17 กรกฎาคม 2562
16 K

เรานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา 

เขานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเรา

เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีขาว กางเกงทรงแปลกตาสีดำขลับ

เราสวมเสื้อยืดพอดีตัวสีขาว กางเกงยีนส์ทันสมัยสีดำสนิท

“เราเป็นเด็กบ้านนอก” เขาเปิดบทสนทนา

“เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศสวีเดน มีโอกาสทำงานด้านออกแบบแฟชั่น 

“และมีโอกาสทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง”

นั่นแหละ เขา

โชค วันมาละ จากหนุ่มตำบลศรีดอนมูล เชียงราย สู่ดีไซเนอร์ที่เปิดแบรนด์ผ้าไทยในสวีเดน

โชค วันมาละ นักออกแบบแฟชั่น เจ้าของ Aspire by Choke แบรนด์เสื้อผ้าอันเดอร์กราวนด์แนวสตรีทแวร์ ที่พาช่างเย็บผ้าจากตำบลศรีดอนมูล จังหวัดเชียงราย และผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติจากภาคเหนือของประเทศไทย ไปทำความรู้จักกับเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผ่านเสื้อผ้าสีพื้นลวดลายแสนเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลัง 

Aspire by Choke

“คงเป็นเพราะพรหมลิขิตหรือเปล่า” เขาตั้งคำถามเจือเสียงหัวเราะ ราวกับไม่เชื่อว่าเป็น ‘เขา’ ที่ได้ไปอยู่ที่นั่น 

ดูเหมือนบทสนทนาเบื้องหลังกำลังจะเริ่มต้นขึ้นเบื้องหน้า หลังจากเขาขยายความประโยคแรก

“พรหมลิขิตหรือเปล่าที่ทำให้เราได้ไปอยู่ตรงนั้น เราเคยยากจนมาก พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เรียนจบแค่ป.6 พอดีคุณพ่ออุปถัมภ์เขามาเจอเรา เขาเห็นว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้หรอก เลยรับเราไปอยู่ด้วยกันที่ประเทศสวีเดน”

1

คุณค้นพบตัวเองตอนไหนว่าอยากจะเป็นอะไร

สำหรับโชค เสรีภาพทำให้เขาค้นพบตัวเองตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษา 

“ตอนเช้าเราตื่นขึ้นมา เปิดตู้เสื้อผ้า เราอยากแต่งตัวแบบไหนก็ใส่เสื้อผ้าแบบนั้นแล้วไปโรงเรียนแบบ Cool cool เพราะโรงเรียนเขาไม่สนใจว่าคุณต้องผมสั้น เขาไม่สนใจว่าคุณต้องใส่เครื่องแบบนักเรียน แต่เขาให้อิสระในการเป็นตัวเรา เสรีภาพเลยไม่ใช่แค่การเดินไปไหน-มาไหนก็ได้

“เราเลยค้นพบตัวเองว่าอยากเป็น ‘ดีไซเนอร์’ ตั้งแต่ตอนนั้น” เขาเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

โชค วันมาละ จากหนุ่มตำบลศรีดอนมูล เชียงราย สู่ดีไซเนอร์ที่เปิดแบรนด์ผ้าไทยในสวีเดน

 จากเด็กมัธยมปลายกลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเจอกลุ่มเพื่อนคอเดียวกัน เมื่อบวกกับความชอบศิลปะเป็นทุนเดิม ยิ่งตอกย้ำความอยากเป็นนักออกแบบของเขา จนต้องหอบคำถามสำคัญกลับบ้านไปถามคุณพ่อ

“อยากเป็นดีไซเนอร์ต้องทำยังไง” – เขาเตรียมตัวเข้าจุดสตาร์ท 

“คุณพ่อบอกให้เราไปศูนย์แนะแนว” – คำตอบของคุณพ่อเป็นเหมือนสัญญาณนกหวีดจากกรรมการ 

“ศูนย์ฯ แนะนำให้เราไปเก็บความรู้ตรงนู้นตรงนี้ เราศึกษานานเกือบ 10 ปี จนครบหลักสูตรวิชาตามรัฐกำหนด ถึงจะเปิดบริษัทเป็นของตัวเองได้ เราพยายามหนักมาก จนวันหนึ่งเรามาถึงจุดนี้” – เสมือนนักวิ่งที่มุ่งสู่เป้าหมาย ฝีเท้าของเขาแทบไม่ติดพื้น จนเขาทำได้ เสียงเฮลั่นขอบสนาม

2

โชคมีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง เขาจึงไม่เลือกเป็นดีไซเนอร์ให้กับบริษัทอื่น แต่กลับสร้างแบรนด์ขึ้นมาแทน

“เราทำงานเป็นทีมได้ แต่มันใช้พลังงานมากและเรารู้สึกไม่เป็นตัวเอง ประกอบกับเรามีอุดมการณ์ 

“เรามาจากเด็กบ้านนอก เราเข้าใจดีว่าคนบ้านนอกเขาขาดอะไรบ้างและเขาต้องการอะไรบ้าง เราเห็นแล้วว่าเขามักย้ายถิ่นฐานด้วยความจำเป็นเพราะไม่มีงานทำ ชีวิตลำบาก ถ้าในประเทศไทยจะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ หรือแหล่งท่องเที่ยวอย่างหัวหิน พัทยา ภูเก็ต ถ้าพื้นที่ใหญ่ขึ้นระดับโลก เขาก็ย้ายข้ามประเทศกัน เลยเกิดปัญหาการแย่งงาน แย่งที่อยู่อาศัย ค่าแรงไม่เป็นธรรม

โชค วันมาละ จากหนุ่มตำบลศรีดอนมูล เชียงราย สู่ดีไซเนอร์ที่เปิดแบรนด์ผ้าไทยในสวีเดน

