ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันจนชินปากว่า ‘ปลา iberry’ ต้อนรับเราสู่บ้านเก่าแก่จากสมัยรัชกาลที่ 7 ที่เธอใช้เวลาร่วมปีในการรีโนเวต จนออกมาเป็นร้านอาหาร 2 คอนเซ็ปต์ใจกลางย่านสาทร

ร้านแรกชื่อ FRAN’S คอนเซ็ปต์คือมื้อเช้าแสนอร่อยและกาแฟดี ๆ รังสรรค์พร้อม เชฟชาลี กาเดอร์ เจ้าของร้านดังหลายแห่ง

ร้านที่สองคือ Ăn Cơm Ăn Cá (อ่านว่า อัน-เกิม-อัน-ก๋า) อาหารเวียดนามที่แม้ไม่คุ้นเคย แต่อาศัยคติทำอะไรทั้งทีต้องลงลึก รู้จริง ปลาเดินทางไปเรียนรู้ถึงประเทศต้นตำรับ นอกจากสูตรอาหารที่พากลับมา เธอนำวัฒนธรรมการกินของคนเวียดนามมาปรับกับการออกแบบเมนูร้านนี้ด้วย

อาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะที่เธอเตรียมไว้ให้แล้วก่อนหน้า ความใส่ใจส่งผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสังเกตเห็น ทั้งลวดลายบนจาน ช้อนส้อมที่เลือกใช้ ไปจนถึงรูปภาพบนฝาผนัง หรือกระเบื้องในห้องน้ำ แม้จะรู้อย่างนั้นก็ยังตั้งใจทำทุกองค์ประกอบให้ดีที่สุด

ปลาเป็นคนแบบนั้น

เธอยังบอกว่าตัวเองมี ‘ลิ้นกรุงเทพฯ’ รสชาติที่เธอชอบมักตรงใจคนหมู่มาก

นั่นทำให้ร้านอาหารในเครือ iberry Group อย่าง iberry, iberista, กับข้าว’ กับปลา, รส’นิยม, โรงสีโภชนา, เจริญแกง, ฟ้าปลาทาน, เบิร์นบุษบา รวมมิตร Cloud Kitchen รวมถึงทองสมิทธ์ ประสบความสำเร็จจนมีแฟนคลับเหนียวแน่น ต่อเนื่องมาถึงร้านใหม่ทั้งสองภายใต้บริษัทใหม่อย่าง เดอะ แพลทเทอส์ มหานคร ที่ตั้งใจจะทำธุรกิจในคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ นอกเหนือจากที่ iberry Group และทองสมิทธ์เคยทำ

ปลาทำร้านอาหารแบบให้เกียรติลูกค้า เธอต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้สมกับที่ลูกค้าสละเงิน เวลา และตั้งใจมาทานอาหารของเธอโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็เอาใจใส่ผู้คนที่ทำงานด้วยเช่นกัน

เมื่อถามเจ้าของคนนี้ว่า ความสุขที่ได้จากการทำร้านอาหารคืออะไร

“สุขที่สุดคือการสร้างแบรนด์ใหม่ให้ปัง แล้วทุกคนชื่นชอบแบรนด์ของเรา”

เธอไม่ต้องคิด แต่ตอบเลยทันที

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

คุณมีแววนักธุรกิจมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

แม่มักจะบอกว่า เราเป็นคนหัวเซ็งลี้ หมายถึง นักค้านักขาย พูดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตัวเองก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เราชอบคิดโน่นนี่ อันนี้น่าจะทำแล้วได้เงินนะ อันนั้นน่าจะเวิร์ก คุณแม่เลยเห็นแววแม่ค้ามาตลอด

คุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่เป็นแม่บ้าน ในครอบครัวไม่มีใครเป็นนักธุรกิจเลย สมัยก่อนเด็ก ๆ เคยช่วยแม่ขายพลอย เพราะเป็นคนจันทบุรี แต่มาเริ่มทำธุรกิจจริงจังก็ iberry ตอนอายุประมาณ 23 ได้

ปลาในวัย 23 กลัวล้มเหลวไหม

ไม่กลัวเลย เพราะตอนนั้นยังเด็ก เราไม่มีอะไรต้องเสีย เราไม่มีครอบครัว เราแค่อยากลอง ถ้าเกิดเจ๊งก็ยังกลับไปทำอย่างอื่นได้ 

ว่ากันว่าคนที่จะทำธุรกิจสำเร็จ ต้องมีทั้งแพสชันและหัวผู้ประกอบการ คุณเป็นอย่างไหนมากกว่า 

คนอื่นอาจจะมองเราเป็น Business Woman แต่ลึก ๆ คิดว่าตัวเองมีความเป็นอาร์ติสต์มากกว่า บางสิ่งบางอย่างที่เลือก นักธุรกิจทั่วไปอาจไม่ทำเหมือนเรา เพราะมันเสี่ยงเกิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำแบรนด์ให้ติดตลาด และใช้ศักยภาพนั้นขยายให้โตต่อ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่เราชอบทำอะไรใหม่ ๆ เวลาวาดรูป ก็อยากเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาบนหน้ากระดาษ 

มีรุ่นพี่นักธุรกิจหลายคนเคยแนะนำให้เราโฟกัสกับแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว และมุ่งเน้นธุรกิจนั้น ชีวิตเราจะง่ายกว่า เปลืองพลังน้อยกว่า ขณะที่เรามีทองสมิทธ์และกับข้าว’ กับปลา ซึ่งสำเร็จอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ ก็หันมาทำอะไรใหม่อีกแล้ว คนอื่นก็คิดว่าบ้าหรือเปล่า แต่จริง ๆ มันเติมเต็มตัวเรา

กลับไปที่คำถาม เราว่าตัวเองมีแพสชันมากกว่า แต่บังเอิญว่าแพสชันของเรามันขายได้ และมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์และแบรนดิ้งของเราอยู่ เขาพร้อมจะสนับสนุนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราทำ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากล้าลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย 

คุณหยิบจับอะไรก็ปัง ทำไมถึงมองอะไรได้เฉียบขาดตลอด

หนึ่ง เราต้องศึกษาตลาดก่อน หาว่ามีคนชอบสิ่งที่เรากำลังจะทำมากแค่ไหน สมมติมีอยู่ 10 โปรเจกต์ ต้องตัดสินใจดี ๆ ถ้าตัดสินใจผิด ชีวิตจะเป๋นิดหนึ่ง

สอง ข้อนี้สำคัญมาก เมื่อเราตัดสินใจทำแล้ว ต้องลงไปศึกษาลึก ๆ ว่าจะทำยังไงให้แบรนด์เราเป็น Top of Mind ของโปรดักต์นั้น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่สักแต่คิด เพราะใคร ๆ ก็คิดได้ แต่จะทำยังไงให้ออกมาดี โปรดักต์ก็ดี แบรนดิ้งก็ดี สถานที่ก็ดี ทั้งหมดนี้ต้องใช้พลัง ใช้ประสบการณ์ ใช้คอนเนกชัน ใช้ฝีมือ 

โชคดีที่เรามีทีมงานที่เข้ามือ พาร์ตเนอร์ที่รู้ใจ เป็นเพื่อนร่วมหัวจมท้าย และพร้อมที่จะเสี่ยงไปกับเรา

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เคยทำอะไรไม่ขึ้นบ้างไหม

เจ๊งเยอะ ไม่ใช่ไม่เจ๊ง แต่คนไม่ค่อยเห็น บาดแผลที่ผ่านมาทำให้เราตัดสินใจได้เฉียบคมขึ้น เมนูในการทำก็ฉลาดขึ้น ไม่สะเปะสะปะ เป๊ะ ตรง จะไม่มีเมนูไหนที่ดูขาด ๆ เกิน ๆ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีน้ำเยอะเกินไป มีแต่เนื้อหา 

ยกตัวอย่าง เราเคยทำ Cafe Pla ที่สยามเซ็นเตอร์ตอนก่อนโควิด-19 โลเคชันอยู่ตรงทางเชื่อมกับสยามพารากอน ตอนแรกคิดว่าดีงาม คนผ่านเยอะ แต่ปรากฏมันคือทางผ่านที่คนผ่านอย่างเดียว แล้วคอนเซ็ปต์ตอนนั้นคือ All-day Dining ทั้งไทยและเทศ ซึ่งมองกลับไปก็เห็นว่า มันขาดความต่อเนื่องในการรับประทานอาหาร เดี๋ยวคนนี้อยากสั่งไทย คนนั้นอยากสั่งอาหารเช้า สุดท้ายคนไม่จดจำ

