อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ถ้าพูดถึง Stand-up Comedian ในบ้านเรา หลายคนอาจนึกถึงเดี่ยวไมโครโฟนเป็นอันดับต้น ๆ ที่จัดแสดงครั้งใหญ่เพียงปีละครั้ง แต่คงไม่เคยเห็นใครที่ไหนอยากจัดโชว์ทุกวันแบบร้าน ‘A Katanyu Comedy Club’ ที่ ยู-กตัญญู สว่างศรี ตั้งใจอยากให้เกิดขึ้นจริง!

จากตอนแรกที่แค่อยากย้ายทำเลร้านกาแฟใหม่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด กลายเป็นการหยิบความฝันเดิมที่อยากสร้างพื้นที่สำหรับ Stand-up Comedian มาทำให้เป็นจริงแทน 

ร้านใหม่นี้เกิดจากแรงกายแค่ 2 คน มีเวทีขนาดเล็กรายล้อมด้วยเก้าอี้กว่า 40 ตัว คือบรรยากาศที่ยูเชื่อว่าพอดีสำหรับการเล่น Stand-up ที่ทุกคนจะได้นั่งพูดคุยสนุกสนานเฮฮา และไม่ใหญ่เกินไปสำหรับนักพูดหน้าใหม่ที่อยากเดบิวต์เข้าวงการ เหมือนวันแรกที่ยูเริ่มจับไมค์โชว์ฝีปาก

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ

ลองไมค์

ย้อนกลับไปก่อนที่ยูจะเป็นที่รู้จักในนาม Stand-up Comedian คนหนึ่ง เขาคือนักเขียน เอเจนซี่ และพิธีกรรายการ คนค้นฅน แต่จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการเป็นนักพูดสายฮา คือการได้เป็นพิธีกรอีเวนต์ของรายการ GetTalks Podcast

การค้นพบว่าตัวเองมีอารมณ์ขันและสนุกกับการเล่าเรื่อง ช่วยกระตุ้นให้ยูจัดโชว์แรกได้สำเร็จในปี 2016 เรื่องราวทั้งหมดจึงเริ่มต้นขึ้นที่ชั้นบนสุดของร้านหนังสือ Zombie Book ณ วันนั้นมีคนดูประมาณ 40 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเพื่อน ญาติพี่น้อง และคนใกล้ชิด

“เราเริ่มจากโชว์เล็ก ๆ แต่กดดันมาก ๆ สมัยนั้นเรารู้สึกว่า Stand-up เป็นเรื่องของพรสวรรค์ คุณต้องเทพจริงถึงจะเล่นได้ เราไม่มีเพื่อนเล่น ถ้าอยากเล่นขึ้นมาก็ไม่มีครู ที่มีอยู่คือเวทีใหญ่สุดยอด นอกจากนั้นคือศูนย์”

เขาอธิบายความรู้สึกในตอนนั้นให้ฟัง และชี้ให้เห็นว่าการเริ่มต้นของ Comedian มือใหม่เป็นไปด้วยความเหงาและความยากลำบาก ลงจากเวทีหลังพูดเสร็จก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่มีแม้แต่พื้นที่ให้พูดคุยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในสิ่งที่เขาสนใจ

“มันคือเซนส์ง่าย ๆ มนุษย์ต้องการคอมมูนิตี้ อย่างคนกินข้าวมันไก่ เขายังมีกลุ่มของตัวเองเพื่อพูดคุยเรื่องข้าวมันไก่เลย มนุษย์ต้องการบทสนทนาบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองสนใจ เราอยากเล่น Stand-up แล้วหาคนที่พร้อมจะคุยกับเรา ‘มึง ดู Dave Chappelle’ ‘ยัง เฮ้ยมึงดูคนนี้แม่งตลก อังกฤษแม่งเล่นอีกทางหนึ่งโคตรดี’ แต่ตอนนั้นเราไม่มีคนคุยด้วย”

อย่างไรก็ตาม การได้ขึ้นไปเล่นแล้วสร้างเสียงหัวเราะบรรยากาศเฮฮา ก็ยังคงเป็นโมเมนต์พิเศษสำหรับยูที่หาไม่ได้จากการเล่นตลกแบบอื่น ๆ 

