28 กุมภาพันธ์ 2561
38 K

 

เดินไม่กี่นาทีจากปากซอยรางน้ำอันแสนวุ่นวาย คุณจะพบอาคารชุดเก่าแก่ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยและออฟฟิศ รอบบริเวณเขียวครึ้มด้วยต้นไม้ ชวนสงบใจต่างจากโลกภายนอกรั้ว

ในอาคารนี้มีพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ปัญหาความทุกข์ทางใจที่อบอวลในสังคมเมือง ในใจคนใกล้ชิด และแม้แต่ในใจตัวเอง ทำให้ฉันสนใจจนก้าวมาทำความรู้จักที่แห่งนี้ จะเรียกมันว่าคลินิกก็ได้ แต่หน้าตามันอาจไม่เหมือนคลินิกหรือแม้แต่โรงพยาบาลที่เราคุ้นเคย

แสงไฟอุ่นนวล พื้นที่ปูด้วยวัสดุคล้ายไม้สีน้ำตาล ต้นไม้สีเขียว และกลิ่นอโรมาหอมกรุ่น สร้างบรรยากาศสงบและสบายเหมือนอยู่ในบ้านสไตล์มูจิสักหลัง

Knowing Mind

Knowing Mind

Knowing Mind คือศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมสุขภาวะที่ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนนักจิตวิทยาการปรึกษา 3 คน พวกเขาอยากนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อยากทำงานกับคนกลุ่มกว้างมากกว่าแค่ในโรงพยาบาล รวมถึงต้องการสร้างพื้นที่ให้คนมีปัญหาในชีวิตและอยากหาคนรับฟังมาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเดินเข้าโรงพยาบาล ถูกแปะป้ายว่าเป็นผู้ป่วย

นอกจากนี้ เมื่อคนที่มีความทุกข์ทางใจเดินเข้าโรงพยาบาล พวกเขามักได้พบจิตแพทย์ที่เน้นรักษาอาการทางกาย ก่อนนักจิตวิทยาที่สนใจพูดคุยเยียวยาปมปัญหาในใจ เมื่อจิตแพทย์ไม่มีเวลาพูดคุยมากนักเพราะคนไข้ล้นมือ และด้วยข้อจำกัดในการส่งต่อเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา คนเหล่านี้จึงได้รับการวินิจฉัยโรคและจ่ายยาเป็นหลัก ด้วยความเชื่อว่าอาการทางกายที่ดีขึ้นจะช่วยให้กลับไปแก้ปัญหาในชีวิตเองได้ แต่บางครั้งอาการทางกายนั้นมีต้นตอจากปมปัญหาใหญ่ในใจ เมื่อปัญหาไม่ถูกแก้ไข ไม่นานอาการทางกายก็กลับมาอีก

Knowing Mind

Knowing Mind จึงตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยเพื่อช่วยคนแก้ไขปัญหา โดยใช้วิถีจิตวิทยาแนวพุทธที่พวกเขาเรียนมาผสมผสานกับความรู้ฝั่งตะวันตก