หลังจากปิดร้านนั้นไปก็ได้รู้ว่า ถ้าจะทำร้านต้องมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ถ้าฝรั่งก็ฝรั่ง ถ้าจะทำบรันช์ก็บรันช์ จะไม่ใส่ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป เพราะกลัวคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่นไม่มากิน เราต้องมั่นใจ ถ้าเขาอยากกินอย่างอื่น ก็ไปที่อื่น แต่ถ้าอยากทานของเรา ต้องมาที่นี่ เมนูเราเลยต้องคม 

อย่างเบิร์นบุษบา เราจะเป็นร้านยำ ก็ชัดเจนไปเลยว่าขายยำ-ย่าง เวลาคนนึกถึงยำ ก็จะนึกถึงเรา ความชัดเจนทำให้คนนึกถึงเราเป็นคนแรก

ตอนที่เปิดทองสมิทธ์ เราจะเอาเมนูก๋วยเตี๋ยวเรือไปอยู่ในเมนูกับข้าว’ กับปลา ก็ได้ แต่เราไม่ทำอย่างนั้น เพราะเวลามีทุกอย่างอยู่ในเมนู มันขาดจุดเด่น จุดแข็ง เราต้องตัดใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ จะไม่ขายอย่างอื่น จะขายแต่อย่างนี้ ใครจะไม่กิน ก็ไม่ต้องกิน ตอนเย็นจะขายได้หรือเปล่า อาจจะขายไม่ได้ เพราะก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารกลางวัน แต่ลองดูก็ได้นี่ ทั้งหมดคือความเสี่ยง เพราะการเปิดร้านแต่ละที เราลงทุนเยอะ แต่เราทำให้ชัด พัฒนาโปรดักต์ให้ดีสุด ๆ กลายเป็นว่าเวลาพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือ ลูกค้าจะนึกถึงเรา 

ทองสมิทธ์ก็เลยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่เขาบอกไม่ได้ ๆ 

มันได้ (เน้นเสียง)

ทำธุรกิจมา 20 กว่าปี แนวทางการทำธุรกิจร้านอาหารเปลี่ยนไปแค่ไหน

เปลี่ยนมาก เทรนด์ร้านอาหารเปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะขนมหวาน เปลี่ยนมากจนเราไม่อยากเข้าไปทำ สมมติช่วงหนึ่งเคยฮิตไอศกรีม เปลี่ยนมาบิงซู ครัวซองต์ ครอฟเฟิล มันมาเป็นช่วง ๆ เราอยากทำอะไรที่ยั่งยืน ไม่แฟชั่นจ๋า ไม่วิ่งตามกระแสแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง และยืนหยัดได้ด้วยรสชาติจริง ๆ เราเลยโฟกัสที่อาหารมากขึ้น 

ด้านวิธีการทานอาหารของคนก็เปลี่ยน เมื่อก่อนคนนิยมอาหารฟิวชัน ชอบอะไรที่เก๋ อันนี้ผสมอันนี้ ชอบอะไรใหม่ ๆ ล้ำ ๆ แต่ยุคนี้คนกลับมามองหาอะไรที่ดั้งเดิม ซึ่งอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่นนะ คนไทยชอบกินอาหารญี่ปุ่น แล้วอาหารญี่ปุ่นค่อนข้าง Authentic อยู่แล้ว ร้านนี้ขายซูชิ ก็ต้องไปกินซูชิเท่านั้น 

ซึ่งก็ตรงกับธุรกิจของ iberry Group ที่เจาะจงเฉพาะประเภทอาหารแต่ละอย่าง

มันทำให้เราลงลึกกับอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น อย่างอาหารไทยก็มีหลากหลาย มากเกินกว่าจะจับทุกอย่างให้อยู่ในกับข้าว’ กับปลา เราสามารถทำร้านผัดไทย ร้านกวยจั๊บ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาอีกร้านก็ได้ เมื่อมันมีความหลากหลายขนาดนี้ ถ้าเอาทุกอย่างมารวมในที่เดียว เราก็จะกลายเป็นร้านอาหารธรรมดาร้านหนึ่ง 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

มีร้านอาหารมากมายที่รสชาติอร่อย แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง สำหรับคุณแล้ว นอกจากรสชาติ อะไรจะทำให้ธุรกิจร้านอาหารประสบความสำเร็จ

มาตรฐาน ตอนเปิดร้านแรก ๆ ถ้าเราเข้ามาคุมเช้าถึงเย็น รสชาติคงที่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดของร้านอาหารคือความสม่ำเสมอและความเสถียร ทำยังไงให้ก๋วยเตี๋ยวที่กินตอนเช้าที่เพิ่งเติมซุป รสชาติเหมือนกับซุปที่กินในตอนบ่าย 

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับธุรกิจ Multi-brand แบบนี้คือการทำให้มาตรฐานอาหารดีและดีเท่า ๆ กันไปตลอด ขนาดทุกคนมองว่าเราเก่ง เรายังต้องซ่อมบ่อย ๆ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช้เครื่องจักร แต่อาศัยแรงคน ทุกขั้นตอนเป็นงานคราฟต์ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่จะทำยังไงให้เกิดได้น้อยที่สุด

สิ่งนี้ยากยิ่งกว่าการหาเงิน 50 ล้านมาทำร้านให้สวย

ซึ่งต้องย้อนกลับไปที่ทีมงาน ว่าจะทำยังไงให้เขาเป็นตัวแทนเราได้ และส่งมอบรสชาติที่เราตั้งใจเสิร์ฟจริง ๆ ได้ ยังไม่รวมถึงบรรยากาศ การบริการ โลเคชัน มันมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เราเป็นที่นึกถึง เซอร์วิสหน้าบ้านต้องดี ครัวหลังบ้านก็ต้องแม่นยำเรื่องรสมือ

คุณถ่ายทอดไอเดียมากมายที่อยู่ในหัวให้ทีมงานคนอื่น ๆ เข้าใจได้ยังไง

ต้องมีทีมที่รู้ใจ มีสูตรมาตรฐาน คนที่เป็นครูหรือเทรนเนอร์ก็ต้องเข้าใจเรื่องการสื่อสาร ในครัวมีคนหลายแบบ ต้องสื่อสารด้วยวิธีแตกต่างกัน ต้องมีการชั่งตวงวัดที่แม่นยำ เพื่อให้ทีมงานทุกสาขา ทุกครัว ทำได้เหมือนเราทำ เราไม่สามารถรับคนวันนี้ แล้วให้เขาทำพรุ่งนี้ได้เลย บางทีต้องใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการเทรนนิ่ง และที่สำคัญคือต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพด้วย ดูตั้งแต่การจัดวาง สีสันสวยงามถูกต้องไหม

เราต้องอาศัยทีมงานที่เข้มแข็ง ทีมหลังบ้านเราใหญ่โตมาก เพราะต้องมีหน่วยสนับสนุนครัวกลาง ครัวกลางจะเป็นศูนย์รวมสูตรทุกอย่าง ซอสบางตัวต้องทำจากที่นี่เท่านั้น สาขาจะไม่รู้ว่าปรุงยังไง คอยซัพพอร์ตทุกอย่างให้หน้าบ้านทำงานได้ง่ายขึ้น

ความเก่งที่ทุกคนชื่นชม เรายกเครดิตให้ทีม เพราะทุกคนโคตรเก่ง ด้วยความที่เราเป็นคนไอเดียบรรเจิดตลอดเวลา แต่ทีมสามารถ Execute สิ่งที่เราคิดให้ทำออกมาได้จริง แล้วทำได้ดีด้วย 

คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแบบไหน

เรา Hands-on จริง ๆ ถ้าเดินดูตามโต๊ะแล้วเห็นหน้าตาแปลก ๆ จะยกออกมาเลย ยิ่งช่วงเซ็ตอัปแรก ๆ ยังไม่เข้ามือพนักงาน อาจจะมีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องมาดูสัก 2 – 3 เดือน