“เราเคยผ่านมาก่อน การย้านถิ่นฐานทำให้คน Racist ทำให้คนไม่รักกัน เราเลยทำแบรนด์เสื้อผ้าขึ้นมาเพื่อตอบสนองอุดมการณ์และมีจุดประสงค์เพื่อลดการย้ายถิ่นฐานโดยเราสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเขา ให้เขาประกอบอาชีพในบ้านเกิดของตัวเองได้อย่างเสรี”

โดยโชคเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาวบ้านตำบลศรีดอนมูล จังหวัดเชียงราย ถ้าถามว่าทำไมต้องเจาะจงศรีดอนมูล เพราะเขามาจากที่นั่น

“เราให้ชาวบ้านศรีดอนมูลเย็บผ้า เขาทำได้ทุกอย่างเลย แต่ต้องใช้เวลามากหน่อย เพราะเขาไม่เคยเย็บเสื้อผ้าแฟชั่นมาก่อน แล้วแพทเทิร์นของเราก็ไม่ง่าย เขาเก่งกันมากนะ เราดีใจกับเขามาก” โชคเล่าด้วยน้ำเสียงเป็นปลื้ม

3

เสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ เรียบง่าย แต่มีสไตล์ของชายหนุ่มมีอุดมการณ์ เริ่มต้นจากศูนย์ เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าต้องซื้อผ้าจากแหล่งไหน ต้องติดต่อกับใคร แต่ด้วยใจรัก เขาพยายามทุกทาง จนมีคอลเลกชันแรกอวดสายตาชาวสวีเดน

Aspire by Choke
Aspire by Choke

เขายังไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง จำต้องไปออกงานตามแฟชั่นแฟร์ เพื่อให้บายเออร์กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมาซื้อเสื้อผ้าจากเขาไปจำหน่ายและตีตราแบรนด์ของพวกเขาเอง แน่นอนโชคขายดิบขายดี แต่ตามมาด้วยปัญหา

ไม่ว่าจะขนาดของเสื้อผ้าเล็กไป จับฐานลูกค้าผิดกลุ่ม จากกลุ่มวัยรุ่นสดใส กลายเป็นคนทำงานอายุ 20 ตอนปลายถึงอายุ 60 ปี เพราะด้วยราคา ทำให้วัยรุ่นสตอกโฮล์มเลือกช้อปเสื้อผ้ามือสองมากกว่าจะเดินมาซื้อเสื้อผ้าของโชค “ตอนนั้นเราท้อแล้ว มีแต่ลูกค้าเดิม ไม่มีกำไร คงไปต่อไม่ได้แล้ว เสื้อผ้าของเรามีแต่ Buyer มาซื้อไปขายร้านเขาเอง ช่วงนั้นเราไม่กินข้าวกินน้ำเลยนะ จนครอบครัวเห็นแล้วเขาเป็นห่วง เช้าวันรุ่งขึ้นคุณพ่อมาปลุกเราขึ้นรถ แล้วพาไปดูหน้าร้าน มันมีอยู่ 2 สถานที่ เราตัดสินใจเลือกอีกสถานที่หนึ่ง บทจะง่ายก็ง่าย เหมือนของมันจะเป็นของเราอยู่แล้ว

โชค วันมาละ จากหนุ่มตำบลศรีดอนมูล เชียงราย สู่ดีไซเนอร์ที่เปิดแบรนด์ผ้าไทยในสวีเดน

“หลังจากทำเรื่องกู้เงินสำหรับทำร้านผ่าน เราเซอร์ไพรส์เหมือนกัน จากไม่ค่อยมั่นใจก็กลายเป็นอีมั่นขึ้นมา” แม้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ด้วยปัญหาและความต้องการของลูกค้าทำให้โชคกลายเป็นตัวจริง พร้อมลงสนามอีกครั้ง

4

วัฒนธรรมล้านนา วัฒนธรรมเอเชีย วัฒนธรรมสแกนดิเนเวีย เป็นข้อได้เปรียบของดีไซน์เนอร์วัฒนธรรมผสมอย่างโชค เพราะเขาทำเสื้อผ้าออกมาได้หลากหลายรูปแบบ จากการซึบซับทั้งสามวัฒนธรรมมาเป็นเวลานาน

“วัฒนธรรม เราต้องอยู่กับเขา แล้วจะซึบซับและหล่อหลอมให้เราเป็นเรา แล้วมันก็ตอบโจทย์กับงานที่เราทำอยู่ กลายมาเป็นงานออกแบบเสื้อผ้า บางทีดูคล้ายสแกนดิเนเวียน มองอีกทีเหมือนเอเชียน น่าสนใจนะ เราดึงวัฒนธรรมออกใช้ประโยชน์ได้มากมาย แต่สำคัญเลย วัฒนธรรมต้องพัฒนาและก้าวให้ทันกับยุคสมัย” เขาอธิบายอย่างออกรสชาติ

คุณเอาทั้งสามวัฒนธรรมมาออกแบบเป็นเสื้อผ้าได้อย่างไร เราถามต่อด้วยความสงสัยคิ้วขมวด

Aspire by Choke

“ตอนเราเป็นเด็ก ยุค 90 ทีวีเมืองไทยมีการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก เราชอบดูนินจา ส่วนหนังจีนเราก็ชอบ พอมาออกแบบเสื้อผ้าเราเลยหยิบกลิ่นอายตรงนั้นมาผสมเข้าไป อย่างกางเกงเป็นทรงล้านนา เสื้อเป็นทรงกิโมโนในแบบของแบรนด์เราเอง

“เสื้อผ้าของเราส่วนใหญ่จะต้องสวมเป็นเลเยอร์ ก็มาจากหนังจีนโปเยโปโลเย เสื้อผ้าเขาสวย มีเสื้อด้านใน มีเสื้อด้านนนอก ทำให้เราค้นพบว่าการแต่งกายแบบมีเลเยอร์เก๋กว่าการใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์แบบธรรมดา