“โรคทางจิตเวชมันตั้งอยู่บนอาการเป็นหลัก สมมติว่าพูดถึงโรคซึมเศร้า มันไม่ใช่แค่คุณเศร้านะ แต่มีอาการทางกายบางอย่างเกิดขึ้นด้วย เช่น รู้สึกเศร้าตลอดวัน หมดความสนใจทำสิ่งต่าง ๆ นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร เป็นต้น ผมมองว่าอาการเหล่านี้สะท้อนภาพของภาวะบางอย่างในใจ นักจิตวิทยาจะตามไปดูว่าภาวะนั้นคืออะไร นักจิตวิทยามีฐานคิดในการทำงานที่หลากหลาย ส่วนตัวผมเองมองว่าปัญหาของผู้คนในแง่หนึ่งเกิดจากความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วคุณก็สร้างเงื่อนไขให้ชีวิต สมมติว่าคุณหิว สิ่งที่ตรงไปตรงมาคือไปกินแล้วจะอิ่ม แต่บางครั้งเราก็สร้างเงื่อนไขว่าฉันชอบกินแบบนี้ ต้องกินอันนี้เท่านั้น แล้วก็ฝังหัวว่าชีวิตต้องเป็นแบบนี้ พอเจอสิ่งอื่นในชีวิตที่ไม่เป็นแบบนี้ก็ไม่โอเค ทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ในชีวิตได้ไม่ค่อยดีนัก หลายครั้งคนที่มาคุย เขาก็มาพร้อมกับแบบแผนทางความคิดและพฤติกรรมบางอย่างซึ่งเป็นปัญหา แล้วมองไม่ออกว่าจะแก้ยังไงเพราะเคยชินกับมัน” สมภพ แจ่มจันทร์ หนึ่งในนักจิตวิทยาการปรึกษาของ Knowing Mind อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างหลากหลาย เช่น คนที่ทุกข์ใจเพราะต้องดิ้นรนหาเงินซื้อบ้าน เนื่องจากเชื่อว่าการมีบ้านหลังใหญ่จะนำมาซึ่งความสุข หรือภรรยาที่ไม่อาจเลิกกับสามีได้เพราะเชื่อว่าต้องเห็นแก่ลูก ต้องเป็นแม่ที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขของความทุกข์ที่พวกเขาสร้างขึ้น

 

สมภพ แจ่มจันทร์

สมภพ แจ่มจันทร์

หากถามว่านักจิตวิทยาที่นี่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร คำตอบคือการชวนให้เรา ‘เข้าใจตัวเอง’

ในสายตาของชาว Knowing Mind ปัญหาที่เราเผชิญแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปัญหาภายนอกที่แก้ไม่ได้หรือแก้ได้ยาก และปัญหาภายในใจตัวเองที่แก้ไขได้ ปัญหาที่พวกเขาชี้ให้ผู้คนมองเห็นจึงเป็นการมองสำรวจลึกเข้าไปภายใน อย่างแรกคือต้อนรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น อย่ากดเก็บมันไว้ หรือพยายามเบี่ยงเบนมัน แล้วตามต่อไปว่าอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีที่มาจากไหน และสะท้อนถึงสิ่งใด

“อารมณ์ไม่ใช่ปัญหา อารมณ์เป็นเพียงสัญญาณที่บ่งบอกอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งคุณโกรธ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความโกรธ แต่อยู่ที่ชั้นของความต้องการที่นำมาซึ่งความโกรธ เช่น คุณอาจรู้สึกว่าทำดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่เคยเหลียวแล จนคุณรู้สึกโกรธมาก ดังนั้น ความต้องการของคุณก็คือต้องการให้เขามาสนใจ แล้วทีนี้เราก็มาพิจารณาต่อว่าความต้องการของคุณเป็นจริงได้หรือไม่ หรือกระทั่งมันใช่ความต้องการจริง ๆ ของคุณหรือเปล่า” นักจิตวิทยาหนุ่มยกตัวอย่าง

สมภพ แจ่มจันทร์

ยังไงก็ตาม สมภพและเพื่อนเรียกตัวเองว่า ‘เพื่อนร่วมทาง’ เพราะระหว่างการพูดคุย พวกเขาไม่มีคำตอบสำเร็จรูปมอบให้ แต่จะทำหน้าที่คอยรับฟัง คอยเอื้อให้เรามองเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะปล่อยมือ มอบหน้าที่ให้พวกเราตัดสินใจ

“ผมชวนให้คนยอมรับตัวเองในแบบที่เขาเป็น โดยเอาเงื่อนไขที่ตัวเขาสร้างขึ้นให้ตัวเอง หรือคนอื่นสร้างขึ้นให้กับเขาออกไป เพื่อให้เขาเห็นตัวตนชัด ๆ ว่า นี่แหละคือตัวเขา นี่แหละคือความต้องการแท้จริง ส่วนเขาจะทำยังไงต่อเป็นเรื่องของเขาเลย คุณจะอยู่แบบนี้ต่อก็ได้นะ คุณจะทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ มีมันให้ได้ คุณจะทำทุกวิถีทางให้คุณเป็นสิ่งที่คุณอยากเป็นก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ เป็นสิ่งนั้นให้ได้

