เมื่อนึกถึงล้านนา เรานึกถึงเชียงใหม่

เมื่อนึกถึงเชียงราย เรานึกถึงสามเหลี่ยมทองคำ 

น่าแปลกที่ ‘เชียงแสน’ เคยเป็นเมืองหลวงของล้านนาเช่นเดียวกับเชียงใหม่ แต่เรากลับไม่เคยรู้จักหรือเข้าใจจริง ๆ ว่าเชียงแสนนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อได้เห็นโรงแรมขนาดย่อมในเวียงเชียงแสนนาม ‘อทิตา’ ซึ่งก่อขึ้นจากอิฐมวลทำมือ อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าเชียงแสน และแทบจะเป็นโรงแรมแรก ๆ ที่สร้างขึ้นจากไม้สักแท้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเชียงแสนนั้นรุ่มรวยไม้สักขนาดไหน ทั้งยังเป็นโรงแรมที่ตั้งใจทำทางเข้าวัดเก่ารกร้างอย่าง ‘อาทิต้นแก้ว’ ให้คนเชียงแสนและแขกไปใครมาเข้ามาสักการะบูชากันได้โดยง่ายแบบไม่คิดสตางค์สักแดงเดียว เราก็ชักอยากรู้ว่าใครกันหนอที่สร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นมา

แอน-นันทกาญจ์ ลิ้มเจริญ คือสาวเชียงแสนเจ้าของโรงแรมที่ว่า ผู้เริ่มคิดอยากมีโรงแรมในเวียงเชียงแสนเป็นของตนเอง หลังจากมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดบ่อยขึ้น และได้เห็นว่าเชียงแสนเป็นเมืองสงบ สวยงาม และควรได้รับการพูดถึงมากขนาดไหน 

‘อทิตา’ บูติกโฮเทลหน้าวัดเก่าอายุกว่า 500 ปี แห่งนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อทำให้คนรู้จักเชียงแสนมากกว่านี้ ขอบอกเลยว่าทั้งกระบวนการคิดสร้างโรงแรมและการบริหารนั้น น่ารักและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเชียงแสนทุกอณู

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

เป๋นคนเชียงแสน

แอนเป็นสาวเหนือ เป็นสาวเชียงราย และเป็นสาวเชียงแสน

แต่เพราะหน้าที่การงาน เธอย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่กรุงเทพฯ เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารอิตาเลียนเกือบ 20 สาขาในกรุงเทพฯ และต่างประเทศมากว่า 7 ปี หลังเปลี่ยนมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและภาษี รวมถึงเปิดแบรนด์มะพร้าวพร้อมทาน Coco Easy เมื่อไม่กี่ปีก่อน ก่อนจะหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเองอย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่เชียงแสนอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน 

ช่วงนี้เองที่สาวเชียงแสนได้หวนคืนบ้านเกิดบ่อยขึ้น ความงดงามและความสงบเงียบของเมืองที่เธอห่างหายจึงค่อย ๆ ปรากฏชัดในใจ

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

“ระหว่างที่รอคุณแม่ไปซื้อของในเวียง เราก็นั่งพักตรงหน้าวัดเจดีย์หลวง สิ่งที่เราสัมผัสได้คือ เชียงแสนเป็นเมืองที่สงบมาก เป็นเมืองที่ยังมีวิถีชุมชนที่คุณลุงเอาจอบเสียบจักรยานแล้วปั่นผ่านหน้าเราไป ขณะเดียวกันก็มีความทันสมัยผสมผสานด้วย และที่สำคัญ เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์” แอนเริ่มย้อนเล่าความทรงจำก่อนคิดฝันอยากสร้างโรงแรมเล็ก ๆ ในเวียงขึ้น

“เวลาพูดถึงอาณาจักรล้านนา คนมักจะคิดถึงเชียงใหม่ แต่รู้มั้ยว่าเชียงแสนเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาในสมัยพญาแสนภูด้วยนะ และที่นี่ยังเคยเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตเพราะติดกับแม่น้ำโขง เลยติดต่อค้าขายกับจีนและพม่าได้” เธอเสริมให้ผู้ที่มีบ้านอีกหลังอยู่ในตัวเมืองเชียงราย และไปสามเหลี่ยมทองคำบ่อยครั้ง แต่กลับไม่รู้จักเชียงแสนแม้แต่น้อยอย่างเราฟัง

เพราะคำถามที่แอนสงสัยอย่างทำไมเชียงแสนจึงไม่เป็นที่รู้จักนั้นหาคำตอบได้ยากยิ่ง แทนที่จะคิดหาคำถามที่ไม่มีคำตอบต่อไป เธอจึงคิดสร้างให้เชียงแสนเป็นที่รู้จักด้วยตัวเอง โดยการสร้างที่พักที่แสดงเอกลักษณ์ของเชียงแสนได้ดี แต่ก็ยังคงความสงบโดยไม่รบกวนชุมชน

“พอเริ่มอยากทำที่พักจริง ๆ จัง ๆ เลยไปถามคุณป้าของเราที่อาศัยในเชียงแสนว่า มีพื้นที่ไหนบ้างมั้ยที่คนไม่พลุกพล่าน เราเลยเจอพื้นที่ตรงนี้ ซึ่งครั้งแรกที่เห็นก็ตกใจมาก เพราะมันเป็นพื้นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้า และอยู่ข้างหน้าวัดเก่าโบราณอายุห้าร้อยกว่าปี ชื่ออาทิต้นแก้ว เราเลยคิดว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่สุด”

‘อทิตา’ บูติกโฮเทลสไตล์โมเดิร์นล้านนาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าเคียงวัดอาทิต้นแก้วจึงค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

สร้างอย่างเชียงแสน

“ถ้าเข้ามาในเวียงเชียงแสน สิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงอิฐ เป็นคูเมืองที่สร้างไว้เพื่อป้องกันข้าศึกในสมัยก่อน และเพื่อจัดการด้านชลประทาน เพราะเชียงแสนอยู่ติดแม่น้ำโขง พอผ่านกำแพงเมืองไป สิ่งที่เราจะเห็นเป็นอันดับต่อมาคือต้นสักที่ยืนต้นเต็มเมืองไปหมด เพราะในสมัยพญาแสนภูได้ปลูกไม้สักไว้จำนวนมาก เราก็เลยโอเค เข้าใจแล้ว”

‘เข้าใจแล้ว’ ในความหมายของแอนนั้นหมายความว่า ‘เข้าใจแล้ว’ ว่าหากจะทำโรงแรมที่สะท้อนถึงความเป็นเชียงแสนได้มากที่สุด เธอจะต้องสร้างโรงแรมโดยเน้นการใช้อิฐมอญและไม้สักเป็นหลัก จากโจทย์ที่ว่าแอนจึงเสาะหาสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญในวัสดุทั้งสองและเข้าใจวัฒนธรรมล้านนามาออกแบบโรงแรมในฝัน

