ไม่มีความสำเร็จใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแน่นอน

วันแรกของการทำงานที่องค์กรแห่งนี้ เขาเริ่มต้นด้วยบทบาทของบอร์ดบริหาร รับผิดชอบการทำงานพัฒนาธุรกิจของแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคระดับตำนานที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยปี ต่อยอดธุรกิจหลักพันล้านบาทให้เติบโตได้ถึง 6 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ก่อนจะเข้าซื้อธุรกิจของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ใน พ.ศ. 2559 และกลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่บริหารอาณาจักรธุรกิจแสนล้านที่น่าจับตามากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

อาณาจักรธุรกิจของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ในประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2425 โดยตระกูลเบอร์ลี่และตระกูลยุคเกอร์ เริ่มต้นจากกิจการโรงสีข้าว เหมืองแร่ และการค้าอื่นๆ จนพัฒนาไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรม เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าส่งออก ปัจจุบันดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน โลจิสติกส์ ธุรกิจค้าปลีกไปจนถึงเวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่นนำโดย เจริญ สิริวัฒนภักดี ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ BJC เมื่อ พ.ศ. 2544 ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์มากถึงกว่า 3 แสนล้านบาท รายได้ราว 1.7 แสนล้านบาทใน พ.ศ. 2562 และขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนทั้งเวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และฟิลิปปินส์

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

ปัจจุบัน อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ยังชอบการแข่งขันเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา แม้ผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่นำไปสู่การปิดเมืองและข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศจะส่งผลกับธุรกิจของบีเจซีเหมือนกับทุกอุตสาหกรรมที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ เขากลับมองว่านี่คือจังหวะที่ต้องเร่งปรับตัว เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวันที่สภาพเศรษฐกิจและการค้าจะกลับมาเป็นปกติในอนาคต ใครที่เตรียมตัว เตรียมสรรพกำลังได้พร้อมกว่าก็จะได้เปรียบในทันทีเมื่อเริ่มออกสตาร์ท

นั่นคือต้องวิ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกตัว

ต้องยอมรับว่า พ.ศ. 2563 เป็นฝันร้ายของธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัวลงอย่างชัดเจนจากปัญหาด้านรายได้ (Income Shock) โดยเฉพาะในภาคบริการ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาที่ประเทศไทยเกือบ 40 ล้านในปีที่ผ่านมากลายเป็นหนังคนละม้วนกับความเป็นจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ปริมาณเงินหมุนเวียนหายออกไปจากระบบเศรษฐกิจนับล้านล้านบาท ซึ่งหมายถึงการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภค ที่หายไป ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่างประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับไปได้ในระดับใกล้เคียงกับยุคก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19

สิ่งที่ยังเป็นจุดแข็งของบีเจซี คือเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างไรเสียผู้คนก็ต้องกินต้องใช้ ห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจนี้จึงเกี่ยวพันกับผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจระหว่างองค์กรหรือ B2B ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผนวกกับช่องทางค้าปลีกทุกขนาดตั้งแต่ไฮเปอร์มาร์เก็ต ตลาดและร้านสะดวกซื้อของบิ๊กซี ถือเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่โครงสร้างแข็งแรงทีเดียว โจทย์ที่สำคัญคือ บีเจซีไม่ใช่ ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ ที่เก๋าเกมเพียงรายเดียวในประเทศนี้ ทุกก้าวจึงหมายถึงการเติบโตที่สำคัญหรือความเพลี่ยงพล้ำครั้งใหญ่ได้

อัศวินมองว่าเกมธุรกิจคือสนามรบ ต้องมีแม่ทัพที่เก่ง กระบวนยุทธ์ที่ดีและพร้อมอยู่เสมอ

สิ่งที่ The Cloud สนใจ คือกัปตันทีมวัย 44 ปี ซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศคนนี้คิดอะไร คิดอย่างไร โจทย์ที่เขาได้รับนั้นยากขนาดไหน ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

ถามได้ทุกคำถามนะครับ

ได้เลยครับ ผมชอบคำถามหนักๆ นะ ทั้งชีวิตถูกสอนเรื่องนี้ อย่างตอนไปทำงานที่ฮ่องกง หัวหน้าผมสอนว่าคนที่ตอบคำถามเก่ง ถือเป็นคนฉลาดระดับหนึ่ง แต่คนที่ถามเก่งนี่ดีกว่า ถ้าใครที่ฟังทั้งหมดที่เขาพูดจนจบแล้วตั้งคำถามที่ตัวคนพูดต้องกลับมาใช้ความคิดเพื่อจะตอบได้ แสดงว่าเขาฟังเราจริงจึงตั้งคำถามได้ดี ผมมักจะชอบถามคนรอบตัวว่ามีคำถามยากๆ หรือไม่ การถามคำถามที่ดีถือเป็นการให้ความเคารพกับผู้บรรยายด้วย เพราะเราแสดงให้เห็นการสังเคราะห์ที่ดีจากตัวเรา

พ.ศ. 2563 ธุรกิจของบีเจซีเป็นอย่างไรบ้าง

ผมไม่คิดว่าที่ผ่านมาเป็นช่วงที่โหดที่สุด จากนี้อีกหกเดือนน่าจะโหดขึ้นเรื่อยๆ มีของยากรอเราอยู่เสมอ ถ้าคิดว่าวันนี้ท้าทายที่สุดแล้วเดี๋ยวมันก็จะมีโจทย์ที่ยากกว่าตามมาอยู่ดี ตอนนี้กำลังใจของผู้คนเริ่มกลับมาแล้ว เราเองก็พร้อมจะสู้ต่อ วิกกฤตรอบนี้กระทบกับทุกคนจริงๆ ไม่เหมือนกับตอนวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มันกระทบกว้างกว่า 

ถ้ามองในภาพรวมตอนนี้สภาพคล่องเยอะมาก กลายเป็นคนลำบากก็จริง แต่คนทำธุรกิจยังพออยู่ได้โดยเฉพาะรายกลางและใหญ่ แต่ที่น่าห่วงคือ ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้เข้าถึงสินเชื่อต่างหาก ผมว่าธุรกิจของเรายังอยู่ในระดับที่พอดูได้อยู่ อย่างไตรมาสสามที่ผ่านมาก็ถือว่ายอดขายเริ่มมีผลกระทบ คงต้องรอดูปลายปีนี้อีกทีว่าจะเป็นอย่างไร แต่โดยรวมก็ถือว่าประคับประคองไปได้

จากผลงานที่ผ่านมา คุณให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่

หกถึงเจ็ดคะแนนครับ ผมไม่เคยให้คะแนนตัวเองสูงแบบแปดเก้าคะแนนอยู่แล้ว เพราะยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ พ.ศ. 2562 เราทำผลงานได้ดี (รายได้ 1.74 แสนล้านบาทและกำไร 7.2 พันล้านบาท) พ.ศ. 2563 ไตรมาสที่หนึ่งผลงานก็ยังดีอยู่ พอช่วงปิดเมืองตอนปลายเดือนมีนาคมเราเห็นแล้วว่ามีผลกระทบ ต้องเช็กข่าวเพื่อคอยเตรียมการ ทำธุรกิจก็เหมือนออกรบ เรื่องการข่าวนี่สำคัญมาก โชคดีที่สินค้าของเราเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งขวด บรรจุภัณฑ์ แก้ว กระดาษทิชชู แอลกอฮอล์ อาหารสด ของแห้งต่างๆ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์เราก็ผลิต สิ่งที่น่ากังวลคือ ลูกค้ากลุ่มใหญ่ของภาคค้าปลีกที่เป็นนักท่องเที่ยวหายไปจากระบบ ยอดขายหายไปเยอะ โรค COVID-19 นี่เหมือนนาฬิกาที่มาเตือนเราว่าเวลาสำหรับการทำสิ่งต่างๆ นั้นมันเหลือสั้นลงแล้ว