เรามาทุกวันเลยนะ 7 โมงครึ่งอยู่ในครัวแล้ว เพราะรู้ว่าเขาเหนื่อย เราอยากช่วยเขาอีกแรง

เราดูแลลูกน้องเป็นครอบครัว เคียงบ่าเคียงไหล่ ใกล้ชิดมาก เรียกได้ว่าใช้เวลากับลูกน้องมากกว่าเพื่อน ไปต่างประเทศก็พาลูกน้องไปด้วย อยากให้เขาได้เห็นสิ่งที่เราเห็น ให้เขามีประสบการณ์ชีวิตที่ดี 

เราไม่ชอบแนวคิดที่จะประหยัดกับลูกน้องนิดหนึ่งเพื่อให้กำไรมากขึ้น ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ต้องการคน คนต้องทำงานกับเรา 100% เราต้องให้ความรักเขา ต้องดูแลเขาให้ดี ถึงจะได้รับกลับมาแบบที่เขาทำแทนเราได้

นอกจากพนักงานแล้ว อีกส่วนที่คุณพูดถึงบ่อยคือพาร์ตเนอร์ คุณเลือกพาร์ตเนอร์ยังไงถึงได้รู้ใจ ไว้ใจ กันขนาดนี้

จากการสนทนา พูดคุย การใช้ชีวิตร่วมกันบ้าง ของแบบนี้มันดูได้นะ ที่สำคัญคือพาร์ตเนอร์เราต้องเป็นคนดี

ธุรกิจของ iberry Group ผ่านจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ ที่ส่งผลต่อแนวทางการทำธุรกิจของคุณมาแล้วกี่ครั้ง

ช่วงที่ทำ iberry อย่างเดียว แล้วกระโดดมาทำร้านอาหาร นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เราเปลี่ยนจากธุรกิจที่เคยทำแค่ขนม ไอศกรีม ของหวาน มาเป็นอาหารเป็นร้อยเมนู แต่มันค่อย ๆ ขยับ อย่างกับข้าว’ กับปลา เราก็หาตัวตนมาสักพักหนึ่ง หาว่าจะไปทางไหน จุดเด่นคืออะไร ปีแรกยังไม่เจอนะ แต่พอทำเรื่อย ๆ ก็เริ่มจับจุดตัวเองได้ จนมาเปิดที่เอ็มควอเทียร์ ปรับเมนูใหม่ ทำแบรนดิ้งใหม่ เปลี่ยนโลโก้ ตกแต่งใหม่ ซึ่งลูกค้าก็ให้การตอบรับดีมาก

อีกจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อชีวิตเรามาก ๆ คือโควิด-19 ซึ่งไม่เหมือนวิกฤตครั้งไหน อย่างน้ำท่วมปี 54 ถ้าตรงนี้ท่วมก็ยังมีสาขาที่ขายได้ แต่นี่คือเกลี้ยง ไม่เหลือเลย เราต้องทำทุกวิถีทางที่คิดออกเพื่อจะรักษาทีมงานจำนวนมหาศาล รวม iberry กับทองสมิทธ์น่าจะประมาณ 1,700 คน เฉพาะเงินเดือนรวมสวัสดิการก็เกือบ 20 ล้าน เข่าทรุดเลยนะ

แต่มันทำให้เราก้าวออกจากสิ่งที่เคยทำมา เช่น เคยใช้พื้นที่ในห้างก็มาเปิด Cloud Kitchen ไปทำข้าวกล่องร่วมกับ 7-Eleven พาตัวเองออกจากความคุ้นเคยไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนด้วย ทุกวันนี้ห้างเปิดแล้ว Cloud Kitchen ก็ยังขายดีอยู่ นอกจากนี้ มันยังทำให้เราเห็นมิตรแท้ เห็นว่าใครช่วยเราในยามลำบาก แลนด์ลอร์ดแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนไหนไม่ได้ใจเรา พอหมดสัญญาเราก็ปิด 

พอทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องมิตรภาพ บางโลเคชันที่ดีกับเรามาก ๆ ร้านก็ไม่ได้กำไรมาก แต่เรายังเปิด เพราะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันและกัน

การทำร้านของคุณเหมือนการเล่าเรื่อง เรื่องเล่าของร้านล่าสุดอย่าง Ăn Cơm Ăn Cá คืออะไร

บ้านเราอยู่ในซอยใกล้ ๆ เวลาไปไหนจะผ่านบ้านหลังนี้ทุกวัน เห็นมานาน เมื่อก่อนเป็นร้านอาหารไทย เราชอบที่แปลงนี้มาก ชอบต้นไม้ ชอบความเก่า ชอบสถาปัตยกรรมแบบนี้ เลยได้แต่คิดในใจว่าอยากเช่าที่นี่ จนวันหนึ่งขับรถผ่าน เห็นร้านเก่าเขากำลังเก็บของ เห็นอย่างนั้นก็ดีใจมาก ให้ลูกน้องติดต่อเจ้าของที่เพื่อขอเช่า สุดท้ายได้เช่า ตอนมาดูก็นึกเลยว่า ฉันต้องทำร้านอาหารเวียดนาม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันมีความพิเศษบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุของบ้าน สีที่ผนัง ลายหน้าต่าง ถ้าเป็นร้านอาหารเวียดนามคงจะเท่มากเลย 

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

ทำไมไม่เลือกทำร้านอาหารไทยแบบที่ตัวเองถนัด

เราทำมาทุกอาหารไทยแล้ว มีทุกประเภท (หัวเราะ) ยำก็มีแล้ว ก๋วยเตี๋ยวก็มีแล้ว สตรีทฟู้ดก็มีแล้ว เลยไม่อยากทำอีกแบรนด์หนึ่งให้ Cannibalize กันเอง ยิ่งร้านโรงสีโภชนาอยู่ไม่ไกล กับข้าว’ กับปลา อยู่ตรงนี้ ทองสมิทธ์ก็ใกล้มาก แล้วที่ตรงนี้พิเศษกับเรา เลยอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งที่บอกจะทำอาหารเวียดนามคือ ไม่ถนัดเลย ความรู้เท่ากับศูนย์ แต่ชอบอาหารเวียดนามอยู่แล้ว 

พอได้ที่ก็บอกเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนว่าเช่าแล้วนะ ยังไม่รู้จะทำอะไรบ้าง แต่เช่าแล้ว สุดท้ายหวยออกที่ร้านเวียดนามกับร้านอาหารเช้า ซึ่งร้านอาหารเช้าตอนแรกจะเปิดที่อื่น แต่พอที่ดินตรงนี้มันใหญ่ ถ้าเปิดแค่ร้านเวียดนามก็จะใหญ่ไป แล้วเราตั้งใจทำสวนแบบจัดเต็ม ให้เขียวขจี ด้วยความที่ที่ตรงนี้อยู่ในพื้นที่คนทำงาน มีชาวต่างชาติเยอะ เลยคิดว่าต้องมีคนอยากทานอาหารเช้าดี ๆ กาแฟดี ๆ เราจึงตัดสินใจทำ 2 คอนเซ็ปต์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เวลาจะตัดสินใจทำร้านหนึ่ง คุณเริ่มจากตรงไหน

ส่วนมากเริ่มจากโลเคชัน ประจำ (หัวเราะ) ไม่เคยอยู่ ๆ นึกอยากจะทำร้านอาหารแบบนี้ ทุกที่มาจากโลเคชันหมด ยกเว้น iberry ร้านแรก

กับข้าว’ กับปลา ก็เริ่มจากที่เราได้พื้นที่มาใหญ่เกินกว่าจะเป็นร้านไอศกรีม โรงสีโภชนาก็โลเคชันมาก่อนคอนเซ็ปต์ ข้อดีคือเราได้เห็นภาพก่อนว่าอยากเห็นที่ตรงนี้เป็นอะไร แต่ถ้าคอนเซ็ปต์ไหนไม่อิน เราก็ไม่ทำนะ มันต้องมีความอิน เราต้องเข้าใจโปรดักต์นั้น ๆ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเทสต์ ต้องลองผิดลองถูกได้

