ในห้วงเวลาที่เราเติบโต การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก ซึ่งหมายถึงการไม่ได้รับความสนใจหรือให้คุณค่ามากเท่าที่ควร บางครั้งถูกกีดกันให้ออกไปจากชีวิต เพราะสมัยก่อนผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโต มีงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กในวันนั้นได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่วัยมีกำลังซื้อ Pop Culture เบ่งบาน กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศหนึ่งๆ ได้ไม่น้อยไปกว่าการค้าขายหรือส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค แถมทิศทางในการสร้างเงินจากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property-IP) เหล่านี้ก็พัฒนาการอย่างรวดเร็วเสียด้วย

คอลัมน์ In Design ตอนนี้ มอบโอกาสให้เราได้นั่งคุยกับหนึ่งในเด็กเหล่านั้น เธอเติบโตมาพร้อมการ์ตูนกับความฝันที่อยากเป็นแอนิเมเตอร์ แรงขับเคลื่อนภายในพาให้เธอแหวกว่ายผ่านวงการที่แห้งแล้งในเมืองไทย ไปเรียนรู้และเบ่งบานในอเมริกา ได้ทำงานเบื้องหลัง Lil Miquela (Virtual Influencer) ชื่อดังที่ไม่มีตัวตนจริงๆ แต่มีคนติดตาม 3 ล้านในอินสตาแกรม อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เจ้าหนูอะตอม

วันหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เด็กหญิงอะตอมในวัย 14 ปีต้องเลือกว่าจะเรียน ม.ปลาย สายไหนดี เพื่อต่อไปยังมหาวิทยาลัยและโลกของการทำงานได้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจ เพื่อนของเธอชี้ชวนให้ไปห้องสมุดญี่ปุ่นแห่งหนึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน 

ณ ที่แห่งนั้น เธอได้พบกับความฝัน

“เพื่อนเปิดการ์ตูนของ Studio Ghibli ให้ดู” อะตอมย้อนอดีตให้เราฟัง 

“เป็นเรื่อง Spirited Away พอดูแล้วเรารู้สึกว่าอยากเป็นแอนิเมเตอร์ (Animator) เราไม่เคยรู้ว่ามีแอนิเมชันที่มีเนื้อหาแบบผู้ใหญ่ เท่ๆ อย่างนี้มาก่อน หลังจากนั้นเราเลยค้นหาว่าจะเป็นแอนิเมเตอร์ได้ต้องเรียนอะไร”

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย
อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

แต่วงการการ์ตูนแอนิเมชันไทยในวันนั้นแทบไม่มีทางเลือกอะไรให้กับเธอ ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวาดการ์ตูนตรงๆ แถมยังมีกรอบค่านิยมในสังคมที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐถึงจะน่าภาคภูมิใจ เธอจึงตัดสินใจสมัครเรียนภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะดูเหมือนนักวาดหลายๆ คนในไทยจะมาจากที่นั่น

“ตอนเรียนเรามีความเป้าหมายใหญ่ว่าเราอยากเจอ อาจารย์มิยาซากิ ฮายาโอะ (Miyazaki Hayao) ผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli เขาเหมือนเป็นศาสดา เราตั้งใจมากๆ เรียนจบมาก็ทำงานสาย 2D มาตลอด และคิดว่าถ้าเราดัง เราอาจได้เจอเขาก็ได้” อะตอมเล่าติดตลก

ความตั้งใจนั้นพาอะตอมเข้าสู่การประกวดออกแบบตัวละครประจำจังหวัด โครงการของรัฐบาลไทย ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีรางวัลล่อตาล่อใจแฟน Ghibli อย่างอะตอมมากๆ คือการได้ไปเยือนสตูดิโอของ Ghibli นั่นเอง

หลังจากที่ไปเข้าค่ายอบรมเพื่อพัฒนาแบบอย่างเข้มข้นจนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับคัดเลือก ความฝันของอะตอมในการได้พบกับอาจารย์มิยาซากิเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อได้จับมือกับไอดอลของเธอ เธอกลับรู้สึกเหมือนว่าเป้าหมายในชีวิตสำเร็จแล้ว 

แล้วไงต่อ-เธอคิด

แต่เด็กหญิงอะตอมในวันนั้นยังไม่รู้ว่า การประกวดนั้นเป็นเพียงบทแรกของการเดินทางในสายอาชีพของเธอเท่านั้น

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เปลี่ยนฉาก

นอกจากพาอะตอมไปเจอกับอาจารย์มิยาซากิที่ญี่ปุ่นแล้ว งานประกวดนั้นยังส่งเธอไปขายแรงงานที่เกาหลีด้วย ซึ่งกลายเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับการทำตลาดใหม่ให้กับคาแรกเตอร์ที่เธอออกแบบ

เพราะเป้าหมายของการประกวดไม่ใช่เพียงคาแรกเตอร์ตัวหนึ่งแล้วจบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาแรกเตอร์นั้น ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลี ใช้สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและสร้างชาติให้มั่งคั่ง

คาแรกเตอร์หลายตัวที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมว Hello Kitty เจ้าหมีดำ Kumamon หรือถ้าเป็นฝั่งเกาหลีคงหนีไม่พ้นเจ้าเพนกวิน Pororo นั้น ไม่ได้ดังขึ้นมาแบบไร้เหตุผล แต่คาแรกเตอร์เหล่านี้ถูกนำไปทำ Spin-off เป็นสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงกลายเป็นธีมในการตกแต่งคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และหมายถึงรายได้มหาศาล

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังก็หนีไม่พ้นดีไซเนอร์ผู้สร้างรูปแบบในการออกแบบ (Style Guide) ให้เจ้าคาแรกเตอร์เหล่านี้เป็นที่จดจำได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทั้งสีสัน ลวดลาย รูปแบบการจัดวาง ล้วนแต่ผ่านกระบวนการคิด-ออกแบบมาแล้วทั้งนั้น

และนั่นคือสิ่งที่อะตอมเก็บเกี่ยวกลับมาจากเกาหลี

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“โครงการประกวดนั้น ทำงานร่วมกับสตูดิโอผู้สร้างคาแรกเตอร์เพนกวิน Pororo ที่ดังมาก ถ้าไปเดินตามซูเปอร์มาร์เก็ตมีอยู่ทุกแห่ง เขาส่งเราเพื่อไปขัดเกลาตรงนี้ รวมถึงเรียนรู้การพัฒนา Licensing (การอนุญาติให้ใช้สิทธิ์) ตอนนั้นเราไม่ได้ทำ Pororo นะ แต่ทำโปรเจกต์ร่วมทุนกับจีน เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเด็ก ทำทั้ง Style Guide สำหรับ Licensing ทำแบรนดิ้งให้ตัวละคร ให้ลูกค้านำไปทำสินค้าได้เลย”