“เรียกง่ายๆ ว่าผมพยายามจะเปิดพื้นที่ชีวิตของคนให้กว้างขึ้น ชวนพวกเขาออกจากเงื่อนไขที่ตัวเองสร้างขึ้นมา จากเดิมที่เขารู้สึกว่าทางเดินชีวิตฉันแคบจังเลย ไปต่อไม่ได้แล้ว ผมพยายามบอกเขาว่ามีพื้นที่อีกกว้างเลยนะ ถ้าคุณมองเห็นว่าที่แคบนี่เป็นเพราะเงื่อนไขในใจ แต่ประเด็นคือคนยังมาไม่ทันถึงจุดที่เห็นชัดว่าต้องการอะไร อะไรคือความต้องการที่แท้จริง แต่เรามักจะตัดสินด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างไปก่อนแล้ว” สมภพกล่าว

 

สมภพ แจ่มจันทร์

ที่ผ่านมา Knowing Mind เปิดประตูต้อนรับคนมาหลากหลาย ตั้งแต่เด็กมัธยม พนักงานออฟฟิศ จนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ บางคนมาจากการบอกต่อ บางคนลองเสิร์ชหาที่เยียวยาจนเจอที่นี่บนโลกออนไลน์ และแต่ละคนมาด้วยปัญหาแตกต่างกันทั้งเรื่องราวและขนาด จำนวนครั้งของการพูดคุยก็ต่างกันไป

แต่ไม่ว่าคนที่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจะเป็นใคร สิ่งที่นักจิตวิทยาทั้งสามคนเชื่อมั่นคือ มนุษย์มีศักยภาพในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และทุกคนที่นั่งลงตรงนั้นจะไม่ถูกตัดสินด้วยคำเรียกใด ๆ

 

สมภพ แจ่มจันทร์

“ในทางการแพทย์ ถ้าคุณมีอาการครบตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณเป็นโรคซึมเศร้าแน่นอน แต่ในความเห็นของผม ไม่มีใครผิดปกติจริงๆ หรอก มีแต่ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้คุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามา ผมก็ไม่สนใจ จะมองว่าคุณเป็นแค่คนหนึ่งที่มีปัญหาซึ่งยังแก้ไม่ได้ แล้วถ้าคุณแก้ได้ก็จะพ้นจากไอ้โรคบ้านี้เอง ผมเชื่อว่าเราต่างมีปัญหากันไม่มากก็น้อย บางคนก็แก้ไขปัญหาได้เอง แล้วถามว่าบริการของผมมีเพื่ออะไร ก็มีสำหรับคนที่รู้สึกว่าแก้เองแล้วไปต่อไม่ได้ ต้องการใครช่วยรับฟัง ช่วยเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่ยังไงทุกคนก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองอยู่ดีนะ สุดท้ายมันไม่ได้จบที่ในห้องนี้ แต่จบที่ชีวิตจริง” นักจิตวิทยาหนุ่มถ่ายทอดสิ่งที่คิด

Knowing Mind

ที่อยู่ :  25/5 ซอยราชวิถี 9 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10440

เบอร์ติดต่อ :  080-2010202

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. โดยนักจิตวิทยาจะหมุนเวียนกันมาประจำวันละ 1 คน และต้องนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น

ระยะเวลาการพูดคุย : ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง  

ราคา : บุคคลทั่วไป 1,500 บาท / ครั้ง นักเรียนและนักศึกษา 800 บาท / ครั้ง

*ในกรณีที่มีอาการทางกายหนักหน่วง เช่น นอนไม่หลับมาแล้ว 3 วัน นักจิตวิทยาจะให้ไปพบจิตแพทย์ก่อนแล้วค่อยมาพูดคุย และถ้าคุยแล้วพบว่าต้องรักษาอาการทางกายด้วย ก็จะแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์ต่อ

**นอกจากการพูดคุย ที่นี่ยังมีบริการวิ่งสมาธิบำบัด หรือ Mindful Running Therapy ที่ผสมผสานการวิ่ง พูดคุย และทำสมาธิเข้าด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.knowingmindgroup.com