กระบวนการในการคิดคอนเซ็ปต์แต่ละร้านนานแค่ไหน

แล้วแต่แบรนด์ อย่างแบรนด์นี้ก่อสร้างนาน ก็เลยมีเวลาในการเตรียมตัวนาน น่าจะปีกว่า แต่ถ้าบางแบรนด์ที่อยู่ในห้างก็ไม่นานนะ 2 เดือน 3 เดือน อย่างเจริญแกงนี่อาทิตย์เดียวเองมั้ง เพราะอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัว

เรื่องเซอร์ไพรส์ของการออกจาก Comfort Zone มาทำร้านอาหารต่างชาติครั้งแรกคืออะไร

ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้ เราไม่เคยทำร้าน Standalone อยู่ในห้างที่มีทราฟิกทั้งวันมาตลอด แต่เพื่อน ๆ ก็น่ารัก สนับสนุน ‘เอาเลยเจ๊ ตัดสินใจ’ ‘แม่เคาะเลย’ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าก่อนเปิดร้านอะไรต้องรู้ลึก รู้จริง อย่างร้าน Ăn Cơm Ăn Cá คุณศึกษาอะไรบ้าง

เราบินไปเรียนกับอาจารย์เวียดนามที่เปิดร้านอาหารที่อุบลฯ มา 2 ครั้ง แล้วก็ไปโฮจิมินห์มา 3 รอบ ทั้งเรียนทำอาหารและศึกษาวัฒนธรรมการกินของเขา เช่น เขากินซีฟู้ดยังไง เขามีเมนูอะไรบ้าง ไปเดินตลาด ไปนั่งยอง ๆ โต๊ะเตี้ย ๆ นั่งกันมาหมดแล้ว ลุยมาก ตุเลง ๆ กันไป สนุกสนาน รถเข็นมาขายอะไร เราชิมหมด มันทำให้เรารู้ลึก ทำให้เห็นว่าคนเวียดนามใช้ชีวิตยังไง กินอะไรกันบ้าง และกินกันยังไง 

พอกลับมาก็เลือกว่าจะใส่อะไรลงไปในเมนูบ้าง จะปรับยังไง เพราะอาหารที่เวียดนามไม่เหมือนที่เรากินนะ รสชาติมันคนละเรื่องกันเลย แต่เราก็มีเชฟเวียดนามคอยแนะนำ เขาจะคอยบอกว่าอันนี้ต้องกินคู่อันนี้ คอยตรวจสอบความสับสนของเราให้อีกที บางทีเราเอาความอร่อยนำ แต่เขาจะบอกว่าไม่ได้ เขาไม่ทำกันแบบนั้น คอยเติมเต็มให้เมนูสมบูรณ์แบบมากขึ้น

นี่เป็นโปรเจกต์ที่เหนื่อยที่สุดใน 10 แบรนด์ที่ทำมาเลยนะ

เพราะมันคือการออกจากความคุ้นเคยในหลาย ๆ อย่าง

หนึ่ง เป็นร้าน Standalone ที่ไม่เคยทำมาก่อน

สอง ต้องรีโนเวตบ้านเก่า

สาม ต่อให้ชอบกินอาหารเวียดนาม แต่สิ่งที่เรารู้มันแค่หางอึ่ง เราเริ่มจากกินแหนมเนือง ปากหม้อญวน รู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง พอกระโดดเข้ามาทำเลยต้องรู้จริง เป็นการออกจาก Comfort Zone แบบสุด ๆ

ยังพูดกับพาร์ตเนอร์อยู่เลยว่า เราจะรอดกันไหม แต่ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายก็สำเร็จ จากที่วันนั้นยังเดินตะลอน ๆ ในไซง่อน จากที่ไม่รู้อะไรเลย มาวันนี้ เราว่าอาหารของเราอร่อยนะ 

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

ได้รู้ลิมิตของตัวเองเพิ่มขึ้นไหม

ได้รู้ว่าเรายังไปได้อีก เราก้าวข้ามผ่านความคุ้นเคย ผ่านที่เคยเข้าใจว่าเราทำอาหารไทยอร่อย ได้รู้ว่าเราก็ทำอาหารเวียดนามได้เหมือนกัน

ในองค์กรเราเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ที่มีความเป็นเชฟอยู่ด้วย เราจะคอย Push the limit ของทุกคน เชฟคนนี้ทำเมนูหนึ่งมา ถ้ายังดีได้อีก เราจะบอกให้ไปปรับอีกหน่อย มันยังไม่กรอบนะ ลองดูอีกหน่อย เราทำแบบนี้กับทุกเมนู แล้วทุกคนก็กระตือรือร้นที่จะทำงานกับเรา อยากปรับให้ได้ โดนคุณปลาติมา เสียใจ แต่ไม่ยอมนะ สู้ ทำจนกว่าจะได้ พอทำงานแบบนี้แล้วสนุกมาก 

เราภูมิใจกับทีม R&D นี้สุด ๆ ที่เขาสามารถครีเอตอาหารออกมาแล้วเป็นที่ชื่นชอบของคนหมู่มากได้

สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจคุณโดดเด่นมากคือ แบรนดิ้ง ทุกแบรนด์มีแบรนดิ้งที่ดีหมด

เหรอคะ ดีใจจัง (ยิ้ม)

ถ้าการทำร้านคือร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม คุณทุ่มเทให้กับแบรนดิ้งแค่ไหน

ทุ่มเทมาก ถ้า 100 เปอร์เซ็นต์คือการทำร้านทั้งหมด การคิดแบรนดิ้งของเราก็กินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคิดสูตรอาหารกับตกแต่ง เวลาทำแบรนด์เราจะคิดเป็นคน เช่น ทองสมิทธ์จะเป็นผู้ชายเท่ ๆ หน่อย ไม่ค่อยมีจริตจะก้าน เส้นสายต่าง ๆ จะแข็ง ๆ ไม่ต้องมาใส่บัวคิ้วอะไรเยอะ เวลาบรีฟดีไซเนอร์ก็ง่าย การทำร้านอาหารไทยแล้วไทยอีก เราต้องชัด ต้องไม่เหยียบเส้นกันเอง ต้องทำให้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบรนดิ้งคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นที่จดจำ คนไม่ได้จำแค่รสชาติอาหาร เขาจำลวดลายบนจาน จำทุกอย่าง จำเป็นภาพในหัว การที่คุณจะรักแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ไม่ใช่แค่เห็นชื่อแล้วจะชอบเลย คุณต้องดูองค์ประกอบทั้งหมด เป็นประสบการณ์ เราต้องทำให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วรู้สึกภูมิใจที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ต้องใส่เต็ม

เราก็ดั้นด้นนะ ทำทุกอย่าง จาน ชาม ช้อน Everything ทุกอย่างลงดีเทลหมด คิดมาแล้ว ดีไซน์เองสุดพลัง เพราะเราเป็นคนแบบนี้ เราอยากเห็นว่าจานที่คิดในหัวจะออกมาสวยแค่ไหน ให้มันเป็นจริงให้ได้ แต่เชื่อไหมว่าที่ยากสุดคือชื่อ ชื่อนี่ใช้เวลานานสุด

แต่ชื่อปังทุกร้าน

ชื่อนี่ปวดหัวมาก นั่งคิด นอนคิด ไม่เคยให้เอเจนซี่ทำ มันจะมาเป็นลิสต์ก่อน แล้วค่อยกลับไปกลับมา สมาสคำบ้าง สลับหน้าหลังบ้าง ช่วงไหนต้องคิดชื่อ สามีจะรู้เลยว่าห้ามยุ่งกับเรา เพราะจะเอ๋อ ๆ ลอย ๆ ไม่ได้เป็นอะไรนะ คิดชื่ออยู่ (หัวเราะ)

ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์

แต่ละร้านของคุณมีคู่แข่งเป็นร้านอาหารประเภทนั้น ๆ เช่น ทองสมิทธ์มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออื่น ๆ โรงสีโภชนาก็มีร้านข้าวต้ม สิ่งที่ทำให้ร้านคุณแตกต่างคืออะไร