การได้ไปเปิดหูเปิดตาเรื่องการพัฒนา Licensing ที่เกาหลี ทำให้อะตอมหันกลับมามองวงการออกแบบงานภาพในเมืองไทยอีกครั้ง และมองเห็นปัญหามากมายที่ทำให้อุตสาหกรรมในไทยไม่เติบโต ไม่อาจสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะประเด็นที่หน่วยงานรัฐขาดการประสานงานกัน ทำให้มาสคอตที่นักออกแบบจำนวนมากผลิตออกมาผ่านงานประกวดในทุกปี มี Style Guide พร้อมใช้ แต่กลับไม่เคยได้ใช้งานจริง

เมื่อความฝันเดิมลุล่วงไป และค้นพบว่าไม่อาจเติบโตไปได้ไกลกว่านี้ในประเทศไทย อะตอมจึงตัดสินใจพาตัวเองย้ายสายงาน ข้ามจากนักออกแบบภาพที่ทำงาน 2D (สองมิติ) เป็นหลัก ไปเรียนต่อด้านการทำ 3D (สามมิติ) ที่อเมริกา 

และหวังใจว่าจะมีความท้าทายใหม่รอเธออยู่

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

จัดแสงไฟ

Gnomon คือโรงเรียน Visual Effect ที่อะตอมเลือกตามคำแนะนำของรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ทำงานในสตูดิโอของดิสนีย์ นอกจากโรงเรียนจะตั้งอยู่ในใจกลางของอุตสาหกรรมอย่างฮอลลีวูดแล้ว ว่ากันว่านี่คือโรงเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับคนทำงานภาพอีกด้วย

ประสบการณ์การทำงาน 2D ช่วยให้อะตอมเปลี่ยนผ่านมาทำงาน 3D ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และการเรียนการสอนที่เน้น Peer-learning หรือการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยให้เธอพัฒนาฝีมือขึ้นในระยะเวลา 2 ปี อีกทั้งอุตสาหกรรมงานภาพ (Visual Effect) ในอเมริกายังเปิดกว้างสำหรับศิลปิน เรียกว่าแทบจะมีงานมารออยู่สำหรับทุกคน

และประตูที่อะตอมเลือกเปิดเข้าไป คือโอกาสในการทำงานกับ Brud สตูดิโอหน้าใหม่ที่มีโปรเจกต์น่าสนใจอย่างการปั้น Virtual Influencer ซึ่งกลายเป็นไฮไลต์ในชีวิตการทำงานของเธอ

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ขอบเขต 3D มันกว้าง” อะตอมอธิบาย เมื่อเราถามว่าเธอไปทำอะไรกับ Brud 

“เวลาพูดถึง 3D เราจะคิดว่ามีใครสักคนทำภาพสามมิติ แต่จริงๆ มันย่อยลงไปเยอะมาก ในหนึ่งโปรเจกต์มีหลายแผนก ไม่ใช่ทุกคนทำได้ทุกอย่าง บางคนปั้นเป็นอย่างเดียว บางคนทำเท็กซ์เจอร์เป็นอย่างเดียว บางคนทำเอฟเฟกต์ระเบิดเป็นแต่ปั้นอะไรไม่ได้เลย

“ส่วนเราเองเป็น Generalist คือคนที่ทำทุกอย่าง ทำเป็นหมดเลยแต่ไม่ได้ลงลึก แต่ที่เราสนใจเป็นพิเศษคือ Lighting หรือการจัดแสง ตอนนั้น Brud กำลังสร้างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อ Lil Miquela ขึ้นมา แล้วต้องการคนที่จัดแสงพอดี เลยลองเข้าไปคุย แล้วเขาก็จ้าง”

Virtual Influencer เป็นคอนเซ็ปต์ที่ใหม่มากสำหรับอเมริกาในตอนนั้น และแม้แต่ตอนนี้ก็ยังใหม่อยู่ เราอาจยังไม่คุ้นเคยนักหากมีไอดอลสักคนซึ่งไม่มีตัวตนในโลกจริง แต่กลับสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียต่างๆ มากมายราวกับมีชีวิต

แต่คอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันนี้ ทำกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gorillaz วงดนตรีแบบ Virtual Band หรือนักร้อง 2D จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) เจ้าของฉายาน้องต้นหอมกับผมสีเขียวอันโด่งดัง แนวคิด ‘ตัวตนสมมติ’ เหล่านี้ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเลื้อยไหลออกจากแค่บนหน้าจอ มาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“Lil Miquela เป็นโปรเจกต์ที่เปิดโลกมาก” อะตอมเล่าอย่างตื่นเต้น

“งาน Visual ที่เคยแยกกับโลกของเราโดยสิ้นเชิง มีคอนเทนต์เป็นเกม เป็นหนัง เราดูแล้วมันก็จบอยู่ตรงนั้น แต่พอมี Virtual Influencer ขึ้นมา เส้นแบ่งระหว่างโลก Virtual กับโลกจริงมันบางลงมาก เรามองเห็นความเป็นไปได้ของการสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และไม่ได้อยู่แค่ในจออีกต่อไป”

Lil Miquela เริ่มต้นจากการเป็นไอดอลในอินสตาแกรม โพสต์ของเธอเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน มีฉากหลังเป็นอเมริกา ไปเที่ยวบ้าง แฮงก์เอาต์กับเพื่อนบ้าง ในมู้ดภาพสีสันจัดจ้าน สนุกสนาน จนผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมของ Lil Miquela ก็เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับแบรนด์เสื้อผ้าหรู อีเวนต์งานสังคมสุดป๊อป และล่าสุดมีการทำงานเพลงออกมาเองด้วย

“Lil Miquela เล่าว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่มนุษย์” อะตอมแชร์กระบวนการทำงานปั้น Lil Miquela ให้ฟัง

“หน้าที่หลักของเราคือการจัด Lighting สำหรับภาพนิ่งในอินสตาแกรมของน้อง ถ้ามีบรีฟมาว่า สัปดาห์นี้ Lil Miquela จะไป Coachella ซึ่งเป็นงานเทศกาลศิลปะดนตรีระดับโลก ทีมต้องหาตั๋วเข้างานเพื่อไปถ่ายภาพอีเวนต์มาเป็นฟุตเทจ ส่วนฝั่งเรามีหน้าที่ปั้นภาพนิ่ง หรือวิดีโอสั้นๆ ให้เหมือน Lil Miquela ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ” 

