกลางตลาด

“ปกติน้อยคนที่จะตั้งใจออกจากบ้านเพื่อไปแกลเลอรีโดยตรง มันมีช่องว่างระหว่างคนกับศิลปะเยอะมาก เราเลยอยากสร้างจิตสำนึกใหม่ว่า เราเข้าไปดูงานศิลปะได้โดยไม่ต้องเคอะเขิน อยากจะดูก็เดินเข้ามาเลย” นี่คือความปรารถนาของพี่อ้อมขวัญ

บ้านหลังสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จึงเกิดเป็นจริงใจแกลเลอรี ผนังฝั่งมองเห็นตลาดของกินและงานคราฟต์เลือกใช้กระจกแผ่นใหญ่แทนอิฐมวล เพื่อเชื่อมภาพของตลาดกับศิลปะเข้าด้วยกันโดยไม่แบ่งแยก ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทยมากหน้าหลายตา หมุนเวียนให้ชมอย่างต่อเนื่อง

'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน

ผลที่ออกมาก็เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะบรรดาพ่อกาด แม่กาด เกษตรกร ต่างเดินเข้ามาชมผลงานศิลปะในยามว่างจากการขายของ เป็นบรรยากาศที่พบได้ยากทั้งที่มันเป็นเรื่องปกติ และทุกคนควรเข้าถึงศิลปะได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่

ความตั้งใจที่อยากให้ศิลปะเข้าใกล้ผู้คนมากขึ้นของพี่อ้อมขวัญ ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่จริงใจแกลเลอรีแห่งนี้เกิดขึ้น

#จริงใจมีใจให้ทุกวัน

หัวใจมี 4 ห้องฉันใด จริงใจมาร์เก็ตก็มีมากกว่าแค่ 3 โซนฉันนั้น ส่วนความตั้งใจของคนทำ ชาวบ้าน และเกษตรกรนั้น คงมีมากมายจนนับออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้

ที่บอกว่ามีมากกว่า 3 โซน เพราะในอาณาบริเวณนี้ยังประกอบไปด้วยแวดวงร้านอาหาร ลานกว้างสำหรับใช้ชีวิต หออินทรีย์ซึ่งเป็นสถานที่รอจัดแสดงผลงาน หรือเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกิจกรรมจะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน ร้าน Tops Green (ท็อปส์ กรีน) สโตร์สีเขียวแห่งแรกในไทย ภายใต้แนวคิด “ร้านค้าสีเขียวเพื่อชาวเชียงใหม่ ชีวิต และโลกที่ดีขึ้น” ศูนย์รวมสินค้าออร์แกนิกและสินค้าวีแกนทั้งไทยและต่างประเทศครบครันที่สุดกว่า 6,600 รายการ  มีสินค้าท้องถิ่นจาก 13 ชุมชน และ 14 ผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิก พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือนำสินค้ามาจำหน่ายทุกวัน  

“กู๊ด กู๊ดส์” ร้านที่รวมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นครบครัน ทั้งอาหาร แฟชั่น งานคราฟต์ งานศิลปะ และกาแฟ โดยปรับดีไซน์ให้ร่วมสมัย และส่งต่อรายได้กลับเข้าไปหล่อเลี้ยงชุมชนให้พัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน
'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน

การให้ความสำคัญเรื่องอินทรีย์ ครอบคลุมไปถึงชุดยูนิฟอร์มและผ้ากันเปื้อนพนักงาน ซึ่งผลิตจากเส้นใยขวดพลาสติกรีไซเคิลอีกเช่นกัน

สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอยากส่งต่อมวลความจริงใจนี้ไปถึงทุกคน 

“เราอยากให้คนมากันเยอะ ๆ มาแลกเปลี่ยนบทสนทนา มาช่วยกันสนับสนุนความตั้งใจของท้องถิ่น และพกถุงผ้ามาด้วยนะ เพราะเราพยายามในเรื่องนี้มาก ๆ อยากให้คนมาใช้เวลา มาใช้พื้นที่ เรามีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ จริง ๆ ในวันธรรมดา พี่อ้อมรู้สึกว่าไม่ต้องมาซื้อของก็ได้ แค่มานั่งเล่น เขียนรูป หรืออ่านหนังสือก็ได้ เพราะที่นี่มีต้นไม้เยอะ สงบ ร่มรื่น เป็นพื้นที่ชุมชนที่เป็นของทุก ๆ คน”

'จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่' ตลาดที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตและเกิดปฏิสัมพันธ์ เป็นชุมชนจริงใจสำหรับทุกคน

จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่ ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล

ที่ตั้ง : ถนนอัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน (เฉพาะตลาดเช้ามีแค่วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 06.30 – 13.00 น.)

โทรศัพท์ : 0 5352 1520

Facebook : Jing Jai Market Chiang Mai (จริงใจมาร์เก็ตเชียงใหม่)

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographers

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load