จริง ๆ ต้องถามคนทาน (หัวเราะ) แต่ถ้าสำหรับเรา มันคือความใส่ใจในรายละเอียดของตัวเองนี่แหละ เวลาสร้างแบรนด์ เราไม่ได้ทำแค่อาหารอร่อย จานสวย ร้านก็สวย เวลาถ่ายรูปลง รู้เลยว่าเป็นร้านเรา องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ร้านเราชัดเจนและแข็งแรง เวลาคนมาร้านก็อยากมาถ่ายรูป 

ร้าน Ăn Cơm Ăn Cá สวย แต่ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวนะ มันน่ารักและอร่อยด้วย

การที่จะทำให้คนมองร้านเราเป็น Destination ต้องไม่ใช่แค่ธรรมดา มันต้องสวยมาก ๆ เราถึงยอมจ่ายเงิน 4 ล้านทำสวนข้างหน้าเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ให้เขารู้สึกว่าได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง 

กลับไปตอบคำถาม เรามีความจริงใจกับลูกค้า ไม่ใช่แค่จะรับเงินเขาอย่างเดียว ถ้าเขายอมจ่ายเงินให้เราในราคาต่อหัวเท่านี้ เราก็อยากมอบความสุข ประสบการณ์ดี ๆ ความเพลินตา เพลินใจ เป็นความทรงจำที่ดีที่เขาได้จากธุรกิจของเรา

เป็นประสบการณ์ครบรส

ใช่เลย ถ้าเข้ามาในร้าน FRAN’S ก็โอ้โห สวย กระจกแสงสวย มองขึ้นไปก็เห็นต้นไม้ จานชามถ่ายรูปก็สวย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็น The Best ของอาหารเช้า แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ

คุณเป็น Perfectionist ไหม

นั่นสิ ไม่เคยมีใครถามแบบนี้ (นิ่งคิด) เวลาทำแบรนด์เราจะไม่ยอมให้อะไรที่ไม่ชอบหลุดออกไป จะต้องทำให้ชอบก่อนให้ได้ ที่ชอบไม่ได้แปลว่าต้องสวย ต้องหรูหราหรือแพงนะ บางอย่างอาจจะธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่สวยสำหรับเรา 

แต่อะไรที่ไม่ใช่จริง ๆ เราก็จะกรีดร้อง รับไม่ได้ (หัวเราะ)

วันนี้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ วางแผนจะส่งต่อให้ลูกสาวหรือเปล่า

ไม่เลย ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง ลูกสาวเขาอาจจะไม่ได้ชอบสิ่งที่แม่ทำมาก็ได้ ถ้าเขาไม่อยากรับช่วงต่อ วันหนึ่งเราก็ต้องหามืออาชีพมาทำ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจความเป็นเราได้ดี

ลูกสาวเราอาจจะอยากเป็นลิซ่าก็ได้ใช่ไหม (หัวเราะ) ยังไม่แน่ใจ แต่ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารับภาระ ยิ่งมีลูกคนเดียวด้วย สงสารจะตาย ถ้าทำแบบแม่คงเหนื่อยแย่

ตอนนี้ก็ช่วยคิดชื่อบ้าง ‘หม่ามี้ เอาชื่อนี้ไหม’ แล้วก็ชอบทำขนมอยู่บ้าง เวลาครูถามว่าแม่ทำอะไร เขาจะตอบว่าแม่ทำร้านโน้นร้านนี้ ไล่ ๆ ไป แล้วก็จำไม่ได้ เยอะ ตลกจะตาย (หัวเราะ)

เห็นเราอาร์ติสต์แบบนี้ แต่หลังบ้านสามีพยายามจะทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน เราใช้ระบบ ERP มาใช้ในการทำงานหลังบ้าน ให้บริษัทตรวจสอบบัญชีเข้ามา Audit เห็นหน้าบ้านขายดิบขายดี ทุกอย่างสวยคราฟต์ แต่หลังบ้านเละเทะก็ไม่ได้ 

เราโชคดีมากที่สามีเข้ามาช่วยดูแล เพราะเราไม่ถนัด ไม่ชอบ ก็ปล่อยให้คนที่เขาเก่งด้านนั้น ๆ ทำไป สามีนี่คนละโลกเลย เป็นสายวิศวะฯ ตรรกะสุด ๆ ขณะที่เราจะเพ้อ ๆ หน่อย อร่อย สวย ซึ่งพาร์ตหนึ่งเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้น แต่บางทีฟังมาก ๆ ฉันก็คิดชื่อร้านไม่ออกน่ะสิ (หัวเราะ)

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าทำไม iberry Group ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์

ก็คิด ๆ อยู่ มีกองเชียร์เยอะ ถ้าเข้าต้องมาซื้อหุ้นนะ (หัวเราะ)

พอเรามีหลายแบรนด์ ถ้าเข้าตลาดฯ ก็มีโอกาสต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้ เช่น เอาบางแบรนด์ไปทำสายพานส่งออก ผลิตวัตถุดิบ แต่ถ้ายังทำร้านอาหารต่อไปเรื่อย ๆ คงจะไม่เข้า เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุกขนาดนั้น ถ้าเข้าจริง ๆ ผู้ถือหุ้นคงสงสัยว่าจะเปิดแบรนด์ใหม่ทำไมอีก ทำไมไม่ขยายแบรนด์ที่มีอยู่แล้วจะได้ผลกำไรมากกว่า ซึ่งมันก็ถูกของเขา แต่เราสนุก เราชอบ พอเป็นของตัวเองจะทำอะไรก็ได้

รางวัลของคนทำร้านอาหารคืออะไร

ลูกค้าเต็มร้าน (ยิ้ม) ลูกค้าบอกว่าอร่อยจังเลย ชอบจังเลย 

พูดจริงนะ ทำร้านพร้อมกัน 2 แบรนด์นี่โคตรเหนื่อยเลย เราบอกทุกคนว่า ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้แล้ว โหดเกิน แต่พอเห็นฟีดแบ็ก ลูกค้าเขียนชม ทุกคนชื่นชอบ จองแล้วจองอีก มันหายเหนื่อย

เราตื่นตี 4 ตี 5 ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วกลับมาเข้าร้านทุกวัน ไม่มีวันหยุด ก็ยังไม่รู้สึกว่าต้องไปพักร้อน เพราะงานที่ทำอยู่ตอนนี้คืองานอดิเรกที่เราชอบ 

แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำเลย จนกว่าจะไม่มีคนช่วยทำ เรายังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ ตราบใดที่ทำออกมาแล้วลูกค้ามีความสุข ลูกค้าชื่นชอบ ก็เป็นพลังให้เราทำต่อไป

แนวคิดธุรกิจที่ให้เกียรติลูกค้าของ ‘ปลา iberry’ คนทำร้านอาหารที่อยากให้คนภูมิใจที่ได้กิน

Questions answered by the founder of iberry Group

1. ร้านไหนที่มีชื่อก่อนมีร้าน

ฟ้าปลาทาน ความหมายดีนะ ชื่อมาก่อนแล้วค่อยคิดโปรดักต์ บ้าบอมาก (หัวเราะ)

2. คาแรกเตอร์ร้านไหนคือตัวคุณที่สุด

น่าจะเป็นกับข้าว’ กับปลา เพราะเป็นแบรนด์ที่โตมากับเรา รสชาติจัดจ้านชัดเจนเหมือนเรา ร้านโมเดิร์นแต่ไม่เดิร์นจ๋า เป็นผู้หญิงอายุประมาณเรา สบาย ๆ ไม่เฟี้ยวเกิน

3. เมนูกันตาย

ข้าวไข่เจียวกับมาม่า

4. รสไอศกรีม iberry ที่ทำยากที่สุด

รสกระท้อน ความอยากคือการทำให้รสชาติหอมกระท้อน

5. ร้านต่อไปของ ปลา iberry

อุ๊ย (ยิ้ม) เดี๋ยวปีหน้ามีแน่ ๆ

6. เมนูกับข้าว’ กับปลา ที่ขายดีตลอดกาล

ขาหมูคาราเมล แกงเหลือง แกงปูใบชะพลู ขายดีมาก

7. วัตถุดิบในครัวที่ขาดไม่ได้

ไข่ เพราะตอนเช้าเราจะกินไข่ขาวต้ม

8. เมนูโปรดของลูกสาว

ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่น้ำใส ไก่ต้มซีอิ๊ว

9. เสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่อยู่ร้าน จะเจอคุณได้ที่ไหน

