อัสสัมชัญได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1885 โดย บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ (Pere Emile Colombet) ชาวฝรั่งเศส โดยตั้งชื่อว่า College de L’ Assomption ด้วยจำนวนนักเรียน 33 คน มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนสำเร็จการศึกษามา 50,000 กว่าคน จากเลขประจำตัวนักเรียนล่าสุด 58484 

บาทหลวงกอลมเบต์ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแผ่นดินแม่มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ บริเวณที่เรียกว่าบางรัก อันมีชุมชนชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกตั้งถิ่นอาศัยมาช้านาน และมีโบสถ์อัสสัมชัญเป็นศูนย์กลางในสมัยนั้น และต่อมาได้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนอบรมสั่งสอนให้กับนักเรียนโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ฐานันดร ศาสนา รวมถึงเด็กกำพร้าที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1885 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญ 

จากนักเรียนที่มาเรียนไม่กี่สิบคน เพียงไม่นานมีเด็กมาเรียนมากขึ้นตามลำดับ จากชื่อเสียงของโรงเรียนที่ผลิตเด็กนักเรียนมีคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมและความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสจากครูต่างชาติ ในขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็ขาดแคลนทุนทรัพย์และครูสอน บาทหลวงกอลมเบต์จึงเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด และติดต่อคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ให้มาสืบทอดกิจการของโรงเรียนต่อไป และทางคณะเซนต์คาเบรียลได้ส่งภราดาชุดแรกห้าท่านลงเรือมากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1901 เพื่อมาดูแลการบริหารโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป 

หนึ่งในนั้นคือ ฟ.ฮีแลร์ (F. Hilaire) ภราดาผู้เป็นเสาหลักและสร้างความเจริญรุ่งโรจน์ให้แก่โรงเรียนมาตลอดระยะเวลา 60 กว่าปีที่ท่านอยู่ที่โรงเรียนตราบจนวาระสุดท้าย และเป็นผู้แต่งหนังสือ ดรุณศึกษา ตำราเรียนชั้นประถมศึกษา แบบเรียนภาษาไทยเก่าแก่ชื่อดังที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาคณะเซนต์คาเบรียลที่บริหารโรงเรียนอัสสัมชัญเล็งเห็นว่า โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักคงไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ปกครองที่อยากส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ จึงได้ขยายโรงเรียนในเครือออกไปอีกนับ 10 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โรงเรียนมงฟอร์ต โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฯลฯ

ตลอดระยะเวลา 100 กว่าปี โรงเรียนอัสสัมชัญได้อบรมนักเรียนจนสำเร็จการศึกษาหลายหมื่นคน และหลายคนทำชื่อเสียงให้แก่สังคม อาทิ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร, พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรก, นายควง อภัยวงศ์, นายสัญญา ธรรมศักดิ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ,พระยาอนุมานราชธน บุคคลสำคัญของโลก โดย UNESCO , นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ พระไพศาล วิสาโล, นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์, นายวัลลภ เจียรวนนท์, นายชาติศิริ โสภณพานิช, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายปิยบุตร แสงกนกกุล ฯลฯ

เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมอัสสัมชัญได้ผลิตหนังสือสมุดภาพเล่มใหญ่ชื่อ ‘Unseen Assumption บันทึกไว้ในแผ่นดิน’ ในวาระครบรอบ 135 ปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ ภายในหนังสือเล่มนี้มีภาพเก่าหายากอายุนับร้อยปี ทางทีมกองบรรณาธิการได้สืบหาข้อมูลจากหลายแหล่ง และไม่เคยเปิดเผยมาก่อน และทางผู้เขียนได้ขออนุญาตทางสมาคม เพื่อคัดภาพบางส่วนมาตีพิมพ์เผยแพร่

 ภาพเหล่านี้สามารถสะท้อนเรื่องราวของสังคม และชวนให้รำลึกอดีตของสยามนับร้อยปีก่อนว่า มีสภาพเป็นอย่างไร

เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายนักเรียนอัสสัมชัญทางเข้าหน้าประตูใหญ่ ประมาณ ค.ศ. 1900
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
 ผู้แทนสันตะปาปาจากวาติกันมาเยี่ยมโรงเรียนใน ค.ศ. 1938 
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
รูปหมู่นักเรียนอัสสัมชัญ ค.ศ. 1888 หลังจากเปิดการสอนได้ 3 ปี ถ่ายพร้อมกับ ม.ปาวี กงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายภราดา ครู และนักเรียนชั้นมูล ราว ค.ศ. 1912 สังเกตเห็นมีทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติมาเรียนรวมกัน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายนักเรียนใน ค.ศ. 1917 พระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) เสด็จเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ 
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
 นักเรียนอัสสัมชัญที่ท้องสนามหลวง ในงานฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1911 สังเกตธงช้าง ธงชาติในสมัยนั้น และป้าย Christian High School
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
บาทหลวงเอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์ (ค.ศ. 1849 – 1933) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญและสมุดบันทึกของท่าน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
สมณทูตเล กรอ อาร์ต (คนกลาง) มาเยี่ยมโรงเรียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1923 ท่านได้อบรมนักเรียนที่มีจำนวนประมาณ 1,600 คน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ทีมฟุตบอลสมาคมอัสสัมชัญ ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลชิงเครื่องบินจำลองของกรมอากาศยานเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1935 ได้รับรางวัลเครื่องบินจำลองรุ่นนิเออปอร์ต
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
วงเครื่องเป่า AC Band เป็นวงดุริยางค์เก่าแก่ที่สุดวงหนึ่งของประเทศ ภาพถ่ายก่อน ค.ศ. 1913

หมายเหตุ : สนใจหนังสือที่ระลึก Unseen Assumption ติดต่อสมาคมอัสสัมชัญ โทรศัพท์ 08 6990 1488

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“ไม่มีใครต้องการหัวนกเงือก เท่านกเงือกอีกแล้ว”

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ได้เขียนข้อความออกเผยแผ่ เรียกร้องให้นกเงือกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศ 

 หลังจากปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา นายปรีดา เทียนส่งรัศมี หัวหน้าโครงการคุ้มครองนกเงือก (ส่วนภาคใต้) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงขบวนการล่านกชนหินในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ขณะที่พิมพ์ข้อความอยู่นี้ ผมนอนอยู่ในเปลบนเขาตะโหนด อ.รือเสาะ ใจสับสนและกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้มาว่าตอนนี้มีพรานจากรือเสาะและยะลากำลังขึ้นเขามาล่าสัตว์ และสัตว์ที่เขามาล่าคือหัวนกชนหิน.. มีตลาดรับซื้ออยู่ในเมืองนรา เขาให้ราคาถึงหัวละหมื่น ชาวบ้านมาบอกว่าสองวันก่อนเขาเจอพรานมาซุ่มยิงนกเงือกที่ต้นไทรสุก..พบยิงนกชนหินถึง 4 ตัว ใจหายและรู้สึกโกรธจะทำอย่างไรกันดี? 

“สิ่งที่เราช่วยกันดูแลรักษากำลังถูกทำลาย และผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพียงแค่บันทึกบอกกล่าวและได้ระบายอะไรบ้าง ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลเขาก็กลัวเพราะพวกมันมีปืน

“ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ‘ผมเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ายิงนกเงือก เขาอนุรักษ์กัน มันกลับท้ายิงผมอีก’”

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยติดตามปรีดาเดินขึ้นเขาบูโดในอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี เขตจังหวัดนราธิวาส ไปสำรวจนกเงือกชนหินด้วยกัน จำได้ว่าเราเดินเขาหลายชั่วโมง จนมาถึงซุ้มดูนกชนหินที่สร้างเป็นเพิงไม้เล็กๆ เบื้องหน้าคือต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นตายห่างออกไปไม่ไกล สูงจากพื้นดินเกือบ 50 เมตร เป็นรังนกเงือกชนหิน

ชาวมุสลิมเรียกนกชนหินว่า บุหรงตอเราะ เป็นนกเงือกขนาดใหญ่โต ประมาณ 120 เซนติเมตร หน้าตาคล้ายนกดึกดำบรรพ์ เป็นนกที่พบเห็นได้ยากมาก ในประเทศพบได้เฉพาะทางภาคใต้ และเป็นนกเงือกชนิดเดียวที่มีโหนกตันคล้ายงาช้างสีแดงคล้ำ ขนตามตัวสีน้ำตาลเข้ม ท้องขาวนวล หางขาวมีแถบดำพาดขวางคล้ายหางนกกก 