 Lighting Designer เล่าต่อว่า ตอนนี้ Brud ทำงานคล้ายกับเอเจนซี่ของนักแสดง มีฝั่งครีเอทีฟคอยคิดเรื่องราวของ Lil Miquela มีคนคอยดูแลเสื้อผ้าหน้าผม โดยฝั่งอาร์ตแปลสิ่งที่ครีเอทีฟคิดให้เป็นจริง เรื่องสนุกยังมีอีกมาก แต่อะตอมบอกกับเราว่าเสียดายที่เธอแชร์รายละเอียดกระบวนการทำงานมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะติดสัญญาการรักษาความลับกับบริษัท แค่ฟังเท่านี้เราก็รู้สึกว่างานสร้าง Lil Miquela เป็นงานในฝันสำหรับเธอ ทั้งในแง่ของสเกล ความท้าทาย และผลลัพธ์

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า อะไรคือสาเหตุที่เธอเลือกจะก้าวลงมาจากตำแหน่งงานที่ทั้งสนุกและมั่นคง และปั้นบริษัท Visual Effect ของตัวเอง ทั้งที่เห็นๆ กันอยู่ว่าวงการนี้ในไทยยังไม่ได้ขยับไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมากเท่าไหร่นัก

ใส่ฟังก์ชัน ปั้นกระดูก

หากมองย้อนกลับไปในระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่อะตอมเหยียบขาไปทำงานมาแล้วทั้งฝั่ง 2D, Character Design, Licensing, 3D, Lighting การขยับมาเป็นผู้ประกอบการน่าจะเป็นบทบาทใหม่ที่ท้าทายไม่น้อย

อะตอมว่า นี่เป็นสิ่งที่ยากก็จริง แต่สำหรับเธอก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อสิบปีก่อนกับปัจจุบัน สิ่งที่ทำค่อนข้างแตกต่างกันนะ วงการนี้เปลี่ยนเร็วมาก มีเทคนิคใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ทุกวัน และตอนนี้ขาเหยียบๆ ไปฝั่งผู้ประกอบการด้วย ไม่ได้เป็นนักออกแบบอย่างเดียว จริงๆ เราชอบทำงานฝั่งอาร์ตมากกว่า ไม่ได้ชอบทำหลาย หรือคุยกับผู้คนขนาดนั้น แต่คิดว่าถ้าเราอยากโตในสายงานนี้ ก็ต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา”

สตูดิโอชื่อ ‘Magic Fox’ ของอะตอมจึงไม่ได้รับแค่งานจ้าง ทำ Visual Effect ตามสั่งเท่านั้น แม้งานโปรเจกต์ต่างๆ ที่เข้ามาทั้งจากลูกค้าไทยและต่างชาติจะมีหลากหลาย ตั้งแต่การปั้น V-tuber (คาแรกเตอร์ที่รับบทบาทเป็นสตรีมเมอร์ เล่นเกมไปคุยกับผู้ชมไป) สร้างคาแรกเตอร์ มาสคอต ไปจนถึงทำสติกเกอร์ไลน์ แต่เธอก็ยังไม่วายเจียดเวลามาพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ในอุตสาหกรรมของไทย เราไม่ได้เห็น Original Content จริงๆ ออกมามากนัก ต่อให้มูลค่าของอุตสาหกรรมจะโตขึ้น แต่ไม่ใช่การสร้างมูลค่าด้วยตัวเอง อาศัยว่าค่าแรงของเราถูก แล้วก็ใช้ช่องว่างตรงนั้นเพื่อสร้างกำไร แต่แบบนี้พอถึงจุดหนึ่งมันจะไปต่อไม่ได้ เพราะค่าแรงมันจะติดเพดาน และมีคนอื่นมาแข่งกับเราในที่สุด ตอนนี้คนที่จ้างฝั่งไทยก็เริ่มย้ายไปเวียดนามแล้วเพราะถูกกว่า

“Original Content ของบริษัทที่กำลังปั้นเป็นการ์ตูนเด็กชื่อ Cocomoco เพิ่งเอาไปพิตช์ได้ทุนมาเมื่อเช้านี้เอง”

อะตอมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าพัฒนากันมาพักหนึ่งแล้ว ซึ่ง Cocomoco เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภูติในป่า น้องเป็นต้นโอ๊คที่มีพลัง สร้างของขึ้นมาจากดินหรือธรรมชาติ และมีตัวละครอื่นๆ คอยหาปัญหามาให้แก้

ความเชื่อว่าต้องสร้างและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองในใจอะตอม น่าจะถูกหว่านเมล็ดไว้ตั้งแต่วันที่เธอชนะการประกวด ได้ไปทำงานที่เกาหลี ผ่านประสบการณ์ทำงานในทีมสร้าง Lil Miquela และได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างมูลค่าได้มากมายมหาศาลแค่ไหน

และสำหรับอะตอมแล้ว แม้ทุกวันนี้การ์ตูนหรือโลกเสมือนจริงยังคงถูกสังคมไทยบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องของเด็กก็ไม่เป็นไรเลย ดีเสียอีก เพราะเด็กวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เหมือนที่ผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อในวันนี้ ก็คือเด็กที่รักการ์ตูนในอดีตนั่นเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“เรารู้สึกว่าการมีคอนเทนต์เด็กที่มีคุณภาพดีเป็นสิ่งสำคัญ มันปลูกฝังอะไรหลายอย่างให้กับเด็ก รวมถึงมาตรฐานในการเสพคอนเทนต์ ถ้าเด็กชินกับงานคุณภาพ เขาก็จะเลือกเสพงานคุณภาพต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ตลาดต้องผลิตงานที่ดีออกมาเพิ่มขึ้น มันช่วยรันวงการได้ 

“การสร้างงานคุณภาพดีออกมาให้เด็ก เป็นหน้าที่ของเราอย่างหนึ่งในฐานะคนทำงานออกแบบ เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานอยู่ในวงการนี้ ในประเทศนี้ ก็มีความคิดแบบเดียวกัน เราต่างเห็นศักยภาพของมัน และใช้วิธีการของตัวเองในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตต่อไป”

หากสรุปว่าการกลับมาเปิดบริษัท Magic Fox ของอะตอม ไม่ได้แค่ผลักดันให้ตัวเองโตเท่านั้น แต่เป็นก้าวเล็กๆ ในการผลักดันวงการ Visual ในไทยให้เติบโตไปด้วยก็คงจะไม่ผิดนัก

ในฐานะหนึ่งคนที่มีฝันและแพสชันด้านการ์ตูนเหมือนกัน เราเป็นกำลังใจให้นะ เจ้าหนูอะตอม!