กำแพงกั้นและตัวอาคารของอทิตาจึงก่อขึ้นจากอิฐมอญหลายแสนก้อน ซึ่งทำขึ้นด้วยมือแบบโบราณโดยช่างอิฐในท้องถิ่น แล้วนำมาก่อด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งใน 1 วันช่างจะก่ออิฐได้เพียง 1 ตารางเมตรกว่า ๆ เท่านั้น จึงไม่แปลกใจหากโรงแรมขนาดเล็กแห่งนี้จะใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก
Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

“ไม่ใช่ช่างอิฐทุกคนจะทำได้ด้วยนะ ต้องเป็นช่างที่มีฝีมือประณีตจริง ๆ ประณีตมากขนาดที่เราขอถ่ายรูปช่างเก็บไว้ เราจะได้จำได้ว่าพวกเขาคือคนที่ทำงานเหล่านี้ขึ้นมา” แอนเล่าถึงกระบวนการก่อสร้างให้ฟังพลางหัวเราะ

เมื่อเดินชมความงามของอิฐที่ตั้งเรียงรายเรียบร้อย หากเดินเข้ามายังอาคาร เราจะได้ยลความงามของการต่อและใช้ไม้สักแบบล้านนาตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘เติ๋น’ หรือพื้นที่ใช้ยกระดับภายในห้องพัก หรือจะเป็นฝาไหลในห้อง Pagoda View ที่เป็นงานสถาปัตย์ร่วมของฝั่งโลกตะวันออก ซึ่งเลื่อนเปิด-ปิดให้แสงเข้าได้ ทั้งบริเวณคานของห้องยังมีการต่อไม้แบบดั้งเดิมปรากฏให้เห็น ไม่ต้องกลัวว่าจะอันตรายแต่อย่างใด เพราะสถาปนิกแอบซ่อนเหล็กไว้ข้างในเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

นอกจากเอกลักษณ์ทั้งสองนี้แล้ว แอนยังใส่ความเป็นล้านนาตามจุดต่าง ๆ ผ่านซิ่นสีครามลายเจียงแสนประยุกต์ที่มีเรื่องราวความเป็นมาช้านาน

“เชียงแสนเคยเป็นเมืองหลวง จึงมีช่างศิลป์จำนวนมากจนมีศิลปะแบบเชียงแสนเลยนะ แต่ด้วยเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง ผู้คนจึงอพยพย้ายถิ่นออกไปตั้งรกรากที่อื่น ศิลปะเชียงแสนในเชียงแสนจริง ๆ จึงแทบไม่เหลือ แต่กลับไปพบได้ที่เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ราชบุรี ฯลฯ 

“เราไปเจอว่ามีอาจารย์คนหนึ่งเขานำลายผ้าต่าง ๆ ของเชียงแสนกลับมาพัฒนา เราเลยให้ช่างผ้าท้องถิ่นทอซิ่นลาย ‘เจียงแสน’ แบบประยุกต์ขึ้นมา เพื่อนำมาตกแต่งตามจุดต่าง ๆ ของโรงแรม เพราะอยากนำเสนอภูมิปัญญาของเชียงแสนให้มากที่สุด” แอนเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เชื่ออย่างเชียงแสน

เพราะที่ตั้งของโรงแรมในฝันแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดโบราณของเชียงแสนนาม ‘อาทิต้นแก้ว’ เป็นวัดเก่าอายุ 500 ปีที่เคยเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎก บวชกุลบุตร-กุลธิดาเกือบพันรูป วัดอาทิต้นแก้วจึงสำคัญมากในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นวัดร้างที่ไม่มีแม้กระทั่งทางเข้าให้ผู้คนได้สักการะบูชา เมื่อมีโอกาสชุบชีวิตพื้นที่หน้าวัดเก่าแห่งนี้ แอนจึงตั้งใจสร้างกิมมิกเล็ก ๆ ขึ้น แต่ยังคงความเป็นโรงแรมที่ตั้งข้างโบราณสถานอย่างเคารพนบนอบ

กิมมิกแรกคือการสร้างโรงแรมให้ตรงตามความเชื่อของคนทางเหนือที่ว่า เมื่อสายตาของพระพุทธรูปหันไปทางไหน บริเวณนั้น ๆ ไม่ควรสร้างอะไรต่อมิอะไรขึ้น โรงแรมแห่งนี้จึงเน้นความโปร่ง โล่ง สบาย ตัวอาคารออกแบบให้มีลมเข้า-ออกได้ง่าย ๆ ส่วนบนหลังคาก็มีกระจกเพื่อให้แสงส่องถึง ทั้งยังมีโถงรวมที่เปิดให้คนได้นั่งกับพื้น เพื่อแสดงความเคารพเจดีย์และเสพบรรยากาศธรรมชาติไปพร้อมกัน จนอทิตาได้รับรางวัล Green Hotel เชียวนะ

Athita : โรงแรมจากไม้สักเก่าและอิฐมอญทำมือของคนเชียงแสน ที่อยากให้เชียงแสนเป็นที่รู้จัก

ส่วนกิมมิกที่สองนั้นเป็นกิมมิกที่เราว่าน่ารักสุด ๆ 

“ถ้าฉันจะทำโรงแรม ฉันจะต้องทำพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาไหว้พระ และมาชื่นชมความงามของเจดีย์นี้จากด้านหน้าให้ได้” โรงแรมแห่งนี้จึงมีกำแพงกั้นจากโลกภายนอก 2 ชั้น ชั้นหนึ่งมีไว้เพื่อให้ผู้เข้าพักในโรงแรมได้ใช้ อีกชั้นหนึ่งมีไว้เพื่อเป็นถนนนำเข้าไปยังวัดอาทิต้นแก้ว ซึ่งมีห้องน้ำสาธารณะอำนวยความสะดวกด้วย 

กิมมิกสุกท้ายเกิดขึ้นจากความศรัทธาในพุทธศาสนาของแอน และความเชี่ยวชาญในวัฒนธรรมของสถาปนิก นั่นคือเมื่อเข้ามายังอทิตา สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกอาจไม่ใช่อาคารที่พัก แต่คือพื้นที่โล่งขนาดกว้างหรือ ‘ข่วง’ ที่ออกแบบตามลานวัด เพื่อให้คล้องกับการเป็นโรงแรมหน้าวัดอาทิต้นแก้ว

“สมัยก่อนหน้าวัดก็คือลานวัดที่เรียกว่า ‘ข่วง’ เหมือนเวลาเราไปงานวัดแล้วจะเห็นคนขายของ มีม้าหมุน ฉายหนังกัน และเวที เรากับสถาปนิกก็คิดเหมือนกันเลยว่า อยากคงความเป็นข่วงไว้ ด้านหน้าโรงแรมจึงมีข่วงโล่ง ๆ ในห้อง Deluxe และ Lotus รวมถึงโถงต่าง ๆ ก็จะมีข่วงเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ด้วย 

