อีกเพียง 3 ปี สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ (American University Alumni Association under the royal​ patronage หรือ AUAA) จะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 100 นับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงริเริ่มไว้ เมื่อครั้งเสด็จเป็นองค์ประธานในงานชุมนุมเลี้ยงอาหารค่ำครั้งแรกของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2467

ก่อนถึงวันครบรอบสำคัญของสมาคมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำรงอยู่มายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ช่วงต้น พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เพิ่งต้อนรับอาคารหลังใหม่ของสมาคมบนที่ดินเดิม อาคารอิฐสูง 7 ชั้นริมถนนราชดำริโดดเด่นแม้ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของ 2 ประเทศในต่างทวีป

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ด้วยอายุที่ใกล้ครบศตวรรษ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด หลายคนอาจคุ้นเคยกับสมาคมฯ ในฐานะการก่อตั้งสถาบันสอนภาษาอังกฤษเก่าแก่ชื่อเอยูเอ (AUA Language Center) ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกอาคารติดปากกันมายาวนานว่า ‘ตึกเอยูเอ’ แต่สำหรับอีกหลายคน ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่สนับสนุนให้คนในประเทศได้สัมผัสกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรมแปลกใหม่ โดยหลายครั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์หายาก คอนเสิร์ตและกิจกรรมดนตรีหลายแขนง เป็นโรงละครสำหรับทั้งมืออาชีพและนักศึกษา รวมไปถึงเป็นห้องสมุดที่ได้รวบรวมหนังสือสำคัญๆ จากต่างประเทศ ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก

ความตั้งใจของ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกสมาคมคนปัจจุบัน และคณะกรรมการสมาคมทั้งหมด ต้องการให้อาคารอิฐหลังใหม่นี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งและคณะทำงานในอดีต นอกจากการย้ายสถาบันสอนภาษากลับมาจากพื้นที่ชั่วคราวบนจามจุรีแสควร์ ที่นี่ยังเปิดให้เช่าพื้นที่สำนักงาน มีพื้นที่ต้อนรับสาธารณชนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมเหมือนสถานที่เดิมเคยเป็นมา และกำลังจะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน หรือ ‘American University Alumni Cultural Center’

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐเชื่อมสองวัฒนธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิรัส พัชรเศวต ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สยาณี วิโรจน์รัตน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองสถาปนิกในนาม EAST Architects เป็นผู้ออกแบบอาคารสมาคมฯ หลังใหม่แห่งนี้ และมี องอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2552 สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเป็นที่ปรึกษา

ภาพ : รศ.ดร.มล. จิตตวดี จิตรพงศ์

อาจารย์พิรัส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมฯ เช่นกัน เล่าที่มาที่ไปของอาคารว่า ที่ตั้งของตึกเอยูเอบนถนนราชดำริในปัจจุบันนี้ เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อสัญญาเช่าใกล้หมดลง ประกอบกับมูลค่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองที่สูงขึ้นมาก จึงได้โอกาสที่สมาคมฯ จะปรับการใช้งานที่ดินให้เหมาะสมขึ้นในด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้สมาคมยังตั้งอยู่ได้ในที่ดินเดิมได้ เพื่อสานต่อกิจกรรมด้านการศึกษาและวัฒนธรรมต่อเนื่องจากในอดีต

ผืนดิน 5 ไร่นี้จึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งด้านหลังได้ร่วมคู่สัญญากับบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พัฒนาที่ดินเป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมขนาดใหญ่ อีกส่วนด้านหน้าติดถนน เป็นที่ตั้งอาคารหน้าแคบแต่ลึก กว้าง 10 เมตร ยาว 88 เมตร สำหรับการดำเนินงานต่อเนื่องของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

“เมื่อตอนเริ่มต้นเราก็คิดกันหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายมาจบที่อิฐ เรานำเสนอความคิดว่า อิฐเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในเชิงการก่อสร้าง ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการก่อสร้างตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันได้ 

“บรรดาอาคารในเชิงวัฒนธรรมหรืออาคารในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ของอเมริกา มักมีอาคารอิฐไม่มากก็น้อย รวมถึงประเทศเราด้วย ไม่ว่าโรงเรียนหรืออาคารโบราณสถานยุคต่างๆ อิฐจึงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมวัฒนธรรมได้ดี แล้วก็โชคดีที่กรรมการเขาก็เห็นด้วย” สถาปนิกเล่าเบื้องหลังคอนเซปต์ให้ฟัง