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

5 ผลงานที่มีความหมายต่อ อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

01 บัวแต้ม (Buatam)

งานประกวดชนะเลิศ Character Design ของ SIPA (Software Industry Promotion Agency) เป็นงานเปิดโลกด้าน Character Design และธุรกิจ Character Licensing แบบรอบด้าน ตั้งแต่มุมของนักออกแบบ มุมการตลาด การนำไปใช้งาน และมูลค่าที่งานออกแบบคาแรกเตอร์ชิ้นหนึ่งสร้างได้ ทำให้อะตอมหันมาสนใจจับงานคาแรกเตอร์แบบเต็มตัว

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

02 Star Collector

เป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งของอะตอม จากที่เคยวาดภาพนี้แบบ 2D แล้วชนะการประกวด เมื่อขยับจาก 2D ไปจับงาน 3D เลยหยิบชิ้นนี้มาปัดฝุ่นใหม่ จนกลายเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่าน เป็นหมุดแรกในการทำ 3D เต็มตัว 

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

03 Lil Miquela

 ตอนที่เข้าไปทำงานกับบริษัท Brud ต้นสังกัดของ Miquela ไอเดียเรื่องอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องใหม่มาก การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมทำให้อะตอมได้เห็นกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เห็นการเติบโต จนในปัจจุบัน Miquela มีผู้ติดตามเฉพาะในอินสตาแกรมร่วม 3 ล้านคน งานที่ตนมีส่วนร่วมได้ออกไปสู่สายตาคนจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องน่าภูมิใจในฐานะคนทำงานอาร์ต

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

04 Bull Ranger

งานออกแบบคาแรกเตอร์ภายใต้บริษัท Magic Fox Studio ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอว่าน่าดีใจที่ได้เห็นองค์กรใหญ่เริ่มสนใจใช้คาแรกเตอร์มาสื่อสารร่วมกับอัตลักษณ์องค์กร

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

05 Coco Moco and the Children of the Forest

งานที่บริษัท Magic Fox Studio พัฒนาเอง และยังอยู่ในกระบวนการทำงาน เป็นงานที่เปลี่ยนบทบาทของอะตอมจากลงมือทำเองทั้งหมด เป็น Art Director ควบ Director ทั้งดูแลทีม ออกแบบบางส่วน คอยตบงานให้เข้าที่ และดูแลคุณภาพงาน เหมือนเป็นการตกผลึกทักษะตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพทั้งหมดมาอยู่ในงาน Animated Series หนึ่งโปรเจกต์

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

เมื่อครั้งที่ The Cloud ไปสัมภาษณ์ พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู ASAVA เขาพูดถึงคนคนหนึ่งที่รู้จักกันเมื่อตอนอยู่นิวยอร์กด้วยความชื่นชม คนคนนั้นคือ เจ-นพณัฐ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบเบื้องหลัง Window Display ของ Bergdorf Goodman ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมือง และเป็นโชคดีของเราที่เขาตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อปีกลายพอดี

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

Bergdorf Goodman ตั้งอยู่บนถนนสำคัญ 3 สายคือ Fifth Avenue ถนน 57th และถนน 58th ซึ่งจะมีอายุครบ 120 ในปีนี้ นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่มหานครมากว่าหนึ่งศตวรรษ โดยทุกเทศกาลคริสต์มาส หน้าต่างใหญ่ทั้ง 16 บานของอาคารแห่งนี้จะเป็นที่เลื่องลือของสื่อทุกสำนัก ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหล่านิวยอร์กเกอร์และนักท่องเที่ยว ต้องมาชมความตระการตราของวินโดว์ดิสเพลย์ที่บรรจงออกแบบล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน คล้ายกับที่หลายคนเฝ้ารอต้นคริสต์มาสของอาคาร Rockefeller อย่างไรอย่างนั้น

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

เจเคยทำงานร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง Dior และ Hermès และเป็นคนไทยที่ออกแบบให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มา 20 ปี เขาบอกว่าที่เข้าวงการนี้มาได้คือการจับพลัดจับผลู ซึ่งกลายมาเป็นอาชีพในภายหลัง งานของเขาทั้งหมดไม่ได้เล่าเรื่องราวออกมาตรงๆ มันผ่านกระบวนการคิด การพัฒนา และการตีความ ที่เขามักจะเหลือพื้นที่ให้คนดูได้เอาไปคิดต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่มีมาตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง คือใจรักในงานศิลปะและงานออกแบบของตัวเองที่แสดงให้เห็นในงานทุกชิ้น เช่นเดียวกับความสนุกของการเปลี่ยนภาพในหัวให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริง

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
01

ย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก เจเป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ โตมาหน่อยถึงจะพอสังเกตว่าตัวเองชอบงานศิลปะ ชอบงานออกแบบ ชอบของสวยของงาม แต่จะให้ไปเรียนจิตรกรรมหรือสาขาทางศิลปะอื่นๆ คงไม่ไหว เพราะเขาวาดรูปไม่เก่ง ทั้งยังเรียบจบมัธยมปลายสายวิทย์-คณิต พร้อมวิธีคิดแบบตรรกะอย่างเต็มขั้น จึงตัดสินใจสอบเอนทรานซ์เข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาที่เชื่อว่าน่าจะตรงกับความสนใจมากที่สุด

“สมัยนั้นไม่มีตัวเลือกมากนักหรอก” เขาว่าอย่างนั้น ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเองก็ตีกรอบให้เดินทางใดทางหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าเขาชอบวิชาสถาปัตย์ ชอบขนาดที่ตัดสินใจไปเรียนต่อสาขาเดียวกันที่ University of California, Los Angeles หรือ UCLA

“ตอนนั้นคิดว่าที่เรียนมายังรู้ไม่พอ เรายังไม่เก่ง แล้วปกติเป็นคนชอบเรียนอยู่แล้ว คิดแค่ว่าจบสถาปัตย์มาก็ต้องเรียนสถาปัตย์ต่อสิ แล้วสาขาตอนปริญญาโทที่เราเลือกมันเน้นเรื่องคอนเซ็ปต์หนักมาก เน้นไอเดีย เน้นวิธีคิด มันไม่ค่อย Practical เท่าไหร่ในชีวิตจริง แต่เราชอบมาก เพราะรู้ว่าตัวเองไม่เก่งด้านเทคนิค แต่เก่งเรื่องไอเดีย ตอนเรียนอาจารย์บางคนถึงกับบอกเลยว่า ไม่ต้องสนใจหรอกว่าคุณจะสร้างมันออกมาได้ยังไง สิ่งนั้นไปเรียนต่อในชีวิตจริงได้ ถ้าคุณทำโมเดลออกมาได้ มันก็ต้องสร้างได้” 