เอกลักษณ์ของ Stand-up Comedy คืออะไร – เราถาม

“อยู่ที่คน คนเล่ามันมีเสน่ห์ มีเรื่องราวบางอย่าง และมีวิธีเล่าที่ผ่านความคิดของคนคนหนึ่งที่น่าสนใจ ก็เลยทำให้ไม่ใช่แค่เรื่องตลกอย่างเดียว แต่คือการที่เราได้เห็นไอเดียความคิดของเขาที่มีต่อเรื่องต่าง ๆ ในสังคม หลากหลายสไตล์” 

ยูตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มปนขี้เล่นกวน ๆ ตามสไตล์ของเขา และเสริมว่าเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างที่ไม่แพ้กันคือโมเมนต์ระหว่าง Comedian และคนดู ณ สถานที่จริง ซึ่งการดูผ่านหน้าจอไม่ได้สัมผัสเทียบเท่า

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ
A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ

สะกิดต่อมหัวเราะ

แม้ว่าโชว์แรกจะมีคนดูเพียง 40 คนจากญาติสนิทมิตรสหายในร้านหนังสือเล็ก ๆ แต่ด้วยความที่เคยทำงานวงการสื่อมาก่อน เพื่อนหลายคนที่มาดูจึงรับหน้าที่นำเรื่องของเขาไปเล่าสู่คนจำนวนมาก หลังจากนั้นไม่นานคนจึงเริ่มรู้จัก Stand-up มากขึ้น ทั้งคนสนใจดูและคนที่อยากเล่นเอง

“เราจำได้ว่ายืนคุยกับ ตั้ม บรรทัดทอง ตรงแถวสตูดิโอ แล้วอยู่ ๆ มันก็พูด ‘พี่ ผมเล่น Stand-up เพราะพี่นะเว้ย’ คือโอเค มุมหนึ่งโดยส่วนตัวเราก็ภูมิใจ แต่อีกมุมหนึ่งทำให้เรารู้ว่า ยังมีคนอยากเข้ามาเล่นเยอะมาก ก็เลยถามมันว่า ‘ทำไมวะ’ มันก็บอก ‘พี่ยังเล่นได้เลย ผมก็เล่นได้’ 

“เอ้าเชี่ย กูนึกว่ากูเจ๋ง ที่เคยคิดว่าเป็นพรสวรรค์ ที่แท้มันอาจจะไม่ใช่อย่างเดียวนะ” เขาหัวเราะก๊าก

มาปี 2017 ยูได้รวม Comedian หลายคนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ขึ้นโชว์ในงานที่ชื่อ A Katanyu and Friends ที่ร้าน The Sportsman Sports Bar Bangkok ด้วยยอดคนดูกว่า 400 คน และภายในปีเดียวกันเขาได้จัดโชว์ในโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศด้วยยอดคนดูเกิน 700

แล้วก็มาถึงยุคของ ‘ยืนเดี่ยว’ คอมมูนิตี้ของคนรัก Stand-up Comedy ที่ยูและ แก๊ป-คณีณัฐ เรืองรุจิระ ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้มือใหม่เข้ามาลองไมค์ได้ ขยับขยายทั้ง Comedian และคนที่สนใจฟังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมียอดผู้ติดตามเพจกว่า 4 แสนคน

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ

“แต่จำนวนคนดูไม่สำคัญเท่าจำนวนคนที่ยอมเปิดใจ” ยูย้ำ

“เราเปรียบเทียบแบบนี้ เหมือนตอนเด็ก ๆ เรากิน McDonald’s แล้วไม่เข้าใจรสชาติของแตงกวาดอง แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่ะ มันอร่อยแบบนี้ รสชาติของ Stand-up Comedy ก็เหมือนรสชาตินั้นที่คนดูส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจ 