ก่ออิฐสร้างตึก

ภาพที่คนทั่วไปได้เห็นจากริมถนนราชดำริ จึงเป็นอาคารอิฐสูงชะลูดดูสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนและยวดยานบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้อาคารนี้สะดุดตา ไม่ได้มาจากการใช้บรรดาวัสดุสีส้มที่โดดเด่นจากบริบทเพียงอย่างเดียว แต่ช่องเปิดทั้งหลายโดยรอบอาคารนั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจ และแน่นอนว่ามีนัยสำคัญมากไปกว่าการตกแต่ง

อาจารย์พิรัสอธิบายว่า ช่องเปิดบนอาคารแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นวงกลมใหญ่ด้านหน้าอาคารก็ดี หรือช่องสี่เหลี่ยมที่เรียงเป็นระเบียบไปตามด้านข้างอาคารก็ดี ล้วนมีหน้าที่ใช้สอยที่เฉพาะเจาะจงในตัวเอง เช่น วงกลมใหญ่ด้านหน้านั้นจะอยู่ในตำแหน่งชั้นสำนักงานให้เช่าและโรงเรียนสอนภาษา มีหน้าที่นำแสงสว่างเข้าสู่ภายใน รวมถึงบอกกลายๆ ว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยที่ต่างจากชั้นล่างๆ 

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ช่องเปิดด้านล่างบริเวณทางเข้าอาคาร เป็นช่องเปิดทรงโค้ง (Arch) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินในระดับถนนเข้าสู่โถงโล่งภายในอาคาร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ส่วนช่องเปิดที่เหลือโดยรวมนั้น สัมพันธ์กับแนวคิดการออกแบบเพื่อสร้างสภาวะโปร่งสบาย เอื้อให้อากาศไหลทะลุผ่านในอาคารได้ หรือที่เรียกว่าเทคนิค ‘Natural Ventilation’ ช่วยให้อาคารสูงใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเช่นนี้ เป็นแนวคิดที่อาจารย์พิรัสเชี่ยวชาญและใช้ในการออกแบบอยู่เสมอ

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

อิฐในอาคาร นอกจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเป็นภาพตัวแทน และเรื่องหน้าที่ใช้สอย ยังช่วยควบคุมการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนก้อนมหาศาลนับ 1.7 ล้านก้อน แต่ย่นระยะเวลาก่อสร้างได้ในเวลาอันจำกัดด้วยการออกแบบวิธีก่อให้เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน และค่อยนำไปบรรจุใช้ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสมคล้ายระบบโมดูลาร์ ทำให้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึงราว 7,000 ตารางเมตร

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม
ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อแล้วเสร็จ อาคารจึงประกอบไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ทั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ย้ายกลับมา พื้นที่สำนักงานให้เช่า รวมถึงพื้นที่ห้องสมุด ออดิทอเรียม และโถงโล่งสำหรับกิจกรรมสาธารณะ ในฐานะพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ตึก AUA ใหม่ในร่างอิฐ 1.7 ล้านก้อน ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษา แต่เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

อาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอย 7 ชั้น ชั้น 1 และ 2 เป็นโถงโล่งและห้องจัดนิทรรศการตามลำดับ ชั้น 3 และ 4 รวมกันเป็นห้องสมุดและออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า ชั้น 6 และ 7 เป็นพื้นที่ของสถาบันสอนภาษาเอยูเอ

พื้นที่ 4 ชั้นแรกเรียกรวมกันว่าเป็นพื้นที่ของสำนักงานสมาคมฯ และเป็นที่ตั้งใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

“สมาคมฯ ยุคก่อนนั้น ก็เป็นกึ่งศูนย์วัฒนธรรมที่แรกๆ ของกรุงเทพฯ เพราะว่ามีห้องสมุด มีออดิทอเรียมอยู่ แล้วก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแสดงดนตรี ละคร มีการแสดงงานศิลปะ” อาจารย์พิรัสเกริ่นถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

“ผมคิดว่า กรรมการหลายท่านก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวเนื่องกับสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวและเคยใช้อาคารตั้งแต่ก่อนนั้น แล้วก็ยังได้ดูแลสมาคมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้จริงๆ ก็ต้องมาจากสมัย 40 – 50 ปีที่แล้ว

“กรรมการคิดว่า เวลานี้มันก็คงเป็นเวลาเหมาะที่เราจะได้ทำอะไรให้กับสังคมอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวหลากหลายมาก แล้วเขาก็ต้องการพื้นที่ที่จะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงพัฒนาประเทศ 

