อัสสัมชัญได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1885 โดย บาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ (Pere Emile Colombet) ชาวฝรั่งเศส โดยตั้งชื่อว่า College de L’ Assomption ด้วยจำนวนนักเรียน 33 คน มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนสำเร็จการศึกษามา 50,000 กว่าคน จากเลขประจำตัวนักเรียนล่าสุด 58484 

บาทหลวงกอลมเบต์ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแผ่นดินแม่มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญ บริเวณที่เรียกว่าบางรัก อันมีชุมชนชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกตั้งถิ่นอาศัยมาช้านาน และมีโบสถ์อัสสัมชัญเป็นศูนย์กลางในสมัยนั้น และต่อมาได้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนอบรมสั่งสอนให้กับนักเรียนโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ฐานันดร ศาสนา รวมถึงเด็กกำพร้าที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1885 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญ 

จากนักเรียนที่มาเรียนไม่กี่สิบคน เพียงไม่นานมีเด็กมาเรียนมากขึ้นตามลำดับ จากชื่อเสียงของโรงเรียนที่ผลิตเด็กนักเรียนมีคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมและความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสจากครูต่างชาติ ในขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็ขาดแคลนทุนทรัพย์และครูสอน บาทหลวงกอลมเบต์จึงเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด และติดต่อคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ให้มาสืบทอดกิจการของโรงเรียนต่อไป และทางคณะเซนต์คาเบรียลได้ส่งภราดาชุดแรกห้าท่านลงเรือมากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1901 เพื่อมาดูแลการบริหารโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป 

หนึ่งในนั้นคือ ฟ.ฮีแลร์ (F. Hilaire) ภราดาผู้เป็นเสาหลักและสร้างความเจริญรุ่งโรจน์ให้แก่โรงเรียนมาตลอดระยะเวลา 60 กว่าปีที่ท่านอยู่ที่โรงเรียนตราบจนวาระสุดท้าย และเป็นผู้แต่งหนังสือ ดรุณศึกษา ตำราเรียนชั้นประถมศึกษา แบบเรียนภาษาไทยเก่าแก่ชื่อดังที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาคณะเซนต์คาเบรียลที่บริหารโรงเรียนอัสสัมชัญเล็งเห็นว่า โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักคงไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ปกครองที่อยากส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ จึงได้ขยายโรงเรียนในเครือออกไปอีกนับ 10 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โรงเรียนมงฟอร์ต โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฯลฯ

ตลอดระยะเวลา 100 กว่าปี โรงเรียนอัสสัมชัญได้อบรมนักเรียนจนสำเร็จการศึกษาหลายหมื่นคน และหลายคนทำชื่อเสียงให้แก่สังคม อาทิ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร, พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรก, นายควง อภัยวงศ์, นายสัญญา ธรรมศักดิ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ,พระยาอนุมานราชธน บุคคลสำคัญของโลก โดย UNESCO , นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ พระไพศาล วิสาโล, นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์, นายวัลลภ เจียรวนนท์, นายชาติศิริ โสภณพานิช, นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายปิยบุตร แสงกนกกุล ฯลฯ

เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมอัสสัมชัญได้ผลิตหนังสือสมุดภาพเล่มใหญ่ชื่อ ‘Unseen Assumption บันทึกไว้ในแผ่นดิน’ ในวาระครบรอบ 135 ปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ ภายในหนังสือเล่มนี้มีภาพเก่าหายากอายุนับร้อยปี ทางทีมกองบรรณาธิการได้สืบหาข้อมูลจากหลายแหล่ง และไม่เคยเปิดเผยมาก่อน และทางผู้เขียนได้ขออนุญาตทางสมาคม เพื่อคัดภาพบางส่วนมาตีพิมพ์เผยแพร่

 ภาพเหล่านี้สามารถสะท้อนเรื่องราวของสังคม และชวนให้รำลึกอดีตของสยามนับร้อยปีก่อนว่า มีสภาพเป็นอย่างไร

เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายนักเรียนอัสสัมชัญทางเข้าหน้าประตูใหญ่ ประมาณ ค.ศ. 1900
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
 ผู้แทนสันตะปาปาจากวาติกันมาเยี่ยมโรงเรียนใน ค.ศ. 1938 
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
รูปหมู่นักเรียนอัสสัมชัญ ค.ศ. 1888 หลังจากเปิดการสอนได้ 3 ปี ถ่ายพร้อมกับ ม.ปาวี กงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายภราดา ครู และนักเรียนชั้นมูล ราว ค.ศ. 1912 สังเกตเห็นมีทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติมาเรียนรวมกัน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ภาพถ่ายนักเรียนใน ค.ศ. 1917 พระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) เสด็จเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ 
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
 นักเรียนอัสสัมชัญที่ท้องสนามหลวง ในงานฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1911 สังเกตธงช้าง ธงชาติในสมัยนั้น และป้าย Christian High School
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
บาทหลวงเอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์ (ค.ศ. 1849 – 1933) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญและสมุดบันทึกของท่าน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
สมณทูตเล กรอ อาร์ต (คนกลาง) มาเยี่ยมโรงเรียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1923 ท่านได้อบรมนักเรียนที่มีจำนวนประมาณ 1,600 คน
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ทีมฟุตบอลสมาคมอัสสัมชัญ ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลชิงเครื่องบินจำลองของกรมอากาศยานเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1935 ได้รับรางวัลเครื่องบินจำลองรุ่นนิเออปอร์ต
เปิดหนังสือ Unseen Assumption ชมภาพถ่ายเก่าหายากของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
วงเครื่องเป่า AC Band เป็นวงดุริยางค์เก่าแก่ที่สุดวงหนึ่งของประเทศ ภาพถ่ายก่อน ค.ศ. 1913

หมายเหตุ : สนใจหนังสือที่ระลึก Unseen Assumption ติดต่อสมาคมอัสสัมชัญ โทรศัพท์ 08 6990 1488

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ทุกวันนี้หากไปเดินเล่นตามชายหาดหลายแห่ง อาทิ หาดชะอำ หาดปราณบุรี และหาดอีกหลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศ จะพบสิ่งก่อสร้างของทางการคล้ายเขื่อนกั้นหาด เรียกว่า กำแพงกันคลื่น ยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล

ภาพชายหาดริมทะเลธรรมชาติอันงดงามค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างของมนุษย์

ทางราชการอ้างเหตุผลความจำเป็นว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่ง

แม้ว่านักวิชาการทางทะเลหลายคนจะมีหลักฐานชัดเจนพิสูจน์ว่า หลังจากการสร้างกำแพงกันคลื่นแล้ว จะก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้น

ขณะที่ทางการเดินหน้าสร้างเขื่อนกันคลื่น อ้างว่าป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวบ้าน เพราะเขื่อนป้องกันไม่ได้ สุดท้ายก็พังทลาย

งานอ้างอิงถึงงานวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก ระบุตรงกันว่า กำแพงกันคลื่นเป็น Death of the Beach คือตัวการที่ทำให้ชายหาด ชายฝั่ง หายไปตลอดกาล

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นปัญหาทั่วโลก จึงน่าจะมีวิธีจัดการที่ดีกว่าและใช้งบประมาณน้อยกว่านี้

หาดทรายหลายแห่งที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พอมีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้น ทำให้หาดทรายหายไป นักท่องเที่ยวจำนวนมากลดลงทันที จนเกิดการประท้วงขึ้นหลายแห่งของชาวบ้านบริเวณนั้น

เมื่อไม่นานมานี้ ทางเจ้าหน้าที่สถาบันลูกโลกสีเขียวได้ชวนผู้เขียนไปลงพื้นที่ที่ชุมชนบ้านโคกเมือง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ที่ตั้งอยู่ติดทะเลสาบสงขลา

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

ไปดูว่าชาวบ้านแถวนั้นปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งมานานแล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินมากมายสร้างกำแพงกันคลื่น