“หรือบางคนบอกว่า กินปลาร้าไม่ได้ ไม่เห็นอร่อยเลย มันคือคนที่มาดูแล้วบอกว่า เชี่ย ไม่เห็นตลกเลย ดูทำไม แต่อย่าลืมว่ามีคนอร่อย มีคนชอบรสชาติแบบนี้อยู่ และอาจจะมีคนชอบรสชาติแบบนี้เพิ่มก็ได้ แล้วคนที่ไม่ชอบ วันหนึ่งเมื่อเขาเข้าใจวัฒนธรรมก็อาจจะอร่อยกับมันก็ได้

“การที่คนเข้าใจเรื่องความหลากหลายของรสชาติในเรื่องเสียงหัวเราะมากขึ้น ทำให้การดู Stand-up Comedy ไม่ใช่แค่การจับจ้องว่าไอ้นี่แม่งตลก/ไม่ตลก แต่เป็นการดูที่ความน่าสนใจของไอเดียว่า มุกนี้ขำเหมือนกันนะ เปิดใจรอดูดีกว่าว่าเดี๋ยวเขาจะพัฒนารึเปล่า 

“พอคนเริ่มเข้าใจรสชาติหลากหลายของเสียงหัวเราะ ก็ทำให้คนดูทั้งเปิดโอกาสให้กับคนเล่น เปิดโอกาสให้กับตัวเองได้ทำความเข้าใจมุกตลกที่อาจจะยังอ่อนด้อย ยังไม่คม หรือมุกที่แตกต่างไปจากรสนิยมเดิมที่เคยมี ซึ่งสุดท้ายมันจะเพิ่มความหลากหลาย ส่วนคนที่เล่น Stand-up Comedian ก็จะได้พัฒนาขึ้น”

แม้ในวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปหลัก ๆ คือจำนวนคนดู จำนวน Comedian และจำนวนคนเปิดรับที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งเดียวที่เหมือนเดิมตั้งแต่ต้น คือความเป็นอาชีพของ Stand-up ที่ยังไม่มั่นคงเท่าที่ควรเพราะทุกโชว์เป็นเพียงงานที่ได้เล่นแค่ครั้งเดียวแล้วก็จบไป 

นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักที่ยูตัดสินใจเปิดร้าน A Katanyu Comedy Club ขึ้นมา

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ
A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะ ที่อยากให้ Stand-up Comedian เป็นอาชีพ

ขายหัวเราะ

“ในซีรีส์ Netflix เรื่อง Standing Up บอกว่า คุณต้องเล่นให้ครบ 300 ชั่วโมงขึ้นไป คุณถึงจะเก่ง” 

หลังยูพูดจบประโยค เราซี้ดปากไปพร้อม ๆ กัน เพราะการจะหาพื้นที่ซ้อมหรือเล่นจริงในไทยเพื่อเก็บค่าประสบการณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“บอกเลยว่าคนรุ่นใหม่เก่ง ตลก มีมุก แต่คุณจะเอาชั่วโมงบินจากไหน คุณจะไปเล่นที่ไหน คุณไม่มีเลยนะ เราก็เลยคิดว่า ถ้างั้นมึงมาเล่นที่นี่ เราคิดนะว่าอยากมีทุกวันเลย”

นับแต่นั้นเป็นต้นมา คอนเซ็ปต์ของร้าน A Kantanyu Comedy Club ที่อยากเปิดเวทีทุกวันจึงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ท้าทายตามมา คือการหา Comedian พร้อมขึ้นโชว์ในทุก ๆ วันตามแผน 

ในลิสต์จะมีทั้งคนที่ยูชวนมาด้วยความชอบส่วนตัว และคนที่เคยผูกพันจากโชว์ครั้งก่อน ๆ แต่สำหรับมือใหม่ที่อยากลองเล่น Stand-up ร้าน A Katanyu Comedy Club ยินดีเปิดให้ลองไมค์ได้ทุกวันพุธ และยินดีเปิดรับสมัคร Comedian ใหม่ ๆ ประจำร้านอยู่เสมอ 

เราให้ยูแนะนำ Stand-up Comedian 5 คนทั้งในไทยและต่างประเทศ เผื่อใครสนใจอยากตามไปติดตามผลงานและเปิดใจให้กับความฮาก่อนจะมาเจอกันที่คลับแห่งนี้