“ส่วนสแกนดิเนเวียน เน้นความเรียบง่าย แต่มีสไตล์ คนสตอกโฮล์มแต่งตัวเก่งมาก เวลาเราเดินตามท้องถนน จะเห็นคนแต่งตัวด้วยสตรีทแวร์เยอะมาก อาจเป็นเพราะเขามีเสรีภาพ เขาเลยกลายเป็นคนที่มีตัวตน มีสไตล์เป็นของตัวเอง เขารู้ว่าเขาชอบอะไร เขาซื้อ การแต่งกายจึงเป็นเหมือนการบอกเล่าตัวตนของเขา

Aspire by Choke
Aspire by Choke

“ถ้าเป็นเรา คนจะไม่ถามว่าทำงานอะไร บางคนเขารู้เองจากเสื้อผ้าที่เราใส่ออกไป ความเป็นตัวตนของเราได้บ่งบอกอาชีพเราไปหมดแล้ว ก็วกกลับมาเสรีภาพอีก” เขาอมยิ้มก่อนจะพูดต่อ “เสรีภาพทำให้เราค้นพบตัวเอง นี่แหละฉัน!”

5

ก่อนจะออกคอลเลกชัน เขาหาแรงบันดาลใจด้วยการนั่งร้านกาแฟ เดินเข้ามิวเซียม มองสีเสื้อคนนั้นที ทรงกางเกงคนนู้นที แถมยกกล้องขึ้นมาถ่ายเพื่อบันทึกเป็นแนวทางในการออกแบบและต่อยอดเสื้อผ้าของเขาเองด้วย  

“การท่องเที่ยวสำคัญนะ” 

สำคัญอย่างไร

“เราได้เห็นคนท้องถิ่นแต่ละประเทศ เขาแต่งตัวยังไง สไตล์เขาเป็นแบบไหน ถ้าได้ไปร้านกาแฟเราจะนั่งริมหน้าต่างทั้งวันเลย คอยมองคนแต่งตัวเก๋ ถ้าชอบเราก็กดถ่าย เราพกกล้องติดตัวตลอด มันมีส่วนทำให้เราได้เห็นการมิกซ์เสื้อผ้า ความละเอียดของการตัดเย็บ

“บางทีความไม่เข้ากันแต่เข้ากันของสี สีนั้นกับสีนี้จับคู่กันแล้วสวย เราไม่ได้ไปลอกเขา มันเป็นแนวทางการออกแบบของเรามากกว่า บางทีกางเกงขาเต่อเขาทำแล้วสวย ถ้าเป็นแบรนด์เราจะทำออกมายังไง”

เขาเฉลยหมดเปลือก แม้กระทั่งขั้นตอนการจับคู่สี โชคจะเอาสีที่เขาต้องการจะมิกซ์ไปแมตช์กับสารพัดสีที่เขามี เทียบแล้วเทียบอีก เพราะเขาคิดแทนลูกค้าเรียบร้อย

“สมมติลูกค้าเปิดตู้เสื้อผ้า อยากใส่กางเกงสีดำ ก็ต้องเอาสีดำไปเทียบกับสีเสื้อว่าสีไหนจะเข้ากัน แต่ถ้าคุณเดินเข้า Aspire by Choke เขาจะแนะนำคุณได้อย่างละเอียดยิบว่ากางเกงสีดำควรจะสวมกับเสื้อสีไหน”

Aspire by Choke

ทำไมคุณถึงสนุกกับมันได้มากมายขนาดนี้ เราถาม 

เพราะแววตาเขาส่องประกายทุกครั้งเวลาบทสนทนาดำเนินไปถึงเรื่องแฟชั่น

“เราคิดว่าความอยาก เป็นเพราะแพสชัน เรากระหายอยากจะทำตลอดเวลา” 

สีหน้าและน้ำเสียงของเขาแสดงถึงความกระหายจนเราเชื่อสนิทใจ

“เราจะไม่มีวันเหนื่อย ถ้าได้ทำในสิ่งที่รัก เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าปราศจากความรักเราคงทำต่อมาถึง 5 ปีไม่ได้”

6

Aspire by Choke

คอลเลกชันล่าสุด ด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เขาเล็งเห็นปัญหา เลยอยากชวนคนสตอกโฮล์มมาเห็นปัญหาด้วยกัน เจ้าของแบรนด์จึงเลือกผ้าทอมือจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผ้าฝ้ายผสมกับลินินสีจากธรรมชาติบ้าง เป็นผ้าฝ้ายผสมใยกัญชงบ้าง

“ถ้าต้องมีสีเขาเลือกย้อมด้วยครามสีสวย เพื่อหลีกเลี่ยงและลดการใช้สารเคมีให้ได้มากที่สุด มาทำเป็นกางเกงทรงเก๋ เสื้อคลุมกิโมโนย้อมครามสีน้ำเงินตุ่นใส่ได้ทั้งชายและหญิง เราชอบมากต้องยกให้เสื้อและกางเกงลายทางเข้าชุด ซื้อครบลุคทั้งกางเกงและเสื้อ เอาไปมิกซ์แอนด์แมชต์ได้อีกหลายแบบแน่นอน คุ้มค่า!