แต่กว่าจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย หากชาวโคกเมืองไม่ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างฝันให้เป็นจริง

ชาวบ้านโคกเมือง เป็นชุมชนชาวพุทธเก่าแก่อายุนับร้อยปี ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดทะเลสาบสงขลา มีแหล่งต้นนํ้ามาจากเทือกเขาบรรทัดและสันกาลาคีรี และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมไปสู่ทะเลที่อ่าวไทย ทำให้เกิดเป็นชุมชนที่มีระบบนิเวศ 3 นํ้า คือ นํ้าจืด นํ้ากร่อย และนํ้าเค็ม

บริเวณแถวนี้เคยเป็นเมืองโบราณ ยังปรากฏหลักฐานให้เห็น ได้แก่ คูเมืองโบราณ แหล่งนํ้าขนาดใหญ่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ฐานศิวลึงค์ สมอเรือ เครื่องถ้วยชามจีนสมัยต่าง ๆ เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาตลอด โดยเฉพาะช่วงมรสุมคลื่นลมแรง ชาวบ้านหลายคนเริ่มพูดคุยกัน มองออกไปนอกฝั่ง พยายามหาวิธีลดความรุนแรงของคลื่นลม และได้ความคิดว่าหากลองช่วยกันปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้มาก่อน อาจจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ พวกเขาจึงเริ่มจากการลองผิดลองถูก ไม่รู้ว่าต้นไม้จะขึ้นไหม

“ตอนนั้นเราไม่มีความรู้อะไร คิดแค่ว่าจะลองปลูกต้นไม้ในทะเล เพื่อให้ต้นไม้ช่วยบรรเทาคลื่นลม ต้นไม้ชนิดแรกที่นึกถึง คือ ต้นโกงกาง ที่เห็นคนปลูกในป่าชายเลน จึงเดาว่าน่าจะใช้ได้” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง อดีตผู้ใหญ่บ้านแกนนำคนสำคัญเล่าให้ผู้เขียนฟัง

“พวกชาวบ้านจึงช่วยกันระดมไปหาต้นโกงกางที่แถวนี้ไม่เคยขึ้นมาก่อน แต่ไปเอามาจากข้างนอกพื้นที่ แล้วระดมปลูกต้นโกงกางในทะเลหลายร้อยต้น หวังว่าจะช่วยลดแรงคลื่นลมได้ แต่สุดท้ายต้นโกงกางตายเรียบ ก่อนจะค้นพบสาเหตุว่า เพราะบริเวณที่ปลูกนี้เป็นดินทราย แต่ต้นโกงกางขึ้นในดินเลน จึงตายหมด”

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

บทเรียนครั้งนั้นที่ลงแรงลงเงินไปแบบไร้ประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า

‘กลับไปดูบ้านตัวเองว่า มีต้นไม้อะไรที่ปลูกขึ้นได้’

“สุดท้ายชาวโคกเมืองพบว่า ในหมู่บ้านตัวเองมีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ลุงลั่น ศรีประสม แกปลูกต้นลำพูมาก่อนบนดินทรายแถวบ้านได้นานแล้ว แต่ไม่มีใครสังเกต พวกเราจึงคิดว่าน่าจะลองเอาต้นลำพูไปปลูกริมทะเลน่าจะดี” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง เล่าความหลังเมื่อ 10 กว่าปีก่อนให้ฟัง

ใน พ.ศ. 2547 ชาวบ้านระดมกันปลูกต้นลำพูริมฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อน โดยใช้ลำพูเป็นต้นไม้เบิกนำบนพื้นทรายผสมโคลน

หลายปีต่อมา เมื่อดินค่อย ๆ ปรับสภาพ มีดินโคลนมาทับถมมากขึ้น ก็ปลูกต้นโกงกางเสริม ทำให้เกิดเป็นแนวป่าลำพู โกงกางยาวตลอดชายฝั่งร่วม 1 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่เกือบ 100 ไร่ในทะเล ต่อมาได้ทดลองนำต้นจาก ต้นฝาด ต้นตะบูน มาปลูกเสริม จนแนวป่ามีความหลากหลายของชนิดต้นไม้

จากฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อนในอดีต กลายเป็นป่าโกงกาง ป่าชายเลน ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างดี เพราะรากโกงกางช่วยยึดพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมแรง

ที่น่าสนใจคือ นักวิชาการบางคนเรียกต้นไม้ที่ปลูกในทะเลของชาวบ้านโคกเมืองว่า ‘ป่าชายเล’ ไม่ใช่ป่าชายเลน ซึ่งอาจจะเป็นนวัตกรรมของชาวบ้าน ในการปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เมื่อป่าชายเลนเกิดขึ้นริมฝั่งทะเล สิ่งที่ตามมาคือ บริเวณนี้ได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ มีกุ้ง หอย ปู ปลา เข้ามาอาศัยอยู่มาก ชาวบ้านสังเกตว่าเมื่อมีต้นลําพูเกิดขึ้น ทําให้ปลาจำนวนมากมาวางไข่ และต่อมาชาวบ้านยังร่วมใจกันทำแนวเขตฟาร์มทะเล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นแนวรอบ ชาวบ้านจะมาช่วยกันวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 7 – 10 คน และเวียนมาซ่อมแซมเดือนละครั้ง

จากนั้นใช้ภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ในการนํากิ่งไม้มาสุมไว้ในเขตอนุรักษ์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้า เรียกว่าการ ‘ล้อมหมํา’ เป็นวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์สัตว์นํ้า ทําให้เกิดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์นํ้าเป็นพื้นที่ 320 ไร่ เป็นแบบอย่างในการฟื้นฟูลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลา ทะเลหน้าบ้านของพวกเขา ให้มีปริมาณสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น

ชาวบ้านมีรายได้สูงขึ้นจากการมีอาชีพจับกุ้ง หอย ปู ปลา ที่ระเบียบของชุมชนอนุญาตให้จับได้นอกเขตอนุรักษ์ หลายคนที่ไปหางานทำในเมืองได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด

ปลาที่จับได้มีหลากหลายชนิดตลอดปี จากระบบนิเวศในทะเลสาบแห่งนี้ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

“ในฤดูฝนที่ฝนจากภูเขาตกลงมาหนัก ช่วยผลักดันน้ำเค็มออกไป น้ำแถวนี้กลายเป็นน้ำจืด แต่หากในฤดูแล้ง น้ำทะเลอาจจะหนุนเข้ามาลึก จนทำให้เกิดน้ำเค็มไปทั่ว ทำให้เกิดสัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล อาทิ ปลาลิ้นหมา ปลาแป้น ปลาทราย ปลากระโทง ปลากระบอก กุ้งก้ามกราม กุ้งหัวมัน กุ้งหัวแข็ง กุ้งกุลาดำ และปูอีกหลายชนิด และพวกเรายังมีการปล่อยลูกสัตว์น้ำเติมตลอด อาทิ ปล่อยกุ้งแชบ๊วยปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1,500,000 ตัว ปลากะพงปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 100,000 ตัว”

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

อุดม ฮิ่นเซ่ง วัย 60 บอกกับเราว่า ได้เกษียณตัวเองแล้ว ให้ผู้ใหญ่บ้านรุ่นใหม่มาสืบทอดแนวคิดต่อ และตัวเองถอยออกมาเป็นพี่เลี้ยงแทน

เมื่อสร้างระบบนิเวศที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ผู้คนก็ลืมตาอ้าปากได้จากการหาทรัพยากรธรรมชาติในทะเล

และที่น่ายินดีคือ เมื่อชุมชนโคกเมืองมีความเข้มแข็ง ได้ขยายแนวคิดและการปลูกป่าชายทะเลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วประเทศ ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีความมั่นคงทางอาหารมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ด้วยความคิดที่เริ่มจากการปลูก ‘ป่าเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กลายมาเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านแถวนั้น จนลืมตาอ้าปากได้อย่างมีความสุข

กลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่หัวใจไม่เล็กเลย

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load