ถ้าช่วงนี้ก็อยู่ที่ FRAN’S กับ Ăn Cơm Ăn Cá แต่ถ้าปกติจะไปเยี่ยมแม่ เราเบื่อเข้าห้าง พอทำธุรกิจในห้างก็ไม่อยากไปแล้ว

10. เมนูที่ต้องสั่งให้ได้ที่ Ăn Cơm Ăn Cá

แนะนำหลายเมนูได้ไหม (หัวเราะ) เราชอบสลัดไก่ฉีก สลัดอะโวคาโด้ปูก็อร่อย ปากหม้อญวนของเราก็อร่อยมาก หมูใบชะพลูก็ชอบ ปลาคาราเมลก็ชอบ ถ้าเครื่องดื่มต้องอะโวคาโดปั่น กินทุกวันเลยตอนไปเวียดนาม No Sugar ใส่แต่นมข้น อร่อยเลย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

คุณพราว-พราวพุธ ลิปตพัลลภ คือนักธุรกิจสาวผู้บริหารที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่ของบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

คุณพราวคือผู้บริหารหญิงแกร่ง ผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกปั้นพัฒนาโครงการชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของหัวหิน อย่างสวนน้ำ วานา นาวา ไปจนถึงโครงการ InterContinental Residences Hua Hin ซึ่งนับว่าเป็นโครงการแห่งแรกในไทยที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น Branded Residence สำหรับเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง InterContinental Hotel Group

InterContinental Residences Hua Hin เกิดขึ้นในวันที่ยังไม่มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าไหนทำตลาด Chain Hotel สวนน้ำ วานา นาวา ก็เช่นกัน ตอกย้ำว่าผู้บริหารคนนี้เลือกทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังเรียนจบจาก University of Oxford และ London Business School เธอเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey & Company ก่อนที่จะกลับเข้ามาช่วยครอบครัวขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

นอกจากการปลุกปั้นสวนน้ำ วานา นาวา ขึ้นมา เธอยังจับมือกับ คุณธงชัย บุศราพันธ์ เพื่อปลุกปั้นโครงการที่เป็นตำนานของวงการอสังหาฯ อย่าง Park 24 และเปิดตัว บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในเวลาถัดมา

หลายคนอาจมองว่าเธอเป็นผู้บริหารหญิงแกร่ง แต่ถ้าหากวัดกันที่ผลงานแล้ว เธอกลับสวมหมวกถึง 2 ใบ นั่นคือ ‘นักธุรกิจ’ และ ‘นักพัฒนา’ ผู้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนและทั้งวงการต่อการใช้ชีวิตในย่านนั้น ๆ เลยทีเดียว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

อะไรทำให้คุณตัดสินใจทิ้งงานประจำเงินเดือนหลายแสนมาเริ่มธุรกิจของตัวเอง

มันเป็นอาชีพที่ทำงานหนักมาก ทำอาทิตย์ละ 90 กว่าชั่วโมง และต้องเดินทางเยอะ ยังจำได้เลยว่าทำงานอาทิตย์แรกกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง ตี 1 ทุกวัน คุณพ่อคุณแม่โทรตามว่าลาออกเถอะ ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนั้น แต่พราวว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้เรียนรู้เยอะทุกวันจากคนที่เก่งมาก พราวเลยทำต่อ งานของเราคือการให้คำแนะนำลูกค้า มีการทำ Pilot project บ้าง แต่ส่วนใหญ่ทางลูกค้าเป็นคนนำไปปฏิบัติเอง เราไม่เคยมีโอกาสได้รับผิดชอบไปถึง Net profit ของธุรกิจ พอมีโอกาสให้เลือกระหว่างการไปเรียนในด้านบริหารต่อ หรือกลับมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่ต้นจนจบ เลยเลือกกลับมาทำธุรกิจของที่บ้าน

จากคนทำสู่ผู้บริหาร ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน

เราโชคดีที่ได้พบว่าสิ่งนี้คือแพสชันของเราจริง ๆ การเข้ามาทำอสังหาริมทรัพย์เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้โตทั้งในแง่การงานและชีวิตส่วนตัวในหลาย ๆ ด้าน เช่น จากเดิมที่เราเป็นลูกน้องคนอื่น วันนี้เรากลายมาเป็นนายคนอื่นแล้ว ณ วันนั้นเงินเดือนหลักแสนก็จริง แต่ ณ วันนี้กำลังจะข้ามมาดูโปรเจกต์หลักร้อยล้านพันล้าน

จากเดิมที่เราเป็นแค่คนที่เอาข้อมูลมาวิเคราะห์และให้คำแนะนำ ณ วันนี้เราคือคนที่รับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ การดำเนินงานในทุกภาคส่วนเป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหมด

มันจึงทั้งตื่นเต้นและน่ากลัวในขณะเดียวกัน (ยิ้ม)

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

ด้วยความที่เป็นเด็กที่ชอบทุกอย่าง เคยอยากเป็นมาทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง คุณหมอ คุณครู ซึ่ง ณ วันนี้มองกลับไป สิ่งที่อาจจะเพิ่งมารู้ตัวตอนได้มาทำอสังหาฯ จริง ๆ คืออยากทำอะไรที่มี Logical Thinking แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ให้เราอยู่ 

คนส่วนใหญ่พอนึกถึงอสังหาฯ จะนึกถึงว่าเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย เป็นเรื่องของงานก่อสร้าง เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์ แต่ว่าพอทำไปสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามี Soft Element เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริง ๆ เหมือนเป็นงานศิลปะ สมมติเราซื้อที่ดินเปล่าหนึ่งผืน ก่อนคิดว่าจะเนรมิตอะไรขึ้นมาบนที่ดินผืนนั้น เราไม่ได้มองแค่ว่าอยากให้ออกมาเป็นตึกที่สวยงาม แต่คิดลึกซึ้งไปถึงการใช้ชีวิตในย่านนั้น หน้าตาเป็นมาอย่างไร คนที่มาอยู่ในย่านนี้จะมีการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ความต้องการของคนที่จะมาอยู่ตรงนี้เป็นอย่างไร เช่น คนที่มาอยู่ย่านอารีย์คือคนที่อยากอยู่กลางเมืองแต่ยังชอบความสงบ คนที่ไปอยู่ทองหล่อคือชอบแสงสีเสียง ชอบเที่ยวกลางคืน แต่ละโซนมีคาแรกเตอร์ชัดเจน หรืออย่างหัวหินกับพัทยา ทะเลเหมือนกัน แต่คาแรกเตอร์คือคนละอย่าง

ดังนั้น หนึ่ง เราต้องวิเคราะห์ทำเลนั้น ๆ ก่อน สอง เราต้องเข้าใจลึกซึ้งจริง ๆ ว่าคนที่จะมาอยู่เป็นอย่างไร ชีวิตที่เราจะสร้างให้กับเขาเมื่อเขามาอยู่ที่นี่ เราต้องจินตนาการถึงในทุก ๆ มุมมอง ทุกมิติของชีวิตเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยตีกลับออกมาจากความต้องการของเขา หรือสิ่งที่เราคิดว่าเขาจะอยากได้ 

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

โครงการแรกที่ลงมือเองคืออะไร

ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานประจำ โปรเจกต์ใหญ่อันแรกที่เราดูคือโครงการบลูพอร์ต เป็นการร่วมทุนระหว่างทางฝั่งครอบครัวเรากับเดอะมอลล์กรุ๊ป เป็นที่ดินฝั่งตรงข้ามโรงแรม โครงการ InterContinental Hua Hin Resort มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ข้างโครงการบลูพอร์ตมีโรงแรม InterContinental Hua Hin Resort ส่วนต่อขยาย มูลค่าน่าจะประมาณสัก 400 ล้าน ซึ่งถือว่าไม่เล็กแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากสำหรับโรงแรม

โครงการนั้นเรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ซึ่งเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมมาก พอทำตรงนั้นเสร็จ เราก็เริ่มมีไอเดีย เรามองว่าหัวหินเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยชอบ นักท่องเที่ยว 70 – 80% เป็นคนไทย ถ้าไปถามคนไทย อย่างไรก็หัวหิน ในขณะเดียวกัน ถ้าไปดูกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาถึงปุ๊บ คุณนึกถึงภูเก็ต พัทยา สมุย เราจึงเริ่มคิดขึ้นมาเลยว่า ทำไมหัวหินจะ International Destination เหมือนที่อื่นไม่ได้ ทั้งที่สำหรับคนไทยเอง หัวหินต้องเรียกว่าเป็น Luxury Destination แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มชาวต่างชาติที่มากลับมองว่าหัวหินเป็นตลาดเกรดบี  

ณ วันนั้น โจทย์จึงมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง ทำอย่างไรให้หัวหินกลายเป็น Luxury สอง มีอะไรที่เราเพิ่มเติมเข้าไปได้ เพื่อให้ความเป็นเมืองท่องเที่ยวของหัวหินสมบูรณ์ขึ้นไปอีก นอกเหนือจากห้างสรรพสินค้าแล้ว เลยเป็นที่มาของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน

ย้อนกลับไปตอนเริ่มโปรเจกต์เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว สวนน้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสวนน้ำลอยฟ้า เต็มที่ก็เก็บค่าเข้า 50 – 100 บาท บางทีซื้อของในห้างเข้าฟรี เราจำได้ว่าวันนั้นคุยกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่าอยากทำสวนน้ำ ขอกู้เงินหน่อย เขาก็ตอบว่า โอเค จะกู้เท่าไหร่ ตอนนั้นเราบอกไปประมาณ 1,200 ล้าน เขาอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วถามว่าค่าตั๋วเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าจะเก็บค่าตั๋ว 1,000 บาท

เขาช็อกเลย เพราะไม่เคยมีสวนน้ำระดับโลกแบบนี้จริง ๆ แล้วก็คงไม่น่าจะมีใครกล้าทำ จริง ๆ ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าให้เงินกู้ด้วย (หัวเราะ) เพราะจากเดิมที่เคยมีเขาคิดคุณคิด 100 บาท อยู่ดี ๆ คุณขอเก็บราคาตั๋วที่ 1,000 แต่วันนั้นจำได้เลย เปิดสวนน้ำวันแรก ถล่มทลาย ขายตั๋วไม่ทัน เว็บล่ม มีคนมาจากตั้งแต่ภูเก็ต เชียงใหม่ สวนน้ำเปิด 10 โมง บางคนมายืนรอกันตั้งแต่ 7 โมงเพื่อที่จะซื้อตั๋ว 

ณ วันนั้น ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นในตัวเรา

อย่างแรกเลย ถามว่าทำไมกล้าทำถึงขนาดนั้น หนึ่ง เราต้องการทำให้หัวหินดีขึ้นกว่าเดิม เราต้องการให้หัวหินเป็น Well-known Destination จึงตีโจทย์ว่าต้องทำอะไรที่ยังไม่มีใครทำในหัวหิน เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น หัวหินมันก็เหมือนเดิม สอง การรีเสิร์ชสำคัญมาก ปีนั้นก่อนที่จะไปขอเงินกู้ธนาคาร เราน่าจะไปสวนน้ำประมาณเกือบ 20 ที่ ภายในประมาณ 3 ถึง 4 เดือน

  รวมไปถึงการรีเสิร์ชพาร์ตเนอร์ ต้องยอมรับว่าถ้าอยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาบอกว่าจะออกแบบเครื่องเล่นสไลเดอร์ขึ้นมาเอง เราคงไม่กล้าทำ เราไม่ใช่วิศวกร เราเลยใช้ซัพพลายเออร์ที่ดีที่สุดที่มี ถ้าเทียบเป็นรถยนต์ก็คือรถเบนซ์ของสไลเดอร์ ตอนที่ไปคุยกับธนาคาร มันเลยเป็นข้อมูลที่เราใช้หนุนหลัง สิ่งที่เราพูดเมืองไทยมีแค่ 100 บาทก็จริง แต่พอไปเทียบกับประเทศอื่นที่มีสวนน้ำในมูลค่าที่เทียบเคียงกัน ราคาตั๋วของประเทศอื่น ๆ เขาคิดกัน 2,000 ที่ดูไบมี 2,500 ด้วยซ้ำ ดังนั้น ที่เรากำลังจะคุยกันว่าค่าตั๋ว 1,000 กว่าบาท เรากำลังคิดถูกกว่าที่อื่น ในขณะที่ประเทศอื่นมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศน้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ

เบื้องหลังของการพัฒนาที่ดินที่หัวหินมาเป็นโครงการ InterContinental Residences Hua Hin คืออะไร

ตอนนั้นบริษัทซื้อที่ดินไว้หนึ่งผืน ทุกคนบอกว่าคุณต้องทำเป็น Luxury Residence เพราะด้วยโลเคชันกลางเมืองติดทะเลผืนสุดท้ายของหัวหิน ถามว่าราคาเท่าไหร่ ทุกคนบอกว่าประมาณ 170,000 บาท/ตร.ม. เราบอกว่าเราไม่อยากทำ 170,000 บาท เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าหัวหินจะกลายเป็น Luxury Residence อันหนึ่งของไทยได้ ถ้าไปดูกลุ่มคนกรุงเทพฯ ที่ไปซื้อบ้านที่หัวหิน นามสกุลทุกคนดัง ๆ ทั้งนั้น กับแค่ตารางเมตร  170,000 บาท เทียบกับในกรุงเทพฯ ซึ่งขายกันตารางเมตรละ 350,000 บาท พราวเชื่อว่าศักยภาพของหัวหินไปได้เยอะกว่านั้น

หลังจากนั้นเราก็คุยกันในทีมด้วยว่า จุดอ่อนของคอนโดที่หัวหินคือการซื้อเก็บ แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ ไม่ได้เข้าไปอยู่ เวลาไปหัวหินก็ไปนอนโรงแรม เพราะขี้เกียจมานั่งทำความสะอาด กว่าจะทำความสะอาด ปัดฝุ่น ไปซื้อของ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนอะไรต่าง ๆ ก็หมดเวลาแล้ว เลยเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาประสบการณ์การเข้าพักอาศัยในโรงแรมที่มีการบริการครบครัน ความสะดวกสบายทุกอย่าง มาผสมกับความเป็นส่วนตัวของคอนโด เกิดเป็นคอนเซ็ปต์ Branded Residence แห่งแรกของหัวหิน ร่วมกับ IHG พาร์ตเนอร์ที่ทำโรงแรมมาด้วยถึง 3 ที่

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

ในโครงการมีอุปสรรคอะไรบ้าง

เราเปิดตัวโครงการวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2020 เตรียมงานกันตั้งแต่ธันวาคม ถึงเวลา 31 มกราคม เกิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เคสแรกในประเทศไทย ต้องเรียกว่าเศรษฐกิจประเทศไทยทั้งประเทศเกือบหยุดชะงักไปเฉย ๆ เราก็ไม่น่าจะขายได้ดี แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่โชคดีมากสำหรับเรา เพราะพอกรุงเทพฯ ล็อกดาวน์ คนไปอยู่หัวหินกันเยอะมาก 2 ปีที่เราเผชิญกับโควิดมา เรากวาดยอดขายไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ราคาเฉลี่ยก็ใช้คำว่าเกินเป้า ไม่ได้น้อยหน้าคอนโดในกรุงเทพฯ เลย 

อุปสรรคอาจจะเป็นเรื่องรายละเอียดของการก่อสร้างมากกว่า ในแคมป์ก็เจอเคสที่ติดอยู่แล้ว ณ วันนั้นยังไม่มีวัคซีน ยังไม่มียารักษา การก่อสร้างก็ชะงักไปบางช่วง แม้เขาอาจจะไม่ใช่พนักงานของเราโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่มาทำงานให้เรา จังหวะที่แคมป์คนงานติดโควิด เราจะดูแลเขาอย่างไรบ้าง โรงพยาบาลเตียงก็ไม่พอ แต่เราอยากดูแลทุกคนที่เข้ามาทำงานกับเรา ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกค้าหรือพนักงาน แต่รวมไปถึงพาร์ตเนอร์ เราก็เลยสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเฉพาะกิจ เพราะว่านอกเหนือจากผลกำไร เราอยากมีส่วนสร้างอิมแพคกับชีวิตคน