7

เรายังคงนั่งตรงข้ามกับเขา 

เขายังคงนั่งตรงข้ามกับเรา

เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีขาว กางเกงทรงแปลกตาสีดำขลับ

เราสวมเสื้อยืดพอดีตัวสีขาว กางเกงยีนส์ทันสมัยสีดำสนิท

“เป็นเพราะพรหมลิขิตทำให้เราได้มาอยู่สวีเดน เรารู้สึกว่าโลกเรากว้างขึ้น เราเห็นมากกว่าคนอื่น เราเรียนรู้ชีวิต เราเคยผ่านความยากลำบากมาแล้ว เราผ่านทุกอย่างมาจนเรา Strong เราไม่เคยกลัวถ้าจะต้องกลับไปยืนตรงจุดเดิม เพราะประสบการณ์สอนให้เราแข็งแกร่ง เราภูมิใจในความเป็นตัวเรามากและไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยใดในชีวิต”

ก่อนจบบทสนทนาเขาย้ำจุดประสงค์ของ Aspire by Choke อีกครั้ง   

โชค วันมาละ จากหนุ่มตำบลศรีดอนมูล เชียงราย สู่ดีไซเนอร์ที่เปิดแบรนด์ผ้าไทยในสวีเดน

“อนาคตเรามีแนวโน้มจะขยายวงกว้างไปไกลกว่าศรีดอนมูล ตอนนี้เรายังช่วยคนได้น้อย เราอยากช่วยคนได้มากขึ้น อยากให้เขามีรายได้มั่นคง พ่อแม่ได้ตื่นขึ้นมาเห็นหน้าลูก ได้อยู่กันพร้อมหน้าครอบครัว มีเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ

“การได้ทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง สำคัญที่สุด คนที่ไม่มีอุดมการณ์คือคนตายไปแล้ว” 

นั้นแหละ เขา

โชค วันมาละ

Aspire by Choke 

Götgatan 31, 116 21 Stockholm, Sweden

Website: aspirebychoke.com

Facebook: Aspire by Choke

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ทีแรกเราไม่มั่นใจว่านั่งรถมาถูกที่รึเปล่า แต่ป้ายที่เขียนว่า Beyond Living ด้านหน้า ก็ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในบ้านเก่าหลังนั้น

บรรยากาศที่นี่คึกคักและวุ่นวายในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขวักไขว่ทั่วบริเวณ บ้างก็ขะมักเขม้นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เหนื่อยอ่อน เราหันไปมองกี่ทอผ้าตัวเบ้อเริ่มที่มีคน 4 คนช่วยกันทออย่างประทับใจ

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

“มาแล้วเหรอ!” หญิงสาวในชุดตัดเย็บเองส่งเสียงทักทายเป็นกันเอง เธอกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ ทำงานศิลปะบางอย่างที่ห้อยลงมาจากเพดานร่วมกับทีมงานหลายคนที่ยืนข้างล่าง 

เราเคยเจอเธอครั้งหนึ่งแล้วที่งาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ซึ่งสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักเศรษฐกิจกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่ได้ขึ้นไปพูดในวันนั้น

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เรียกตัวเองว่า มุกวี (Mook V) หลายคนอาจจะเห็นเธอในหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ เธอเป็นนักออกแบบและศิลปินที่ทำงานสิ่งทอเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทยที่งานมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งสีสัน เท็กซ์เจอร์ วิธีการจัดวาง และการใช้วัสดุที่มักเป็นขยะหรือของเหลือใช้ หากได้เห็นที่ไหนก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คืองานของเธอ

“จริง ๆ ไม่ได้ตั้งตัวว่าฉันจะเป็น Recycled Artist นะ ไม่ใช่เลย แค่เป็นคนไม่ชอบ Waste ไม่อยากทิ้งของ” เธอบอกกับเรา ไม่ได้ยอมรับกับตำแหน่งที่คนในสังคมมอบให้อย่างเต็มที่

วันนี้เราได้โอกาสมาคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับแพสชันในงานดีไซน์ งานศิลปะ และ ‘ขยะ’ กองใหญ่ถึงสตูดิโอของเธอเอง แม้ยังไม่ได้เริ่ม แต่บรรยากาศรอบตัวก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นซะแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ชีวิตหนังอินดี้ของมุกวี

มุกวีเป็นอดีตเด็กหญิงล้วน เธอเรียนมาแตร์เดอีจนถึงอายุ 13 ปี จากนั้นก็ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

“ไม่ชอบเรียนหนังสือ!”

“ไม่ชอบวาดรูป!” 

“ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย!” 

“ชอบเหม่อ!” เธอเล่าถึงตัวเองในวัยเยาว์

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่ชอบเรียนหนังสือนี่เข้าใจได้ ศิลปินที่เราไปสัมภาษณ์หลาย ๆ คนก็เริ่มบรรยายชีวิตด้วยประโยคแมส ๆ นี้ แต่ไม่ชอบวาดรูป ไม่ชอบเย็บปักถักร้อยนี่ออกจะเหนือความคาดหมายสักหน่อย ดีที่เธอเล่าต่อว่าเธอชอบทำงานประดิษฐ์และถักนิตติ้งด้วยมือ

ระบบการเรียนที่อังกฤษไม่เหมือนประเทศไทยที่ต้องเรียนกันหลายวิชา มุกเล่าว่าเด็ก ๆ ที่นั่นต้องรู้ตัวเองตั้งแต่อายุ 13 – 14 ว่าอยากจะไปทางไหน จะทางศิลป์หรือทางวิทย์ จากนั้นพอเรียนถึง A-Level ก็จะเหลือวิชาเรียนแค่ 3 ตัว ซึ่งเธอเลือกเรียนศิลปะ 2 ตัว ประวัติศาสตร์ 1 ตัว ด้วยความที่คิดว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แต่เมื่อได้เรียนลงลึกจริง ๆ ก็เปลี่ยนความคิด ไม่อยากเป็นแล้ว

“อยากทำตั้งแต่ศูนย์ การทำตั้งแต่ศูนย์คือการทำผ้า ตั้งแต่เป็นปุยฝ้าย ขยับมาเป็นเส้นด้าย มาทอเป็นผ้า มันเหมือนการ Create จริงๆ จากมือ พี่ไม่ได้เป็นคนวาดรูปเก่ง แต่เป็นคนที่เด่นเรื่องสีสันและเท็กซ์เจอร์” และจุดแข็งที่เธอว่า ก็ทำให้เธอก็เข้าไปเรียน Textile Design (การออกแบบสิ่งทอ) ที่ St. Martin’s College of Art & Design ที่ลอนดอนได้

“จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง พอเข้าได้ก็รู้สึกว่าเก่งจัง เริ่มเหลิง ก็เลยไม่ไปเรียนเลยทั้งเทอมแรก” 

อ้าว หักมุมอีกแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอเล่าว่าเวลาแจกโจทย์ อาจารย์จะให้มา 3 โจทย์ หากไม่ทำตาม 3 โจทย์นั้นก็ต้องแต่งโจทย์เอง มุกวีจะเลือกแต่งเองตลอด เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นแต้มบุญที่มีก็ทำให้เธอผ่านมาได้ด้วยดี

Textile Design แบ่งออกเป็น 3 สาขา Knitting (การถัก), Weaving (การทอ), Printing (การพิมพ์) สิ่งที่เธอเลือกแบบงง ๆ ในตอนนั้นคือ Weaving ซึ่งวิชานี้ก็พาให้ชีวิตดำเนินมาเรื่อย ๆ จนได้จบมาทำงานที่แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และได้อยู่ในกระบวนการทำ Bangkok Fashion Week ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

“โห เราจบจากเมืองนอก ไม่อยู่เมืองไทยมาสิบกว่าปี พอได้ไปอยู่กับชาวเขาก็สนุกมาก” เธอเล่าถึงความหลังด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ที่เราไปเรียนทำลาย เรียนย้อม ปั่นด้าย ตีเกลียวมา เราก็เอาไปสอนเขา แล้วเขาก็สอนในสิ่งที่เราไม่รู้อย่างการใช้กี่เท้าเหยียบ เหมือนต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นสิ่งที่พี่ถือในความคิดมาตลอด ว่าเราทำงานกับใคร เราก็เรียนรู้จากเขาได้ตลอดเวลา”

มุกวีใช้เวลา 5 ปี ทำงานที่แม่ฟ้าหลวง แล้วตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหม่ ด้วยการออกมามุ่งมั่นทำอะไรเป็นของตัวเองครั้งแรก

ปล่อยใจตามแพสชัน

Beyond Living หรือสตูดิโอที่เรามาเยี่ยมในวันนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาทำงาน Commercial ทั้งพรม ที่รองจาน เบาะ ปลอกหมอน และของใช้อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าส่งออกหลายแห่งในโลก ส่วนแบรนด์ Mook V เป็นแบรนด์กระเป๋าที่เธอเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2018 ปัจจุบันนี้ ในฐานะ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เธอเป็นที่ยอมรับทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ

แล้วงานศิลปะล่ะ เป็นของ Mook V ด้วยเหรอ งงไปหมดแล้วว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ไหน

“แบรนด์ Mook V คือกระเป๋า แต่งานอาร์ตที่ไม่มีแบรนดิ้ง พี่ก็เผอิญเซ็นชื่อว่า Mook V ด้วย จริง ๆ แล้ว Mook V ก็คือพี่ คือคนคนเดียวกัน ยูจะเรียกไอเป็นอะไร ใส่หมวกใบไหน มันก็คือคนเดียวกัน” มุกวีพยายามอธิบาย “แต่บางชิ้นก็เซ็นว่า เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ นะ ก็แล้วแต่”

ตอนที่มุกยังเด็ก ที่นี่เคยเป็นบ้านของคุณอา เมื่อเติบโตมาอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจเปลี่ยนบ้านเก่าหลังนี้เป็นสตูดิโอ และเดินไปติดป้าย ‘รับสมัครทีมงาน’ ไว้หน้าประตู

“มีหลายคนที่ขี่จักรยานมาสมัคร บางคนเคยขายกระเทียมดอง ขายผลไม้ ขายถุงเท้าแถวนี้มาก่อน” มุกเล่าถึงพี่ ๆ ป้า ๆ ผู้หญิงที่กำลังแท็กทีมทอผ้ากันอยู่ระหว่างที่เราคุย พวกเขาอยู่กันมากว่า 20 ปี ร่วมลงแรงทำทุกแบรนด์และทุกงานศิลปะที่มุกเป็นเจ้าของ “เราบอกไปว่า ใครที่ทอผ้าเป็นเราไม่รับ ถ้าทอผ้าเป็นจะมีทักษะบางอย่างแล้ว เช่น ทอกี่กระตุก ทอผ้าไหม แต่กี่เหล็กของพี่มันเป็นอีกแบบ มันเป็นกี่ทำเองที่หนักมาก อย่างที่เห็น มันต้องใช้แรงงานอยู่เหมือนกัน”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอบอกว่าตัวเองเป็น ‘คนสวนกระแส’ เธอไม่รู้สึกว่ามุกวีเข้ากับหมวดหมู่อาชีพไหนเลย เธอไม่เหมือนดีไซเนอร์ ไม่ได้แต่งตัวแบบนั้น ไม่ชอบสีดำ ไม่เหมือนศิลปินคนอื่น ๆ ที่ถูกกดและสร้างงานจากความเศร้าหรือความรันทด กลับกัน เธอสร้างงานจากความสุข ฉะนั้น จึงยากที่จะ ‘แปะป้าย’ ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่

“I follow my passion” เพลินจันทร์ประกาศ เธอไม่อยากจำกัดว่าตัวเองเป็นศิลปินสิ่งทอเพียงอย่างเดียว “งานคือแพสชันของพี่ พี่เป็นคนที่ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำให้มันดีที่สุด”

วิธีการทำงานอย่างหนึ่งที่เธอทำจนกลายเป็นคาแรกเตอร์สำคัญของงาน คือ ‘การบริหารสต็อก’ เธอเป็นคนไม่ชอบทิ้งของ และเห็นด้วยกับแนวคิด Zero Waste

