ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันจนชินปากว่า ‘ปลา iberry’ ต้อนรับเราสู่บ้านเก่าแก่จากสมัยรัชกาลที่ 7 ที่เธอใช้เวลาร่วมปีในการรีโนเวต จนออกมาเป็นร้านอาหาร 2 คอนเซ็ปต์ใจกลางย่านสาทร

ร้านแรกชื่อ FRAN’S คอนเซ็ปต์คือมื้อเช้าแสนอร่อยและกาแฟดี ๆ รังสรรค์พร้อม เชฟชาลี กาเดอร์ เจ้าของร้านดังหลายแห่ง

ร้านที่สองคือ Ăn Cơm Ăn Cá (อ่านว่า อัน-เกิม-อัน-ก๋า) อาหารเวียดนามที่แม้ไม่คุ้นเคย แต่อาศัยคติทำอะไรทั้งทีต้องลงลึก รู้จริง ปลาเดินทางไปเรียนรู้ถึงประเทศต้นตำรับ นอกจากสูตรอาหารที่พากลับมา เธอนำวัฒนธรรมการกินของคนเวียดนามมาปรับกับการออกแบบเมนูร้านนี้ด้วย

อาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะที่เธอเตรียมไว้ให้แล้วก่อนหน้า ความใส่ใจส่งผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสังเกตเห็น ทั้งลวดลายบนจาน ช้อนส้อมที่เลือกใช้ ไปจนถึงรูปภาพบนฝาผนัง หรือกระเบื้องในห้องน้ำ แม้จะรู้อย่างนั้นก็ยังตั้งใจทำทุกองค์ประกอบให้ดีที่สุด

ปลาเป็นคนแบบนั้น

เธอยังบอกว่าตัวเองมี ‘ลิ้นกรุงเทพฯ’ รสชาติที่เธอชอบมักตรงใจคนหมู่มาก

นั่นทำให้ร้านอาหารในเครือ iberry Group อย่าง iberry, iberista, กับข้าว’ กับปลา, รส’นิยม, โรงสีโภชนา, เจริญแกง, ฟ้าปลาทาน, เบิร์นบุษบา รวมมิตร Cloud Kitchen รวมถึงทองสมิทธ์ ประสบความสำเร็จจนมีแฟนคลับเหนียวแน่น ต่อเนื่องมาถึงร้านใหม่ทั้งสองภายใต้บริษัทใหม่อย่าง เดอะ แพลทเทอส์ มหานคร ที่ตั้งใจจะทำธุรกิจในคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ นอกเหนือจากที่ iberry Group และทองสมิทธ์เคยทำ

ปลาทำร้านอาหารแบบให้เกียรติลูกค้า เธอต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้สมกับที่ลูกค้าสละเงิน เวลา และตั้งใจมาทานอาหารของเธอโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็เอาใจใส่ผู้คนที่ทำงานด้วยเช่นกัน

เมื่อถามเจ้าของคนนี้ว่า ความสุขที่ได้จากการทำร้านอาหารคืออะไร

“สุขที่สุดคือการสร้างแบรนด์ใหม่ให้ปัง แล้วทุกคนชื่นชอบแบรนด์ของเรา”

เธอไม่ต้องคิด แต่ตอบเลยทันที

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

คุณมีแววนักธุรกิจมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

แม่มักจะบอกว่า เราเป็นคนหัวเซ็งลี้ หมายถึง นักค้านักขาย พูดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตัวเองก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เราชอบคิดโน่นนี่ อันนี้น่าจะทำแล้วได้เงินนะ อันนั้นน่าจะเวิร์ก คุณแม่เลยเห็นแววแม่ค้ามาตลอด

คุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่เป็นแม่บ้าน ในครอบครัวไม่มีใครเป็นนักธุรกิจเลย สมัยก่อนเด็ก ๆ เคยช่วยแม่ขายพลอย เพราะเป็นคนจันทบุรี แต่มาเริ่มทำธุรกิจจริงจังก็ iberry ตอนอายุประมาณ 23 ได้

ปลาในวัย 23 กลัวล้มเหลวไหม

ไม่กลัวเลย เพราะตอนนั้นยังเด็ก เราไม่มีอะไรต้องเสีย เราไม่มีครอบครัว เราแค่อยากลอง ถ้าเกิดเจ๊งก็ยังกลับไปทำอย่างอื่นได้ 

ว่ากันว่าคนที่จะทำธุรกิจสำเร็จ ต้องมีทั้งแพสชันและหัวผู้ประกอบการ คุณเป็นอย่างไหนมากกว่า 

คนอื่นอาจจะมองเราเป็น Business Woman แต่ลึก ๆ คิดว่าตัวเองมีความเป็นอาร์ติสต์มากกว่า บางสิ่งบางอย่างที่เลือก นักธุรกิจทั่วไปอาจไม่ทำเหมือนเรา เพราะมันเสี่ยงเกิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำแบรนด์ให้ติดตลาด และใช้ศักยภาพนั้นขยายให้โตต่อ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เราชอบทำอะไรใหม่ ๆ เวลาวาดรูป ก็อยากเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาบนหน้ากระดาษ 

มีรุ่นพี่นักธุรกิจหลายคนเคยแนะนำให้เราโฟกัสกับแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว และมุ่งเน้นธุรกิจนั้น ชีวิตเราจะง่ายกว่า เปลืองพลังน้อยกว่า ขณะที่เรามีทองสมิทธ์และกับข้าว’ กับปลา ซึ่งสำเร็จอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ ก็หันมาทำอะไรใหม่อีกแล้ว คนอื่นก็คิดว่าบ้าหรือเปล่า แต่จริง ๆ มันเติมเต็มตัวเรา

กลับไปที่คำถาม เราว่าตัวเองมีแพสชันมากกว่า แต่บังเอิญว่าแพสชันของเรามันขายได้ และมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์และแบรนดิ้งของเราอยู่ เขาพร้อมจะสนับสนุนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราทำ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากล้าลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย 

คุณหยิบจับอะไรก็ปัง ทำไมถึงมองอะไรได้เฉียบขาดตลอด

หนึ่ง เราต้องศึกษาตลาดก่อน หาว่ามีคนชอบสิ่งที่เรากำลังจะทำมากแค่ไหน สมมติมีอยู่ 10 โปรเจกต์ ต้องตัดสินใจดี ๆ ถ้าตัดสินใจผิด ชีวิตจะเป๋นิดหนึ่ง

สอง ข้อนี้สำคัญมาก เมื่อเราตัดสินใจทำแล้ว ต้องลงไปศึกษาลึก ๆ ว่าจะทำยังไงให้แบรนด์เราเป็น Top of Mind ของโปรดักต์นั้น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่สักแต่คิด เพราะใคร ๆ ก็คิดได้ แต่จะทำยังไงให้ออกมาดี โปรดักต์ก็ดี แบรนดิ้งก็ดี สถานที่ก็ดี ทั้งหมดนี้ต้องใช้พลัง ใช้ประสบการณ์ ใช้คอนเนกชัน ใช้ฝีมือ 

โชคดีที่เรามีทีมงานที่เข้ามือ พาร์ตเนอร์ที่รู้ใจ เป็นเพื่อนร่วมหัวจมท้าย และพร้อมที่จะเสี่ยงไปกับเรา

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เคยทำอะไรไม่ขึ้นบ้างไหม

เจ๊งเยอะ ไม่ใช่ไม่เจ๊ง แต่คนไม่ค่อยเห็น บาดแผลที่ผ่านมาทำให้เราตัดสินใจได้เฉียบคมขึ้น เมนูในการทำก็ฉลาดขึ้น ไม่สะเปะสะปะ เป๊ะ ตรง จะไม่มีเมนูไหนที่ดูขาด ๆ เกิน ๆ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีน้ำเยอะเกินไป มีแต่เนื้อหา 