“เลยเป็นที่มาของประโยคที่ว่า ‘Athita The Hidden Court Chiang Saen’ ซึ่งคำว่า ‘อทิตา’ ก็มาจากวัดอาทิต้นแก้วนี่แหละ และชื่อนี้นั้นหมายถึงมรดกที่จะสืบต่อไปในอนาคต เพราะวัดอายุห้าร้อยปีก็ยังยืนตั้งอยู่ได้ โรงแรมของเราก็อยากจะอยู่นาน ๆ เป็นมรดกตกทอดที่แม้วันหนึ่งเราจะจากไป อทิตาก็ยังคงอยู่” เธอเล่าความตั้งใจ

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

นอนอย่างเชียงแสน

หลังเดินชมบรรยากาศความเป็นเชียงแสนภายนอกสักพัก แอนพาเราไปแวะชมห้องพักตั้งแต่ชั้นหนึ่งยันชั้นสอง เริ่มจากชั้นแรกประกอบด้วยห้อง Deluxe และห้อง Lotus อย่างละ 2 ห้อง รวมเป็น 4 ห้อง 

จุดร่วมของ 2 ห้องนี้คือความเป็นห้องพักไม้สุดไพรเวต มีข่วงเล็ก ๆ และอ่างอาบน้ำแบบกลาซเฮาส์ให้นอนหลับพักผ่อน ความต่างคือห้อง Deluxe นั้นประดับประดาด้วยกำแพงไม้ไผ่ ชวนให้เรานึกถึงธรรมชาติกลางป่าเขาอย่างไรอย่างนั้น ส่วนห้อง Lotus คือห้องที่นอกจากมีข่วงเล็ก ๆ ส่วนตัวแล้ว ยังมีสระบัวน้อย ๆ ให้เราได้สงบจิตใจ
เมื่อออกจากห้อง Deluxe และห้อง Lotus ขึ้นไปยังชั้น 2 เราจะพบกับห้อง Pagoda View 5 ห้องซึ่งเป็นห้องที่เราต้องเอ่ยชมว่าน่ารักไปเรื่อย ๆ เพราะนอกจากให้ความรู้สึกถึงบ้านไม้แล้ว ยังได้เห็นการต่อไม้แบบโบราณที่คานและบริเวณต่าง ๆ ของห้อง ทั้งยังเป็นห้องที่แม้ไม่มีข่วงเป็นของตัวเอง แต่เราจะเห็นข่วงขนาดโล่งกว้างด้านหน้าโรงแรม เห็นเจดีย์ของวัดอาทิต้นแก้ว ชุมชนชาวเชียงแสน และต้นไม้ใบหญ้าชวนสบายตา

ขอบอกว่าห้องไหน ๆ ก็เย็นสบาย และสัมผัสความเป็นเชียงแสนได้ลงลึกถึงแก่นจริง ๆ 

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

กิ๋นอย่างเชียงแสน

หลังเอนกายในห้องพักหลากสไตล์สุดน่ารักและใส่ใจรายละเอียดทั้ง 3 ห้องเรียบร้อย แอนพาเรามาชิมอาหารเลื่องชื่อของเชียงแสนที่เตรียมไว้ต้อนรับแขก ทั้งข้าวซอยเนื้อสูตรโบราณ เมี่ยงอทิตา และข้าวอบหมูเมินสุดหอม

“อทิตาตั้งอยู่ในเวียงซึ่งก็คือวัง เชียงแสนจึงมีสูตรอาหารเฉพาะ แต่เราไม่เคยรู้ที่มาที่ไปมาก่อน อาหารต่าง ๆ ที่เราคัดสรรมาจึงมีเรื่องราวซ่อนอยู่ อย่างข้าวซอยเนื้อที่เรากินมาตั้งแต่เด็ก ก็มีคำถามว่าทำไมมันต้องเป็นเนื้อ ทำไมไม่เป็นหมูหรือไก่แบบขนมจีนน้ำเงี้ยวล่ะ ก็เพราะคนไทยสมัยก่อนรับข้าวซอยมาจากจีนฮ่อ ซึ่งเป็นอิสลามนั่นเอง 

“สมัยก่อนหน้าวัดอาทิต้นแก้วจะมีสระบัว เราหยิบเรื่องตรงนี้มาให้เชฟออกแบบเป็นเมี่ยงอทิตา เป็นเมี่ยงกลีบบัวที่จะมีความฝาดของกลีบบัวน้อย ๆ ผสมกับความจัดของเครื่องปรุง หรือเมนูข้าวอบหมูเมิน ซึ่งมีกลิ่นเครื่องเทศจีนผสมเพราะเชียงแสนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะคำว่า ‘เมิน’ นั้นแปลว่าน้านนาน”

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบออร์แกนิกทั้งสิ้น เพราะแอนทานและใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัยอยู่แล้ว ทั้งกาแฟที่เสิร์ฟในคาเฟ่เล็ก ๆ ของโรงแรมก็ยังใช้กาแฟออร์แกนิกของชาวเขาเช่นกัน 

อ้อ ความน่ารักอีกข้อของอทิตาคือวันไหนที่ต้นไม้ออกผล เราจะได้ทานกันสด ๆ จากต้น หากใครเป็นสายมะพร้าวน้ำหอม แอนก็เก็บมะพร้าวจากสวนมะพร้าวของเธอที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมาให้ชิมเพลิน ๆ ด้วย

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

อยู่อย่างเชียงเสน

“ระหว่างที่อทิตายังสร้างไม่เสร็จ สิ่งที่เราคิดอยู่เสมอคือ เราต้องใช้ถนนร่วมกับชาวบ้าน บางครั้งเราอาจสร้างเสียงดังรบกวนคนแถวนี้ เราจึงคิดต่อว่าแล้วเรามีอะไรที่จะแบ่งปันและทำร่วมกับชุมชน ทำให้คนในชุมชนได้ทำสิ่งที่ถนัดอย่างสุขใจ และได้เงินดำรงชีวิต ซึ่งจริง ๆ มันมีคุณค่ามากกว่านั้นบ้างมั้ย” แอนบอกถึงความตั้งใจที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการก่อสร้างอย่างเชียงแสน

นอกจากได้สัมผัสความเป็นเชียงแสนแบบดั้งเดิม ผ่านการพักพิงอิงแอบที่ห้องหับน้อย ๆ และโถงโปร่งสบาย ณ อทิตาแล้ว เราจะได้เข้าใจความเป็นเชียงแสนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญแต่ยังคงรักษาวิถีชุมชนไว้ได้อย่างดี ผ่านกิจกรรมปั่นจักรยานชมเมือง ที่แขกไปใครมาก็มีจักรยานให้ยืมปั่นฟรี ๆ แต่หากใครไม่อยากปั่นให้เหนื่อย แอนก็ติดต่อคุณลุงตุ๊กตุ๊กไว้พาเที่ยวไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำบ้าง ถึงวัดพระธาตุผาเงาบ้าง นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมล่องเรือแม่น้ำโขงที่คุณลุงจะพาไปชมอาทิตย์อัสดง 3 ชาติ เราจะเห็นตะวันค่อย ๆ ลับฟ้า ณ ดินแดนของทั้ง ไทย ลาว และพม่า เลยนะ