“โรงแรมสั่งพรมหลาย ๆ ผืน เราก็ต้องคำนวณแล้วว่าจะใช้เส้นใยในการทอกี่กิโล บางทีเราคิดออกมา 280 กิโล พอทอไปกลายเป็นใช้ไปแค่ 275 กิโล เหลือ 5 กิโล จะทอพรม 1 ผืนก็ไม่ได้ ถ้าจะทอพรม 1 ผืน มันต้องเป็นจากล็อตเดียวกัน ไม่งั้นสีจะต่าง เราก็เลยมีเหลือเส้นใยจากโปรเจกต์หนึ่ง 5 กิโล อีกโปรเจกต์ 3 กิโล ก็เลยเอามาทอเป็นชิ้น ๆ เล็ก ๆ แล้วทำเป็นกระเป๋า

“งานทำหมอนให้กับโรงแรม เวลาตัดหมอนก็จะเหลือเป็นแถบยาว ๆ บางทีเหลือตั้ง 24 ลัง ก็นำมาทำเป็นงานอาร์ตที่มาจากเศษผ้า

“ที่พี่อยากให้เป็น Zero Waste เพราะว่า หนึ่ง ไม่มีตังค์ ไม่งั้นสต็อกก็จมอยู่อย่างนั้น สอง ไม่ชอบการที่โยนของทิ้ง อยากให้คนเห็นคุณค่า” เธอพูดตรง ๆ “นอกจากเรื่องเงินนะ มันเป็นเรื่องของคุณค่าด้วย”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่เพียงชอบนำวัสดุเหลือจากการทำงานมาใช้ประโยชน์ มุกวีชอบขยะด้วย ใช่ เราหมายถึง ‘ขยะ’ จริง ๆ

นักสร้างสรรค์พาเราเดินไปชมถุงกองใหญ่ด้านหลัง บ้างเป็นขยะบดเม็ด บ้างเป็นแหชาวประมง บ้างเป็นขยะพลาสติก บ้างเป็นกระป๋องน้ำอัดลม ทั้งหมดถูกทำความสะอาดอย่างดีแล้วแยกไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อมุกจะได้หยิบสิ่งเหล่านี้ไปทำงานศิลปะ

“ภูมิใจมาก ขยะพวกนี้เก็บโดยลูกชายนะ” เธอเป็นคุณแม่ของแฝด 3 อายุ 13 ปี ครอบครัวนี้ชอบไปเที่ยวทะเล และทุก ๆ ครั้งที่ไปก็ต้องเดินเก็บขยะตามชายหาดกันคนละไม้ละมือ บางชิ้นฝังอยู่ลึกก็ต้องใช้เสียมช่วยกันขุดขึ้นมา เรานึกภาพพ่อแม่ลูกท่าทางเหนื่อยล้าเดินไปที่เคาน์เตอร์โรงแรม แล้วขอให้พนักงานช่วยส่งพัสดุขยะเหล่านี้ไปที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าพนักงานคงจะงงไม่น้อย

“ของส่วนตัวก็เยอะ อย่างถุงน่องที่เราใช้ ใส่หนเดียวขาด แทนที่จะทิ้งพี่ก็เก็บมาทอเป็นชิ้นงาน ถุงเท้าลูกก็เยอะ ลูกแฝดเรา 3 คนโตเร็วมาก คิดดูว่าต้องใช้ถุงเท้าไปกี่คู่ พี่เอามาทอเป็นพรมให้ลูก 1 ผืนเลย เขาก็จะรู้สึกดีว่านี่คือของของฉันตอนเด็ก ๆ” เพลินจันทร์เล่าอย่างเพลิดเพลิน “พี่อยากให้ลูกรู้สึกเสียดายของ รักษาของ ซึ่งยากมากที่จะสอนเด็กสมัยนี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปกับกระแส มาเร็วไปเร็ว มันเปลี่ยนจนเราไม่รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร

“พี่ไม่ได้คิดไกลขนาดว่าจะทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไป แค่คิดถึงคุณค่าของของ และไม่ชอบ Waste แต่ผลพลอยได้คือ เรามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

“เราเป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำในสิ่งเล็ก ๆ แต่จากคนของเราสิบกว่าคน หนึ่งในสิบก็ไปอีกสิบ จากนั้นก็ไปอีกสิบ แต่พี่ไม่ได้มองว่ามันจะไปได้ไกลขนาดไหน พี่มองแค่ว่าเราดูแลรับผิดชอบในวงเล็ก ๆ ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดมันก็อาจจะช่วยโลกให้ดีขึ้นได้บ้าง”

ถุงน่องเก่าย้อมสีที่มีขยะบดบรรจุอยู่ข้างใน

4 งานที่มุกวีเลือก

01 กระเป๋า : ‘Razzle Dazzle’ (Collection)

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“สามีพี่เป็นคนอ่านเยอะมาก แล้วเวลาจะทำงานอาร์ต ก็จะนั่งคุยกันว่าจะทำลวดลายอะไรดี ครั้งนี้เราใช้คอนเซ็ปต์ Camouflage หรือการพรางตัว”

ลายพรางนี้เรียกว่า Razzle Dazzle เป็นลายเพนต์ที่ปรากฏบนเรือรบอังกฤษยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และบนเรือรบสหรัฐในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ลายชวนเวียนหัวนี้ใช้สำหรับพรางสายตา ไม่ให้คู่ต่อสู้สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรือกำลังไปทางไหน และมุ่งหน้าด้วยความเร็วเท่าไหร่

กระเป๋าก็อยู่ในวงจรความยั่งยืนของมุกวี หากเศษเหลือจากการทำพรมนั้นน้อยจนไม่สามารถไปพอเป็นพรมอีกผืน นอกจากงานอาร์ตแล้ว เส้นใยเหล่านั้นก็จะมาลงเอยที่การทำกระเป๋า