ยกตัวอย่าง เราเคยทำ Cafe Pla ที่สยามเซ็นเตอร์ตอนก่อนโควิด-19 โลเคชันอยู่ตรงทางเชื่อมกับสยามพารากอน ตอนแรกคิดว่าดีงาม คนผ่านเยอะ แต่ปรากฏมันคือทางผ่านที่คนผ่านอย่างเดียว แล้วคอนเซ็ปต์ตอนนั้นคือ All-day Dining ทั้งไทยและเทศ ซึ่งมองกลับไปก็เห็นว่า มันขาดความต่อเนื่องในการรับประทานอาหาร เดี๋ยวคนนี้อยากสั่งไทย คนนั้นอยากสั่งอาหารเช้า สุดท้ายคนไม่จดจำ

หลังจากปิดร้านนั้นไปก็ได้รู้ว่า ถ้าจะทำร้านต้องมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ถ้าฝรั่งก็ฝรั่ง ถ้าจะทำบรันช์ก็บรันช์ จะไม่ใส่ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป เพราะกลัวคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่นไม่มากิน เราต้องมั่นใจ ถ้าเขาอยากกินอย่างอื่น ก็ไปที่อื่น แต่ถ้าอยากทานของเรา ต้องมาที่นี่ เมนูเราเลยต้องคม 

อย่างเบิร์นบุษบา เราจะเป็นร้านยำ ก็ชัดเจนไปเลยว่าขายยำ-ย่าง เวลาคนนึกถึงยำ ก็จะนึกถึงเรา ความชัดเจนทำให้คนนึกถึงเราเป็นคนแรก

ตอนที่เปิดทองสมิทธ์ เราจะเอาเมนูก๋วยเตี๋ยวเรือไปอยู่ในเมนูกับข้าว’ กับปลา ก็ได้ แต่เราไม่ทำอย่างนั้น เพราะเวลามีทุกอย่างอยู่ในเมนู มันขาดจุดเด่น จุดแข็ง เราต้องตัดใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ จะไม่ขายอย่างอื่น จะขายแต่อย่างนี้ ใครจะไม่กิน ก็ไม่ต้องกิน ตอนเย็นจะขายได้หรือเปล่า อาจจะขายไม่ได้ เพราะก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารกลางวัน แต่ลองดูก็ได้นี่ ทั้งหมดคือความเสี่ยง เพราะการเปิดร้านแต่ละที เราลงทุนเยอะ แต่เราทำให้ชัด พัฒนาโปรดักต์ให้ดีสุด ๆ กลายเป็นว่าเวลาพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือ ลูกค้าจะนึกถึงเรา 

ทองสมิทธ์ก็เลยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่เขาบอกไม่ได้ ๆ 

มันได้ (เน้นเสียง)

ทำธุรกิจมา 20 กว่าปี แนวทางการทำธุรกิจร้านอาหารเปลี่ยนไปแค่ไหน

เปลี่ยนมาก เทรนด์ร้านอาหารเปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะขนมหวาน เปลี่ยนมากจนเราไม่อยากเข้าไปทำ สมมติช่วงหนึ่งเคยฮิตไอศกรีม เปลี่ยนมาบิงซู ครัวซองต์ ครอฟเฟิล มันมาเป็นช่วง ๆ เราอยากทำอะไรที่ยั่งยืน ไม่แฟชั่นจ๋า ไม่วิ่งตามกระแสแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง และยืนหยัดได้ด้วยรสชาติจริง ๆ เราเลยโฟกัสที่อาหารมากขึ้น 

ด้านวิธีการทานอาหารของคนก็เปลี่ยน เมื่อก่อนคนนิยมอาหารฟิวชัน ชอบอะไรที่เก๋ อันนี้ผสมอันนี้ ชอบอะไรใหม่ ๆ ล้ำ ๆ แต่ยุคนี้คนกลับมามองหาอะไรที่ดั้งเดิม ซึ่งอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่นนะ คนไทยชอบกินอาหารญี่ปุ่น แล้วอาหารญี่ปุ่นค่อนข้าง Authentic อยู่แล้ว ร้านนี้ขายซูชิ ก็ต้องไปกินซูชิเท่านั้น 

ซึ่งก็ตรงกับธุรกิจของ iberry Group ที่เจาะจงเฉพาะประเภทอาหารแต่ละอย่าง

มันทำให้เราลงลึกกับอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น อย่างอาหารไทยก็มีหลากหลาย มากเกินกว่าจะจับทุกอย่างให้อยู่ในกับข้าว’ กับปลา เราสามารถทำร้านผัดไทย ร้านกวยจั๊บ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาอีกร้านก็ได้ เมื่อมันมีความหลากหลายขนาดนี้ ถ้าเอาทุกอย่างมารวมในที่เดียว เราก็จะกลายเป็นร้านอาหารธรรมดาร้านหนึ่ง 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

มีร้านอาหารมากมายที่รสชาติอร่อย แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง สำหรับคุณแล้ว นอกจากรสชาติ อะไรจะทำให้ธุรกิจร้านอาหารประสบความสำเร็จ

มาตรฐาน ตอนเปิดร้านแรก ๆ ถ้าเราเข้ามาคุมเช้าถึงเย็น รสชาติคงที่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดของร้านอาหารคือความสม่ำเสมอและความเสถียร ทำยังไงให้ก๋วยเตี๋ยวที่กินตอนเช้าที่เพิ่งเติมซุป รสชาติเหมือนกับซุปที่กินในตอนบ่าย 

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับธุรกิจ Multi-brand แบบนี้คือการทำให้มาตรฐานอาหารดีและดีเท่า ๆ กันไปตลอด ขนาดทุกคนมองว่าเราเก่ง เรายังต้องซ่อมบ่อย ๆ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช้เครื่องจักร แต่อาศัยแรงคน ทุกขั้นตอนเป็นงานคราฟต์ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่จะทำยังไงให้เกิดได้น้อยที่สุด

สิ่งนี้ยากยิ่งกว่าการหาเงิน 50 ล้านมาทำร้านให้สวย

ซึ่งต้องย้อนกลับไปที่ทีมงาน ว่าจะทำยังไงให้เขาเป็นตัวแทนเราได้ และส่งมอบรสชาติที่เราตั้งใจเสิร์ฟจริง ๆ ได้ ยังไม่รวมถึงบรรยากาศ การบริการ โลเคชัน มันมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เราเป็นที่นึกถึง เซอร์วิสหน้าบ้านต้องดี ครัวหลังบ้านก็ต้องแม่นยำเรื่องรสมือ

คุณถ่ายทอดไอเดียมากมายที่อยู่ในหัวให้ทีมงานคนอื่น ๆ เข้าใจได้ยังไง

ต้องมีทีมที่รู้ใจ มีสูตรมาตรฐาน คนที่เป็นครูหรือเทรนเนอร์ก็ต้องเข้าใจเรื่องการสื่อสาร ในครัวมีคนหลายแบบ ต้องสื่อสารด้วยวิธีแตกต่างกัน ต้องมีการชั่งตวงวัดที่แม่นยำ เพื่อให้ทีมงานทุกสาขา ทุกครัว ทำได้เหมือนเราทำ เราไม่สามารถรับคนวันนี้ แล้วให้เขาทำพรุ่งนี้ได้เลย บางทีต้องใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการเทรนนิ่ง และที่สำคัญคือต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพด้วย ดูตั้งแต่การจัดวาง สีสันสวยงามถูกต้องไหม

เราต้องอาศัยทีมงานที่เข้มแข็ง ทีมหลังบ้านเราใหญ่โตมาก เพราะต้องมีหน่วยสนับสนุนครัวกลาง ครัวกลางจะเป็นศูนย์รวมสูตรทุกอย่าง ซอสบางตัวต้องทำจากที่นี่เท่านั้น สาขาจะไม่รู้ว่าปรุงยังไง คอยซัพพอร์ตทุกอย่างให้หน้าบ้านทำงานได้ง่ายขึ้น

ความเก่งที่ทุกคนชื่นชม เรายกเครดิตให้ทีม เพราะทุกคนโคตรเก่ง ด้วยความที่เราเป็นคนไอเดียบรรเจิดตลอดเวลา แต่ทีมสามารถ Execute สิ่งที่เราคิดให้ทำออกมาได้จริง แล้วทำได้ดีด้วย 

คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแบบไหน

เรา Hands-on จริง ๆ ถ้าเดินดูตามโต๊ะแล้วเห็นหน้าตาแปลก ๆ จะยกออกมาเลย ยิ่งช่วงเซ็ตอัปแรก ๆ ยังไม่เข้ามือพนักงาน อาจจะมีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องมาดูสัก 2 – 3 เดือน

เรามาทุกวันเลยนะ 7 โมงครึ่งอยู่ในครัวแล้ว เพราะรู้ว่าเขาเหนื่อย เราอยากช่วยเขาอีกแรง

เราดูแลลูกน้องเป็นครอบครัว เคียงบ่าเคียงไหล่ ใกล้ชิดมาก เรียกได้ว่าใช้เวลากับลูกน้องมากกว่าเพื่อน ไปต่างประเทศก็พาลูกน้องไปด้วย อยากให้เขาได้เห็นสิ่งที่เราเห็น ให้เขามีประสบการณ์ชีวิตที่ดี 

เราไม่ชอบแนวคิดที่จะประหยัดกับลูกน้องนิดหนึ่งเพื่อให้กำไรมากขึ้น ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ต้องการคน คนต้องทำงานกับเรา 100% เราต้องให้ความรักเขา ต้องดูแลเขาให้ดี ถึงจะได้รับกลับมาแบบที่เขาทำแทนเราได้

นอกจากพนักงานแล้ว อีกส่วนที่คุณพูดถึงบ่อยคือพาร์ตเนอร์ คุณเลือกพาร์ตเนอร์ยังไงถึงได้รู้ใจ ไว้ใจ กันขนาดนี้

จากการสนทนา พูดคุย การใช้ชีวิตร่วมกันบ้าง ของแบบนี้มันดูได้นะ ที่สำคัญคือพาร์ตเนอร์เราต้องเป็นคนดี

ธุรกิจของ iberry Group ผ่านจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ ที่ส่งผลต่อแนวทางการทำธุรกิจของคุณมาแล้วกี่ครั้ง

ช่วงที่ทำ iberry อย่างเดียว แล้วกระโดดมาทำร้านอาหาร นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เราเปลี่ยนจากธุรกิจที่เคยทำแค่ขนม ไอศกรีม ของหวาน มาเป็นอาหารเป็นร้อยเมนู แต่มันค่อย ๆ ขยับ อย่างกับข้าว’ กับปลา เราก็หาตัวตนมาสักพักหนึ่ง หาว่าจะไปทางไหน จุดเด่นคืออะไร ปีแรกยังไม่เจอนะ แต่พอทำเรื่อย ๆ ก็เริ่มจับจุดตัวเองได้ จนมาเปิดที่เอ็มควอเทียร์ ปรับเมนูใหม่ ทำแบรนดิ้งใหม่ เปลี่ยนโลโก้ ตกแต่งใหม่ ซึ่งลูกค้าก็ให้การตอบรับดีมาก

อีกจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อชีวิตเรามาก ๆ คือโควิด-19 ซึ่งไม่เหมือนวิกฤตครั้งไหน อย่างน้ำท่วมปี 54 ถ้าตรงนี้ท่วมก็ยังมีสาขาที่ขายได้ แต่นี่คือเกลี้ยง ไม่เหลือเลย เราต้องทำทุกวิถีทางที่คิดออกเพื่อจะรักษาทีมงานจำนวนมหาศาล รวม iberry กับทองสมิทธ์น่าจะประมาณ 1,700 คน เฉพาะเงินเดือนรวมสวัสดิการก็เกือบ 20 ล้าน เข่าทรุดเลยนะ

แต่มันทำให้เราก้าวออกจากสิ่งที่เคยทำมา เช่น เคยใช้พื้นที่ในห้างก็มาเปิด Cloud Kitchen ไปทำข้าวกล่องร่วมกับ 7-Eleven พาตัวเองออกจากความคุ้นเคยไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนด้วย ทุกวันนี้ห้างเปิดแล้ว Cloud Kitchen ก็ยังขายดีอยู่ นอกจากนี้ มันยังทำให้เราเห็นมิตรแท้ เห็นว่าใครช่วยเราในยามลำบาก แลนด์ลอร์ดแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนไหนไม่ได้ใจเรา พอหมดสัญญาเราก็ปิด 

พอทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องมิตรภาพ บางโลเคชันที่ดีกับเรามาก ๆ ร้านก็ไม่ได้กำไรมาก แต่เรายังเปิด เพราะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันและกัน

การทำร้านของคุณเหมือนการเล่าเรื่อง เรื่องเล่าของร้านล่าสุดอย่าง Ăn Cơm Ăn Cá คืออะไร

บ้านเราอยู่ในซอยใกล้ ๆ เวลาไปไหนจะผ่านบ้านหลังนี้ทุกวัน เห็นมานาน เมื่อก่อนเป็นร้านอาหารไทย เราชอบที่แปลงนี้มาก ชอบต้นไม้ ชอบความเก่า ชอบสถาปัตยกรรมแบบนี้ เลยได้แต่คิดในใจว่าอยากเช่าที่นี่ จนวันหนึ่งขับรถผ่าน เห็นร้านเก่าเขากำลังเก็บของ เห็นอย่างนั้นก็ดีใจมาก ให้ลูกน้องติดต่อเจ้าของที่เพื่อขอเช่า สุดท้ายได้เช่า ตอนมาดูก็นึกเลยว่า ฉันต้องทำร้านอาหารเวียดนาม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันมีความพิเศษบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุของบ้าน สีที่ผนัง ลายหน้าต่าง ถ้าเป็นร้านอาหารเวียดนามคงจะเท่มากเลย 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

ทำไมไม่เลือกทำร้านอาหารไทยแบบที่ตัวเองถนัด

เราทำมาทุกอาหารไทยแล้ว มีทุกประเภท (หัวเราะ) ยำก็มีแล้ว ก๋วยเตี๋ยวก็มีแล้ว สตรีทฟู้ดก็มีแล้ว เลยไม่อยากทำอีกแบรนด์หนึ่งให้ Cannibalize กันเอง ยิ่งร้านโรงสีโภชนาอยู่ไม่ไกล กับข้าว’ กับปลา อยู่ตรงนี้ ทองสมิทธ์ก็ใกล้มาก แล้วที่ตรงนี้พิเศษกับเรา เลยอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งที่บอกจะทำอาหารเวียดนามคือ ไม่ถนัดเลย ความรู้เท่ากับศูนย์ แต่ชอบอาหารเวียดนามอยู่แล้ว 

พอได้ที่ก็บอกเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนว่าเช่าแล้วนะ ยังไม่รู้จะทำอะไรบ้าง แต่เช่าแล้ว สุดท้ายหวยออกที่ร้านเวียดนามกับร้านอาหารเช้า ซึ่งร้านอาหารเช้าตอนแรกจะเปิดที่อื่น แต่พอที่ดินตรงนี้มันใหญ่ ถ้าเปิดแค่ร้านเวียดนามก็จะใหญ่ไป แล้วเราตั้งใจทำสวนแบบจัดเต็ม ให้เขียวขจี ด้วยความที่ที่ตรงนี้อยู่ในพื้นที่คนทำงาน มีชาวต่างชาติเยอะ เลยคิดว่าต้องมีคนอยากทานอาหารเช้าดี ๆ กาแฟดี ๆ เราจึงตัดสินใจทำ 2 คอนเซ็ปต์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เวลาจะตัดสินใจทำร้านหนึ่ง คุณเริ่มจากตรงไหน

ส่วนมากเริ่มจากโลเคชัน ประจำ (หัวเราะ) ไม่เคยอยู่ ๆ นึกอยากจะทำร้านอาหารแบบนี้ ทุกที่มาจากโลเคชันหมด ยกเว้น iberry ร้านแรก