โหนกตันคล้ายงาช้างนี่แหละคือสิ่งที่ยั่วยวนให้บรรดานักล่าเข้าป่าเพื่อแสวงหามาแกะสลัก โหนกของนกชนหินมีคุณลักษณะเทียบเท่างาช้าง เพราะโหนกที่มีสีเหลืองและแดงจะตันแข็ง เรียกว่า งาเลือด หรืองาสีแดง หายากมาก กลายเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง เพราะหัวนกชนหินนั้นหายากยิ่งกว่างาช้าง และมีราคาแพงกว่างาช้างเสียอีก ถูกนำไปใช้ทำตราประทับ เครื่องตกแต่ง กำไล สร้อย

ผู้เขียนส่องกล้องดูโพรงรังของนกชนหิน สังเกตว่ามีปุ่มอยู่หน้าโพรงรัง ต่างจากโพรงรังของนกเงือกหัวแรดที่ไม่มีปุ่มอะไรเลย ปรีดาไขปริศนาให้ฟังว่า

“โพรงรังนกชนหินจะแปลกกว่านกเงือกชนิดอื่นตรงที่มีปุ่มอยู่หน้ารัง เรียกว่า ‘ตะโหงก’ เพราะมันใช้เล็บเกาะเปลือกไม้เหมือนนกเงือกชนิดอื่นไม่ได้ มีโหนกตันและโคนหางยาวกว่านกเงือกชนิดอื่น ทำให้ทรงตัวยากขณะป้อนอาหาร นกชนหินจึงต้องบินมาเหยียบปุ่ม แล้วค่อยป้อนอาหารให้ตัวเมียในโพรง”

ในเวลาต่อมา ข้อสังเกตนี้ทำให้เขาเป็นนักวิจัยคนแรกของโลกที่รายงานว่านกชนหินมีลักษณะการเลือกโพรงรังต่างจากนกเงือกพันธุ์อื่น ต้องเลือกโพรงที่มีปุ่มหรือตะโหงกเพื่อเป็นที่เกาะ

สาเหตุที่นกเงือกชนิดนี้ได้ชื่อว่า ชนหิน เป็นเพราะเวลามันทะเลาะแย่งอาณาบริเวณกัน มันจะบินเอาหัวโขกชนกัน มีเสียงดังคล้ายหินกระทบกัน ปรีดาเล่าว่าเขาเคยเห็นมากับตา

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

“ผมเคยเห็นนกชนหินชนกันกลางอากาศ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก บริเวณเขาตะโหนดแถวนี้แหละ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินขึ้นเขา ผมได้ยินเสียงแปร๊นๆ คล้ายแตรลมของรถประจำทาง พอเงยหน้าขึ้นไปเห็นนกชนหินคอย่นสีแดงแก่สองตัวกำลังส่งเสียงท้าทายกัน ตัวหนึ่งเป็นเจ้าของถิ่น อีกตัวหนึ่งเป็นผู้บุกรุก ทั้งสองตัวบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูงห่างกันราวหนึ่งร้อยเมตร

“ตอนแรกพวกมันเอาโหนกหัวฟาดกับกิ่งไม้เสียงดังเหมือนเอาสันขวานเคาะไม้ แล้วทั้งคู่ก็บินเอาโหนกหัวชนกันเสียงดังสนั่น แล้วโผมาเกาะพักที่กิ่งไม้ บินขึ้นกลางอากาศเอาโหนกหัวชนกันถึงสามครั้ง ก่อนจะเลิกลากันไป”

การเดินทางเข้าป่าบูโดครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ปรีดา เทียนส่งรัศมี คนตัวเล็กๆ ที่ทำงานเงียบๆ มายี่สิบกว่าปีเพื่ออนุรักษ์นกเงือกที่คนไทยรู้จักน้อยมาก บางทีอาจจะรู้จักนกทูแคนแห่งทวีปอเมริกาใต้มากกว่าเสียอีก เขาทุ่มเทชีวิตตลอดยี่สิบกว่าปีเพื่อทำให้นกเงือกในป่าลึกใต้สุดของประเทศรอดชีวิตจากการสูญพันธุ์

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก โดย ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญนกเงือกระดับโลก ได้ริเริ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือกในเมืองไทยอย่างจริงจัง จนกลายเป็นงานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดโครงการหนึ่งของโลกจนถึงปัจจุบันก็ร่วม 30 ปี