Facebook l Knowing Mind Group

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

ในขณะที่เราหลับตา และเข้าไปรับรู้ถึงจักรวาลภายในร่างกาย ด้วยตาด้านในที่ทำให้เห็นได้ถึงรอยต่อ การสัมผัสและการเชื่อมโยงของอวัยวะต่างๆ กระดูกที่เชื่อมต่อกัน เลือดที่ไหลเวียน อากาศที่วิ่งผ่านภายใน ลมหายใจเข้าและออก

เรายังคงหลับตาอยู่ แล้วค่อยๆ เชื่อมต่อกับจักรวาลภายนอก รับรู้ได้ถึงเท้าที่สัมผัสพื้น รับรู้ถึงอากาศที่ไหลผ่านผิวหนัง และตอนนั้นเมื่อเราเอื้อมมือออกไป พื้นที่ของจักรวาลภายนอกของเราก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะเอื้อมมือจนสุด เหยียดขาจนสุด งอเข่า งอแขน ย้ายสะโพกไปด้านหนึ่ง ค่อยๆ สำรวจจักรวาลภายนอก ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ไปตามสัญชาตญาณภายใน

เรายังคงหลับตาอยู่ และร่างกายกำลังสำรวจจักรวาลภายนอก ทันใดนั้น มือของเราก็ได้สัมผัสอีกมือหนึ่ง รับรู้ได้ถึงนิ้ว ความอุ่น ข้อต่อนิ้ว ฝ่ามือ ณ จุดนี้จักรวาลภายนอกของเรากว้างขึ้น หลังของเราอาจได้สัมผัสท่อนแขนขอใครบางคน ใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสเดินทางสำรวจไปเรื่อยๆ 

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

เราอาจจะได้เจอมืออีกมือหนึ่ง แขนอีกแขนหนึ่ง บนแพลตฟอร์มนี้ ต่างคนต่างเคลื่อนไหว ต่างคนต่างสำรวจจักรวาลภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสได้ถึงจักรวาลภายในของตัวเอง ต่างคนต่างเต้นในท่วงท่าของตัวเอง แต่ต่างคนก็ต่างสัมผัสกันในทุกส่วนของอวัยวะภายนอกร่างกาย ปล่อยร่างกายและจิตใจให้รับรู้ถึงประสบการณ์การสัมผัสในปัจจุบันขณะนั้น

และนี่คือประสบการณ์ส่วนตัวที่ฉันรับรู้ได้ จากการเข้าร่วม Contact Improvisation กับ อ๋อง-นิธิพัฒน์ พลชัย นักวิจัยทางด้านฟิสิกส์ประยุกต์ ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าทึ่ง คือศิลปินนักเต้นภายใต้กลุ่ม Spine Party Movement หรือพรรคสันหลัง ตอนนี้อ๋องเป็นทั้งครูสอนเต้นและครูสอนฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเขาสนใจมิติการดูแลตัวเอง การพัฒนามนุษย์ และการอยู่ร่วมกัน ผ่านการฟังและการตระหนักรู้ด้วยร่างกาย เขาชื่นชอบการเรียนรู้และผลิตความรู้ใหม่ๆ สนุกกับการสร้างสรรค์ประสบการณ์ ให้คนได้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเอง กับคนอื่น และกับโลก

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

“จริงๆ แล้วการสัมผัสเป็นสภาวะบริสุทธิ์ของเด็กทารก เป็นการเรียนรู้ภายในตัวเองตั้งแต่แรกเกิด แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ มันกลับเข้าสู่ความบริสุทธิ์ยากขึ้น เพราะเราเริ่มสั่งสมนิสัย เรามีความเป็นตัวเอง ไปจนถึง Social Condition ต่างๆ การเต้น Contact Dance จึงพาเราเข้าสู่ห้วงเวลาปัจจุบันของการสัมผัส เหมือนเป็นการภาวนาผ่านร่างกายในรูปแบบหนึ่ง

“ปัจจุบันนี้ผู้คนในเมืองต่างถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ สิ่งเดียวที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกภายนอกคือโซเชียลมีเดีย ที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสตาจากการมองเห็น แล้วเข้าสู่ระบบความคิด เราใช้สมองหนักมาก ทั้งภาพจำ ภาพความเคยชิน สุดท้ายแล้วมันก็อาจกลายเป็นขยะทางสมอง เกิดเป็นความเครียดและปัญหาสุขภาพตามมา 