02 งานอาร์ต : ‘White Skies’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“พี่เคยไปสอนภรรยาชาวประมงทำงาน ได้ไปเล่าว่า มุกกำลังทำนิทรรศการ แหที่ไม่ใช้แล้วมุกขอได้ไหม อย่าไปทิ้ง เขาก็บอกว่าไม่มีหรอกค่ะคุณมุก เขาไม่เอากลับ เวลาเขาไปตกปลาเสร็จเขาก็เอาปลากลับแล้วก็โยนลงทะเล นี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้า”

เชือกแหที่ใช้ในงานนี้มาจากทริปนาใต้ ภูเก็ต ของมุกวี เธอเห็นเชือกแหชาวประมงถูกซัดขึ้นมาบนชายหาด จึงเก็บมาทำงานศิลปะเป็นอุทาหรณ์

เชือกแห เส้นฝ้ายที่เหลือจากการทอพรม และดิ้นทองเส้นสั้น ๆ ที่เหลือจากการทำงานต่าง ๆ ถูกจับมารวมกัน สร้างสรรค์จนกลายเป็นผลงานน่าประทับใจชิ้นนี้

“เชือกที่ถูกซัดมาบนชายหาดมันจะมากับคราบดำอย่างที่เห็น ซักยังไงก็ไม่ออก แต่ถ้าคุณมองว่ามันสวยมันก็สวย เราว่าเหมือนมีการไล่โทนสีโดยที่ไม่ต้องย้อมเลย

“การทำงานอาร์ตจากขยะ ถ้าดูเลอะเทอะเหมือนเดิมมันก็ยากนะที่คนจะเข้าใจว่าต่างจากการเป็นขยะยังไง ฉะนั้น สิ่งที่พี่พยายามทำคือ ทำให้ขยะดูไม่เป็นขยะ เพิ่มคุณค่าเข้าไปให้มีความเป็นศิลปะ”

03 งานอาร์ต : ‘The Sea Ghost and Beyond’ (Exhibition)

“ยูก็ทำอะไรที่รู้สึกถึงมันเยอะ ๆ สิ” ช่วง 2 ปีที่แล้ว ระหว่างที่มุกกำลังหาไอเดียให้กับนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง สามีก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา

“ช่วงนี้รู้สึกว่าเบื่อจัง ร้อนก็ร้อนมาก หนาวก็หนาวมาก ทำไมโลกมันเป็นแบบนี้” คือสิ่งที่เธอตอบไปในตอนนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไปเสิร์ชคำว่า The effect of global warming เพื่อดูชาร์ตต่าง ๆ และเป็นสิ่งที่พาให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้น

“งานนี้เป็นงานที่ให้วัตถุดิบซึ่งก็คือขยะรอบตัวเรา เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเอง” ขยะรอบตัวที่ว่ามาจากครอบครัวบ้าง ร้านอาหารในชุมชนบ้าง

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 1 : ‘Saturated’

‘Saturated’ เป็นการทอภาพถ่ายทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่า ‘พวกเรา’ กำลังจะจม เริ่มตั้งแต่เพื่อนบ้าน เวียดนาม ลาว แล้วก็มาถึงประเทศไทย

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 2 : ‘Embers’

‘Embers’ มาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ออสเตรเลีย สีดำคือขี้ด้ายจากโรงงานทอผ้าที่มุกไปขอซื้อเป็นกระสอบเพื่อนำมาทอ ส่วนสีส้มคือถุงน่องที่ย้อมไล่โทนสีเป็นไฟ ด้านในมีขยะบดบรรจุอยู่ แสดงให้เห็นว่าถ้าเรายังใช้ชีวิตมักง่ายกันแบบนี้ ความร้อนจะผลักป่า (สีเขียวในงาน) ออกไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟในที่สุด โดยพื้นสีเขียวทอจากขวดสไปรท์สีเขียวที่เลิกผลิตไปแล้วเพราะย่อยสลายยาก

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 3 : ‘Summit Station’

‘Summit Station’ เป็นกราฟแสดงว่าอุณหภูมิเดือนมิถุนายนสูงขึ้นทุกปี มุกใช้กระป๋องน้ำอัดลมที่ลูกดื่มตัดเป็นเส้น ใช้กระดาษใช้แล้วที่ออฟฟิศตีเกลียว และใช้ Fast Fashion ที่นำมาย้อมสีแดงและตีเกลียว ทั้งหมดทอเข้าด้วยกัน ส่วนถุงสีขาวสื่อถึงหิมะที่กำลังละลาย ทำมาจากถุงน่องที่มีขยะบดบรรจุไว้ข้างใน

04 งานอาร์ต : ‘Woven Symphony’ และ ‘Adam’s Bridge’

โปรเจกต์ในคราวนี้เริ่มมาจากที่ ThaiBev ติดต่อมุกมาทำงานศิลปะที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคอนเซ็ปต์ของศูนย์คือ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 1 : ‘Woven Syamphony’

มุกทำอยู่ 2 ผนังด้วยกัน ผนังแรกคือผนังสีเขียว ‘Woven Symphony’ เธอหยิบศิลปะโขนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ‘สืบสาน’ มาทำงานศิลปะ ด้วยการนำเสื้อผ้าโขนมาออกแบบให้ร่วมสมัย และยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานมาจาก รามเกียรติ์ ตอนที่นางสีดาถูกทศกัณฐ์จับไปอยู่ในกรุงลงกาด้วย

“ผนังฝั่งนี้เป็นสีเขียวเพราะเป็นเกาะ คนชอบดูว่านี่คือมังกร แต่จริง ๆ คือฉากสู้รบของหนุมานกับพระราม จะเห็นว่าเสื้อผ้าทับ ๆ พัน ๆ กันอยู่ด้วยเทคนิค Appliqué หรือการตัดต่อผ้ามารวมกัน”