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ไม่พอ เพราะเชียงแสนเป็นเมืองที่รุ่มรวยวัฒนธรรม นอกจากกิจกรรมท่องเที่ยว แอนยังพาแขกไปนวดย่ำขาง เป็นการนวดไฟโบราณที่ผู้นวดจะเอาเท้าตัวเองไปเหยียบไฟให้ร้อนแล้วมานวดให้เรา แต่หากใครเป็นสายมู แอนก็อยากแนะนำให้รู้จักการดูดวงแบบล้านนา ส่วนใครเป็นสายคราฟต์ ก็เตรียมมามัดย้อมผ้าด้วยใบสักและทำตุงด้วยกัน

“เราอยากให้ผู้เข้าพักได้รู้สึกถึงความเป็นเชียงแสน และรู้สึกว่าที่นี่เหมือนที่พักใจ ทุกวันนี้เราอยู่กรุงเทพฯ และทำงานหนัก เจอเรื่องมากมาย ถามว่าหลับมั้ย มันก็หลับ แต่ไม่สงบ แต่การได้มาพักที่อทิตา เหมือนเราได้หลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวันมาพักในพื้นที่สงบปลอดภัย มีอาหารอร่อย และอยู่ท่ามกลางชุมชนที่เป็นมิตร

“เราอยากให้คนได้มารู้จักที่นี่จริง ๆ แต่ก็อยากให้มาเที่ยวอย่างอนุรักษ์ตามความตั้งใจของเราเช่นกัน เพื่อให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่อย่างสงบและสวยงามไปนาน ๆ” แอนทิ้งท้ายความตั้งใจของการทำอทิตากับเรา

เราหวังว่าเมื่อโอกาสหน้าฟ้าใหม่ จะได้ไปพักใจท่ามกลางความเป็นเชียงแสนของเธออีกครั้ง

สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน
สัมผัสเชียงแสนในอดีตและปัจจุบันผ่านโรงแรมขนาด 9 ห้องของคนเชียงแสน ที่ตั้งใจสร้างโรงแรมให้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

ATHITA Hotel

ที่ตั้ง : 984 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย (แผนที่)

โทรศัพท์ : 06 3426 9464

เว็บไซต์ : athitahotel.com

Facebook : Athita The Hidden Court Chiang Saen

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

“ถ้าจะไปเที่ยวจังหวัดบ้านเธอ เธอว่าเราพักที่ไหนดี…”

เป็นคำถามที่เด็กต่างจังหวัดผู้ย้ายมาใช้ชีวิตในเมืองกรุงประสบพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และแม้จะเกิดและโตที่ภูเก็ต เกาะสวาทหาดสวรรค์ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก คำถามข้างต้นก็ยังยากสำหรับเราอยู่ดี ในเมื่อมีบ้านอยู่ในจังหวัดนี้ ก็คงไม่แปลกหากเราจะไม่มีความรู้เรื่องที่พัก ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยที่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ไม่ได้

การพูดคุยกับเจ้าของโรงแรมหน้าใหม่ในวันนี้ ช่วยให้เรามีคำตอบดี ๆ เกี่ยวกับที่พักในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ลูกพีช – พิชชากร พานิชวงศ์ คือสาวภูเก็ตรุ่นใหม่ผู้มีความตั้งใจควบคู่ไอเดียแหวกแนว ทั้งที่ภูเก็ตอุดมไปด้วยชายหาดอันน่าหลงใหล เธอกลับเลือกปลูกโรงแรมซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ในฝันไว้ใจกลางเมือง ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมที่สาวผมยาวในชุดสีขาวปลุกปั้น ก็ไม่ใช่โฮสเทลขนาดกระทัดรัดสำหรับนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเหมือนอย่างที่พักส่วนใหญ่ในย่านเมืองเก่า หากแต่เป็นบูทีกโฮเทลสุดประณีตสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องราวและสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ไม่ไกลจากถนนถลาง ห่างจากที่ว่าการอำเภอแห่งเก่าไม่ถึง 200 เมตร โรงแรมสีครีม 4 ชั้น 14 ห้อง รูปทรงไม่เหมือนใครตั้งเด่นเป็นสง่า เฝ้าคอยนักท่องเที่ยวและกาลเวลามาแต่งแต้มความทรงจำ นี่คือ Hotel Verdigris ที่พักเปี่ยมอัตลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุภาพสตรีลึกลับของภูเก็ตเมื่อวันวาน 

Deserving – ควรค่า

“เราเชื่อว่า ถ้ารักอะไรมาก ๆ เราก็เราจะทำสิ่งนั้นได้ดี” พิชชากรขึ้นต้นบทสนทนา

จุดเริ่มต้นของ Hotel Verdigris ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความคลั่งไคล้ชื่นชอบ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน แต่พิชชากรไม่ต้องการสืบทอดธุรกิจครอบครัว ทันทีที่เรียนจบ เธอจึงต้องขบคิดกับตัวเองว่า เธอจะทำอะไรได้บ้างในจังหวัดบ้านเกิด

เนื่องจากตกหลุมรักวิชาวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก พิชชากรจึงสมัครเป็นคุณครูมัธยมให้กับโรงเรียนนานาชาติที่เธอเป็นศิษย์เก่า ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความฝันก็ค่อย ๆ ก่อตัวทีละเล็กละน้อย

นอกเหนือจากการสอนหนังสือ สิ่งที่ชาวภูเก็ตผู้นี้สนใจคือเมืองเก่า ทุกครั้งที่ไปเที่ยวยุโรป เธอมักหลีกหนีที่พักหลังใหญ่เพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมขนาดเล็ก ด้วยอยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ให้ได้ใกล้ชิดที่สุด พิชชากรค้นพบว่า ทุกสถานที่ล้วนมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม ตลอดจนมรดกจากคนรุ่นก่อน ซึ่งกาลเวลาไม่อาจลดทอนคุณค่าได้

เพราะเหตุนี้ ตลอดระยะ 6 ปีหลังเรียนจบ เธอจึงหมกมุ่นฝุ่นตลบอยู่กับความพยายามในการสร้างสรรค์โรงแรมขนาดเล็กกลางย่านเมืองเก่า แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งเวลาไปสอนหนังสือ พูดง่าย ๆ ว่า ศึกษาสิ่งที่สนใจเป็นงานหลัก ทำสิ่งที่รักเป็นงานเสริม หากผนังสีครีมและพื้นหินอ่อนตรงหน้ามีชีวิต พวกมันคงกระซิบโดยพร้อมเพรียงว่า พิชชากรแต่งแต้มพวกมันด้วยความหลงใหลและตั้งใจจริง

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“พ่อแม่ก็เตือน คนก็ถามบ่อยมากว่าทำไมไม่เปิดโรงแรมติดชายหาด ราคานี้นอนริมทะเลดีกว่า สำหรับเรา หน้าหาดมีโรงแรมดี ๆ ที่ภูเก็ตสมควรมีเรียบร้อยแล้ว แต่ในตัวเมืองยังขาดบูทีกโฮเทลบางแบบ”