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตในรอบนี้อย่างไร

สิ่งที่ต้องทำคือ การปรับโครงสร้างองค์กรให้แข็งแรงหลังจากวิกฤตครั้งนี้ จริงๆ เราก็ปรับกันมาอย่างต่อเนื่องแต่เป็นภารกิจที่ทำยังไม่จบ เรื่ององค์กรทั้งหมดเป็นเรื่องของคน ทำอย่างไรจะบริหารคนให้ทำเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์กร นั่นคือทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เพื่อให้คนนึกถึงสินค้าและบริการของเราเป็นที่แรก

เรื่องปรับโครงสร้างเราทำในกรอบเกณฑ์ของกฎหมาย หมุนเวียนคนกันไป นอกจากนี้ต้องพัฒนาทักษะของพนักงานให้สูงขึ้น ตำแหน่งไหนมีความสำคัญน้อยลงเราก็ต้องเปลี่ยน ต้องกลับมาดูว่าแต่ละจุดมีคนเยอะไปหรือน้อยไป ทุกวันนี้เรามีฟังก์ชันงานใหม่อย่างอีคอมเมิร์ซก็เติบโตขึ้นมาก ตอนนี้กลับมาเปิดเมืองแล้ว ยอดส่งออนไลน์อาจจะลดลงไปบ้างแต่ก็สูงกว่าฐานเดิมที่เคยเป็น ผู้เล่นรายใหญ่ๆ ก็ต้องทำแบบนี้ทั้งสองส่วน นักธุรกิจก็ฉลาดเหมือนกันหมดล่ะครับ แต่ที่สำคัญคือใครจะวิ่งไปได้ครบก่อน ธุุรกิจของบีเจซีเริ่มจากออฟไลน์ ตอนนี้เราต้องทำออฟไลน์ให้แข็งแรงด้วย

เชื่อเรื่อง Omni Channel จริงหรือ

เรื่องนี้ผมเคยคุยกับทางทีมครับ ทุกวันนี้เรากำลังเดินไปในอนาคตผ่านเลนส์ที่มองและคิดว่ามันจะเกิดขึ้น จริงๆ แล้ว Omni Channel อาจจะไม่เกิดอย่างที่คิดก็ได้ สิ่งที่เราพูดถึงตอนนี้ทั้งฟินเทคหรือว่าไอโอที (อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง) ก็เหมือนกัน ทั้งหมดที่เรามองอยู่อาจจะไม่เกิดก็ได้ แต่เราต้องลองทำหลายๆ ทาง ต้องล้มเร็วและลุกเร็ว ผมเป็นคนทำอะไรเร็วอยู่แล้ว ถ้าพลาดตรงไหนก็จะได้รีบกลับมาแก้ไขครับ

สื่อสารกับคนในองค์กรอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน

การสื่อสารเป็นเรื่องของคนทุกคน ช่วงที่ปรับโครงสร้างองค์กรและมีผลกระทบ ผมก็คุยกับทีมงานอย่างตรงไปตรงมา เป็นเรื่องการขอความร่วมมือและร่วมใจกัน พนักงานเขาจะร่วมใจกับเราได้อย่างไรถ้าเขาไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ดังนั้นต้องสื่อสารให้ดี บอกสถานการณ์ของบริษัทเลยว่าตอนนี้เป็นอย่างไร สภาพคล่องเป็นอย่างไร เราต้องจัดการเงินสดอย่างไรให้เพียงพอ อะไรที่พอช่วยกันได้บ้าง อะไรที่ทำได้อีกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท การสื่อสารที่ชัดเจน จริงใจ จะทำให้เขาเห็นภาพและมีส่วนร่วมเพื่อจะผ่านไปด้วยกันได้

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

ตอนที่เข้ามาบริหารบีเจซีเมื่อสิบกว่าปีก่อน คุณเจริญสอนเรื่องการทำงานอย่างไรบ้าง

ท่านประธาน (คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี) สอนเสมอว่า การทำงานนั้นเราต้องเน้นลงรายละเอียด ลงมือทำ เหมือนเราเตรียมการเอาไว้ก่อน มีของเก็บรอไว้ในลิ้นชักอยู่แล้ว พอเช้าตื่นขึ้นมาก็เอามาใช้ได้ หรือถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ทำได้ ถ้าเราลงรายละเอียดมากที่สุดก็จะดีต่อการตัดสินใจ นอกจากนี้การถามรายละเอียดจากลูกน้อง เขาก็ต้องเตรียมตัวและทำงานได้มากขึ้น การทำงานต้องเป็นได้ทั้งเหยี่ยวและหนอน ตอนไหนเป็นเหยี่ยวก็จะเห็นภาพใหญ่ เห็นคู่แข่งทั้งหมด แต่พอเป็นหนอน เราต้องคลานอยู่ที่พื้น คอยดูรายละเอียดทั้งหมด ที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าตอนไหนเราต้องเป็นเหยี่ยว ตอนไหนเราต้องเป็นหนอน ในช่วงไหน ด้วยจังหวะไหน มันคือบทบาทที่เราต้องทำ

ผมเริ่มมาทำงานเป็นผู้บริหารที่นี่ตั้งแต่อายุสามสิบสองปี ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบจากอเมริกาแล้วได้โอกาสเข้ามาทำงาน การทำให้องค์กรที่อายุร้อยกว่าปีกลับมามีชีวิตชีวา สดชื่น มีกำลังในการขยายธุรกิจถือว่าท้าทายทีเดียว อาจารย์สอนผมมาว่า ถ้าเราเข้าไปทำงานในองค์กรไหนก็ตาม ช่วงเก้าสิบวันแรกจะเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของเราในองค์กรนั้นตลอดไป วันแรกที่เข้าไปจึงขอให้คิดเลยว่า วันที่จะจากไปเราจะทิ้งอะไรเอาไว้ ผมเองก็อยากให้บีเจซีเป็นองค์กรที่แข็งแรง ได้รับการยอมรับ มีฐานการค้าที่ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้คนภูมิใจในองค์กรนี้ให้ได้

ทุกวันนี้โจทย์หลักที่ได้มาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่จะมีโจทย์ใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราทำได้หนึ่งก็จะขอสอง เมื่อได้สองก็จะขอสามเป็นเรื่องปกติ ท่านประธานเน้นเรื่องผลงาน ผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ตัวท่านมีความผูกพันกับบีเจซี เป็นบริษัทมหาชนที่แรกที่ท่านเป็นประธานกรรมการตั้งแต่ พ.ศ. 2544 มาจนถึงวันนี้ ท่านให้เกียรติผู้ถือหุ้นทุกคนที่มาประชุม บอกเสมอว่าทุกคนที่ตั้งคำถามกับทางกรรมการ คือผู้ที่เข้ามาช่วยสำรวจตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน

องค์กรที่ทำธุรกิจมานานมักมีปัญหาเรื่องความแตกต่างของคนระหว่างรุ่น คุณจัดการอย่างไร

เรื่องการจัดการกับคนใหม่และคนเก่า ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุกองค์กร เราต้องทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างของคนแต่ละวัยก่อน สิ่งที่ทำต่อคือให้พวกเขาได้ทำงานร่วมกัน การมอบหมายงานเป็นโปรเจกต์ที่ดีมาก ตั้งทีมทำงานขึ้นมาให้ทุกคนได้เจอกับความท้าทายด้วยกัน เราเชื่อเรื่องความหลากหลายทั้งมิติของอายุและวัฒนธรรม ธุรกิจของเราทำตั้งแต่ยา เครื่องมือแพทย์ กระดาษทิชชู ทีมเภสัชฯ เราก็มี ไปจนถึงนักการตลาด นักการบัญชี พนักงานโรงงานและทีมช่าง การสั่งงานรูปแบบโปรเจกต์จะทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม เดี๋ยวนี้การดูและจัดการคนไม่ใช่เรื่องของแผนกบุคคลเพียงอย่างเดียว หัวหน้าทีมทุกคนต้องประคับประคองและพาทีมไปข้างหน้าได้ มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะทำให้ลูกน้องต่างระดับชั้นทำงานร่วมกันได้อย่างดี เราต้องไปช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก เชื่อมโยงพวกเขาเขาด้วยกัน