กับข้าว’ กับปลา ก็เริ่มจากที่เราได้พื้นที่มาใหญ่เกินกว่าจะเป็นร้านไอศกรีม โรงสีโภชนาก็โลเคชันมาก่อนคอนเซ็ปต์ ข้อดีคือเราได้เห็นภาพก่อนว่าอยากเห็นที่ตรงนี้เป็นอะไร แต่ถ้าคอนเซ็ปต์ไหนไม่อิน เราก็ไม่ทำนะ มันต้องมีความอิน เราต้องเข้าใจโปรดักต์นั้น ๆ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเทสต์ ต้องลองผิดลองถูกได้

กระบวนการในการคิดคอนเซ็ปต์แต่ละร้านนานแค่ไหน

แล้วแต่แบรนด์ อย่างแบรนด์นี้ก่อสร้างนาน ก็เลยมีเวลาในการเตรียมตัวนาน น่าจะปีกว่า แต่ถ้าบางแบรนด์ที่อยู่ในห้างก็ไม่นานนะ 2 เดือน 3 เดือน อย่างเจริญแกงนี่อาทิตย์เดียวเองมั้ง เพราะอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัว

เรื่องเซอร์ไพรส์ของการออกจาก Comfort Zone มาทำร้านอาหารต่างชาติครั้งแรกคืออะไร

ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้ เราไม่เคยทำร้าน Standalone อยู่ในห้างที่มีทราฟิกทั้งวันมาตลอด แต่เพื่อน ๆ ก็น่ารัก สนับสนุน ‘เอาเลยเจ๊ ตัดสินใจ’ ‘แม่เคาะเลย’ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าก่อนเปิดร้านอะไรต้องรู้ลึก รู้จริง อย่างร้าน Ăn Cơm Ăn Cá คุณศึกษาอะไรบ้าง

เราบินไปเรียนกับอาจารย์เวียดนามที่เปิดร้านอาหารที่อุบลฯ มา 2 ครั้ง แล้วก็ไปโฮจิมินห์มา 3 รอบ ทั้งเรียนทำอาหารและศึกษาวัฒนธรรมการกินของเขา เช่น เขากินซีฟู้ดยังไง เขามีเมนูอะไรบ้าง ไปเดินตลาด ไปนั่งยอง ๆ โต๊ะเตี้ย ๆ นั่งกันมาหมดแล้ว ลุยมาก ตุเลง ๆ กันไป สนุกสนาน รถเข็นมาขายอะไร เราชิมหมด มันทำให้เรารู้ลึก ทำให้เห็นว่าคนเวียดนามใช้ชีวิตยังไง กินอะไรกันบ้าง และกินกันยังไง 

พอกลับมาก็เลือกว่าจะใส่อะไรลงไปในเมนูบ้าง จะปรับยังไง เพราะอาหารที่เวียดนามไม่เหมือนที่เรากินนะ รสชาติมันคนละเรื่องกันเลย แต่เราก็มีเชฟเวียดนามคอยแนะนำ เขาจะคอยบอกว่าอันนี้ต้องกินคู่อันนี้ คอยตรวจสอบความสับสนของเราให้อีกที บางทีเราเอาความอร่อยนำ แต่เขาจะบอกว่าไม่ได้ เขาไม่ทำกันแบบนั้น คอยเติมเต็มให้เมนูสมบูรณ์แบบมากขึ้น

นี่เป็นโปรเจกต์ที่เหนื่อยที่สุดใน 10 แบรนด์ที่ทำมาเลยนะ

เพราะมันคือการออกจากความคุ้นเคยในหลาย ๆ อย่าง

หนึ่ง เป็นร้าน Standalone ที่ไม่เคยทำมาก่อน

สอง ต้องรีโนเวตบ้านเก่า

สาม ต่อให้ชอบกินอาหารเวียดนาม แต่สิ่งที่เรารู้มันแค่หางอึ่ง เราเริ่มจากกินแหนมเนือง ปากหม้อญวน รู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง พอกระโดดเข้ามาทำเลยต้องรู้จริง เป็นการออกจาก Comfort Zone แบบสุด ๆ

ยังพูดกับพาร์ตเนอร์อยู่เลยว่า เราจะรอดกันไหม แต่ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายก็สำเร็จ จากที่วันนั้นยังเดินตะลอน ๆ ในไซง่อน จากที่ไม่รู้อะไรเลย มาวันนี้ เราว่าอาหารของเราอร่อยนะ 

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

ได้รู้ลิมิตของตัวเองเพิ่มขึ้นไหม

ได้รู้ว่าเรายังไปได้อีก เราก้าวข้ามผ่านความคุ้นเคย ผ่านที่เคยเข้าใจว่าเราทำอาหารไทยอร่อย ได้รู้ว่าเราก็ทำอาหารเวียดนามได้เหมือนกัน

ในองค์กรเราเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ที่มีความเป็นเชฟอยู่ด้วย เราจะคอย Push the limit ของทุกคน เชฟคนนี้ทำเมนูหนึ่งมา ถ้ายังดีได้อีก เราจะบอกให้ไปปรับอีกหน่อย มันยังไม่กรอบนะ ลองดูอีกหน่อย เราทำแบบนี้กับทุกเมนู แล้วทุกคนก็กระตือรือร้นที่จะทำงานกับเรา อยากปรับให้ได้ โดนคุณปลาติมา เสียใจ แต่ไม่ยอมนะ สู้ ทำจนกว่าจะได้ พอทำงานแบบนี้แล้วสนุกมาก 

เราภูมิใจกับทีม R&D นี้สุด ๆ ที่เขาสามารถครีเอตอาหารออกมาแล้วเป็นที่ชื่นชอบของคนหมู่มากได้

สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจคุณโดดเด่นมากคือ แบรนดิ้ง ทุกแบรนด์มีแบรนดิ้งที่ดีหมด

เหรอคะ ดีใจจัง (ยิ้ม)

ถ้าการทำร้านคือร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม คุณทุ่มเทให้กับแบรนดิ้งแค่ไหน

ทุ่มเทมาก ถ้า 100 เปอร์เซ็นต์คือการทำร้านทั้งหมด การคิดแบรนดิ้งของเราก็กินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคิดสูตรอาหารกับตกแต่ง เวลาทำแบรนด์เราจะคิดเป็นคน เช่น ทองสมิทธ์จะเป็นผู้ชายเท่ ๆ หน่อย ไม่ค่อยมีจริตจะก้าน เส้นสายต่าง ๆ จะแข็ง ๆ ไม่ต้องมาใส่บัวคิ้วอะไรเยอะ เวลาบรีฟดีไซเนอร์ก็ง่าย การทำร้านอาหารไทยแล้วไทยอีก เราต้องชัด ต้องไม่เหยียบเส้นกันเอง ต้องทำให้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบรนดิ้งคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นที่จดจำ คนไม่ได้จำแค่รสชาติอาหาร เขาจำลวดลายบนจาน จำทุกอย่าง จำเป็นภาพในหัว การที่คุณจะรักแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ไม่ใช่แค่เห็นชื่อแล้วจะชอบเลย คุณต้องดูองค์ประกอบทั้งหมด เป็นประสบการณ์ เราต้องทำให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วรู้สึกภูมิใจที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ต้องใส่เต็ม

เราก็ดั้นด้นนะ ทำทุกอย่าง จาน ชาม ช้อน Everything ทุกอย่างลงดีเทลหมด คิดมาแล้ว ดีไซน์เองสุดพลัง เพราะเราเป็นคนแบบนี้ เราอยากเห็นว่าจานที่คิดในหัวจะออกมาสวยแค่ไหน ให้มันเป็นจริงให้ได้ แต่เชื่อไหมว่าที่ยากสุดคือชื่อ ชื่อนี่ใช้เวลานานสุด

แต่ชื่อปังทุกร้าน

ชื่อนี่ปวดหัวมาก นั่งคิด นอนคิด ไม่เคยให้เอเจนซี่ทำ มันจะมาเป็นลิสต์ก่อน แล้วค่อยกลับไปกลับมา สมาสคำบ้าง สลับหน้าหลังบ้าง ช่วงไหนต้องคิดชื่อ สามีจะรู้เลยว่าห้ามยุ่งกับเรา เพราะจะเอ๋อ ๆ ลอย ๆ ไม่ได้เป็นอะไรนะ คิดชื่ออยู่ (หัวเราะ)