คุณครูผู้เป็นเจ้าของโรงแรมเล่าถึงเมืองเก่าภูเก็ตที่มีเสน่ห์และเรื่องราวไม่แพ้ ‘Old Town’ ในประเทศไหน ๆ จังหวัดนี้ไม่ได้มีดีเพียงน้ำทะเลใส ๆ และหาดทรายทอดยาว หากยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒธรรมของการผสมผสานระหว่างความเป็นไทย จีน และชาติตะวันตกซึ่งสะท้อนผ่านวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-ยูโรเปียนที่ยากจะเลียนแบบ

สำหรับคนที่เกิดและโตที่นี่อย่างเราและพิชชากร ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นบ้านที่มีชีวิตของผู้คน เป็นชุมชนที่ยังมีลมหายใจ หากคนภูเก็ตอยากกินโรตี พวกเราก็ยังต้องมากินที่ถนนถลาง หากอยากซื้อเพชร เราก็ยังแวะมาหยิบจับที่ย่านเมืองเก่า เหล่านี้คือวิถีชีวิตที่คนท้องถิ่นอาจคิดว่าไม่น่าสนใจในสายตาผู้มาเยือนมากเท่าการเล่นน้ำอาบแดด แต่หากเราสื่อสารอย่างใส่ใจมากพอ ความเป็นอยู่อันมีเอกลักษณ์นี้ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตกหลุมรักได้เช่นเดียวกัน

“เมืองเก่าภูเก็ตมีเสน่ห์ไม่ได้ต่างจากยุโรปเลย มีภาษา อาหาร และวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เป็นของเราเองเยอะมาก เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคใต้ เราอยากให้ทุกคนมีโอกาสชื่นชมมรดกเหล่านี้ พื้นที่ตรงนี้ควรค่าที่จะมีโรงแรมของเราอีกแห่งหนึ่ง” เธอว่าอย่างนั้น

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

Retelling – เล่าใหม่

ในเมื่ออยากปลูกโรงแรมในย่านเมืองเก่า เหตุใดเล่าจึงไม่นำตึกเก่าจริง ๆ มาสร้างเป็นโรงแรม

ชื่อว่าผู้อ่านเองก็น่าจะสงสัยไม่ต่างจากผู้เขียน

ในทางปฏิบัติ การปรับสภาพอาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีให้เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานครบถ้วนตามข้อบังคับนั้นทำได้ยาก บางหลังพื้นที่ไม่มากพอ บางตึกก็สร้างทางหนีไฟลำบาก หรือหากจะซื้อหลายอาคารต่อกันก็ดูเป็นการลงทุนที่มากเกินจำเป็น ท้ายที่สุด พิชชากรจึงตัดสินใจซื้อที่ดินเปล่าแปลงสุดท้ายแถวย่านเมืองเก่า เพื่อนำมาปลูกปรับขยับเหลาจนได้เป็นโรงแรมอย่างที่เห็น

“เราไม่อยากสร้างสถาปัตยกรรมเลียนแบบของเก่า เราสร้างของใหม่ให้เหมือนของเก่าไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ออกแบบเหมือนเป๊ะ ๆ ก็ไม่มีเสน่ห์ของสิ่งเก่าอยู่ดี เราจะไม่ทำ บ้านชินประชา อีกหลัง”

ดังนั้น สิ่งที่พิชชากรทำจึงเป็นการรังสรรค์สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ โดยนำองค์ประกอบของอาคารชิโน-ยูโรเปียนดั้งเดิมมาเติมแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวของภูเก็ตในอดีตที่ควรค่าแก่การเล่าใหม่อีกครั้งในยุคปัจจุบัน น่าสนใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโรงแรมคือบุคคลที่มีตัวตนจริงบนหน้าประวัติศาสตร์

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

มาร์ทีนา โรเซลส์ (Martina Rozells) คือสาวชาวภูเก็ตเชื้อสายไทย-โปรตุกีส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ประวัติของเธอค่อนข้างลึกลับคลุมเครือ ถูกบอกเล่าแตกต่างกันไปตามแต่ละบันทึกและจดหมายเหตุ บ้างบรรยายว่าหน้าตาของเธอละม้ายคล้ายชาวจีนรูปร่างผอม บ้างอ้างว่าเธอดูเหมือนชาวยุโรปที่มีลักษณะค่อนข้างท้วม ใจความเดียวที่บันทึกทุกเล่มว่าไว้ตรงกันคือมาร์ทีนาเป็นภรรยาของนักเดินเรือคนสำคัญผู้บุกเบิกเกาะปีนังอย่าง กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Francis Light)

“เด็กภูเก็ตส่วนมากต้องเคยได้ยินชื่อกัปตันฟรานซิส ไลท์ เขาเคยสร้างคุณงามความดีไว้ถึงขนาดที่พระเจ้าตากสินพระราชทานยศให้เป็นพระยาราชกปิตัน แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือเรื่องราวของภรรยาที่อยู่เคียงข้างกัปตันผู้นี้” พิชชากรพูดด้วยแววตาเป็นประกาย

การเป็นสุภาพสตรีเลือดผสมของมาร์ทีนา โรเซลส์ แสดงถึงการเฉลิมฉลองซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ต่างจากการผสมผสานของสถาปัตยกรรมชิโน-ยูโรเปียน เจ้าของที่จึงมั่นใจในทันทีว่า มาร์ทีนาคือคาแรคเตอร์ที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างเป็นที่พักประดับเมืองเก่าภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“คีย์เวิร์ดในการสร้าง Hotel Verdigris คือ ‘Retelling a story lost in time’ เหมือนเรื่องราวของคุณมาร์ทีนาที่อาจสูญหายไปตามกาลเวลา แต่เราก็อยากนำมาเล่าใหม่ มรดกต่าง ๆ ของภูเก็ตก็เหมือนกัน คำศัพท์บางคำ อาหารบางอย่าง ผู้คนอาจหลงลืมไปแล้ว เราอยากเชิญชวนให้คนหันกลับมาสนใจและใส่ใจมันอีกครั้ง”

แม้เป็นเพียงรายละเอียดยิบย่อยของที่พัก พิชชากรก็ตีความจากตัวตนของมาร์ทีนาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นสีสัน บรรยากาศ หรือเฟอร์นิเจอร์ เธออยากให้ผู้ที่ตบเท้าเข้าสู่โรงแรมค่อย ๆ รู้จักกับผู้หญิงคนนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยความที่เรื่องราวของมาร์ทีนาไม่ได้ถูกบันทึกบนหน้าจดหมายเหตุมากนัก ภาพวาดที่พอหาได้ก็หลากหลายเกินจะพิสูจน์ว่าภาพไหนคือตัวจริง พิชชากรจึงต้องตีความสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกด้วยตัวเอง

ผลลัพธ์ที่ได้คือการใช้ศิลปะสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่เน้นรูปทรงเรขาคณิตจับคู่กับวัสดุทองเหลือง สื่อถึงความเป็นลูกครึ่งโปรตุเกสที่มีกลิ่นอายแบบจีน เป็นความสง่างามที่ไม่มีวันหมดอายุเฉกเช่นตึกเก่าภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