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

แผนธุรกิจในปีหน้าเป็นอย่างไร

เรากำลังวางแผนของปีหน้าอยู่ ซึ่งทำต่อเนื่องจากแผนปีนี้ สิ่งที่ยากคือยอดขายปีนี้จะแปลกๆ หน่อยเพราะว่าช่วงที่ปิดเมือง ลุกค้าจะซื้อของด้วยความตื่นตระหนก (Panic Buy) อยู่ช่วงหนึ่ง คนพากันไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร ทิชชู หรือแอลกอฮอล์เจลกัน ยอดขายมันพุ่งสูงผิดปกติ เราก็ต้องปรับปัจจัยตรงนี้ออกไปก่อนจะได้มองปีหน้าได้อย่างถูกต้อง เอาจริงๆ ตอนนี้เรามองข้ามช็อตไปถึงอีกสองปีข้างหน้าแล้ว ต้องเตรียมพร้อมในวันที่เศรษฐกิจกลับมาเติบโตด้วย ต้องผ่อนหนักผ่อนเบาระหว่างการดำเนินธุรกิจระยะสั้นและระยะยาวอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งจัดการบุคคลากรและระบบต่างๆ ด้วย ทักษะไหนที่ไม่เคยมีเวลามาฝึกอบรมก็ต้องเตรียมพร้อมให้ทันในตอนนี้เลย

คาดหวังกับธุรกิจในอาเซียนโดยเฉพาะที่เวียดนามอย่างไร

ตลาดเวียดนามมีศักยภาพมาก ผู้บริโภคยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เดิมสัดส่วนรายได้จากเวียดนามของบีเจซีเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่พอเราเข้าซื้อบิ๊กซี ฐานใหญ่ขึ้นเยอะ ตอนนี้สัดส่วนจึงลดลงเหลือสิบเปอร์เซ็นต์ ผมคงจะขยายตลาดนี้ต่อไป และเวียดนามจะกลายเป็นฐานการทำธุรกิจสำหรับตลาด สปป.ลาว และกัมพูชาด้วย เป็นไปได้ทีเดียวที่สัดส่วนรายได้หลักของบีเจซีในอนาคตจะมาจากธุรกิจที่เวียดนาม

ส่วนการบริหารงาน เราต้องอาศัยทีมงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจ ต้องนำด้วยผลงาน เพราะคนเวียดนามเป็นคนขยัน ภูมิใจในชาติของตัวเองมาก เราต้องสื่อสารอย่างชัดเจน พอเข้าไปก็ต้องทำงานหนัก ใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าอยู่กับเราแล้วชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอย่างไร ผมเองก็ต้องไปขลุกอยู่กับคนเวียดนาม มีผู้ช่วยเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็จะผ่านการทำงานกับบริษัทต่างชาติที่เป็นมืออาชีพมาแล้ว

ดูเหมือนคุณจะชอบการแข่งขัน

ผมชอบการแข่งขันตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนที่เซนต์คาเบรียลก็เป็นตัวแทนแข่งขันตอบปัญหา ผมแข่งทุกอย่าง ชอบพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ตอนมัธยมต้นผมเริ่มอ่านหนังสือของพี่ๆ มัธยมปลายแล้วเพราะมันดูเท่ดี เวลาไปคุยกับคนอื่น มันสนุก ตอนอยู่เรียนอยู่เตรียมอุดมศึกษา พอว่างก็จะเอาโจทย์เลขยากๆ มาทำ การแข่งขันช่วยฝึกเราเรื่องล้มแล้วลุกได้ดีมาก เวลาแข่งก็แพ้ได้เป็นธรรมดา พอแพ้ก็เสียใจแต่ต้องเติมใจกลับมาให้แข็งแรงโดยเร็ว

ตอนเรียนที่จุฬาฯ ก็เป็นหัวหน้าทีมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปแข่งโต้วาทีตั้งแต่ปีหนึ่ง ตอนนั้นแข่งแพ้คณะนิเทศศาสตร์ ก็เสียใจเพราะเราแบกความหวังของทีมไป ผมแข่งขันอยู่ตลอด พอไปเรียนต่อที่อเมริกาก็แข่งขันสอบเป็นผู้ช่วยสอน หางานทำช่วงซัมเมอร์ ไปทำงานกับโกลด์แมน แซคส์ ก็ต้องแข่งขันกับคนเก่งๆ จากทั่วโลก เป็นผู้บริหารบีเจซีก็ต้องแข่งกับยักษ์ใหญ่ของโลกที่มาทำตลาดในประเทศไทย อย่างธุรกิจแก้วเราแข่งกับเบอร์หนึ่งของโลก และเราเองก็เป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียนได้แล้ว ธุรกิจขนมเราก็แข่งกับเบอร์หนึ่งของโลกอยู่ ตอนนี้เราเป็นที่สองที่อยู่ห่างพอสมควร และต้องเติบโตต่อไป

เรียนรู้อะไรจากโลกธุรกิจบ้าง

การเรียนรู้ของผมมาจากครอบครัวครับ ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้จากลูกๆ ด้วย ผมเชื่อเรื่องโอกาสที่ดีในชีวิตที่ได้รับ ทั้งการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ดี มีคู่ชีวิตที่ดี หรือกระทั่งจากสถาบันการศึกษาและการทำงานเองก็ตาม ทุกคนมีโอกาสอยู่ตรงหน้าเสมอ สิ่งที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ต่างหาก ต้องเป็นคนที่อ่อนน้อม คนเห็นแล้วอยากให้โอกาส ถ้าโอกาสมาถึงมือแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมเชื่อเรื่องการทำงานหนัก คนเราจะสำเร็จได้ ต้องเชื่อมั่น ทุ่มเท และทำงานหนัก

คุณพ่อของผมก็ทำการค้า มักจะพาผมไปประชุมด้วย พ่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดแต่จีนแต้จิ๋ว ก็ต้องหาที่ปรึกษามาช่วยเจรจา ต้องใช้คนให้เป็น ไม่ว่าพื้นฐานของเราจะเป็นยังไง ถ้าตั้งใจเสียอย่าง เมื่อโอกาสมาแล้วก็จะประสบความสำเร็จได้ ขอให้เป็นคนเก่งที่น่ารัก เป็นคนทุ่มเทที่น่ารัก จะตั้งคำถามหรือเห็นต่างก็ทำอย่างน่ารักได้

ความภูมิใจในการทำงานทุกวันนี้คืออะไร

สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจคือทีมงานของเราเติบโตไปด้วยกัน ถ้าองค์กรดูแลคุณดี คุณก็ช่วยดูแลองค์กรต่อไปด้วยดี อย่างทุนการศึกษาที่ให้กับบุตรหลานพนักงาน เราก็จะบอกกับน้องๆ ว่า ให้ไปกราบคุณพ่อคุณแม่ของเขาที่เป็นพนักงานที่ดีให้กับบีเจซี เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ เวลาจัดงานเกษียณอายุของพนักงาน ผมก็จะไปมอบของและกล่าวกับทุกคนเองทุกปี ไปทุกครั้งก็ใจหาย เพราะเหมือนกับขุนพลของเราต้องหายไป แต่ผมก็เชื่อเราว่ามีทีมที่จะขึ้นมาแทนที่กันได้ เป็นคนเก่งที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาทำแทนและเป็นผู้นำรุ่นต่อไป

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO ของ BJC อาณาจักรธุรกิจ 3 แสนล้านผู้พร้อมแข่งขันตลอดชีวิต

**********************

Questions answered by Chief Executive Officer of BJC

1. เดินไปซื้อของที่บิ๊กซีบ้างไหม ซื้ออะไรบ่อยที่สุด

ไปเป็นประจำครับ ผมชอบซื้ออาหารตัดแต่ง ผลไม้ตัดแต่ง เพราะชอบกินพวกข้าวโพดหรือธัญพืชอยู่แล้ว

2. ดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว

ผมจะพยายามดื่มกาแฟวันละไม่เกินสองแก้ว ไม่ให้เกินสามช็อตต่อวัน เช้าสองช็อต บ่ายหนึ่งช็อต ดื่มเอสเปรสโซ่ครับ