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

แต่ละร้านของคุณมีคู่แข่งเป็นร้านอาหารประเภทนั้น ๆ เช่น ทองสมิทธ์มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออื่น ๆ โรงสีโภชนาก็มีร้านข้าวต้ม สิ่งที่ทำให้ร้านคุณแตกต่างคืออะไร

จริง ๆ ต้องถามคนทาน (หัวเราะ) แต่ถ้าสำหรับเรา มันคือความใส่ใจในรายละเอียดของตัวเองนี่แหละ เวลาสร้างแบรนด์ เราไม่ได้ทำแค่อาหารอร่อย จานสวย ร้านก็สวย เวลาถ่ายรูปลง รู้เลยว่าเป็นร้านเรา องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ร้านเราชัดเจนและแข็งแรง เวลาคนมาร้านก็อยากมาถ่ายรูป 

ร้าน Ăn Cơm Ăn Cá สวย แต่ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวนะ มันน่ารักและอร่อยด้วย

การที่จะทำให้คนมองร้านเราเป็น Destination ต้องไม่ใช่แค่ธรรมดา มันต้องสวยมาก ๆ เราถึงยอมจ่ายเงิน 4 ล้านทำสวนข้างหน้าเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ให้เขารู้สึกว่าได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง 

กลับไปตอบคำถาม เรามีความจริงใจกับลูกค้า ไม่ใช่แค่จะรับเงินเขาอย่างเดียว ถ้าเขายอมจ่ายเงินให้เราในราคาต่อหัวเท่านี้ เราก็อยากมอบความสุข ประสบการณ์ดี ๆ ความเพลินตา เพลินใจ เป็นความทรงจำที่ดีที่เขาได้จากธุรกิจของเรา

เป็นประสบการณ์ครบรส

ใช่เลย ถ้าเข้ามาในร้าน FRAN’S ก็โอ้โห สวย กระจกแสงสวย มองขึ้นไปก็เห็นต้นไม้ จานชามถ่ายรูปก็สวย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็น The Best ของอาหารเช้า แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ

คุณเป็น Perfectionist ไหม

นั่นสิ ไม่เคยมีใครถามแบบนี้ (นิ่งคิด) เวลาทำแบรนด์เราจะไม่ยอมให้อะไรที่ไม่ชอบหลุดออกไป จะต้องทำให้ชอบก่อนให้ได้ ที่ชอบไม่ได้แปลว่าต้องสวย ต้องหรูหราหรือแพงนะ บางอย่างอาจจะธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่สวยสำหรับเรา 

แต่อะไรที่ไม่ใช่จริง ๆ เราก็จะกรีดร้อง รับไม่ได้ (หัวเราะ)

วันนี้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ วางแผนจะส่งต่อให้ลูกสาวหรือเปล่า

ไม่เลย ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง ลูกสาวเขาอาจจะไม่ได้ชอบสิ่งที่แม่ทำมาก็ได้ ถ้าเขาไม่อยากรับช่วงต่อ วันหนึ่งเราก็ต้องหามืออาชีพมาทำ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจความเป็นเราได้ดี

ลูกสาวเราอาจจะอยากเป็นลิซ่าก็ได้ใช่ไหม (หัวเราะ) ยังไม่แน่ใจ แต่ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารับภาระ ยิ่งมีลูกคนเดียวด้วย สงสารจะตาย ถ้าทำแบบแม่คงเหนื่อยแย่

ตอนนี้ก็ช่วยคิดชื่อบ้าง ‘หม่ามี้ เอาชื่อนี้ไหม’ แล้วก็ชอบทำขนมอยู่บ้าง เวลาครูถามว่าแม่ทำอะไร เขาจะตอบว่าแม่ทำร้านโน้นร้านนี้ ไล่ ๆ ไป แล้วก็จำไม่ได้ เยอะ ตลกจะตาย (หัวเราะ)

เห็นเราอาร์ติสต์แบบนี้ แต่หลังบ้านสามีพยายามจะทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน เราใช้ระบบ ERP มาใช้ในการทำงานหลังบ้าน ให้บริษัทตรวจสอบบัญชีเข้ามา Audit เห็นหน้าบ้านขายดิบขายดี ทุกอย่างสวยคราฟต์ แต่หลังบ้านเละเทะก็ไม่ได้ 

เราโชคดีมากที่สามีเข้ามาช่วยดูแล เพราะเราไม่ถนัด ไม่ชอบ ก็ปล่อยให้คนที่เขาเก่งด้านนั้น ๆ ทำไป สามีนี่คนละโลกเลย เป็นสายวิศวะฯ ตรรกะสุด ๆ ขณะที่เราจะเพ้อ ๆ หน่อย อร่อย สวย ซึ่งพาร์ตหนึ่งเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้น แต่บางทีฟังมาก ๆ ฉันก็คิดชื่อร้านไม่ออกน่ะสิ (หัวเราะ)

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าทำไม iberry Group ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์

ก็คิด ๆ อยู่ มีกองเชียร์เยอะ ถ้าเข้าต้องมาซื้อหุ้นนะ (หัวเราะ)

พอเรามีหลายแบรนด์ ถ้าเข้าตลาดฯ ก็มีโอกาสต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้ เช่น เอาบางแบรนด์ไปทำสายพานส่งออก ผลิตวัตถุดิบ แต่ถ้ายังทำร้านอาหารต่อไปเรื่อย ๆ คงจะไม่เข้า เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุกขนาดนั้น ถ้าเข้าจริง ๆ ผู้ถือหุ้นคงสงสัยว่าจะเปิดแบรนด์ใหม่ทำไมอีก ทำไมไม่ขยายแบรนด์ที่มีอยู่แล้วจะได้ผลกำไรมากกว่า ซึ่งมันก็ถูกของเขา แต่เราสนุก เราชอบ พอเป็นของตัวเองจะทำอะไรก็ได้

รางวัลของคนทำร้านอาหารคืออะไร

ลูกค้าเต็มร้าน (ยิ้ม) ลูกค้าบอกว่าอร่อยจังเลย ชอบจังเลย 

พูดจริงนะ ทำร้านพร้อมกัน 2 แบรนด์นี่โคตรเหนื่อยเลย เราบอกทุกคนว่า ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้แล้ว โหดเกิน แต่พอเห็นฟีดแบ็ก ลูกค้าเขียนชม ทุกคนชื่นชอบ จองแล้วจองอีก มันหายเหนื่อย

เราตื่นตี 4 ตี 5 ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วกลับมาเข้าร้านทุกวัน ไม่มีวันหยุด ก็ยังไม่รู้สึกว่าต้องไปพักร้อน เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้คืองานอดิเรกที่เราชอบ 

แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำเลย จนกว่าจะไม่มีคนช่วยทำ เรายังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ ตราบใดที่ทำออกมาแล้วลูกค้ามีความสุข ลูกค้าชื่นชอบ ก็เป็นพลังให้เราทำต่อไป

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

Questions answered by the founder of iberry Group

1. ร้านไหนที่มีชื่อก่อนมีร้าน

ฟ้าปลาทาน ความหมายดีนะ ชื่อมาก่อนแล้วค่อยคิดโปรดักต์ บ้าบอมาก (หัวเราะ)

2. คาแรกเตอร์ร้านไหนคือตัวคุณที่สุด

น่าจะเป็นกับข้าว’ กับปลา เพราะเป็นแบรนด์ที่โตมากับเรา รสชาติจัดจ้านชัดเจนเหมือนเรา ร้านโมเดิร์นแต่ไม่เดิร์นจ๋า เป็นผู้หญิงอายุประมาณเรา สบาย ๆ ไม่เฟี้ยวเกิน