โจทย์ในวิชาเรียนตอนนั้นให้ความสำคัญที่กระบวนการในความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมจากบทเพลง ให้วิเคราะห์จังหวะ โน้ต แล้วปรับพัฒนาออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้งานได้จริง

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
02

แม้จะชอบวิชาสถาปัตย์แค่ไหน ส่วนที่เขาชอบคือครีเอทีฟไอเดีย ซึ่งเมื่อทำงานในชีวิตจริงมันไม่เป็นไปอย่างใจทุกครั้ง เพราะสุดท้ายวิชาชีพสถาปนิกส่วนใหญ่ต้องทำตามโจทย์ของลูกค้าเป็นหลัก

ช่วงใกล้เรียนจบปริญญาโท เขาได้ลงเรียนวิชาภาพถ่ายและ Installation Art ของคณะ Fine Arts และทำงานออกมาได้ดีกว่าเพื่อนคนอื่นๆ จึงย้ายไปอยู่นิวยอร์กหลังเรียนจบ และตัดสินใจเรียนต่อเพื่อปริญญาโทอีกใบที่ School of Visual Arts แต่คราวนี้เป็นคณะศิลปะโดยไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะวาดรูปเก่งหรือไม่

“เราเรียนสาขาภาพถ่าย แต่เขาไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นภาพถ่ายเท่านั้น เพราะงานอาร์ตไม่ควรจำกัดอยู่แค่สื่อใดสื่อหนึ่ง เข้าไปแรกๆ ก็ทำงานถ่ายรูปแหละ ไปๆ มาๆ ก็เน้นงาน Installation โดยนำภาพถ่ายมาประกอบการทำ Installation ในสเปซสเปซหนึ่ง ซึ่งก็ตรงกับที่เรียนสถาปัตย์มา เราเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในสเปซ เราก็เอาทุกอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน”

งานอาร์ตตอบเขาเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง การได้ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง แต่ความจริงอีกข้อที่มองข้ามไม่ได้คือ ศิลปินส่วนใหญ่ไม่สามารถเลี้ยงชีพจากการทำงานศิลปะอย่างเดียว ส่วนใหญ่ต้องทำงานเสริมควบคู่กัน งานเสริมของเจในตอนนั้นคืองานกราฟิกดีไซน์

“คนเรียนอาร์ตทุกคนก็ใฝ่ฝันว่าจะเรียนจบมาเป็นศิลปินเต็มตัว ได้แสดงงานในแกลเลอรี่ มีคนมาซื้องาน ซึ่งในชีวิตจริงก็ไม่เป็นแบบนั้น ช่วงแรกๆ เราทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งพอทำไปก็รู้ว่าเป็นอะไรที่เราไม่ชอบ เราไม่ชอบงานที่ต้องนั่งโต๊ะ จำเจ ไม่ชอบงานที่ต้องเข้าออกเป็นเวลา นั่งทั้งวันอยู่ที่เดิม เราชอบไปๆ มาๆ รักอิสระ ทำงานนั้นอยู่ปีกว่า แล้วถึงจับพลัดจับผลูได้มาทำวินโดว์ดิสเพลย์”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
03

เจเล่าว่าสมัยนั้นเขาเป็นแฟนวินโดว์ดิสเพลย์ของห้าง Barneys ซึ่งเป็นยุคของ ไซมอน ดูแนน (Simon Doonan) นักออกแบบที่มีผลงานสนุกสนานให้เห็นอยู่เสมอ เขาอยากทำงานกับไซมอนมาก แต่แทนที่จะส่งใบสมัครงานเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป เจลองทำผลงานศิลปะสนุกๆ ชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง แล้วส่งไปให้ไซมอนที่ออฟฟิศโดยไม่ให้ข้อมูลอะไรเลยนอกจากชื่อและเบอร์โทรศัพท์ รออยู่ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์กลับมาที่บ้าน

“จำได้เลย ไซมอนโทรมาแล้วบอกว่า ชอบงานที่ส่งมาให้มาก เขาเอากลับมาที่บ้านเลย แล้วก็พูดเสริมว่า อาชีพทำวินโดว์ดิสเพลย์นี่เงินไม่เยอะนะ” เจหัวเราะ “แถมไม่ค่อยมีตำแหน่งสูงๆ ว่างด้วย ส่วนใหญ่มีแค่ตำแหน่งจูเนียร์เด็กๆ แต่เขาก็ชอบผลงานของเรา และยังติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้”

โอกาสแรกผ่านไป แล้วโอกาสที่สองก็เข้ามา

Barneys เป็นห้างยักษ์ใหญ่ในนิวยอร์กที่มีบุคลิกวัยรุ่น เปรี้ยวซ่า ฮิป และเก๋ มีห้างกึ่งๆ คู่แข่งคือ Bergdorf Goodman ที่หรูหรา ไฮโซ และดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ตอนนั้นเจมีคนรู้จักทำงานตำแหน่ง Production Manager ของห้างแห่งนี้ ซึ่งเป็นคนชวนเขาเข้าวงการออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์เป็นครั้งแรก

“วันแรกที่เริ่มงาน เขาก็ให้จัดโน่นจัดนี่ มีงานวินโดว์ที่ดีไซน์มาแล้ว แต่ตอนติดตั้งไม่มีคนทำสไตลิ่งสวยๆ ได้ การดีไซน์วินโดว์นั้นคือการให้ของทุกอย่างวางอยู่บนผนัง เหมือนเรามองมาจากข้างบน เก้าอี้ หุ่น ก็ต้องวางบนผนัง แล้วแรงโน้มถ่วงตามหลักความจริงจะตกลงพื้น แต่ในวินโดว์มันต้องตกไปทางผนัง คนอื่นที่ทำมาก่อนไม่ถูกใจ Window Director พอเราลองทำแล้วออกมาดี เขาก็เลยเริ่มจับตามองเราตั้งแต่วันนั้น และเราก็ได้ทำงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ออกแบบ Christmas Window”

ทีมของเจส่วนใหญ่ไม่มีใครเรียนตรงด้านนี้เลยสักคน แม้จะมีสอนที่ FIT (Fashion Institute of Technology) แต่กลายเป็นว่าคนที่มาทำงานนี้เป็นคนที่ไม่ได้เรียนมาทั้งนั้น บางคนจบศิลปะ เขาจบสถาปัตย์ บางคนจบดนตรีคลาสสิก แต่ทุกคนมีหัวด้านความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนเดิม

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
04

“ความท้าทายของงานนี้สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อนคืออะไร” เราสงสัย

เจนิ่งคิดสักพักพร้อมเกริ่นว่า พื้นฐานทางสถาปัตย์และศิลปะช่วยเขาในการทำงานเยอะมาก ทำให้รู้หลักทั่วไปของการจัดองค์ประกอบต่างๆ ไม่ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์โดยละเอียดทุกงาน เพราะมันเป็นระบบอัตโนมัติไปแล้ว

เขานิ่งคิดเรื่องความท้าทายอีกครั้ง 

“เราไม่รู้สึกว่ามันท้าทาย รู้สึกสนุกกับมันมากกว่า เพราะตอนทำงานค่อนข้างมีอิสระมาก เลยไม่รู้สึกกดดันว่าใครจะชอบไหม ความท้าทายจริงๆ ตอนออกแบบไม่เท่าไหร่หรอก แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ตอนติดตั้งนี่สิ ถ้ามันเป็นห้องโล่งๆ ใหญ่ๆ มีผนังตรงกลาง เราคงทำได้ไม่ยากเลย แต่ด้วยความที่ที่มันแคบนิดเดียว ลึกแค่สี่ฟุต วางอะไร ติดอะไรไปจะถอยมาดูก็ดูไม่ได้ จะดูทีต้องวิ่งออกไปนอกห้าง

“ยิ่งถ้าเป็นวินโดว์ช่วงเทศกาลคริสต์มาส พร็อพจะเยอะมากๆ ของแน่นแบบแน่นจริงๆ ความท้าทายคงเป็นการทำงานในที่แคบโดยไม่ชนของที่ติดตั้งไปแล้วจนเสียหาย บางทีต้องลอดใต้เก้าอี้เพื่อไปโผล่อีกทาง เห็นหน้าต่างบานใหญ่แบบนี้มันไม่ใช่เดินเข้าไปง่ายๆ นะ”

เขาหัวเราะพลางเปิดรูปหน้าต่างขนาดสูง 13 ฟุต กว้าง 4 ฟุต ของ Bergdorf Goodman บนถนน Fifth Avenue ไปด้วย

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
05

ห้าง Bergdorf Goodman มีหน้าต่างทั้งหมด 3 ด้าน ฝั่งด้านหน้าถนน Fifth Avenue ฝั่งด้านข้างเลียบถนน 57th และ 58th

แต่ก่อน ฝั่งถนน Fifth Avenue ต้องเปลี่ยนวินโดว์ทุก 10 วัน เพราะห้างมีความตั้งใจว่า ลูกค้ามาแต่ละครั้งต้องไม่เห็นดิสเพลย์แบบเดิม ส่วนด้านข้างเปลี่ยนทุก 3 สัปดาห์ ในการเปลี่ยนแต่ละครั้งใช้เวลา 1 วันเต็ม โดยเริ่มจากการเอาดิสเพลย์เก่าลงก่อนห้างเปิด ทำการติดตั้งทุกอย่างในวันนั้นตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงหลังเที่ยงคืน โดยแบ่งเป็นทีมเช้ากับทีมบ่าย

มายุคหลังมีการยืดเวลาวินโดว์แต่ละเซ็ตออกไปเป็นทุกๆ 2 สัปดาห์ บางช่วงเปลี่ยนเฉพาะเสื้อผ้า และเก็บเครื่องตกแต่งอย่างอื่นเอาไว้

“ข้อดีของ Bergdorf Goodman คือมีห้างเดียว ที่เดียว ไม่มีสาขา วินโดว์ก็ทำแค่ที่เดียว ไม่ต้องทำซ้ำ เป็น One of a Kind ไม่เหมือนร้านแบรนด์ใหญ่ๆ ที่ต้องทำเหมือนกันหมด กระจายไปหลายร้อยสาขา พอมีสาขาเดียว เราจะทำเว่อวังแค่ไหนก็ได้ ทำพร็อพก็ทำแค่ชิ้นเดียว โดยไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงว่าจะผลิตได้จริงหลายร้อยชิ้นไหม และการติดตั้งจะมีความซับซ้อนอะไรหรือเปล่า

“มีปีหนึ่งเราไปเที่ยวปารีส แล้วมีคนส่งไปคุยกับ Dior และในที่สุดก็ได้มีโอกาสออกแบบ Christmas Window ให้ร้านทั่วโลกในปีนั้น ตอนนั้นเรามีข้อจำกัดคือ เราทดลองทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มากไม่ค่อยได้ เพราะหนึ่ง เรื่องโปรดักชันและการทำซ้ำหลายร้อยช็อปทั่วโลก และสอง เอกลักษณ์ของแบรนด์เขามีชัดเจนมาก แล้วตอนนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ จอห์น แกลลิอาโน (John Galliano) เพิ่งโดนให้ออก และยังไม่มีดีไซเนอร์ใหม่ เราก็เลยทำอะไรแรงๆ ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไม่ได้ ต้องนิ่งๆ กลางๆ 

“เรามีเวลาคิดก่อนล่วงหน้าแค่หกเดือน เป็นหกเดือนที่กระชั้นมาก เพราะเขาต้องสั่งทำโปรดักชันที่ประเทศต่างๆ ในอเมริกาทำที่นิวยอร์ก ยุโรปที่ฝรั่งเศส เอเชียที่จีน แล้วเวลาดีไซน์แล้วต้องใช้แบบนั้นเลย ในขณะที่ Bergdorf เปลี่ยนได้ตลอด บางทีทำเสร็จแล้วยังเข้าไปเปลี่ยนโน่นเติมนี่อยู่เลย การทำวินโดว์ให้แบรนด์มันเลยมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป”

06

งานออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์ที่ Bergdorf Goodman ไม่ได้เริ่มจากโจทย์ของลูกค้า แต่เริ่มจากทีมงาน ประชุมคุยกันว่าจะเลือกคอนเซ็ปต์ไหน จะพัฒนาต่อยังไง และเป็นแผนกที่ได้รับความไว้วางใจจนแม้แต่ซีอีโอของห้างก็ไม่ต้องอนุมัติ

“ถ้าต้องอนุมัติจะกลายเป็นความกังวลของเรา กลัวเขาไม่ชอบ จะทำไม่ได้เต็มที่ แทนที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง ก็ต้องมานั่งระแวงว่าเขาจะรู้สึกยังไง แล้ววินโดว์ที่นี่ไม่ค่อยเน้นตัวสินค้ามากเท่าไหร่ เพราะวินโดว์ดิสเพลย์ก็เป็นงานโฆษณาชนิดหนึ่ง เราเน้นภาพลักษณ์ของห้าง เน้นอิมเมจของห้างในระยะยาว มากกว่าพยายามขายเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่อยู่ในวินโดว์ ณ ตอนนั้น อันนั้นเป็นเรื่องรอง เป็นผลพลอยได้ที่จะตามมาอยู่แล้ว