Verdigris – สนิมเขียว

“ใช้คุณมาร์ทีนาเป็นแรงบันดาลใจขนาดนี้ ทำไมไม่ตั้งชื่อโรงแรมว่ามาร์ทีนาล่ะครับ” – เราถาม

“ต้องถามก่อนว่าคุณรู้จักคำว่า ‘Verdigris หรือรึเปล่าคะ” เจ้าของโรงแรมยิ้มร่า ถามเรากลับ

Verdigris แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า ‘สนิมเขียว’ ซึ่งเป็นผลของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติเมื่อทองแดง ทองเหลือง หรือบรอนซ์ ผุกร่อนและสัมผัสกับน้ำหรืออากาศเป็นเวลานาน 

ในปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างมากมายที่ได้รับอิทธิพลจากปฏิกิริยานี้ อาทิ เทพีเสรีภาพที่อเมริกาหรือหลังคาของพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งสองแปรสภาพจากสีทองแดงเงางามสู่สีครามอมเขียว

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“เราตั้งใจใช้ชื่อนี้ เพราะคนจีนสมัยก่อนใช้ Verdigris เป็นเม็ดสีในการระบาย สนิมเขียวที่ได้แต่ละครั้งจึงไม่เหมือนเดิม บางทีอมเขียว อมเทา อมแดง คาดเดาไม่ได้ คล้ายกับเรื่องราวชีวิตของคุณมาร์ทีนาที่เราก็สรุปไม่ได้ว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่” สาวผู้หลงรักประวัติศาสตร์เมืองเก่าเล่าที่มาของชื่อโรงแรมให้เราฟัง 

พิชชากรจริงจังกับการถ่ายทอด Verdigris อย่างถึงที่สุด เธอพยายามนำสนิมเขียวจริง ๆ มาประกอบร่างสร้างเป็นองค์ประกอบภายในตัวอาคาร ดูเป็นความต้องการที่ทำได้ยาก แต่เธอก็ทำได้จริงด้วยความช่วยเหลือของ Underwood Art Factory หนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านของตกแต่งที่นำเสาแบบเดียวกับตึกเก่าภูเก็ตซึ่งทำจากทองแดงไปเร่งปฏิกิริยาจนกลายเป็นสนิมเขียว นักท่องเที่ยวจึงได้พบกับสนิมเขียวแท้ ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงที่พัก

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ผมถูกสะกดไว้ด้วยความสวยงามของเสาเขียวกลางล็อบบี้ ที่เพียงต้นเดียวก็มีหลากหลายเฉดสีอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เขียว ฟ้า ไปจนถึงสีแดงเดิมของทองแดง ความไม่แน่นอนบนเสาที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีไม่ต่างจากคาแรกเตอร์ของมาร์ทีนาที่ลึกลับคาดเดาไม่ได้ แต่ยังงดงามผ่านกาลเวลาได้ในแบบของตัวเอง

Synergy – ทำงานเป็นทีม

มีความตั้งใจ มีที่ดิน มีชื่อโรงแรม แถมยังมีคอนเซ็ปต์ สเต็ปต่อไปคือการทำให้ไอเดียทั้งหมดเกิดขึ้นจริง โจทย์ของพิชชากรห่างไกลคำว่าง่าย ไหนจะต้องสร้างสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลขึ้นมาใหม่ ไหนจะต้องผสมผสานตัวตนของคุณมาร์ทีนาและศิลปะแบบอาร์ตเดโคเข้าไปเสริม 

ที่สำคัญ สนิมเขียวและความเป็นภูเก็ตวันวานก็ต้องสอดแทรกอยู่ในรายละเอียด

พิชชากรเล่าว่านี่คือการทำงานเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะให้เครดิตแก่สถาปนิกเพียง 1-2 คน ขั้นตอนเริ่มต้นจาก ธรัช​ ศิวภัก​ดิ์​วัจนเลิศ ผู้เข้ามาดูแลการออกแบบรูปทรงตึกและเลย์เอาท์ของโรงแรม นับเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เพราะที่ดินแปลงนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่จะปลูกอาคารได้ง่าย ๆ 

“เขาเสนอมาหลายอัน แต่เราจิ้มแบบไม่ต้องเลือกว่าเอาอันนี้ เพราะนี่เป็นแบบเดียวที่ทำให้เรามี ‘ฉิ่มแจ้’ ในอาคารได้”

ตึกแถวของภูเก็ตในอดีตไม่มีหน้าต่างไว้รับแสงหรือระบายอากาศ คนสมัยก่อนจึงนิยมปลูกบ้านโดยมี ฉิ่มแจ้ หรือช่องว่างกลางหลังคาเพื่อช่วยให้อากาศหมุนเวียน ทั้งยังใช้รองรับน้ำฝนได้ด้วย 

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

พิชชากรขอนำเอกลักษณ์นี้มาไว้ที่ Hotel Verdigris แม้จะเป็นฉิ่มแจ้ที่ไม่ได้เปิดโล่ง เพราะมีหลังคากระจกใสปกคลุม แต่คุณสมบัติในการรับแสงยังคงอยู่ เราเงยหน้าดูสามเหลี่ยมด้านเท่าเหนือบันไดวนที่มีบ่อปลาวางเด่นสง่าอยู่เบื้องล่าง ต่อให้ไม่ตั้งใจสังเกตก็คงเห็นได้ไม่ยากว่า Hotel Verdigris ใช้หินอ่อน สีโทนขาวดำ และลักษณะเลขาคณิตด้านเท่าแทบจะทุกซอกมุม 

“เราเลือกใช้ศิลปะแนวอาร์ตเดโคโดยตีความจากคุณมาร์ทีนา ความเป็นอาร์ตเดโคมาพร้อมรูปทรงเรขาคณิตและดีไซน์สีขาวดำ จะเห็นเลยว่าทางเดินของทุกชั้น ยกเว้นชั้นล่างสุดเป็นหินอ่อนที่ตัดเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าทั้งหมด”

เราประทับใจในความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งหินอ่อนของเจ้าของที่พักผู้นี้ พิชชากรลงทุนนั่งแกรบไปตามหาหินอ่อนแทบทุกโรงงานหินในจังหวัดนนทบุรี เพียงเพราะเธอต้องการให้ลายหินอ่อนบนขั้นบันไดมีความต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นบนจนถึงชั้นล่าง

“เราอยากให้ขั้นบันไดออกมาเหมือนงานจิตรกรรมมากที่สุด อยากให้เหมือนสีน้ำค่อย ๆ ไหลลงชั้นล่าง หมายความว่าต้องเป็นหินก้อนเดียวกัน ลายต้องไม่เกินความกว้างของขั้นบันไดด้วย ท้าทายมาก แต่ก็ดีใจที่หาเจอ”