3. เมนูกันตาย

ข้าวไข่เจียวกับมาม่า

4. รสไอศกรีม iberry ที่ทำยากที่สุด

รสกระท้อน ความอยากคือการทำให้รสชาติหอมกระท้อน

5. ร้านต่อไปของ ปลา iberry

อุ๊ย (ยิ้ม) เดี๋ยวปีหน้ามีแน่ ๆ

6. เมนูกับข้าว’ กับปลา ที่ขายดีตลอดกาล

ขาหมูคาราเมล แกงเหลือง แกงปูใบชะพลู ขายดีมาก

7. วัตถุดิบในครัวที่ขาดไม่ได้

ไข่ เพราะตอนเช้าเราจะกินไข่ขาวต้ม

8. เมนูโปรดของลูกสาว

ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่น้ำใส ไก่ต้มซีอิ๊ว

9. เสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่อยู่ร้าน จะเจอคุณได้ที่ไหน

ถ้าช่วงนี้ก็อยู่ที่ FRAN’S กับ Ăn Cơm Ăn Cá แต่ถ้าปกติจะไปเยี่ยมแม่ เราเบื่อเข้าห้าง พอทำธุรกิจในห้างก็ไม่อยากไปแล้ว

10. เมนูที่ต้องสั่งให้ได้ที่ Ăn Cơm Ăn Cá

แนะนำหลายเมนูได้ไหม (หัวเราะ) เราชอบสลัดไก่ฉีก สลัดอะโวคาโด้ปูก็อร่อย ปากหม้อญวนของเราก็อร่อยมาก หมูใบชะพลูก็ชอบ ปลาคาราเมลก็ชอบ ถ้าเครื่องดื่มต้องอะโวคาโดปั่น กินทุกวันเลยตอนไปเวียดนาม No Sugar ใส่แต่นมข้น อร่อยเลย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ”

ไม่มีใครในวงการอสังหาริมทรัพย์ไม่รู้จักชื่อของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการน้องใหม่แต่เก๋าเกม ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ซึ่งตัวเขาเองผ่านประสบการณ์การเป็น ‘เบอร์ 1’ ขององค์กรต่าง ๆ มากมาย จนถึงวันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่นักขาย แต่เป็นนักแก้ปัญหาต่างหาก

ปัจจุบัน สโคปอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) ถึง 4 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมี 2 โครงการหลัก ได้แก่ Scope Langsuan โครงการแฟล็กชิปบนที่ดินย่านหลังสวนที่ประมูลมาด้วยตัวเลขสูงถึง 3,000 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท จะเริ่มโอนห้องและรับรู้รายได้นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ถัดมาคือโครงการ SCOPE Promsri อาคารชุด 8 ชั้นที่ซอยพร้อมศรี ซึ่งเชื่อมโยงใจกลางย่านสุขุมวิท ทั้งซอยพร้อมพงษ์ ซอยกลาง และซอยทองหล่อ มูลค่าโครงการ 1.35 พันล้านบาท ขณะที่อีก 2 โครงการจะอยู่ในพื้นที่ซอยทองหล่อและพื้นที่ศักยภาพอื่นที่เตรียมจะทำตลาดต่อไป 

ยงยุทธเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายของสโคปคือ International Premium ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในท้องตลาดที่เติมเต็มความต้องการได้ครบทุกมิติ วันนี้เขาและทีมจึงพร้อมลุยตลาดนี้อย่างเต็มที่ ด้วยชุดความคิดของการออกแบบที่ดีที่สุด มีความเป็นสากล แตกต่างอย่างโดดเด่น และไม่กลัวว่าใครจะมาเลียนแบบ

“ผมเชิญมาถ่ายรูปได้เลย แต่ถ่ายให้สวยนะ ไม่อย่างนั้นมาขอไฟล์ภาพได้ จะเตรียมไว้ให้”

90 นาทีคือเวลาที่ทีมงาน The Cloud นั่งพูดคุยกับซีอีโอมากประสบการณ์คนนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก และอยากจะชวนอ่านกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บอกว่าถูก Disrupt (กระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว) แล้วคุณถูก Disrupt ด้วยหรือเปล่า

ทุกวันนี้แหละครับ ผู้บริโภคเขาเปลี่ยนความต้องการ นักลงทุนก็ด้วย ถ้าผู้ประกอบการเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน ก็ถูก Disrupt วันหนึ่งเคยขายดี ต่อมาอาจจะขายไม่ดี ผมทำงานมา 30 ปี ผ่านอะไรมาเยอะ มันเป็นแบบนี้ ไม่มีขึ้นหรือลงตลอด เวลาลงต้องตั้งสติ เวลาขึ้นก็อย่าประมาท ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม

ผมว่าไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไปนะ วันนี้ชอบอย่าง พรุ่งนี้ชอบอีกอย่าง ความชอบมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่คือหัวใจของการทำงาน พอความชอบเปลี่ยน สินค้าก็ต้องเปลี่ยน ความคิดก็ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนก็เท่ากับของเราตกรุ่น

แล้ว พ.ศ. 2565 ถือว่าชีวิตขึ้นหรือลง

บริษัทสโคปเราเพิ่งตั้งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนี้มี 4 โครงการ มีมูลค่าโครงการกว่า 15,000 ล้านบาท ปีนี้จะมีโครงการพร้อมโอน 2 ตัว คือ SCOPE Langsuan กับ SCOPE Promsri ซึ่งทั้งสองโครงการมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท โอนเท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง 

ปีนี้พนักงานเราตื่นเต้นที่สุด เพราะพวกเขาจะได้ส่งมอบห้องให้ลูกค้าเป็นครั้งแรก สิ้นปีนี้เรามองว่ายอดรับรู้รายได้จะไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของเรา

คิดอย่างไรที่มีสื่อเรียกคุณว่า พ่อมดแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์

ไม่ทราบเลย (หัวเราะ) เพราะว่าสื่อเป็นคนตั้งให้ ผมไม่ได้ตั้งเอง

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

หรือเป็นเพราะต้องเสกอะไรบางอย่างขึ้นมาเหมือนกันหรือเปล่า

ผมทำอสังหาริมทรัพย์มาตลอด แต่สิบปีให้หลังชื่อของผมจะเงียบหน่อย เพราะว่าเลือกอยู่ข้างหลัง เป็นคนสร้างให้คนอื่น เหมือนโรงงานทำเลย คิดว่าเป็นการแก้ปัญหา ทีมก็สนุก สร้างแบรนด์ให้คนอื่น ธุรกิจนี้ใช้เงินเยอะมาก ถ้าเราคนเดียวคงทำอะไรได้ไม่เยอะ เราก็คิดว่าทำให้ทีมอื่นเลยมีโอกาสได้ทำเยอะ อีกพวกคือที่ค้างในตลาด ขายไม่ออก เราก็ไปทำแบรนดิ้งให้ใหม่ ทำตำแหน่งทางการตลาดใหม่ มันก็ขายได้

โครงการที่ขายไม่ออกนี่จะแก้ยากกว่า เพราะมันต้องทำหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนความคิดของคนขายก่อน เขาต้องเข้าใจว่ามันมีอะไรที่ไม่ถูกเสียก่อน ซึ่งตรงนี้ยากที่สุดที่จะทำให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ต้องใช้ตัวเลข ใช้ประสบการณ์มาอธิบายให้เขาเข้าใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนเข้าใจว่าผมเป็นนักขาย บริษัทผมไม่ใช่นักขาย แต่เราเป็นนักแก้ปัญหา

หลักการของเราคือ Finest หรือละเมียดละมุน จะเรียกละเมียดละไมก็ได้ ที่เราใช้คำนี้เพราะว่าดูละเอียดอ่อนมากกว่า การทำทุกอย่างดูละเอียดอ่อนในความคิดของเรา 