“เราก็เลยมีความคิดตรงกันว่า จะทำอาคารนี้เปิดสู่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

การเปิดพื้นที่สู่สาธารณะดังที่สถาปนิกและหนึ่งในกรรมการสมาคมเอ่ย เห็นได้ตั้งแต่บนชั้น 1 ที่เป็นโถงโปร่งเพดานสูง ซึ่งออกแบบไว้ให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์และผู้คนจำนวนมากๆ ได้ การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำเวิร์กช็อปศิลปะ เสื้อผ้า อาหาร การเกษตร และอื่นๆ หรือการแสดงดนตรีเล็กๆ แม้แต่การออกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในวาระเทศกาลต่างๆ ก็ทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

ถัดจากนั้น ชั้น 2 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เช่นกัน แต่ปิดทึบมากขึ้น มีห้องปรับอากาศ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมที่อาจถาวร หรือต้องการพื้นที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือน

ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องสมุด ควบกับออดิทอเรียมขนาดรองรับได้ 220 คน ไว้ใช้ฉายภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ รวมถึงการแสดงละครเวที 

ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของศูนย์วัฒนธรรมที่สานต่อแนวคิดมาจากอาคารเดิม ซึ่งเคยให้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเมื่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ที่นี่ก็จะเป็นดั่งทูตสนับสนุนกิจกรรมด้านวัฒนธรรมได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ส่วนบริเวณชั้น 5 ถึง 7 นั้น ในเชิงการบริหาร กำหนดให้เป็นพื้นที่เช่า โดยชั้น 6 และ 7 ให้สถาบันสอนภาษาเอยูเอได้กลับมาเช่าดังเดิม ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นสำนักงานที่มีเพียง 12 ห้อง ผู้ออกแบบและหนึ่งในกรรมการสมาคมกล่าวว่า ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนกิจการของคนรุ่นใหม่ หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น สำนักงานของร้านหนังสือ สำนักงานของผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หรือสำนักงานอื่นๆ ในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยตั้งใจให้ทุกพื้นที่ในอาคารเติมเต็มและสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

“แม้อาคารแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนศิลปะวัฒนธรรมของที่เกี่ยวเนื่องกับไทยและอเมริกัน แต่ในโลกปัจจุบันก็คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ประเทศอเมริกา ย่อมมีวัฒนธรรมอื่นเกี่ยวเนื่อง และเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า เป็นอาคารของเราเอง เราจึงมีหน้าที่ค่อนข้างชัดเจนในเชิงวัฒนธรรม ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างอื่น เพราะฉะนั้น เรามุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมความคิดกับความรู้โดยตรง โดยยินดีเป็นศูนย์กลางให้กับทุกๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ และอยากให้เป็นศูนย์ที่เยาวชน นิสิตนักศึกษา หรือว่าคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาหาความรู้ แล้วก็ได้ประโยชน์เพื่อมาพัฒนาสังคม ประเทศ บ้านเมืองต่อไป” อาจารย์พิรัสว่า

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน
ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน

จากความตั้งใจนี้ ศูนย์วัฒนธรรมไทย-อเมริกัน กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ และคาดว่าพร้อมจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่เกินช่วงต้น พ.ศ. 2565

ในระหว่างนี้ อาคารได้เริ่มทำหน้าที่ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงและเวิร์กช็อปในเทศกาลงานออกแบบ Bangkok Design Week 2021 ที่จะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และมีการวางแผนจัดงานคอนเสิร์ต สัปดาห์ภาพยนตร์ และนิทรรศการศิลปะ ที่จะทยอยประชาสัมพันธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

คงไม่นานเกินรอ ผู้คนจะได้ใช้ ‘ตึกเอยูเอ’ ในฐานะพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มศักยภาพ ให้สมกับปณิธานของกลุ่มนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างรุ่นก็ล้วนตั้งใจสืบสานการคืนประโยชน์ให้กับสังคม ดังที่เป็นมาอย่างยาวนาน

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ไม่ต้องสืบสาแหรกตระกูลยาวไกล เราก็มั่นใจว่าชาวตระกูล ‘สุชนก’ แห่งจังหวัดแพร่เป็นศิลปินในสายเลือด

มะปราง-ชิดชนก สุชนก เรียนจบการออกแบบ และเชี่ยวชาญการมัดย้อมฮ่อม

ปลาย-ชฎานุช สุชน เรียนจบการปั้นเซรามิก และเชี่ยวชาญการออกแบบเสื้อผ้ากับปักผ้า

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

คุณพ่อของทั้งคู่เป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียน ส่วนคุณแม่เป็นครูสอนนาฏศิลป์และช่างตัดเสื้อ