“เวลาทำงานจะเริ่มจากการดีไซน์วินโดว์ตามคอนเซ็ปต์ที่เราต้องการก่อน โดยไม่คำนึงถึงเสื้อผ้าที่จะเอามาใช้ แล้วค่อยให้สไตลิสในทีมไปหาเสื้อผ้าที่เข้ากับวินโดว์ แต่นานๆ ทีจะมี Special Window ในร้าน ซึ่งอาจจะเป็นการโปรโมตดีไซเนอร์ในซีซั่นนั้นๆ อันนั้นก็ต้องออกแบบเซ็ตให้เข้ากับเสื้อผ้า”

ช่วงคริสต์มาส ทีมงานทำวินโดว์ดิสเพลย์จะคึกคักสนุกสนานที่สุด แต่อย่าคาดว่าจะได้เห็นต้นคริสต์มาส ช่อมิสเซิลโทล หรือหุ่นซานตาคลอสที่นี่เลยเชียว เพราะการตีโจทย์ของพวกเขานั้นลึกยิ่งกว่า และเขาไม่มีทางเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา

“เราเน้นความ Festive ความสนุกสนาน ในมุมมองที่ต่างออกไป ไม่บอกโต้งๆ แบบที่เห็นกันบ่อยๆ คริสต์มาสของเราจะ Maximal สุดๆ มีของเยอะมากๆ คนดูต้องใช้เวลานานในการค้นหาดีเทลต่างๆ เพราะเราชอบแอบซ่อนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ ถ้าคนมองเห็นก็จะรู้สึกดี แต่ก็ไม่ชอบอธิบายงานตัวเองมาก อยากให้เขาเห็นเองตีความเองมากกว่า เหมือนเวลาไปดูหนังหรือดูงานศิลปะ แล้วแต่ว่าคนจะตีความอะไรยังไง เราไม่ต้องอธิบายจนเคลียร์ขนาดนั้นก็ได้ มีปีหนึ่งทำ Christmas Window เป็นสีขาวดำ หลอนๆ นิดหนึ่ง ปีนั้นดังมาก คนชอบมากๆ ว่าสามารถทำ Christmas Window แบบนี้ได้ จนหนังสือพิมพ์เขียนชม”

งานนี้ไม่มีทางทำคนเดียวได้สำเร็จ เจย้ำอย่างนี้ตลอดบทสนทนาในวันนั้น 

ไอเดียสุดท้ายต้องอาศัยการรวมหัวต่อยอดและพัฒนาจากความเห็นหลายๆ คน งานเทคนิคบางอย่างที่คนในทีมไม่ถนัดอย่างเครื่องยนตร์หรืองานก่อสร้างบางอย่าง ก็ต้องอาศัยคนจากข้างนอก ส่วนไอเดียก็มาจากสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว จากจินตนาการของเจ สิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน แค่สิ่งเล็กๆ ก็อาจจุดประกายให้เกิดไอเดียยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมาได้เช่นกัน

“ที่มาของไอเดียมันมาจากทุกทิศทาง ส่วนใหญ่ไอเดียจะมาตอนสมองว่างๆ โล่งๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก เราจะพยายามทำอะไรที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึงมากกว่าที่จะทำให้มันออกมาสวยๆ เฉยๆ เพราะปกติคนทั่วไปก็คาดว่าจะเห็นอะไรสวยงามอยู่ในตู้โชว์สินค้าอยู่แล้ว ถ้าเราทำออกมาแค่ให้สวยมันก็เท่านั้นแหละ คนเขาคาดเอาไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ สู้ทำอะไรที่คนคาดไม่ถึงจะดีกว่า และคนก็จำได้นานกว่าด้วย”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
07

การทำวินโดว์ดิสเพลย์เหมือนการทำโฆษณาอย่างหนึ่ง ยิ่งนิวยอร์กเป็นเมืองคนเดิน รีบเร่งไปสู่จุดหมาย ใช้ความเร็วตลอดเวลา จนบางครั้งไม่มีแม้แต่เวลาหยุดมองสิ่งรอบตัวระหว่างทาง หนึ่งในเป้าหมายของเจคือ การสร้างผลงานที่จะหยุดคนเดินเท้าให้มาสนใจเรื่องราวหลังบานกระจกในเวลาอันสั้น

“วินโดว์ไม่เหมือนอาร์ตแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่คนแพลนไปดู นอกจากที่เราต้องทำให้คนเดินถนนหยุดดูดิสเพลย์ได้แล้ว ความสำเร็จของเราก็ไม่ได้อยู่ที่คนดูชอบหรือไม่ชอบเสียทีเดียว เราทำงานก็ไม่ได้แข่งกับใคร ไม่ได้แข่งกับห้างอื่น ห้างอื่นเขาก็มีสไตล์ของเขา Barneys ก็เป็นสไตล์หนึ่ง Macy’s ก็เป็นสไตล์หนึ่ง Saks ก็อีกสไตล์หนึ่ง เราแข่งกับตัวเอง งานชิ้นนี้ต้องดีกว่างานที่เคยทำมา ต้องดีกว่างานของปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็ดีพอๆ กันในทิศทางที่แตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่ยากกว่า เพราะทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจของเรา

“เวลาคนมาดูแล้วเขาชอบ อาจจะเพราะแปลกหรืออะไรก็ตาม แต่พอเราดูเองก็จะชอบอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วจะรู้สึกอยากเปลี่ยนตรงนั้น อยากปรับตรงนี้ เราจะเห็นจุดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอ อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัว หรือไม่ก็ความเป็นศิลปินของตัวเองด้วย

“ความสำเร็จมันเลยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นพอใจหรือเปล่า แม้เราจะชอบมายืนแอบฟังว่าคนดูเขาพูดถึงมันว่าอะไร วิจารณ์ว่าอะไร แต่ถ้าเขาชอบแล้วเราไม่ชอบ มันก็เท่านั้น”

08

ครั้งหนึ่งศิลปินระดับตำนานอย่าง ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) และ แอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์มาก่อน แต่ครั้งนี้เราจะพามาดูผลงานของ เจ-นพณัฐ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบชาวไทย หนึ่งในเบื้องหลังหน้าต่างสวยๆ ของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้