3. การเป็น CEO ที่หนุ่มที่สุดถือเป็นข้อได้เปรียบหรือไม่

เรื่องอายุมันไม่จีรังครับ ตอนเข้ามาเราใช้ความเป็นเด็กให้เป็นประโยชน์ เราไหว้ได้ทุกคน แต่มันใช้ได้ไม่นานหรอก อายุไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบ สุดท้ายก็ต้องวัดที่ผลงาน ผลประกอบการออกมาทุกไตรมาส ฝีมือมันก็จะโชว์ออกมาที่ผลงานเอง

4. เล่น Tiktok หรือไม่ และติดตามใคร

ผมมีบัญชีนะครับ แต่เอาไว้ติดตามลูกสาวครับ เขาจะแชร์การใช้งานไอแพดที่เป็นประโยชน์ แต่เดี๋ยวนี้เขาจะบล็อกไม่ให้ผมเห็นความเคลื่อนไหว เพราะเขาไม่อยากให้ผมรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่บ้าง (หัวเราะ)

5. ได้ยินมาว่าสมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นหนุ่มฮอตและเป็นลีดจุฬาฯ ด้วย

ไม่หรอกครับ ผมทำกิจกรรมเยอะครับ เล่นบาสเก็ตบอล โต้วาที งานเชียร์ฟุตบอลประเพณีผมก็ไปช่วยเขา ส่วนการทำงานนี่หน้าตาไม่ค่อยเกี่ยวหรอกครับมันอยู่ที่ผลงาน ความจริงคนที่เป็นซีอีโอนี่เขาก็เท่กันทุกคนนะครับเท่าที่เห็นมา เพราะผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว

6. เมนูอาหารที่กินบ่อยที่สุดคืออะไร

ผมเป็นคนโชคดีที่ไม่ค่อยอยากเรื่องอาหารเท่าไหร่ กินอย่างเดียวซ้ำๆ ได้ เมนูที่กินบ่อยคือข้าวต้มปลาใส่ผักลวก ใส่หมูหยอง ไข่ลวกหน่อยก็กินซ้ำได้ทั้งปีเลย

7. ไม่พอใจตัวเองในวัยเด็กเรื่องอะไรบ้าง

ผมออกกำลังกายน้อยไปครับ ถ้าช่วงประถมศึกษาและมัธยมต้นได้ออกกำลังเสียหน่อย ร่างกายคงแข็งแรงมากกว่านี้

8. สิ่งที่มักจะทำก่อนนอน

ช่วงนี้ฟังเพลงบรรเลงครับ เพื่อผ่อนคลายจากกิจกรรมที่ทำมาทั้งวัน บางช่วงก็ฟังดนตรีดิสนีย์ตามลูกกับภรรยา ตอนนี่ก็ฟังเสียงระนาดบ้าง ขิมบ้าง ก่อนนอน ลึกๆ แล้วผมเป็นคนอินโทรเวิร์ตครับ เจอคนเยอะๆ แล้วพลังจะหมด เพราะเวลาออกจากบ้านมาทำงานคือทำหน้าที่ทุกอย่างต้องเต็มที่ กลับบ้านไปก็จะพักผ่อนอยู่ในมุมคนเดียว สวดมนต์ไหว้พระ ช่วงนี้กำลังฟังดนตรีไทย ในบ้านก็เปิดเพลงบรรเลงดนตรีไทยนะครับ ผมมีลูกสามคน คนกลางตอนนี้เขาเล่นระนาดเอก คนเล็กเล่นขิม คนโตเขาก็เล่นดนตรีสากล กำลังปลูกฝังเรื่องดนตรีไทยเพราะภรรยาผมนี่เขาก็เล่นดนตรีไทยนะครับ ผมเป็นคนมีเวลาน้อย เวลาอยู่กับครอบครัวเป็นเหมือนช่วงสำคัญที่ต้องใส่ใจเต็มร้อย เมื่อคืนก็เพิ่งเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังครับ

9. จัดการเวลาในการทำงานอย่างไร

วันหนึ่งๆ ผมเข้าประชุมเยอะมาก ผมจะแบ่งตารางเวลาเป็นครั้งละหนึ่งชั่วโมง นี่ก็ยังไม่ถี่นะครับ ผมเพิ่งอ่านหนังสือแล้วพบว่า อีลอน มัสก์ (นักธุรกิจระดับโลกและผู้บริหารเทสล่า) เขาแบ่งเวลาประชุมเป็นครั้งละสิบห้านาทีเท่านั้น นั่นคือต้องเคาะทุกอย่างในเรื่องนั้นให้จบในสิบห้านาทีแล้วประชุมเรื่องอื่นต่อเลย ช่วงปิดเมืองจาก COVID-19 ที่เป็นช่วงที่มีประสิทธิภาพนะครับ ประชุมติดกันจนถึงดึกเลย

10. เชื่อเรื่องโหราศาสตร์หรือไม่

ผมเป็นคนศึกษาโหราศาสตร์ไทยครับ โชคดีที่ได้คุณพ่อของภรรยา (เจริญ สิริวัฒนภักดี) ช่วยสอน เวลาคุยกันผมจะดูตาคน ดูแค่ตาไม่พอ ต้องดูจมูก ดูปากด้วย เรื่องโหราศาสตร์นี่เอาไว้ดูว่าอะไรมันเหมาะกันหรือไม่ เป็นเรื่องสถิติ อย่างการวางดาวต่างๆ ทางโหราศาสตร์เขาก็บันทึกมาเป็นร้อยปีแล้ว บอกได้เลยว่าคนที่เกิดแบบนี้ ตกฟากแบบนี้ เขาเป็นคนแบบนี้ เราก็แค่เอาสถิติที่มีมาหลายร้อยปีเอากลับมาดูครับ

Writer

Avatar

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

เป็นปกติที่ผมจะไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์พูดคุย

ระหว่างนั่งรออยู่บริเวณล็อบบี้ออฟฟิศของ Greyhound ผมสังเกตเห็นสติกเกอร์แผ่นหนึ่งติดอยู่คล้ายต้องการให้ผู้มาเยือนสังเกตเห็น บนนั้นมีประโยคภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลภาษาไทยกำกับ

“มีคนพูดว่าเวลาเราเดินเข้าไปฝ่ายรีเซปชันของแต่ละบริษัท เราจะได้กลิ่นบางอย่าง กลิ่นนี้แหละ คือกลิ่นของบริษัทนั้น กลิ่นแห่งความสุข กลิ่นแห่งความสนุก กลิ่นแห่งความทุกข์ทรมาน กลิ่นแห่งความน่าเบื่อ มันจะอยู่แถวนั้นแหละ” ภาณุ อิงคะวัต ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์ Greyhound บอกประโยคนี้กับผมในช่วงหนึ่งหลังจากเรานั่งพูดคุยกัน

นับตั้งแต่ปี 1980 ที่ Greyhound ถือกำเนิดจนถึงวันนี้ก็เข้าสู่ขวบปีที่ 37 หากเปรียบเป็นมนุษย์ เราย่อมเห็นการเติบโตของแบรนด์นี้ทั้งในภาพกว้างและลึก จากแบรนด์แบรนด์หนึ่งถูกต่อยอดเป็นแบรนด์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Greyhound Original, Playhound, Smiley Hound หรือ Greyhound Café และ Another Hound Café ซึ่งขยายครอบคลุมจากหมวดแฟชั่น เป็นอาหารและไลฟ์สไตล์ ซึ่งการขยายเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทแม่อย่าง Mudman โดยตั้งเป้าชัดเจนที่จะทำให้แบรนด์ไทยอย่าง Greyhound กลายเป็น global brand ให้สำเร็จ

อย่าลืมว่าชายผู้นี้เรียนจบทางด้านกราฟิกดีไซน์ หาได้ร่ำเรียนด้านแฟชั่นหรืออาหารมาแต่อย่างใด งานที่สร้างชื่อให้เขาก่อนจะโยกย้ายมาสร้างอาณาจักรของตัวเองคืองานโฆษณาสมัยเป็นเป็นผู้บริหารของ Leo Burnett เอเจนซี่ที่เท่ที่สุดในยุคสมัยหนึ่ง และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกก่อตั้งสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (B.A.D.) ให้วงการโฆษณาไทยและสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) เมื่อหันเข้าสู่วงการแฟชั่นเต็มตัว