อาจารย์พิไลได้ส่งเด็กหนุ่มชื่อปรีดา เทียนส่งรัศมี ลงมาสำรวจนกเงือกบริเวณเทือกเขาป่าบูโด ปรีดาจบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่างและสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยนกเงือกที่เขาใหญ่ ห้วยขาแข้ง จนกระทั่ง พ.ศ. 2537 มีชาวบ้านมาบอกอาจารย์พิไลว่า พบนกเงือกหัวแรดที่เขาบูโด นกชนิดนี้เป็นนกหายากซึ่งคิดว่าสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว  

อาจารย์พิไลและปรีดาพร้อมคณะได้เข้ามาสำรวจ พบว่ายังมีนกเงือกหัวแรดแลนกเงือกชนิดอื่นๆ อีก 5 ชนิด คือ นกชนหิน นกเงือกหัวหงอก นกกก นกเงือกกรามช้าง และนกเงือกปากดำ รวมเป็น 6 ชนิด จากจำนวนนกเงือกในเมืองไทยที่มี 13 ชนิด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

นกเงือกเป็นนกโบราณ ถือกำเนิดเมื่อ 50 ล้านปีก่อน และเป็นนกที่ช่วยกระจายพันธุ์ไม้กว่า 200 ชนิด ในป่า นกเงือกยังเป็นดัชนีชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า เพราะนอกจากใช้พื้นที่หากินกว้างขวางแล้ว ยังเจาะโพรงทำรังในต้นไม้ใหญ่ด้วย ดังนั้น หากป่าผืนใดมีนกเงือกอาศัยอยู่มากแสดงว่าป่านั้นอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจของปรีดาพบว่าสถานการณ์ของนกเงือกไม่สู้ดีนัก เพราะเทือกเขาบูโดมีหมู่บ้านชาวมุสลิมตั้งอยู่ล้อมรอบ ชาวบ้านเริ่มรุกป่า ตัดไม้เถื่อนมาขายมากขึ้น และมีการขโมยลูกนกเงือกในรังไปขายเป็นประจำทุกปี

“คนมุสลิมไม่กินนกใหญ่ ไม่กินนกที่โฉบกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร ชาวมุสลิมไม่ล่านกเงือกกินเป็นอาหาร แต่ยอมรับว่าในอดีตขโมยลูกนกเงือกมานับสิบปีแล้ว”

ชาวมุสลิมคนหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ลูกนกเงือกเป็นของเล่นสำหรับคนมีเงิน มีคนรับซื้อถึงตัวละ 5,000 บาท แต่หากลักลอบขนลูกนกเงือกเหล่านั้นมาขายที่ตลาด อ.ต.ก. ในกรุงเทพฯ ได้จะได้ราคาดีมาก คือนกเงือกหัวหงอกตัวละ 30,000 บาท นกชนหินตัวละ 20,000 บาท

มูลนิธินกเงือกจึงเริ่ม ‘โครงการอุปการะนกเงือก’ ขึ้นมาเพื่อหาทุน โดยให้คนที่รักนกเงือกได้บริจาคเงินเพื่อดูแลนกเงือกทั้งหกชนิดในป่าบูโด โดยรับเป็นผู้อุปการะครอบครัวนกเงือกแต่ละรังที่ชาวบ้านดูแล แล้วชาวบ้านจะส่งรูป ส่งรายงานสถานะของครอบครัวนกเงือก ให้ผู้อุปการะทุกระยะ 

ปรีดาอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา เข้าหาชาวบ้าน พยายามให้ชาวบ้านรอบๆ เทือกเขาเห็นคุณค่าของนกเงือก และชักชวนให้คนที่เคยจับลูกนกเงือก หรือเจ้าของสวนที่มีต้นไม้ที่นกเงือกทำรัง มาร่วมกันเป็นผู้ช่วยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนกเงือก หากชาวบ้านพบนกเงือกเข้ารังตามต้นไม้ใหญ่แล้วมารายงาน ทางโครงการฯ จะให้เงินเป็นรางวัลตามความหายากง่ายของชนิดนกเงือก ทดแทนรายได้ที่หายไปจากการขโมยลูกนกและตัดไม้เถื่อน

ช่วงนี้ชาวบ้านจะมีรายได้จากค่าแรงที่ทางโครงการฯ จ่ายให้ แต่งานของพวกเขายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ยังต้องซ่อมแซมรัง ทำโพรงเทียม ที่ต้องปีนต้นไม้สูงกว่า 30 เมตร เพื่อช่วยให้นกเงือกเข้ารังมากขึ้น ปัจจุบันมีชาวบ้านตั้งแต่คนสูงอายุจนถึงวัยรุ่นและเด็ก ทั้งหญิงชาย ทำงานกับโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือก 35 คน