สองสาวพี่น้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และตัดสินใจเลือกทำงานที่รักในบ้านของตัวเอง โดยเปิดคาเฟ่เล็กๆ หน้าบ้านชื่อ ‘บ้านมัดใจ homemade & cafe’ พร้อมจัดพื้นที่จัดเวิร์กช็อปงานศิลปะในบริเวณบ้านตัวเองให้บุคคลที่สนใจ มะปรางสอนมัดย้อมและขายเสื้อผ้าแบรนด์ ‘มัดใจย้อม’ ปลายสอนปั้นเซรามิกและปักผ้า และเสื้อผ้าลินินแบรนด์ ‘ด้ายมัดใจ’ คู่กัน

“ที่นี่ชื่อบ้านมัดใจ เพราะทุกอย่างที่ทำคือโฮมเมด ทำเองทุกอย่างด้วยใจ เผื่อจะมัดใจลูกค้าที่มาไม่มากก็น้อย”

มะปรางกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะพาเราสำรวจทุกซอกมุมของร้านแสนน่ารักที่มัดใจเราอยู่หมัด และมั่นใจว่าทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาจากหลายจังหวัดก็คงติดอกติดใจที่นี่เช่นกัน

บ้านมัดใจ, แพร่

ชื่นใจ

เริ่มต้นจากเรือนไม้เล็กๆ ชั้นเดียวหน้าบ้านที่เป็นคาเฟ่แสนเก๋ ระหว่างดื่มกาแฟเย็นชื่นใจ มะปรางอธิบายว่า จุดประสงค์แรกไม่ได้อยากทำร้านกาแฟ แต่เหตุเกิดเพราะเธออยากจัดงานแต่งงานที่บ้านตัวเอง แฟนน้องสาวของเธอที่เป็นสถาปนิกเลยออกแบบเรือนรับรองและจัดงานขึ้นมา ส่วนพ่อเอาไม้ยางพาราที่ปลูกไว้มาให้สร้าง หลังงานแต่งงานเสร็จสิ้น ช่วงปลายปี 2018 เรือนไม้ที่สร้างเองแทบทุกขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นคาเฟ่บรรยากาศดีของสองพี่น้องในเวลาต่อมา

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

“เราทำทุกอย่างกันเอง ไม่ได้จ้างใครเลย ทั้งดูแลหน้าร้าน ชงกาแฟ ขนมน้องเป็นคนทำ เพราะพ่อเลี้ยงเป็ดที่สวนแล้วเอาไข่เป็ดมาให้ทุกวัน”

บรรยากาศร่มรื่นสบายทำให้ที่นี่มีแขกประจำเป็นคนท้องถิ่นแทบทุกวัน เพราะบ้านสุชนกอยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ไม่ไกล ขับรถมา 15 นาทีก็ได้นั่งชิลล์แล้ว

แต่สำหรับแขกขาจร ส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่งจิบกาแฟเฉยๆ เพราะสองพี่น้องไม่ได้ตั้งใจเปิดแค่ร้านกาแฟ แต่อยากให้คนที่มาได้ทำกิจกรรมเรียนรู้หลากหลายที่บ้านนี้ด้วย

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ, แพร่

ปักใจ

ข้างคาเฟ่คือร้านขายเสื้อผ้าสำหรับสาวๆ ทั้งเสื้อผ้ามัดย้อมฮ่อมของมะปราง และเสื้อผ้าลินินปักลายน่าเอ็นดูของปลาย แถมที่นี่ยังเป็นสตูดิโอทำงานปักผ้าด้วย เห็นแล้วตาลุกวาวอยากอุดหนุนมากเพราะน่ารักไปหมดทุกอย่าง เสื้อผ้าในร้านมีจำนวนไม่มาก เพราะทั้งขายดีทางออนไลน์ และแรงงานหลักมีแค่มะปราง ปลาย กับแม่ที่ช่วยตัดผ้าให้เท่านั้น

บ้านมัดใจ, แพร่บ้านมัดใจ, แพร่

“น้องชอบงานปัก เสื้อผ้าของด้ายมัดใจนี่นางปักเองทุกตัวนะ เพราะกลัวคนอื่นทำแล้วงานไม่สวย”