เขาโชคดีที่มีคอมมอนเซนส์ที่ดี เข้าใจความเป็นมนุษย์ เข้าใจว่าทำอย่างไรคนจะยิ้ม ทำอย่างไรคนจะหัวเราะ ทำอย่างไรคนจะร้องไห้ ซึ่งความเข้าใจที่ว่าบวกกับความสนใจและใส่ใจส่วนตัว ทำให้เขาพาตัวเองและบริษัทมาจนถึงวันนี้ได้

ภาณุ อิงคะวัต

ล่าสุด Greyhound Café เพิ่งตัดสินใจไปเปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ลอนดอนซึ่งโจทย์ที่ได้รับเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เขาและทีมก็คลี่คลายโจทย์ได้อย่างน่าสนใจ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่อย่างไรต้องรอติดตามดูกัน

ในฐานะผู้นำ เขาบริหารสิ่งต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามากว่า 3 ทศวรรษอย่างไร และทำไมไฟในการทำงานของเขาจึงยังลุกโชนคล้ายคนหนุ่ม นี่คือสิ่งที่ผมสงสัยก่อนมาพบเจอเขา และจากการได้นั่งพูดคุยก็ทำให้ผมค้นพบบางคำตอบ

หลังบทสนทนาในห้องทำงานของเขาบนชั้น 2 ผมคิดถึงประโยคบนสติกเกอร์ที่ติดอยู่บริเวณล็อบบี้ออฟฟิศ

‘We are born either a gifted or a learner but without passion, both cannot succeed in each of their fields.’

‘ไม่ว่าจะพรสวรรค์หรือพรแสวง ถ้าปราศจากความทุ่มเทก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จทั้งสองทาง’

คำคม

เห็นว่า Greyhound Café เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่ลอนดอน คุณยังตื่นเต้นเหมือนตอนเปิดร้านสาขาแรกๆ ไหม

ได้อารมณ์นั้นเลยครับ มันเป็นโจทย์ใหม่และไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย เพราะว่าตลาดร้านอาหารที่ลอนดอนเป็นตลาดที่ซับซ้อน มีการแข่งขันที่ซับซ้อนมาก มันเลยเป็นอะไรที่ใหม่และเราต้องเรียนรู้เยอะมาก เราต้องการเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกในลอนดอนที่แตกต่างจากร้านไทยที่เปิดอยู่มากมายวันนี้ แต่เราจะไปทางไหนดีล่ะ นั่นเป็น big question ของเราเลยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเราไปดูตลาดครั้งแรกๆ

ที่ลอนดอนตอนนี้อาหารไทยพัฒนาขึ้นอย่างมาก ที่เป็นแค่ร้านไทยแบบที่เคยเป็นอาจไม่น่าสนใจแล้ว วันนี้เชฟอังกฤษเองเอาอาหารลาว อาหารไทใหญ่ ไปสร้างให้เป็นอาหารฮิต แต่ละแบรนด์เน้นคำว่า authentic ซึ่งคำว่า authentic มีความขลังในตัวอยู่แล้ว เสิร์ฟก็เสิร์ฟหม้อดินแบบแม่นาคพระโขนงเลยนะ ทุกอย่าง exotic หมด Greyhound Café ดันเป็นแบรนด์โมเดิร์น แล้วเราจะเอาไอเดียนี้ไปขายฝรั่งที่ลอนดอน เราต้องไปแข่งกับ authentic นี่คือส่วนหนึ่งที่สำคัญ เราจะทวิสต์ยังไง พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ออกมาเป็นไทยแต่ไม่ไทยจ๋า เห็นแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย สนุกว่ะ แปลกว่ะ ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น และเราก็รู้สึกโชคดีที่เมื่อเราเปิดจริงไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว (15 ธันวาคม 2560) ลูกค้าที่เข้ามาเขาสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง และที่สำคัญ สนุกกับความแปลกใหม่ที่เราสร้างสรรค์ให้เขา

ผมมีความรู้สึกว่าทุกงานมันมีความสนุกซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ ผมทำงานเอเจนซี่มา ผมรู้ทุกวันโจทย์มาเต็มไปหมด ทุกโจทย์มีความท้าทาย แหม ฟังดูเก๋นะ ความท้าทาย แต่จริงๆ แล้วมันคือโจทย์ คือปัญหาด้านการตลาดที่เขาจ้างพวกเรามาแก้ไข แต่เราจะแก้ยังไงให้มันสนุกและสวยด้วย ซึ่งสวยในที่นี้ไม่ใช่แค่ประดิดประดอยสวย แต่เป็นการนำไอเดียที่แปลกใหม่มาตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวมากกว่า ผมโตมาอย่างนี้

เวลาคิดโปรเจกต์ใหม่คุณเริ่มต้นจากอะไร

ผมถูกสอนมาว่า big idea เป็นสิ่งสำคัญ โจทย์อะไรมาก็ตาม คุณตอบด้วย idea หรือ big idea ถ้าแค่ idea ใครๆ ก็คิดได้ big idea ต่างกับ idea เยอะมาก สมมติแต่งร้าน ผมจะประดิดประดอย ประดับประดาอะไร ผมก็ทำไป แต่นั่นมันเป็นแค่ idea แต่ big idea คือเป็น idea ที่จะต้องตอบโจทย์ทางการตลาดที่ลงตัวที่สุด คือความสวยงามใครก็คิดได้ เช่นเรากำลังจะไปทำร้านอาหารไทยที่ลอนดอน ความจริงใส่ลายกระหนกเข้าไป เพนต์ลายไทยเข้าไป มันก็เป็นไทยแล้ว แต่ Greyhound Café ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วทำยังไงให้มันกลับมาที่แบรนด์เรา ยังมีความไทยแต่ก็ยังเก็บความเป็นโมเดิร์นอยู่ ฉะนั้น วิธีการหลายอย่างที่เราทำมันจึงต้องมีสมดุลตรงนี้ให้ได้

มีอะไรที่คุณค้นพบจากการทำงานเป็นผู้บริหารบ้างไหม

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจ้างเรามาบริหาร แต่เราก็ดันชอบทำงานเอง ผมคิดว่าเราทำไปด้วยกันทั้งสองอย่างได้ เราเป็นเหมือน conductor ของวงดนตรี ที่นักดนตรีแต่ละคนเชี่ยวชาญในแต่ละเครื่องดนตรี เราอำนวยให้เขาได้เล่นดีที่สุด และดึงเอาความสามารถของเขาออกมาให้มากที่สุด แต่นั่นแหละ ถ้ามาถึงจุดหนึ่ง เขาอาจจะหันมาถามว่า “แล้วจะเอายังไงต่อ” เราต้องมีคำตอบ เพราะในที่สุด conductor คือผู้นำ คือผู้ต้องตัดสินใจและรับผิดชอบสุดท้าย

ทุกโปรเจกต์สำหรับผมจึงเป็น collaborative effort ไม่มีใครทำงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเองหรอก เราจึงต้องรวมหัวกันตอบปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบสุดท้ายจะมาจากทุกคนร่วมกัน อันนั้นจะกลายเป็น committee decision ที่มักจะออกมาเบลอๆ กลางๆ เอาใจทุกฝ่าย ไอเดียที่ดีมันจึงต้องชัดเจน ทางใดทางหนึ่งไปเลย

ความคิดนี้มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ ที่ทำงานโฆษณา สมมติคุณไปถ่ายหนังเรื่องหนึ่ง เราต้องมีครีเอทีฟไดเรกเตอร์ มีผู้กำกับ มีช่างตัดต่อ มีช่างภาพ ซึ่งทุกคนมีไอเดีย สามารถช่วยกันคิดช่วยกันทำได้หมด แต่คุณจะไปทางไหนล่ะถ้าไม่มีใครหนึ่งคนที่นำทาง ในที่สุดมันต้องมีใครสักคนตัดสินใจ แล้วคนคนนั้นเข้าใจดีมั้ย ถ้าคนนั้นไม่เข้าใจแล้วตัดสินใจ for art’s sake อย่างเดียว ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อการตลาด งานชิ้นนั้นมันก็ไปตอบสนองความต้องการของคนคนนั้นเท่านั้น แต่ถ้าเขาเข้าใจด้วยว่ากำลังตอบการตลาด แบรนด์แบรนด์นี้ต้องการแบบนี้ ต้องการหวานเยิ้มคุณจะเอาเท่ไปใส่ก็ไม่ได้ หรือแบรนด์นี้ต้องการเท่ คุณจะเอาหวานเยิ้มเข้าไปใส่ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันคือความเข้าใจ แล้วในที่สุดคุณต้องตัดสินใจ