ตลาดของสโคปคือคนกลุ่มไหน

กลุ่มเป้าหมายของเราคือ International Premium เป็นคนที่เราคิดว่าไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ตรงกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าตรงก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เคยมีคนมาปรึกษาว่าจะตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผมก็บอกเขาว่ามันไม่ใช่แค่สร้าง ขายเสร็จแล้วก็ไปนะ ถ้าทำอย่างนั้นมันบาป เราต้องดูแลลูกค้า รับผิดชอบให้เขาอยู่สบาย ไม่ใช่แค่รวยแล้วก็ไป หมดยุคแบบนั้นแล้ว

เราเห็นลูกค้ากลุ่มนี้แล้วยังไม่มีใครทำก็เลยเอาซะหน่อย คนเดี๋ยวนี้เห็นโลกมากขึ้น เร็วขึ้น คนสมัยก่อนกว่าจะเห็นโลกได้ก็อายุ 50 แล้ว เพิ่งขึ้นเครื่องบินไปฮ่องกง นั่นไกลสุดละ แต่สมัยนี้หรอ ไม่ทันจะโตก็เดินทางไปไหนต่อไหนหมดแล้ว การเดินทางมันง่ายขึ้น ความคิดมันเปลี่ยนไปแล้ว

ดังนั้น ลูกค้าผมไม่ใช่ดูที่คนอายุมาก อายุน้อย รายได้มาก รายได้น้อย แต่พวกเขาเป็นคนที่เห็นโลกมาเยอะและมีความต้องการต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย ถ้าเป็นของชิ้นเล็กก็ไปซื้อหรือนำเข้ามาได้ แต่บ้านเนี่ย มันเอากลับมาไม่ได้ เกิดอยากได้บ้านแบบญี่ปุ่นจะทำยังไงล่ะ หรืออยากได้ที่พักแบบในแอฟริกาใต้จะทำยังไง คนมีโอกาสออกไปเห็นที่อยู่ดี ๆ ทั่วโลกมากขึ้น เขาก็จดจำ พวกเขาเห็นโลกเยอะและมีความต้องการ ก็เลยคิดว่าเขาอยากได้ที่อยู่ที่ดูเป็นสากลแต่ไม่ทิ้งความเป็นไทย 

ลูกค้าที่ซื้อของเรา อย่าง SCOPE Promsri 45% ของคนที่ซื้ออายุต่ำกว่า 35 ปี 27% ต่ำกว่า 30 ปี และ 60% ของคนซื้อทั้งหมดคือคนที่ซื้อที่อยู่เป็นครั้งแรก หรืออย่าง SCOPE Langsuan ไม่ใช่ตลาดเก็งกำไร เพราะห้องหนึ่ง 40 ล้านบาท คุณต้องใช้เงิน 20% เท่ากับ 8 ล้านบาทในการลงทุน ที่นี่เป็นที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เขาซื้อเก็บไว้ให้ลูกหลาน สิ่งที่ผมทำผมดูจากประสบการณ์ที่เคยทำมา เราไม่ได้ทำเหมือนตลาดทั่วไป เงินที่เราประหยัดต้นทุนได้ เราก็เอาลงไปกับการออกแบบ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบมากขนาดนั้น

โครงการของเราใช้ที่ปรึกษาการออกแบบจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะผมเชื่อว่าหัวใจของบ้านคือการออกแบบ ถ้าเราไม่ทุ่มที่การออกแบบแล้วจะรอดได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่าสถาปนิกทำงานเองคนเดียวไม่ได้นะ เขาต้องทำงานกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย ต้องบอกกันว่าต้องการอะไร

ผมไม่ได้บอกว่าผมจับตลาดคนรวย กลุ่ม International Premium ไม่จำเป็นต้องรวย วันหนึ่งผมอาจจะทำคอนโดราคา 2 – 3 ล้านบาทก็ได้ภายใต้แบรนด์สโคป โดยที่มาตรฐานของเราไม่ลด อย่างทำเลของสโคปหลังสวนหรือทองหล่อนี่สุดยอดมาก ส่วน SCOPE Promsri มีจุดเด่นที่ต่างออกไป ลูกค้าเขาก็อยากเห็นผลงานที่มันอินเตอร์ เราเลยใช้ดีไซเนอร์ต่างชาติทำภาพ ทำกราฟิก ใช้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งทำเฟอร์นิเจอร์ โฆษณา ไปจนถึงโลโก้ของเราก็ยังเป็นชาวต่างชาติ บริษัทพัฒนาอสังหาฯ คือคนที่ออกไปหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดเอามาปรุงให้ลูกค้า แต่ต้องทำให้เป็น สำคัญคือการให้โจทย์ที่ถูกต้องกับพวกเขา

จ้างนักออกแบบระดับโลกมาทำโครงการ ไม่กลัวคนเลียนแบบหรือ

ผมเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายรูปห้องตัวอย่างได้เลย ถ่ายเลย เราไม่หวง ผมไม่กลัวเรื่องเลียนแบบ อยากให้เลียนแบบด้วยซ้ำ แสดงว่าของเราดี ลูกค้าจะซื้อของเลียนแบบก็เรื่องของเขา แต่ผมไม่ซื้อของเลียนแบบ ไม่มีก็ไม่ต้องซื้อ

ทำไมจึงเลือกพัฒนาโครงการ SCOPE Langsuan ทั้งที่ต้นทุนที่ดินสูงมาก

หลังสวนคือพื้นที่ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ผมเองไม่ได้รู้อะไรเยอะแยะ ผมรู้แค่พื้นที่กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ตและนิวยอร์กเท่านี้ล่ะ เคยมีคนมาถามว่าจะซื้อที่แถวกาญจนบุรีดีมั้ย ราคาเท่าไหร่ ผมบอกไปว่าผมไม่รู้จริ งๆ เวลารู้อะไรเราจะต้องรู้ลึก เมืองไหนที่ผมสนใจ ผมก็จะศึกษารายละเอียด อย่างสมัยก่อน ในกรุงเทพฯ นี่ผมท่องได้ว่าโฉนดตรงไหนเป็นของใคร ตึกไหนชื่อว่าอะไร

ตอนเปิดประมูลที่ดิน ผมบอกเลยว่าเอา หุ้นส่วนถามว่าสู้ได้เท่าไหร่ ผมให้ราคาไปเขาก็ตกใจ แล้วผมก็ซื้อได้ คือทั่วโลกเวลาดูที่ดินที่ดีเขาดูจากอะไร ก็ดูจากความใกล้ศูนย์การค้านั่นล่ะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ต่อตารางเมตรสูงที่สุด ฉะนั้น ถ้าห้างดี ๆ อยู่ตรงไหน ตรงนั้นก็แพงที่สุด ถนนเส้นนี้ก็มีโรงแรม 5 – 6 ดาวประกบหมด ตั้งแต่ Central Embassy ถึง Siam Paragon โครงการของเราอยู่ตรง BTS สถานีชิดลม ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเอาที่ดินมาขายก็จะยังแพงที่สุดอยู่ดีเพราะมันไม่มีตัวเทียบ

เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าจะออกโครงการ มีคนทักผมตอนซื้อที่ดินมา 3,000 ล้านบาทว่าทำไมไม่รีบออกโครงการ ผมบอกเขาว่าใจเย็น ๆ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี่นะ ยิ่งช้าเราก็ยิ่งรวย ผมว่าลงทุนในที่ดินชนะเงินเฟ้อมาโดยตลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใจเย็นถือได้นาน ๆ เท่านั้น 

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

ที่สุดของประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าคืออะไร ต่างจากโครงการอื่นอย่างไร

ความหรูหรามีหลายแบบ เราไม่ได้ทำรูปแบบเก่าแก่นะ มันขึ้นกับภาพจำที่มีมา อย่างถ้าเราจำได้ว่าความหรูหราคือกรุงโรมหรือพระราชวังแวร์ซายน์ เราก็จะตีความแบบนั้น เรื่องนี้มีทั้งรายละเอียด แสง พื้นที่ ซึ่งเรายึดตรงนี้เป็นจุดเด่น อย่างโรงหนังตรงส่วนกลาง เราทำเป็นซูเปอร์ไฮเอนด์ ไม่ใช่แค่โรงหนังแต่เป็นพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ของลูกบ้านด้วย เครื่องเสียงที่เราใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำ ราคาเกือบ 10 ล้านบาท โดยปกติลูกบ้านอาจจะไม่ได้ติดตั้งที่บ้านตัวเอง แต่เราติดไว้ที่ส่วนกลาง อะไรที่เขาไม่มีเราก็ทำให้เขา มันคือคุณค่าทางอารมณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเสียง ทั้งหนัง ทำให้คนผ่อนคลายได้จริง ๆ