มะปรางแอบกระซิบบอก นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ที่นี่ยังมีของจุกจิกจากเซรามิกที่ปลายปั้นเองขายเองในราคาน่ารัก กลุ่มสาวๆ ที่ชอบช้อปปิ้งจะรักห้องนี้มาก และถ้าสนใจเรียนรู้เรื่องงานปัก ปั้นเซรามิก หรือเพนต์เซรามิกเพิ่มเติม สามารถนัดล่วงหน้าเพื่อจัดคอร์สเรียนเล็กๆ ได้ตามชอบ

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

ย้อมใจ

โซนสุดท้ายคือลานมัดย้อมกลางสวนของมะปราง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดแบรนด์มัดใจย้อมตั้งแต่ปี 2015

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ, แพร่

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ เราไปทำงานกับแบรนด์แฟชั่นที่กรุงเทพฯ เราได้เรียนรู้หลายอย่างจาก Fast Fashion เลยแรงบันดาลใจกลับมาทำงานของตัวเอง ช่วงกลับบ้านเราเห็นแม่ชอบใส่เสื้อผ้ามัดย้อม แล้วเราสงสัยว่าทำไมใส่ได้เฉพาะวัย 40 – 50  ทำไมวัยรุ่นอย่างเราไม่ค่อยใส่ ทำไมเราไม่ปรับแบบให้คนจับต้องได้ง่ายขึ้น”

หญิงสาวยกตัวอย่างเสื้อม่อฮ่อมที่น้องสาวใส่อยู่

“อย่างที่น้องใส่ก็เป็นเสื้อโบราณ เมื่อก่อนคนแพร่เรียกว่าเสื้อก๋าควาย (เสื้อตราควาย) เอาไว้ใส่ไปทำไร่ทำนา กับใส่ตอนสงกรานต์ ใส่วันปีใหม่เมือง เราเลยศึกษาเรื่องฮ่อม ปรับแบบให้ทันสมัยขึ้นแล้วทำเสื้อผ้าเอง

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

“ช่วงแรกๆ ที่พ่อเห็นว่าเราทำงานมัดย้อม เลยพากลุ่มนักเรียนโรงเรียนพ่อมาเรียนที่บ้าน โรงเรียนอื่นๆ เลยตามมาเรียนกัน รับเป็นกลุ่ม 50 – 60 คนก็มี เด็กๆ มาเรียนรู้ว่าม่อฮ่อมเป็นยังไง ใบฮ่อมเป็นยังไง ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เลย แต่ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะมีแขกเป็นนักท่องเที่ยว เขาจะพุ่งมาตรงที่เวิร์กช็อปมัดย้อมก่อน เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้เวลาสั้นๆ ทำได้ ทุกคนจะตื่นเต้นกับการมัดย้อมมากว่าสร้างลายยังไง”

ว่าแล้วมะปรางก็ส่งผ้าขาวให้เราลองมัด หนีบ และสร้างลวดลาย จากอุปกรณ์ที่เธอเตรียมไว้ให้ ก่อนจะจุ่มผ้าผืนใหญ่ลงในม่อฮ่อมสีน้ำเงินเข้ม

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

การเรียนย้อมผ้าที่นี่สามารถเลือกระดับความเข้มข้นจริงจังได้ ตั้งแต่เรียนรู้การมัดย้อมเบื้องต้น ไปจนถึงศึกษาเรื่องต้นฮ่อมที่ต้องปลูกบนดอย และลำดับการก่อหม้ออย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน

ด้วยเวลาสั้นๆ ที่มี นักย้อมผ้าอธิบายว่า ฮ่อมเป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น มักขึ้นบนภูเขา จึงเป็นสีธรรมชาติที่ชาวเหนือนิยมนำมาใช้ย้อมผ้า ปัจจุบันนี้ความนิยมที่มากขึ้นทำให้ผ้าย้อมฮ่อมมีแบบใหม่ๆ หลากหลายกว่าสมัยก่อนมาก และมัดใจย้อมก็มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายวัยอย่างน่าชื่นใจทีเดียว

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านพักใจ

“เร็วๆ นี้บ้านเราอาจจะเปิดเป็นโฮมสเตย์นะคะ อาจจะทำสัก 3 ห้อง รีโนเวตห้องนอนแขกให้กลายเป็นที่พัก คนที่มาพักจะได้เรียนได้เต็มที่เลย”

มะปรางแย้มแผนการในอนาคตของบ้านมัดใจให้ฟัง สมาชิกในบ้านแต่ละคนเป็นช่างศิลป์กันทั้งนั้น แค่คิดว่าจะได้มาเรียนวิชาอะไรบ้างกับบ้านนี้ก็สนุกตื่นเต้น อยากสมัครมาพักแล้วตั้งใจเรียนกันตอนนี้เลย

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ
เปิด 10.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load