ปรีดาเข้าหาชาวบ้านอย่างอดทน ตั้งแต่การสื่อสารที่พูดภาษายาวีไม่ได้ เคยโดนข่มขู่จนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุดชาวบ้านรอบเทือกเขาบูโดเริ่มเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือก และกลายมาเป็นผู้อนุรักษ์นกเงือกจำนวนมาก ปรีดายังเชื่อว่าการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ ทดแทนรายได้ที่ได้จากการขายลูกนกราคาตัวละครึ่งหมื่นบาท

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

25 ปีผ่านไป ปรีดาในวัย 48 ปี และชาวบ้าน ช่วยให้ลูกนกเงือกในป่าบูโดหกร้อยกว่าตัวมีชีวิตรอด ทำให้ชาวบ้าน และเยาวชนรอบๆ ป่าหันมาช่วยกันดูแลแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือกที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้กลายเป็นแหล่งอนุรักษ์นกเงือก ซึ่งช่วยลดปัญหาสังคมจากเด็กวัยรุ่นที่เคยเที่ยวเตร่หรือติดยาเสพติด จากที่ไม่มีอะไรทำ เมื่อมาช่วยดูแลนกเงือกก็มีรายได้ นกเงือกแถวนี้จึงมีชาวบ้านหนุนหลังเป็นหลักค้ำประกันความปลอดภัย

แม้เมื่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ แต่การทำงานของคนรักนกเงือกไม่ได้ลดลง และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่อุทยาน ตำรวจ ทหาร ชาวบ้าน และภาคเอกชน ทุกวันนี้มีชาวบ้าน 5 หมู่บ้านรอบๆ เทือกเขาบูโดคอยปกป้องดูแลนกเงือกร่วมพันตัว ความสำเร็จในการอนุรักษ์นกเงือกทำให้ปรีดาต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรช่วยเผยแผ่ในป่าอื่นๆ เลยไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย การอนุรักษ์และงานวิจัยนกเงือกในเมืองไทยก้าวหน้าในระดับโลก ขณะที่ปรีดา หนุ่มเพาะช่างผู้ไม่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา กลายเป็นนักวิจัยนกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ให้การยอมรับว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ของนกเงือกมาจากงานวิจัยที่จริงจังซึ่งได้จากการลงพื้นที่จริงของเขา

รายการสารคดีระดับโลกแทบทุกรายการ เช่น National Geographic, BBC, NHK ต่างมาถ่ายทำสารคดีนกเงือกในเมืองไทยภายใต้การแนะนำของปรีดา ออกฉายไปทั่วโลกหลายครั้ง แต่ล่าสุดชาวบ้านได้รายงานว่า มีอดีตทหารพราน 5 – 6 คน พร้อมอาวุธเดินทางเข้าป่าล่านกเงือกชนหินตามใบสั่งของคนในเมืองนราธิวาส นกเงือกชนหินในป่าบูโดน่าจะมีไม่เกิน 10 คู่ แต่โดนพรานล่าไปแล้ว 4 ตัว ภัยคุกคามจากภายนอก จากความต้องการโหนกนกเงือกชนหินราคาแพง ได้รุกเข้ามาในป่าทางใต้แล้ว

นกเงือกชนหินมีถิ่นอาศัยกระจายในพื้นที่ป่าดิบชื้นทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายูไปจนถึงเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ที่ผ่านมา มีการประเมินว่านกเงือกชนหินในประเทศอินโดนีเซียถูกล่าเอาโหนกไปไม่ต่ำกว่า 6,000 ตัว จนแทบจะสูญพันธุ์

เมื่อภัยคุกคามนกเงือกชนหินจากภายนอกเพิ่มมากขึ้น ด้วยนักล่าที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธ และความต้องการงาเลือดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศจีน ปรีดาและชาวบ้านตัวเล็กๆ จะยืนหยัดปกป้องได้นานเพียงใด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

ร่วมบริจาคเงินอุปการะครอบครัวนกเงือกได้ทางบัญชีออมทรัพย์ ‘มูลนิธินกเงือก’ เลขบัญชี 026-2-75910-2 ธนาคารไทยพาณิชย์สาขารามาธิบดี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โทร : 02-201-5532

อีเมล : [email protected]

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load