นักธุรกิจอสังหาฯ จะพัฒนาชีวิตคนได้อย่างไร

มี 2 อย่าง อย่างแรก เราไม่ได้มองว่าตัวเองขายบ้าน แต่ขายไลฟ์สไตล์ด้วย เราเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของคนที่จะมาซื้อ ดังนั้น โจทย์คือมองว่าทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่มากกว่า มากกว่าในที่นี้คือทั้งคุณค่าที่เพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้คุณใช้บ้านได้เต็มที่ ทำในทุก ๆ สิ่งที่อยากทำ เราไม่ได้มองบ้านเป็นแค่ปัจจัย 4 แต่มองมากกว่านั้น 

สอง เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระยะยาว เราไม่ได้มองว่าเรากับลูกค้าจะมองหน้ากันแค่ตอนทำสัญญา ระหว่างผ่อน โอน แล้วก็จบ สิ่งที่เราทำอยู่คือการยืมเงินของลูกค้า ในที่นี้คือเมื่อลูกค้าซื้อบ้านหรือคอนโดก็ตาม อายุอย่างน้อยก็ต้องมี 10 20 หรือ 30 ปี หรือเผลอ ๆ อยู่ไปตลอดชีวิตของเขาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาจ่ายเงินให้เรามาก่อน แต่เขาใช้ของอีก 10 ปี 20 ปี ความรับผิดชอบรวมไปถึงคุณภาพตั้งแต่การออกแบบ ทำอย่างไรให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทำอย่างไรให้อยู่ไปแล้วไม่มีปัญหาต่าง ๆ 

หลายโครงการผ่านไป 5 ปี 10 ปี ส่วนกลางทรุดโทรมไปเยอะ มูลค่าจาก ณ วันที่เขาซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลง ซึ่งบ้านหรือคอนโดก็ถือเป็นการลงทุน ความรับผิดชอบที่เรามีกับลูกค้าคือ อย่างน้อยเราต้องมั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ดูแลอย่างดี และเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับเขา ไม่ได้มองว่าเขาแฮปปี้เฉพาะวันโอน ณ วันที่เขาจะขายแล้วโอนให้คนอื่น เขาก็ควรจะแฮปปี้ด้วย

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

 Proud Real Estate ต่างจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นอย่างไร

วันนี้โจทย์ที่เราพยายามตีให้แตกคือ จะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของคนที่มาซื้ออย่างไร ถ้าไปดูจริง ๆ ทุกโครงการจะเคลมว่าโครงการนี้แตกต่างและดีกว่า แต่คำถามคือมันจะดีกว่าจริง ๆ ไหม ลูกค้าสัมผัสได้ไหมว่าดีกว่า ซึ่งเราคิดว่าบางอย่างเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ในโครงการเวหาเอง คนไทยไม่ชอบแดด แต่ในขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าอยากได้ระเบียง

ถ้าสมมติว่ามีระเบียงสักประมาณ 2 ตร.ม. สุดท้ายไม่ได้ใช้งาน เพราะถึงเวลาแค่ไปชะโงกหน้า ทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะเดียวกันถ้าเป็นระเบียงใหญ่ก็เปลืองพื้นที่ คนไทยไม่ชอบอยู่แล้ว ยิ่งเป็น 10 ตร.ม. ถึงเวลาก็เป็นที่ให้นกมาทำรัง ที่เวหาเราก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาว่า เราจะทำเป็น Flexible Corridor คือใส่ระเบียงเข้าไป 2 ชั้น ระเบียงปิดเป็นฟังก์ชันของห้องได้ ทำเป็นห้องกินข้าวซึ่งเปิดแอร์ได้ หรือว่าในเวลาที่คุณอยากเปิดรับลมทะเล ก็ใช้ตรงนี้เป็น Relaxation Area ได้เหมือนกัน มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจ Pain Point ของผู้อยู่อาศัยจริง ๆ

คุณนิยามตัวเองว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

อยากเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ที่ผ่านมาเราพยายามทำให้เกิดความแตกต่าง แต่สุดท้ายทุกคนในองค์กรต้องคิดเหมือนกัน อย่างที่บอก คำว่าดีที่สุด จริง ๆ เป็นแค่มาตรฐาน ณ วันนี้เราจะทำให้ดีกว่าสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในตลาดได้อย่างไร สมมติคุณทำวิธีเดิม ๆ มา 5 ปี 10 ปี ปลายทางก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้เกิดผลอะไร เราจะ Influence คนได้ ก็ต้องลองทำอะไรที่แตกต่าง อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่อย่างน้อยได้ลองแล้ว ได้เรียนรู้จากมันแล้ว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

Questions answered by the Founder of Proud Real Estate

1. ชอบอยู่บ้านหรือคอนโดมากกว่ากัน

ทุกวันนี้อยู่บ้าน แต่อยู่ในพื้นที่ที่น้อยมาก ใช้พื้นที่จริง ๆ อาจจะแค่ประมาณ 10% ของบ้าน เลยมองว่าจริง ๆ ถ้าไปอยู่คอนโดก็ไม่ได้ติดขัด

2. มุมไหนของบ้าน/คอนโดที่ชอบที่สุด

อาจจะฟังดูไม่ค่อยดี แต่เป็นคนใช้เวลาอยู่ในห้องนอนค่อนข้างเยอะ ต้องใช้คำว่าบนเตียงเลยดีกว่า (หัวเราะ) Work from Home จริง ๆ ก็คือเอาแล็ปท็อปมานั่งคุยบนเตียง เพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลายขึ้น เเล้วการพักผ่อนระหว่างวัน เราก็อยู่ในห้องนอนแหละ ดูทีวี ออกกำลังกายอยู่ในห้องเป็นหลักเลย

3. ของที่ขาดไม่ได้ในห้องของคุณคือ

แสงและลม การที่ห้องมีแสงธรรมชาติเข้าถึงทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

4. ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

เพิ่งซื้อคอนโดไปเมื่อปีที่แล้ว ไม่นับโครงการตัวเองเนอะ (หัวเราะ) 

5. อะไรคือเรื่องที่คุณพราว Proud มากที่สุด

ค่อนข้างภูมิใจกับการทำสิ่งที่ Never been done before อย่างสวนน้ำ วานา นาวา จากค่าตั๋ว 100 บาทเป็น 1,000 บาท หรือ InterContinental Residences Hua Hin ที่ราคาขายกลายเป็น New High ของหัวหิน

6. ถ้าแนะนำหนังสือได้ 1 เล่ม จะแนะนำหนังสือเล่มไหน

Thinking Fast and Slow โดย Daniel Kahneman

7. ถ้าเลือกจิบกาแฟกับคนดังคนไหนก็ได้ 1 คนจะเลือกใคร

อยากมีโอกาสคุยกับ Magaret Thatcher อาจเป็นเพราะเราไปเรียนที่อังกฤษมาด้วย และได้ยินเรื่องราวของเขาที่เป็นหญิงเหล็กคนหนึ่ง ในวันที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนเกลียดเยอะเพราะเขาไปยุบสหภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เขาทำไปเป็นรากฐานการโตของเศรษฐกิจอังกฤษในอีก 20 ปีให้หลัง

8. บทเรียนจากอังกฤษที่ประทับใจที่สุด

ที่ชอบมากคือ Game Theory เป็นทฤษฎีของทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคาดเดาว่าอีกคนหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่ และ Next move ของคนนั้นจะเป็นอะไร

9. อยู่บ้านหรือที่ทำงานมากกว่ากัน

จริง ๆ ต้องใช้คำว่าอยู่บนรถค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ) อย่างวันนี้นั่งประชุมออนไลน์บนรถตั้งแต่ 9 โมงครึ่งเพื่อไปประชุมที่หัวหิน แล้วก็นั่งรถกลับมา ทุกวันนี้รถเป็นออฟฟิศ

10. ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

นอนเยอะอยู่ค่ะ ประมาณสัก 7 ชั่วโมง การนอนคือการเติมพลังที่ดีที่สุด

ติดตามโครงการต่าง ๆ ของ Proud Real Estate ได้ที่

www.proudrealestate.co.th

vehha-huahin.com

www.intercontinentalresidenceshuahin.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load