The Crystal Ball

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็น Christmas Window ที่เน้นการพยากรณ์โชคชะตาอนาคตในรูปแบบต่างๆ ทั้งดูอนาคตจากลูกแก้ว จากไพ่ยิปซี ดูลายมือ หรือว่าอยากจะหมุนวงล้อทำนายโชคชะตาก็ได้นะ วงล้อของจริงหมุนอยู่ตลอดเวลาทุกวง แต่ที่สำคัญคือมีลิงเป็นหมอดู และสาวใส่ Gucci ก็ไปดูหมอกับเจ้าลิงนี้ ทุกพื้นผิวในวินโดว์นี้ถูกปกคลุมด้วยคริสตัลจาก Swarovski เป็นล้านเม็ด เอามาติดด้วยมือทีละเม็ด แม้กระทั่งผ้าปูโต๊ะก็เป็นคริสตัลแท้ คริสต์มาสปีนั้น Swarovski เป็นสปอนเซอร์ ให้คริสตัลเราฟรีทุกอย่างตามต้องการ” 

1,001 Ways to Say “Season’s Greetings”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“Christmas Window บนถนน 57th ด้านข้าง จะเรียบง่ายกว่าบน Fifth Avenue ด้านหน้าเสมอ นี่เป็นงานที่ดูเป็นคริสต์มาสที่สุดแล้วที่เคยทำมา เป็นหนึ่งในสามวินโดว์ของเซ็ตนี้ ซึ่งนำเสนอวิธีการสื่อสารอวยพรในอดีตในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ ซึ่งในวินโดว์นี้ก็คือการเขียนจดหมาย มีดีเทลต่างๆ เช่น จดหมายมีปีกบินก็คือ Air Mail มีคนเดินจูงหอยทาก (แทนที่จะจูงหมา) แบกถุงจดหมายไปส่ง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Snail Mail เป็นการส่งจดหมายแบบช้าๆ ธรรมดา ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นชิ้นส่วนจากภาพพิมพ์เก่าจากแหล่งต่างๆ นำมาประกอบเข้าด้วยกันล้วนๆ”

Recollect

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“Surreal Photo Studio ที่เต็มไปด้วยสิ่งของและภาพถ่ายในความทรงจำต่างๆ มากมายผ่านกาลเวลา มีหญิงสาวฝาแฝดมานั่งให้ช่างภาพถ่ายรูป แต่ถ้าสังเกตดูสักพัก จะเห็นว่าไม่เพียงแต่หญิงสาวคู่นี้เท่านั้นที่เป็นฝาแฝด มีฝาแฝดอีกมากมายที่แอบแฝงอยู่ในวินโดว์นี้ ตั้งแต่หมาฝาแฝด นกฝาแฝด อีกาฝาแฝด หุ่นคนแฝด แม้แต่รูปภาพในกรอบที่วางบนโต๊ะ ก็เป็นรูปภาพเด็กฝาแฝดในสมัยโบราณทุกรูป”

A Compendium of Curiosities

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“คริสต์มาสบนถนน Fifth Avenue ในปีนั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Alice in Wonderland แต่เราเอามาปรับอีกที วินโดว์นี้เป็นห้องสมุดแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่อลิสได้ไปพบเจอจากการผจญภัยในความฝัน แอบอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป ตั้งแต่หนังสือเล่มยักษ์ที่เปิดมาเป็นฉากปาร์ตี้น้ำชา หนังสือที่โดนเจ้ากระต่ายเจาะเป็นโพรงลงไปใต้ดิน กุญแจขนาดต่างๆ หมูกับพริกไทย ราชินีแห่งหัวใจที่สั่งให้ทาสีดอกกุหลาบขาวเป็นกุหลาบแดง และอื่นๆ อีกมากมาย พร็อพทั้งหมดในวินโดว์นี้เป็นกระดาษ ทำด้วยมือทุกชิ้น”

Teacher’s Pets

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่ก็เป็น Christmas Window ที่ทำเป็นห้องสมุดอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นห้องสมุดทางสัตววิทยา (Zoology) ที่เต็มไปด้วยหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ หนังสือแต่ละเล่มก็จะเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิด หนังสือที่เกี่ยวกับงู ก็มีงูเลื้อยเข้าทะลุไปในหนังสือมาทะลุโผล่ออกมาอีกทางยั้วเยี้ยไปหมด อีกเล่มก็โดนแมงมุมเจาะหน้ากระดาษจนเป็นใยแมงมุมเลย ส่วนผึ้งก็เอาหนังสือบนพื้นมาทำเป็นรังผึ้งอย่างสนุกสนาน ชื่อไตเติ้ลของวินโดว์นี้คือ Teacher’s Pets ซึ่งเป็นการเล่นคำและเอาสำนวนของฝรั่ง (ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์เลย) มาใช้ ซึ่งที่จริงเขาแปลว่า ศิษย์โปรดของครู”

Bergdorf Goodies

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“เราเล่นกับชื่อห้างจาก Bergdorf Goodman เป็น Bergdorf Goodies เพราะ Christmas Window ปีนั้นเป็นธีมขนมต่างๆ ทั้งถนน วินโดว์นี้เป็นโรงงานทำขนมและไอศกรีมแบบต่างๆ ที่อยู่ในห้องทำความเย็นจัด เครื่องยนต์และฟันเฟืองบางส่วนหมุนและเลื่อนขึ้นลงไปมาได้ เรามีผู้ให้บริการเป็นหุ่นยนต์ขนาดยักษ์”

Daredevil

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็นวินโดว์ปกติระหว่างปี ซึ่งติดตั้งอยู่แค่สองอาทิตย์ เป็นหนึ่งในเซ็ตที่นำเสนอการท้าทายความกล้าหาญในรูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า ชวนให้แต่งตัวสวยใส่ส้นสูงกางร่มเดินไต่เชือกเส้นเดียวเหนือบึงจระเข้ที่หิวโหย”

Extension

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็นตัวอย่างที่ดีอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า เราทำวินโดว์เพื่อดึงดูดความสนใจและทดลองอะไรที่แปลกใหม่ ตอนนั้นที่ห้างมี Special Event ที่เราต้องทำเพื่อโปรโมตหนังสือของ Visionaire สาวสวยคนนี้ยืดขายาวเฟื้อยขึ้นไปจัดหนังสือบนชั้นจนทะลุเพดานขึ้นไปเลย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยืดยาวขึ้นไปแล้วยังกลับมาโผล่ออกมาจากพื้นอีกด้วย วินโดว์นี้มีเสื้อที่ห้างขายอยู่ในวินโดว์เพียงแค่ตัวเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเกินคาด”

ภาพวินโดว์ดิสเพลย์ : Ricky Zehavi

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load