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

ศิลปะอาร์ตเดโคให้ความรู้สึกหรูหราน่าค้นหาตามแบบฉบับยุโรป แต่เลือดเนื้ออีกครึ่งหนึ่ง มาร์ทีนา โรเซลส์ยังเป็นคนภูเก็ตแท้ ๆ พิชชากรจึงนำไม้มาใช้เป็นวัสดุเพิ่มความอบอุ่นในการพักผ่อนตามแบบฉบับของคนเอเชียโบราณ เตียงซึ่งประกอบขึ้นจากโครงเหล็กของทุกห้องจึงมีไม้เป็นส่วนเสริมเพิ่มความสบาย เจ้าของโรงแรมยังย้ำอีกว่า Hotel Verdigris ใช้ไม้จริงทั้งโครงการ

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'
Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

เราชื่นชมความงามของอาคารภายในไปจนถึงห้องพัก บอกได้คำเดียวว่านี่คือการรวมพลังที่ประสบความสำเร็จของยอดฝีมือด้านการออกแบบ ทั้ง พงศ์พรภรณี พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่เข้ามาดูแลภาพรวมการออกแบบภายใน โดยมี ณิชกุล กุลวานิชย์ ช่วยเติมเต็ม ด้านคุณ Zachary Underwood ก็รับผิดชอบการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์จนทำให้รายละเอียดปลีกย่อยของที่นี่มีทัศนียภาพเฉพาะตัว

Original – ต้นฉบับ

Hotel Verdigris เพิ่งจะเปิดอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยตรงหน้าดูราวกับมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี พิชชากรย้ำกับเราว่า ถ้าจะ ‘Retelling Story’ ยังไงก็ต้องนำของเก่ามาช่วยเล่าเรื่องด้วย เฟอร์นิเจอร์เก่าที่เธอภูมิใจที่สุดคือตู้ที่สั่งซื้อจากปารีส ความพิเศษของสิ่งอำนวยความสะดวกชิ้นนี้คือการเป็นตู้ทรงจีนที่ออกแบบโดยนักทำเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังชาวยุโรป ตรงตามคาแรกเตอร์ของโรงแรมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองทวีป

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'

“เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ถ้าไม่ตั้งใจทำก็ตั้งใจเลือกมาเองกับมือ ทุกวันที่เรามาโรงแรมรู้สึกเหมือนเข้าพิพิธภัณฑ์ ชื่มชนว่าชิ้นนี้สวยจัง ชิ้นนั้นสวยจัง คนที่มาพักก็อาจจะชื่นชมอะไรแบบนี้เหมือนกัน”

“แปลว่าลูกค้าถามได้เลยใช่มั้ยว่าชิ้นนี้มีเรื่องราวยังไง” – เราถาม

“ถามได้เลย ทุกชิ้นมีเรื่องราวของมัน เรายินดีเล่าให้ฟัง แต่ขอเวลาสักสี่วันได้ไหม” พิชชากรเล่าไปหัวเราะไป เราฟังแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เช่นกัน

นอกจากเฟอร์นิเจอร์อันเลอค่า อีกสิ่งที่ตรึงความสนใจเราไว้แทบตลอดเวลาคือภาพวาด ใครจะเชื่อว่าโรงแรมความสูงเพียงสี่ชั้นจะเก็บรวบรวมจิตรกรรมไว้กว่า 500 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่โดยฝีมือของ ครูใหญ่-ถาวร เมรุรัตน์ ศิลปินมากความสามารถแห่งเกาะภูเก็ต

Hotel Verdigris ร.ร.ชิโน-ยูโรเปียนในเมืองเก่าภูเก็ต ดีไซน์จากเลดี้ลึกลับและ 'สนิมเขียว'
บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

“เราชอบความออริจินัล มันคือคุณค่าที่เราอยากให้ลูกค้าได้เห็น Kru Yai อาศัยอยู่ในย่านเมืองเก่า เขาเป๊ะมากเรื่องรายละเอียดของสถาปัตยกรรม คนที่มาพักจะได้มองรูปภาพผ่านสายตาของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง” 

ศิลปะใน Hotel Verdigris ไม่ได้จำกัดแค่เพียงภาพวาดสถาปัตยกรรมที่ติดอยู่บนฝาผนัง แต่ยังมีการถ่ายทอดจินตนาการลงบนเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะหัวเตียงภายในห้องพักทุกห้องได้รับการตบแต่งด้วยสีน้ำมัน ฝีมือ เกรียงรัตน์ เทพบุตร คนภูเก็ตแท้ ๆ ที่ช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณของชาวบาบ๋า-ย่าหยา (วัฒนธรรมผสมผสานระหว่างชาวมลายูและชาวจีน) จนออกมาเป็นภาพสัญลักษณ์อย่างหงส์และดอกโบตั๋น

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Book Chamber – ห้องสมุด

นอกจากจะมีสระว่ายน้ำสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโรงแรมสนิมเขียวคือห้องสมุดที่บรรจุองค์ความรู้หลากหลายแขนง ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปจนถึงเรื่องราวน้อยใหญ่ของภูเก็ตในอดีต

ด้วยความเป็นคนชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก พิชชากรจึงแน่วแน่ที่จะลดจำนวนห้องพักลงหนึ่งห้องเพื่อสร้างเป็นห้องสมุดส่วนกลาง หากนักท่องเที่ยวเกิดอยากรู้ความเป็นมาของเกาะก็แค่เดินเลาะเข้าไปอ่านด้วยตนเอง

“การค้นหาประวัติของภูเก็ตเป็นเรื่องยาก คนภูเก็ตแท้ ๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปหาจากไหน นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะอยากรู้ว่า เอ๊ะ ทำไมตึกเก่าตรงนี้คล้ายกับที่ปีนัง ถามพนักงาน พนักงานก็อาจจะตอบได้ไม่ครบ เราเลยอยากรวบรวมให้ครบที่สุดในห้องสมุด”

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

เราทอดสายตาอย่างสบายอารมณ์ขณะชื่นชมหนังสือแต่ละเล่ม เล่มหนึ่งที่เตะตาคือ History of Phuket หนังสือภาษาอังกฤษที่หาซื้อไม่ได้ในไทย จนพิชชากรต้องสั่งซื้อพิเศษจากลอนดอน เธอมองว่า หากห้องสมุดมีเพียงหนังสือภาษาไทยก็คงไม่เพียงพอที่จะสื่อสารมรดกทางวัฒธรรมของภูเก็ตสู่สายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ มากไปกว่านั้น ถ้าหากใครเปรื่องปราดข้อมูลของจังหวัดภูเก็ตอยู่แล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ก็ยังมีนวนิยาย บทกวี หนังสือท่องเที่ยว หรือกระทั่งคู่มือวิทยาศาสตร์ให้หยิบจับตามชอบใจ ยังไงก็ต้องมีสักเล่มที่เป็นเพื่อนคลายเหงาของเราอย่างแน่นอน