นอกจากนี้ยังมีห้องซ้อมดนตรี เพราะพอลูกบ้านอยู่ในคอนโด จะไปซ้อมดนตรีในห้องก็หนวกหู ไม่มีที่วางอุปกรณ์อีก เด็กนักเรียนกลับมาบ้านจะซ้อมที่ไหน เรามีห้องให้เขาเล่นดนตรี เขาก็จะมีกำลังใจเล่นต่อไป เราตั้งใจเลือกของทุกชิ้น หรืออย่างห้องเก็บเสื้อผ้าหน้าหนาวเราก็มีให้ ทุกวันนี้คนเดินทางไปต่างประเทศเยอะมาก คนจะมีกระเป๋าเดินทางอย่างน้อย 2 ใบ เราก็มีพื้นที่ให้บริการ นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราใส่ใจ

ทำธุรกิจมาขนาดนี้ เชื่อในหลักการอะไรเป็นสำคัญ

ตั้งแต่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่าผมเชื่ออะไรในธุรกิจนี้ ผมเชื่อเรื่องทำเลที่ตั้ง เวลาคุณทำสินค้าเหมือนกัน คุณมีเงินเท่ากัน เวลาทำของใหม่ คุณก็ต้องปรุงเครื่องปรุงใหม่ คิดใหม่ ต้องทำตั้งแต่สูตรการคำนวณ ทุกอย่างมันบอกด้วยข้อมูลสถิติ ส่วนที่สองคือสไตล์ อันที่สามคือการบริการ บางคนได้ยินยังแซวผมว่าทำไมมันง่ายจัง คือเราทำบ้าน ทำคอนโดให้เขาอยู่อาศัยครับ เขาต้องการเท่านี้แหละ 

ถ้าทำแล้วดีมันก็ขายได้เอง ถ้าของมันดี การสื่อสารการตลาดก็น้อยลง ค่าคอมมิชชันเซลส์ก็น้อยลง สูตรพวกนี้ทุกคนรู้ บ้านไม่ใช่ยาแก้ไอหรือผงซักฟอก ซื้อแล้วต้องอยู่ไปยาว ๆ ถ้าของไม่ดี ยังไงลูกค้าก็เห็น เขาก็เลยต้องดูแล้วดูอีก คุณค่าของบ้านมันรวมกันทั้งสิ่งที่จับต้องได้อย่างอิฐ หิน ปูน ทราย และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ก็คืออารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น รวมทั้งการให้บริการที่ดี ต้องอยู่แล้วสบาย ถ้าอยู่บ้านแล้วไม่สบายจะอยู่ไปทำไม 

คำถามคือทำเลดีแล้วคุณกล้าซื้อหรือเปล่า ถามว่าถ้ากล้าแล้วทำไมที่ดินยังเหลืออยู่เต็มท้องตลาด ก็เพราะว่าคนไม่กล้าซื้อเพราะมันแพง เราเลือกซื้ออันที่มันดี อย่างที่ดินแปลงตรงหลังสวนนี่คนอื่นไม่กล้าซื้อ แต่ผมซื้อ ทุกคนมองสูตรเดียวกันหมด ไม่มีใครกล้าขายสูงกว่าราคาตลาดหรอก แต่ผมกล้าให้ราคาที่สูงขึ้น ผมรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วผมก็ไปลดต้นทุนการบริหารจัดการเอา อย่าลืมนะ เราเปลี่ยนสูตรแต่เราไม่ได้ลดกำไร ไม่อย่างนั้นใครจะมาลงทุนกับเรา

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

Questions answered by CEO of SCOPE

1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

ผมเป็นคนนอนเยอะครับ เข้านอนก่อนเที่ยงคืน กลับถึงบ้านและทานข้าวเสร็จก็ทุ่มเศษ ๆ จากนั้นก็จะนั่งทำงานต่อ เสร็จประมาณสัก 4 ทุ่มแล้วก็เตรียมเข้านอน ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน

2. ดื่มไวน์หรือไม่

ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ เวลาที่ไปกับผู้ใหญ่ หรืออย่างน้ำอัดลมผมก็ไม่ดื่มมาเป็นสิบปีแล้ว ที่ผมชอบดื่มที่สุดจริง ๆ ก็คือน้ำเปล่า ผมเชี่ยวชาญด้านน้ำเปล่านะ (หัวเราะ) 

3. จริงหรือเปล่าที่มักมีคนพูดว่าควรซื้อบ้านราคาถูกที่สุดในโครงการแพง ดีกว่าซื้อบ้านราคาแพงที่สุดในโครงการถูก

ผมคิดว่าไม่ต้องถามเลย บ้านต้องอยู่ในทำเลที่ดีก่อนเสมอ ควรจะเลือกที่ที่ดีตั้งแต่แรก ถ้าที่อยู่อาศัยอยู่บนทำเลที่ดี พื้นที่รอบ ๆ ก็มักจะดีตาม บางทีโครงการอยู่บนนถนนคนละเส้นก็ไม่เหมือนกันแล้วนะ ผมตอบได้เท่านี้ 

4. เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยหรือเปล่า

เชื่อนะครับ ทำอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อฮวงจุ้ย ไม่เชื่อไม่ได้ มันมีผลจริง เพราะลูกค้าเราเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เชื่อ เราก็ต้องศึกษามาพอสมควร 

5. เป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปหรือเปล่า

ก็ถ่ายแล้วมันไม่สวยน่ะ คนเดียวที่จะถ่ายรูปผมได้คือลูกสาว คือคนอื่นเขาอาจจะแอคท่าเก่ง อย่างลูกน้องผมนี่ถ่ายรูปออกมาสวยเลย (หัวเราะ) 

6. ชอบฤดูร้อนหรือฤดูหนาว

ผมชอบอากาศร้อน ผมเขียนในเฟซบุ๊กว่า I love summer ไม่ได้เพิ่งเขียนนะ ผมชอบฤดูร้อน เพราะผมเป็นคนประเทศไทย เวลาพูดคำว่า Summer มันก็หมายถึง Vacation (วันหยุด) เป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอม คนไปเที่ยวทะเลกัน ดังนั้น ถ้าถามว่าชอบไปทะเลหรือภูเขา ตอบว่าทะเลล้านเปอร์เซ็นต์ อยู่ได้ตลอด

7. หนังเรื่องล่าสุดที่ดูในโรงหนังคือเรื่องไหน

ผมไม่ได้เข้าโรงหนังมา 20 กว่าปีแล้ว นานมาก มีเข้าไปทีเดียวคือ Bohemian Rhapsody (เรื่องราวของตำนานวงดนตรี Queen) ดูแล้วน้ำตาซึม เป็นเรื่องเดียวที่ดู นอกนั้นไม่ได้เข้าโรงหนังเลย

8. คนชื่อยงยุทธมีเพื่อนเยอะหรือเปล่า

หึ ๆ (หัวเราะ) ก็น่าจะเยอะมากนะ ผมโชคดีก็เพราะเพื่อนนี่ล่ะ ผมรู้จักคนเยอะ ถึงช่วงหลังจะไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าไหร่ คนเราต้องมีเพื่อนที่ดีถึงจะสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปได้ มันต้องช่วยกัน มีอะไรคุยกันได้ ให้ความชื่อถือซึ่งกันและกัน มีปัญหาอะไรก็ยื่นมือมาช่วยกัน การจะมีเพื่อนเยอะเพื่อนน้อยไม่ใช่ว่าคุณไปลงเรียนคอร์สมาเยอะนะ ขึ้นกับว่าคุณทำตัวยังไงมากกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load