ภาณุ อิงคะวัต

ภาณุ อิงคะวัต

ซึ่งในชีวิตที่ผ่านมาคุณมักตกอยู่ในที่นั่งของคนที่ต้องตัดสินใจ

ก็ต้อง แต่ถ้าเราแบ่งงานกันทำแล้ว เขาก็ต้องตัดสินใจในเรื่องที่เขาได้รับมอบหมาย เพราะถ้าเราเข้าไปยุ่งเขาก็จะเขว แต่ถ้างานไหนผมบอกว่าผมเป็นคนดูแล เป็นเบบี้ของผม ผมไม่ปล่อย เพราะผมรู้ว่างานทุกงานมีแต่สิ่งที่จะมาตัดรอนมันลง สมมติเรามีไอเดียที่จะทำร้านขึ้นมาร้านหนึ่ง ไปถึงคุยกับดีไซเนอร์ออกแบบร้าน อ้าว เงินไม่พอ ถูกตัดแล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่เราตั้งใจหายไปบางส่วนแล้ว แล้วเราอยากจะทำอาหารอย่างนี้ อ้าว ทำไม่ได้ ทุนไม่ถึง ก็ต้องปรับลง อะไรอย่างนี้ คือปัญหาของการทำผิดพลาดมันเยอะ มันรอที่จะมาตัดรอนไอเดียของเราอยู่แล้ว เรื่องการตัดรอนคุณไม่ต้องห่วง คุณจะเจออยู่ทุกขณะจิต แล้วมันจะมาลดทอนคุณตลอด แต่สิ่งที่คุณจะต้องทำคือ ทำยังไงคุณถึงจะดึงมันกลับเข้าไปสู่จุดที่คุณคิดว่ามันโอเค ตรงนั้นแหละที่ยาก

หลายคนมองว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ เวลาเจอสิ่งต่างๆ มาลดทอนอย่างที่ว่า มันเป็นความทุกข์มั้ย

มันเป็นความทุกข์ถ้าคุณคาดหวังเอาไว้แล้วมันไม่ได้ แต่ว่าพอคุณทำไปเรื่อยๆ คุณจะรู้ว่ามันเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมชาติที่คุณจะต้องเจออย่างนี้ สตอรี่บอร์ดคุณชอบมาก คุณเดินไปถ่ายหนัง คุยกันเรียบร้อยแล้วนะ วันถ่าย เจ๋งอะ ฉากก็สวย นักแสดงก็สวย พอดูฟุตเทจมันไม่เห็นดีเลย ทำไม แอ็กติ้งไม่ดีเลย แสงไม่สวยเลย แต่พอไปตัดต่อแล้วกลับดีว่ะ พอใส่เพลงเข้าไปแล้วยิ่งดีเข้าไปอีก ทุกจุดมันผันเปลี่ยนได้หมดเลย จำไว้เถอะครับ ชีวิตคือปัญหา บริษัทเขาจ้างเรามาแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เราเลือกได้ คือเราต้องสนุกกับการแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นก็จบกัน

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราตัดสินใจมันถูกหรือผิด

จริงๆ ในทุกเรื่องมันไม่มีอะไรมาวัดได้หรอก งานสร้างสรรค์มันไม่มีไม้บรรทัดมาวัดถูกผิด มันไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง คุณอาจจะชอบนะ ที่เหลือคนเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่ในเมื่อฐานะเราอยู่ฝั่ง commercial art เราไม่ได้อยู่ fine art เราก็ต้องสื่อสารกับคนอื่นด้วย

อย่าง fine art เขาไม่สนใจ ใครไม่ชอบก็เรื่องของคุณ ฉันชอบก็จบ แต่ commercial art แปลว่าต้องเป็นศิลปะที่ต้องดึงดูดใจคนจำนวนมาก เราต้องสื่อสารและเชื่อมต่อกับเขาได้ นี่คือ commercial art เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราชอบต้องทำให้คนที่เขารับสารจากเราคล้อยตามด้วย ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่เข้าถึงคนจำนวนมาก ยิ่งต้องสามารถสื่อสารและโน้มน้าวใจคนวงกว้างให้ได้ มันยิ่งยากขึ้นไปอีก

สำหรับคุณการทำ commercial art ยากยังไง

สำหรับผมมันต้องย้อนกลับไปต้นตอของโจทย์ ซึ่งต้นตอสำหรับผมมันจะมีคำว่าแบรนด์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โอเค ตกลงคุณจะให้คนชอบ แล้วคนคนนั้นเป็นใคร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ย้อนขึ้นไป แล้วไปสู่คำถามหลักก่อนว่าตกลงแบรนด์นี้เป็นยังไง แพงหรือถูก ขายใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ คอนเซปต์ของแบรนด์คืออะไร อะไรคือดีเอ็นเอที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้ขึ้นมา ถ้าคุณไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ คุณไม่มีอะไรที่จะมาใช้ในการตัดสินใจ ในที่สุดมันก็จะเป็นแค่นายภาณุชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งมันก็ผิดสิในด้านคอมเมอร์เชียล เพราะแบรนด์นั้นไม่ได้เป็นแบรนด์ภาณุนี่ โอเค Greyhound อาจจะยังมีความเป็นภาณุเยอะ แต่ถ้าสมมติผมไปทำงานให้กับคนอื่นที่เป็น commercial art ทั่วไป คุณก็ต้องไม่เอาตัวคุณเข้าไป เพราะคุณกำลังทำให้กับใครสักคน สมมติคุณเป็นเอเจนซี่ คุณก็กำลังทำให้ใครสักคน เหมือนคุณเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ คุณกำลังออกแบบให้กับใครสักคน มันไม่ใช่บ้านคุณเอง เพราะฉะนั้น คุณก็ต้องหันกลับไปถามเขาว่า แบรนด์คุณคืออะไร คุณกำลังพูดกับใคร คุณต้องการจะส่งเมสเสจอะไรออกมา ถ้าคุณรู้ มันจะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยให้มันง่ายขึ้นที่จะตัดสินใจ

คำถามเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับครีเอทีฟ มันไม่สามารถที่จะอยู่ดีๆ บอกว่าคุณชอบผมไม่ชอบ แต่มันจะต้องเริ่มมาจากคุณจะพูดกับใคร หรือหนังไวรัลเรื่องนี้คุณจะพูดกับใคร แล้วโจทย์ของคุณคืออะไร มันคือคำถามทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นคุณตัดสินใจไม่ได้ คุณจะเอาอะไรไปวัดว่าอันนี้ถูกหรือผิด นอกจากคุณบอกฉันชอบหรือฉันไม่ชอบ ก็กลายเป็นฉัน ซึ่งไม่ถูก

ถ้าอย่างนั้นตัวตนของเรายังสำคัญในงานหรือ

ในที่สุดมันก็กลับมาที่ความเป็นคุณ ความสามารถส่วนตัวของคุณ ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินแล้วก็ทำงาน เพราะฉะนั้น สำหรับผมคนเก่งสำคัญในการที่เราจะทำงานด้วย เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว มันเป็น collaborative effort อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทีมต้องเก่ง แม้กระทั่งคนจัดดอกไม้ในร้าน ถ้าไม่เก่งร้านก็ออกมาแย่อยู่ดี ถูกมั้ย สมมติเราคิดไว้แล้วว่าเราต้องการแบบธรรมชาติ ง่ายๆ แต่คนเลือกดอกไม้เลือกมาไม่สวย ร้านมันก็ไม่สวย ในที่สุดแล้วคือคนเก่งที่เราต้องการทำงานด้วย