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะที่ตั้งใจจัดโชว์ทุกวัน เพื่อขับเคลื่อน Stand-up Comedy ทั้งคนเล่นและคนดู

1. Ricky Gervais

“คนอังกฤษ เป็นแนวจิกกัด แสบ ๆ หน่อย แต่ว่าเขาจะมีไอเดียเกี่ยวกับความคิดค่อนข้างเยอะ เช่น เขาเล่นเรื่องธรรมชาติ ความคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็เล่นเรื่องเพศ โห เล่นเยอะมาก แล้วก็แซวหนักจริง ๆ”

2. Chris Rock

“โชว์ชื่อ Tamborine เขาเก่งมาก ที่แนะนำคนนี้เพราะคิดว่าคนไทยน่าจะชอบ Will Smith กันเยอะ ไปลองฟัง คริส ร็อก ดู จะได้รู้ว่าเขาคิดอะไร”

3. ปิ๊ปโป้ Storylog

“มีโชว์ไม่เยอะ ไม่ได้ทำบ่อย แต่ว่าฉลาดและเก่งมาก อันนี้ผมให้อันดับหนึ่งเลย”

4. ณฐ ผู้จองหอง

“ณฐเป็นนักดนตรีกลางคืน เขามีประสบการณ์เกี่ยวกับการเล่นดนตรี แต่จังหวะจะโคนต่าง ๆ มีความเฉพาะตัวดี แล้วเขาเก๋าเกมเพราะผ่านประสบการณ์เวทีมาเยอะมาก ทำให้การเล่นของเขาค่อนข้างสบาย ๆ ซึ่งผมชอบมาก”

5. ลินิน

“คนนี้เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ผมว่าเหมือนจะขี้เล่น แต่เอาจริงเอาจังกับ Stand-up มาก โชว์เขาพัฒนาขึ้นทุก ๆ ครั้ง ล่าสุดที่ยืนเดี่ยวแม่งโคตรดี ผมให้แม่งเจ๋งสุดเลย คมแล้วก็ฉลาด แล้วก็ลูกล่อลูกชนเยอะมาก”

ร้านเปิดตั้งแต่ 17.00 น. ที่ตะวันเริ่มร่วงมาแตะเส้นขอบฟ้า แต่ Stand-up สายฮาจะเริ่มเล่นตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป วันละประมาณ 3 – 4 คน รวม 1 ชั่วโมงเศษ ๆ ในทุกวัน

ใครอยากร่วมสนุกไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วก่อนเข้างาน แค่มาที่ร้านและอุดหนุนเซ็ตเครื่องดื่มและอาหารที่ทางร้านจัดเตรียมไว้อย่างดี มีทั้งเบียร์สำหรับสายดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอิตาเลียนโซดาที่มีรสชาติให้เลือกผสมกันถึง 6 อย่าง ทานคู่กับของทานเล่นอย่างเฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ต ไก่ป๊อป เพลิดเพลินไปกับเสียงหัวเราะที่อบอวล

“สิ่งที่เราทำแล้วชอบตลอดเลยคือ เวลาเห็นอะไรแล้วโรแมนติก แล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริงตรงหน้า ในอนาคตเราอยากเห็นคนเต็มร้าน แล้วคนเล่น Stand-up หัวเราะกันครืนทุกคืน อย่างเมื่อวานแค่ซ้อมตรงนี้ ลองไมค์หน่อย ให้เพื่อนทุกคนมานั่งล้อม ๆ เล่นกัน

“โห แม่งอย่างกับอยู่ในซีรีส์ Netflix เลยว่ะ”

A Katanyu Comedy Club คลับของคนรักเสียงหัวเราะที่ตั้งใจจัดโชว์ทุกวัน เพื่อขับเคลื่อน Stand-up Comedy ทั้งคนเล่นและคนดู

A Katanyu Comedy Club

ที่ตั้ง : 1503 ชั้น 2 ถนนพระราม 4 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ทุกวัน 17.00 – 0.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2068 6799

Facebook : A Katanyu

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load