ตรงมุมหนึ่งของห้องสมุดคือกรุหนังสือเก่าที่คุณพ่อของพิชชากรเป็นเจ้าของ เธอบอกว่าน่าจะดี หากคนที่มาที่นี่ได้รู้ด้วยว่าคนภูเก็ตอ่านหนังสืออะไรบ้าง

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Lovestoned – คลั่งรัก

“เรารักโรงแรมนี้มากเหมือนเป็นลูกของเรา แปลว่าคนที่มาพักที่นี่ก็น่าจะรักลูกของเราเหมือนกัน เวลารักใคร เราทำยังไง เราก็ต้องอยากดูแลเขาให้ดีที่สุด ให้ไปรับที่สนามบินมั้ย ให้ไปส่งที่ไหนหรือเปล่า พรุ่งนี้อยากกินอะไร เรียกว่าดูแลแบบคนคลั่งรักเลยล่ะ” พิชชากรยิ้มเขิน ๆ

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

ไม่แน่ใจว่าการเป็นคุณครูในโรงเรียนมัธยมช่วยเพาะบ่มนิสัยชอบดูแลคนอื่นของเธอหรือไม่ แต่นี่คือความใส่ใจที่น่ารักน่าชัง ไล่เรียงตั้งแต่การช่วยโทรจองร้านอาหารเจ้าดัง บริการรับส่งในย่านเมืองเก่า ไปจนถึงการแจกแบบฟอร์มให้ลูกค้าเลือกว่าอยากรับประทานอาหารภูเก็ตเมนูไหนเป็นมื้อเช้า ด้วยวิธีการนี้ ลูกค้าจะได้รับประทานที่ต้องการจริง ๆ ที่สำคัญยังเป็นการลดปริมาณเศษอาหารที่อาจต้องเหลือทิ้งแต่ละมื้ออีกด้วย

“ถ้าเราบริการในสิ่งที่ลูกค้าเลือก แนวโน้มที่อาหารจะเหลือก็น้อยลง เราเลยอยากตามใจเขาจริง ๆ ยากแค่ไหน เราก็จะพยายามหามาให้ได้”

“ที่ว่ายากนี่เช่นเมนูอะไรเหรอครับ”

“ล่าสุดมีลูกค้าอยากกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่เบตงก็มีคนเคยสั่ง ยากหน่อย แต่เราก็ยังหามาได้ ยังไม่เจอเมนูที่ยากเกินความสามารถนะ” เจ้าของโรงแรมตอบพร้อมยื่นแบบฟอร์มสั่งอาหารให้เราดู

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

แผ่นกระดาษในมือคือสิ่งสะท้อนความคลั่งรักได้เป็นอย่างดี เริ่มที่การแนะนำเมนูท้องถิ่น เขียนอธิบายอย่างเป็นกันเองว่าเมนูขึ้นชื่อคืออะไร ร้านไหนเป็นที่นิยม แต่หากลูกค้ามีเมนูในใจก็เขียนไว้ในช่อง ‘Request’ ด้านล่าง พนักงานของที่นี่จัดให้ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

“เราไม่ได้ทำอะไรมากเลย แค่คิดว่าเราดูแลคนที่เรารักยังไง ก่อนนอนก็อาจจะมีการ์ดบอกฝันดี ตื่นเช้าก็บอกสวัสดีตอนเช้า ไม่ได้มีอะไรแฟนซี มีแค่ความใส่ใจ”

Market Feasibility – ความเป็นไปได้ทางการตลาด

แม้การเยี่ยมชม Hotel Verdigris กำลังจะจบลง แต่เรายังคงมีคำถามคาใจ

นี่คือบูทีกโฮเทลขนาดค่อนข้างใหญ่ใจกลางเมือง เจ้าของที่พักใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การตีความ การพยายามเลือกหินและงานศิลป์มาเล่าเรื่อง การแสวงหานักออกแบบมือหนึ่งที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไปจนถึงการสร้างห้องสมุดและดูแลลูกค้าดุจสมาชิกในครอบครัว ทุกกระบวนการเหล่านี้น่าจะใช้ต้นทุนที่สูงมาก เพราะเหตุใดพิชชากรจึงเชื่อว่า โรงแรมของเธอจะไปรอด

“ทีแรกเราก็สงสัยนะว่าจะมีแต่คนรู้จักมานอนรึเปล่า แต่กลายเป็นว่ามีคนติดต่อเข้ามาพักจริง ๆ แปลว่ายังมีนักท่องเที่ยวที่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมเมืองเก่าภูเก็ต ยอมจ่ายเงินมาพักกับเราแทนที่จะไปพักหน้าหาด ถึงยอดจองจะไม่เต็ม แต่ก็ไม่เคยน้อย ดีเหมือนกัน เหมือนเราได้รักษาความลึกลับให้ตรงกับคาแรคเตอร์ของคุณมาร์ทีนาด้วย”

“งั้นถ้า The Cloud เขียนถึง โรงแรมจะหมดความลึกลับมั้ย” – เราถามยิ้ม ๆ 

“ไม่ค่ะ เป็นโรงแรม ก็ต้องมีคนมานอนบ้าง” พิชชากรหัวเราะ

ความลึกลับที่เจ้าของที่พักเอ่ยถึงไม่ใช่ไม่พยายามตามหาลูกค้าเลย ถ้าผู้อ่านเข้าเว็บไซต์หาที่พัก Hotel Verdigris ก็จะปรากฏให้เห็นได้ไม่ยาก เพียงแต่วิธีส่งเสริมการขายของที่นี่ไม่ใช่การประโคมข่าวหรือเชิญผู้มีชื่อเสียงมาพัก แต่เป็นการนำเสนอลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่น่าค้นหา พิชชากรรู้ดีว่านักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจกับเมืองเก่าภูเก็ตมาก เพียงแต่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภูเก็ตมีสถาปัตยกรรมเหล่านี้ด้วย

“โรงแรมอื่นอาจจะทำ Financial Feasibility เป็นสิ่งแรก แต่สิ่งแรกที่เราทำคือ Marketing Feasibility เราเชื่อว่า ถ้าเราขายอะไรแล้วมีคนซื้อ ยังไงธุรกิจก็ไปรอด ถ้าสินค้าดี เขาจะมีแนวทางการขายของเขาเอง”

 ได้เวลาอันสมควร เราบอกลาที่พักสนิมเขียวของสุภาพสตรีที่ตั้งใจ ใส่ใจ และมีความรักที่สดใสให้ลูกค้าที่แวะมาเยี่ยมเยือน

“ถ้าจะไปเที่ยวจังหวัดบ้านเธอ เธอว่าเราพักที่ไหนดี…”

ครั้งหน้าถ้ามีคนถาม เรามีหนึ่งบทความแทนคำตอบให้เขาแล้ว

บูทีกโฮเทลสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ใกล้เมืองเก่าภูเก็ต ที่สร้างโดยตีความจากตัวตนของ มาร์ทีนา โรเซลส์ ภรรยากัปตันฟรานซิส

Hotel Verdigris

ที่ตั้ง : 145 ถนนเยาวราช ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 076 530 629

Facebook : Hotel Verdigris

Instagram : hotelverdigrisphuket

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load