ภาณุ อิงคะวัต

คุณดูยังไงว่าคนไหนเป็นคนเก่ง

ไม่รู้สิ สิ่งแรกที่ผมมักจะพยายามศึกษาดูคือเขามีคอมมอนเซนส์หรือเปล่า ถ้าเป็นคนเก่งแล้วลึกลับซับซ้อนผมไม่เข้าใจนะ คอมมอนเซนส์เป็นสิ่งที่เราจะเอาไปใช้พูดกับคนวงกว้างได้ง่ายที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว แล้วค่อยเติมไอเดียเติมอะไรเข้าไปในคอมมอนเซนส์นั้น อย่างแรกคือ คอมมอนเซนส์พูดกันง่ายๆ รู้เรื่องก่อน สองคือ เรื่องรสนิยม อันนี้เริ่มยากขึ้นแล้ว แต่บางคนแค่หยิบจับอะไรก็ไม่รู้ วาดสเกตช์อะไรก็ไม่รู้นิดหน่อย เขียนอะไรก็ไม่รู้คำสองคำ ก็รู้กันแล้วว่ารสนิยมใช่ ไม่ใช่ แล้วก็ค่อยๆ ทำด้วยกันเดี๋ยวก็เริ่มรู้แล้วว่ามันลงตัวหรือเปล่า

แต่ในการทำงานอย่าหลงทางกับสไตล์นะ อย่าหลงให้ style over power message ถ้าคุณเริ่มมาจากอีกทาง ทำจนไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร สไตล์เยอะเกิน ก็อาจจะเฟลได้ ทุกอย่างมันต้องพอดี ต้องสมดุล

คนมักจะบอกว่าคนเก่งคุมยากจริงไหม

ไม่รู้ แต่สำหรับผม คนติสต์แดกคุมยาก มันไม่เหมือนกัน คนติสต์แดกเป็นคนอยู่กับโลกของตัวเอง ไม่เหมือนกับคนที่ครีเอทีฟและรู้จักที่มาที่ไปของความคิด ถกเถียงได้ ซึ่งแบบนี้สนุกที่จะทำงานด้วย เพราะผมต้องการไอเดีย ต้องการคนที่มาเสริม คนที่มาช่วยกันผลักดันไอเดียมากกว่าคนที่แบบผมเก่งส่วนตัว ผมโชคดีที่เจอคนดีๆ เก่งๆ เยอะ เจอคนที่ทำงานด้วยกันนานๆ เข้าขากันดี ที่ Greyhound มีดีไซเนอร์ที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี อย่างรอง (จิตต์สิงห์ สมบุญ) อยู่จนรีไทร์กันไปเลย หรืออย่างวิ (วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์) ที่ทำงานข้างผมมาเกือบ 20 ปี หรือ ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ ก็เป็นเชฟใหญ่คู่ใจผมตั้งแต่วันแรกที่เราซ้อมทำอาหารเตรียมเปิดร้าน Greyhound Café เมื่อ 20 ปีที่แล้วเลยด้วยซ้ำ

ในฐานะผู้บริหาร คุณมีไบเบิลในการทำให้คนอยู่ด้วยกันนานๆ ไหม

ผมไม่รู้บริษัทของคุณเป็นยังไง แต่ไม่ว่าบริษัทหรือธุรกิจคุณจะเป็นอะไรก็ตาม คนเข้ามาในบริษัทมาทำงาน เขาก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการที่เขาได้เข้ามาพัฒนาความเติบโตของบริษัทนั้นๆ ทุกคนอยากมีผลงาน ผมเชื่อ ไม่มีใครหรอกอยากมาทำงานแล้วไม่มีผลงาน แล้วเราอำนวยให้เขาได้เกิดผลงานนั้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องหันกลับมาดูเองว่าเราจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าเขาเป็น part of that achievement เป็นหนึ่งในทีมที่รู้สึกที่ว่าเรามาด้วยกัน เราไปด้วยกัน หรือ เฮ้ย ถ้าเจ๊ง เราก็เจ๊งด้วยกัน เพราะฉะนั้น สำหรับผมที่เป็นมาตลอดเลยนะ ตั้งแต่ตอนอยู่ลีโอ เบอร์เนทท์ จนมาอยู่ที่นี่ก็คือ ผมเอาตัวเลขทุกอย่างให้พนักงานดู เขาต้องรู้ ผมไม่ต้องการให้ดีไซเนอร์ผมนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง เป็นแบบพวกออกแบบสวยต่างๆ นานาแล้วก็จบไป แล้วเสื้อคุณขายดีหรือเปล่า ตัวไหนขายดี ขายไม่ดี เดือนนี้ยอดขายเท่าไหร่ แย่หรือดี คุณต้องรู้ คุณต้องเป็นส่วนหนึ่ง คุณจะมาบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ไม่ได้ เขาต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน ถ้าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้เขาต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไปของบริษัทนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาแค่ทำงานอยู่ในห้องแล้วก็กลับบ้านไป

คุณทำงานกับคนรุ่นใหม่เก่งๆ มาเยอะ อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะบอกสอนพวกเขา

อย่าคาดหวังว่าคุณทำอะไรเพื่อความสำเร็จ เช่น ฉันเปิดร้านที่ลอนดอนแล้ว ฉันจะไปสู่ความสำเร็จขั้นสุดยอด อย่าไปคิดอย่างนั้น แต่จงทำ (เน้นเสียง) สนุกกับการทำดีกว่าไหม อย่างที่คนพูด จุดหมายปลายทางไม่ใช่ปัญหา journey คือความสนุกที่ไปสู่ destination เพราะฉะนั้น ปลายทางคุณจะเปิดร้านที่ลอนดอน หรือสมมติอีก 3 เดือนคุณไปเปิดร้านที่ปารีส มันก็แค่ต่อไปเรื่อยๆ คือตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ มันก็ยังไปได้เรื่อยๆ สำหรับผมทุกจ๊อบคือความสนุก ผมเรียนรู้สิ่งนี้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงทำและทำและทำอย่างไม่คิดว่าต้องมีจุดจบ และทุกโครงการของท่านคือความท้าทาย คือความทุ่มเทให้งานออกมาดีที่สุด ท่านคือ role model ที่ใหญ่ยิ่ง

แล้วในยุคนี้ที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกที่คุณเริ่มทำงาน คุณปรับตัวยังไง

สมัยหนึ่งที่เฟซบุ๊กเอย อินเทอร์เน็ตเอย เริ่มมากขึ้น ไม่รู้ทำไมผมมีความรู้สึกว่า ในที่สุด ถ้าเราไล่ลงไปที่แก่นจริงๆ มันก็คือการสื่อสาร การพูดคุยกัน เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบของเทคโนโลยีไป วันนี้เป็นโทรศัพท์มือถือที่เราคุยกัน หรือเป็นคอมพิวเตอร์ ก็แค่มันเล่นอยู่กับกิเลสของคนตลอดเวลา เท่านั้นเอง

สำหรับผม เฟซบุ๊กคือการที่ทุกคนต้องการโชว์ ต้องการเล่า หรืออินสตาแกรม ผมเรียกมันว่าอินสตาฟอร์ม คือฉันต้องฟอร์ม ต้องแต่งรูปเต็มที่ถึงจะลง ฉันต้องการถูกมองเห็น ฉันต้องการได้รับการชมเชย โพสต์ไปในเฟซบุ๊กต้องเข้าไปดูทุก 5 นาทีเลยว่าคนมาไลก์เท่าไหร่แล้ว คนมาคอมเมนต์เท่าไหร่แล้ว คนแชร์เท่าไหร่แล้ว ทั้งหมดก็คืออย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจับแกนของมันได้ ทุกอย่างมันก็เหมือนกัน ก็วนอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าถึงถูกที่สุดไง ท่านเข้าไปถึงแก่นที่สุดแล้วของคน เฟซบุ๊กอีก 5 ปีอาจจะกลายเป็น nothing ก็ได้ อาจจะเกิดรูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่แก่นมันไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ไปติดกับมัน แค่ดูมันจากระยะไกล ทำความเข้าใจกับมันแล้วก็ปรับใช้กับความเป็นมนุษย์มนาของคน ยังไงผมว่าเราก็ตามทัน