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 2 : ‘Adam’s Bridge’

ถัดจากผนังตรงกลางซึ่งเป็นไม้แกะในคอนเซ็ปต์ ‘รักษา’ ที่คงอยู่มากับศูนย์สิริกิติ์ฯ ตั้งแต่ตอนเปิด ก็เป็นผนังสีน้ำเงิน ‘Adam’s Bridge’ หรือที่เรียกว่าส่วน ‘ต่อยอด’

“ผนังสีน้ำเงินคือฉากต่อไป ที่หนุมานโยนก้อนหินจากเกาะลงหามาทับ ๆ กันให้เป็นสะพานเพื่อพานางสีดาไปมีชีวิตใหม่ สำหรับพี่ที่เป็นศิลปิน การต่อยอดคือการส่งต่อให้คนรุ่นหลัง คือการนำของที่คนเห็นว่าไร้คุณค่ามาทำให้มีคุณค่า เหมือนการต่อยอดปรับปรุงศูนย์สิริกิติ์ฯ ให้มีวันใหม่ที่ยั่งยืน”

วัสดุในการทำงานนี้ ประกอบไปด้วยขยะ ทั้งถุงน่อง กระป๋องอะลูมิเนียม ถุงพลาสติก ฟองน้ำ ขวดพลาสติด แห เศษผ้าจากการทำงาน และเส้นใยที่ยังเหลือจากการทอ

“คนจะเห็นว่างานอลังการใหญ่โต จริง ๆ มีเวลาทำแค่ 58 วันเองนะ” เราตกใจกับระยะเวลา จากที่ไปดูที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ มา งานนี้ใหญ่มากจริง ๆ “ที่ทำสำเร็จเพราะว่ามีหลาย ๆ ชิ้นงานเดิมมาประกอบร่างใหม่ มาบวก มาเพิ่ม มาเติม กลายเป็นงานนี้

“งานที่อาจจะไม่เวิร์กตอนนี้ แต่อาจจะมีโอกาสเวิร์กตอนหน้า คนบางคนเขาอาจจะเก็บขยะทิ้งแล้ว เราไม่ทิ้ง เราเก็บไว้ใช้ ไว้เติมดีเทลตอนหลัง มันถึงได้ออกมาเป็นอย่างนั้น

“นี่คือสิ่งที่พี่ทำมาตลอดชีวิต”

คุณค่าที่สัมผัสได้

“งานพี่ทำโดยคนไทย ออกแบบโดยคนไทย แต่ไม่ได้ติดกับลุคที่เป็นไทยจ๋า แล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นฝรั่งจ๋าจากการที่อยู่นอกสิบกว่าปีด้วย” มุกอธิบายคาแรกเตอร์ของงานให้เราฟัง “พี่เอา 2 อย่างมาผสมกันอยู่ในตัวพี่

“งานเราทุกวันนี้ที่เป็นลูกผสมก็มีช่องทางการขายของมัน ถึงจะไม่ได้เพราะว่าขายดีมาก ๆ หรือประสบความสำเร็จมาก ๆ เหมือนแบรนด์ใหญ่โต แต่ก็มีคนที่ชอบ เป็น Niche Market”

มุกบอกว่า โดยปกติแล้วลูกค้าที่มาอุดหนุนจะเป็นวัยทำงาน อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มนิ่ง เริ่มเห็นคุณค่าของของ ทุกวันนี้พาร์ตเนอร์ที่ดูแลเรื่องกระเป๋าก็อยากดึงอายุของกลุ่มเป้าหมายลงเป็นวัย 20 ต้น ๆ แต่มุกก็คิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นวัยที่หวือหวาและเบื่อเร็ว

ได้แรงบันดาลใจอะไรจากการฟังคนอื่น ๆ ในงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ได้ไปร่วมมาในวันนั้นไหม

“รู้สึกดี ประทับใจกับทุกคนนะ โดยเฉพาะ อาจารย์กิตติพงศ์ อุตตมะเวทิน (ผู้ก่อตั้งร้านควินิน) คนเป็นแม่เนี่ย ลูกสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้น เราจะมองว่าการสร้างคนเป็นสิ่งสำคัญเหมือนที่อาจารย์พูด”

นอกจากนี้ คุณมุกยังกล่าวชื่นชมการจัดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero โดย GC ผู้จัดงาน ซึ่งมีพันธมิตรทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการสร้างจิตสำนึกความรักและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอรู้สึกดีที่เห็นการตื่นตัวของทุกคน เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์ แต่จับต้องได้และนำไปต่อยอดได้จริง ๆ  พอเห็นงานที่ GC จัดเป็นการสร้าง Awareness ให้กับผู้คนโดยการเรียนรู้ผ่านงานอีเวนต์แบบนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพและการนำสิ่งของมาสร้างให้มีมูลค่ามากขึ้น แม้แต่การทำงานศิลปะผ่านสิ่งเหลือใช้ก็นำมาสร้างคุณค่าต่อได้เช่นกัน

ก่อนกลับบ้าน มุกวีพาเราเดินชมสตูดิโออีกรอบ พอได้เห็นกระบวนการถักทอด้วยตาเนื้อ ก็รู้สึกถึงคุณค่าของงานจากที่ได้ร่วมในงาน GC มากขึ้นอีก กว่าจะได้ออกมาสวยงาม สื่อความหมายได้ดีแบบที่เห็น ต้องกลั่นกรองมาจากทัศนคติต่อโลกของมุกวี ความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาต่อยอด และที่สำคัญคือต้องผ่านความตั้งอกตั้งใจของเหล่าทีมงานในสตูดิโอหลายสิบชีวิต

อยากทำอะไรต่อไป – คำถามสุดท้ายก่อนจบ

“ก็ทำงานอาร์ต ทำแล้วมีความสุข” มุกวียิ้ม

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load