มีอะไรที่คุณยึดเป็นหลักในการบริหารตั้งแต่วันแรกที่เป็นหัวหน้าจนถึงวันนี้บ้างไหม

ผมเป็นคนที่โตมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ ผมอยู่ที่นั่นมา 25 ปี ตั้งแต่ต้นผมไม่รู้เรื่องเลยว่าโฆษณาคืออะไร พอผมเข้าไปที่นั่นก็ได้อ่านหนังสือของมิสเตอร์ลีโอ เบอร์เนทท์ ซึ่งเขาเป็น creative artist ที่ลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมันบอกไปถึงความคิด การดีลกับคน ความเป็นมนุษย์มนาของคน หรือ human kind ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับคน มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นคอมมอนเซนส์ นี่เป็นสิ่งที่ผมยึดติดนะ การที่เราเหนือเมฆเกินไป หรือสูงเกินไป ไม่มีใครเข้าใจเราหรอก อาหารของ Greyhound Café ถึงออกมาง่ายๆ ไม่ลึกลับซับซ้อน ในร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อตุ๋น ยังมีข้าวมันไก่ ยังมีน้ำพริกปลาทู หรือสปาเกตตี้ อะไรก็ง่ายๆ ผมว่าอะไรที่ง่ายๆ ที่จะสื่อสารกับคนหรือเชื่อมโยงกับคน human instinct เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผม

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้มาจากการทำงานที่ลีโอ เบอร์เนทท์ คือคำกล่าวของลีโอ ผู้ก่อตั้งบริษัท “When you reach for the stars you may not quite get one, but you will not come up with a handful of mud either.” นั่นคือ เมื่อคุณตั้งเป้าที่จะเอื้อมมือขึ้นไปไขว่คว้าหาดวงดาว ถึงแม้คุณจะไม่ได้มันมาเลยสักดวง แต่อย่างน้อยมือคุณก็จะไม่เปื้อนโคลน ล้ำลึกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ตั้งเป้าไปให้สูง ไปให้ไกล เถอะครับ แล้วในที่สุดคนจะรู้ คนจะเห็น คนจะเข้าใจ ว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ภาณุ อิงคะวัต ภาณุ อิงคะวัต

ที่ล็อบบี้ออฟฟิศคุณมีสติกเกอร์ที่มีข้อความ ‘We are born either a gifted or a learner but without passion, both cannot succeed in each of their fields.’ ติดไว้ ประโยคนี้สำคัญยังไง

คือแพสชันมันมาพร้อมกับเรื่องการเอื้อมไปหาดาว คือถ้าคุณไม่มีแพสชันคุณก็แค่เสร็จ แต่แค่เสร็จกับทำให้ดีที่สุดมันไม่เหมือนกัน หรือแค่ดีกับดีมากมันไม่เหมือนกัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่า good กับ great มันไม่เหมือนกัน แค่ good มันไม่พอ ต้อง great แล้วสุดท้ายต่อให้คุณไม่เก่งที่จะไปถึง great แต่ถ้าคุณพยายามที่ผลักให้มันไปเกิน good มันย่อมกลายเป็นสิ่งที่ดีกว่าอยู่แล้ว

10 Questions Answered by President and CEO, Greyhound

1. เมนูอาหารที่ชอบที่สุด : ชอบอาหารพวกเมนูเส้น โดยเฉพาะเส้นบางๆ แบบเส้นหมี่ วุ้นเส้น สปาเกตตี้ หรือโซบะ แต่จะอร่อยจริงหรือเปล่าขึ้นอยู่กับเอาไปทำอะไร
2. สิ่งที่คุณกำลังอยากได้มากๆ ตอนนี้ : อยากได้สูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดครับ เพราะเป็นก๋วยเตี๋ยวรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครและกำลังสูญพันธุ์ไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส
3. ปีใหม่ที่ผ่านมา คุณไปไหนมา : ไปบ้านเพื่อนที่ปากช่อง อากาศดีมาก เป็นบ้านส่วนตัวอยู่ในหุบเขาไร่องุ่น บ้านสวย บรรยากาศดี และที่สำคัญคือ ได้อยู่กับเพื่อนสบายๆ เราขนอาหารและเครื่องปรุงไปกันเพียบ ไปทำกันแบบจัดเต็ม แบ่งหน้าที่กัน คนนั้นทำอาหารเช้า คนนี้ทำกลางวัน อีกคนทำอาหารเย็น มันสนุกเพราะเราได้อยู่กับเพื่อนสนิทจริงๆ ได้นอนและได้เล่นทำกับข้าวกัน
4. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : ตอน Greyhound รับรองชนะแน่นอน แต่ถ้าไม่ใช่ Greyhound คงเป็นตอน street food แถบถนนพระราม 4 ผมว่าผมไล่ทานมาตลอดทั้งเส้นทางแล้ว
5. คนรุ่นใหม่ที่คุณรู้สึกชื่นชมผลงาน : ผมชื่นชมคนหิว คนบ้า คนเก่ง ใครก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์เล็กหรือใหญ่ คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า
6. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : งานเก็บเมล็ดพันธุ์คืองานสุดท้ายในชีวิตผม โดย โจน จันใด นี่ก็คนบ้าอีกหนึ่งคนที่ผมทึ่ง
7. นอกจากออฟฟิศ สถานที่ที่คุณไปบ่อยที่สุดในกรุงเทพฯ : แถบตลาดคลองเตย เรื่องมีอยู่ว่า ทุกวันหลังเล่นยิมเสร็จประมาณ 4 ทุ่ม ผมจะขับรถกลับบ้านทางถนนพระราม 4 และจะผ่านตลาดคลองเตยประจำ แถบนี้มีอะไรซุกซ่อนอยู่เยอะมาก เช่น ตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง ซึ่งคุณจะได้ผักและผลไม้สดกว่าในราคาถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเกินครึ่ง และมีร้านเลือดหมูใบตำลึง ร้านก๋วยเตี๋ยวที่เนื้อเหมือนเนื้อวากิวเลย รถเข็นวุ้นกะทิ แผงขายขนมถ้วย แผงข้าวเหนียวหน้าต่างๆ เช่น สังขยา ปลาป่น หน้ากระฉีก ที่อร่อยพอๆ กับร้านป้าเจือที่หัวหิน ในราคาถูกเกินความอร่อยมากๆ เพราะลูกค้าหลักเขาคือคนทำงานช่วงดึกแถวในตลาด
8. นอกจาก Greyhound สาขาลอนดอน สถานที่ที่คุณรู้สึกว่าน่าสนใจที่สุดในลอนดอนตอนนี้คือ : ลอนดอนเคยเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ถนนต่างๆ เคยเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว แต่ globalization ทำให้ลอนดอนกลายเป็น another big city ไปมากขึ้นทุกที แต่วันนี้ก็ยังพอมีถนนช้อปปิ้งเล็กๆ เช่นแถบ Shoreditch และแถบ Borough Market ที่ยังเก็บความรู้สึกของ local street และตลาดอย่างที่ลอนดอนเคยเป็นได้อยู่
9. คุณเสียน้ำตาครั้งล่าสุดตอนไหน : ตอนที่เลี้ยงส่งพนักงานกลุ่มที่เกษียณและเกษียณก่อนกำหนด กลุ่มนี้มีหลายๆ คนที่เป็นพนักงานเก่าแก่ของ Greyhound หลายคนเป็นพนักงานมาตั้งแต่วันแรกจนกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ก็ต้องทำใจ ทุกสิ่งในโลกต้องหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
10. เรื่องล่าสุดที่ชีวิตได้เรียนรู้ : ชอบคำพูดนี้ของ Simon Sinek มากครับ เขาว่า “People don’t buy what you do. They buy what you believe.” มันทำให้เราต้องหันมาถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเรากำลังถูกกระแสนำพาไป หรือให้เงินชักพาไป หรือเรากำลังทำในสิ่งที่เราเชื่อจริงๆ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load