“ดังนั้น ประโยชน์ของ Contact Dance ที่ถึงแม้เราจะเต้นคนเดียวในห้อง แต่มันก็เป็นการเปิดพื้นที่ภายในร่างกาย เป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ตัวเอง หลับตาภายนอกเพื่อช่วยลดปริมาณความคิด และเปิดตาภายใน ให้เห็นถึงการเชื่อมต่อการสัมผัสต่างๆ ของอวัยวะภายในร่างกาย”

Contact Improvisation คือการเต้นหรือเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเน้นการสำรวจและค้นหาความสัมพันธ์ของร่างกายกับสิ่งรอบตัว เริ่มตั้งแต่ร่างกายเราเอง ร่างกายผู้อื่น บรรยากาศโดยรอบ และสิ่งของรอบตัว ถูกคิดค้นโดยนักเต้นและนักออกแบบการเคลื่อนไหวชาวอเมริกันชื่อ Steve Paxton ที่ผสมผสานกฏทางกายภาพของแรงเสียดทาน โมเมนตัม แรงโน้มถ่วงและแรงเฉื่อย 

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ
Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

“เราเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมาก เบสิกเลยเริ่มต้นให้เราเริ่มสัมผัสแต่ละส่วนของร่างกาย เช่นเริ่มนวดหัว ลูบแขน จับที่ใบหน้า เข้าเป็นเช็คอินกับส่วนต่างๆ ว่าเขาเป็นยังไง พอเราสัมผัสแล้วเรารู้สึกยังไง”

สเต็ปที่สอง ให้ลองยืนสมาธิดู ค่อยๆ พิจารณาการเรียงตัวตั้งแต่ศีรษะ ลงไป ผ่อนข้อต่อ ผ่อนเข่า ดูการสัมพันธ์และการเรียงตัวของกระดูกและอวัยวะต่างๆ สักพักปล่อยตัวเอง ขยับไปอย่างที่อยากขยับ ลองขยับครึ่งบนของตัวเองในแต่ละส่วน ลองขยับครึ่งล่างของตัวเอง ลองสำรวจพื้นที่รอบๆ ถ้าเอื้อมมือไปจนสุด หรือเหยียดขาไปจนสุด เราสามารถจินตนาการได้ถึงวงกลมที่ครอบคลุมเราอยู่ เราลองใช้ร่างกายสำรวจสเปซวงกลมอันนี้ ผ่านการขยับอวัยวะส่วนต่างๆ อาจจะลองลงไปที่พื้น สัมผัสกับพื้น นอน เหยียด กลิ้ง แล้วเราจะเข้าใจคำว่าขยายการรับรู้ของพื้นที่ เราอาจจะกลับมุมมอง เอาขาขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง 

“ตอนนี้เรารู้จักวงกลมของตัวเองแล้ว ให้ค่อยๆ เอามันไปอยู่กับพื้นที่ ไปอยู่บนโต๊ะเป็นยังไง ไปอยู่บนกำแพงเป็นยังไง แล้วมันรู้สึกต่างกันยังไง ให้เราขยับ เข้าไปจับ ไปสัมผัส เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่โดยรอบ ไปจนถึงเมื่อมีคนเต้นข้างๆ เรา เราจะเห็นการซ้อนทับของวงกลมสองวง แค่วงกลมสองวงซ้อนทับกัน มันก็คือการสัมผัสกันแล้ว ซึ่งการสัมผัสมันไม่ได้หมายถึงการจับแน่นๆ เท่านั้น มันคือค่าความเข้มข้นของการสัมผัสมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วคนเราก็สัมผัสกันผ่านสายตา ผ่านพลังงาน ผ่านอากาศ ผ่านสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา”

Contact Dance การเต้นคนเดียวตามใจไร้แบบแผน เพื่อผ่อนคลายจิตใจและเพิ่มสมาธิ

ตอนที่ลองฝึกตามที่อ๋องบอก เราลองเปิดเพลงเบาๆ คลอไปด้วย ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอันสดใหม่ที่ไม่ต้องมีแบบแผนการเต้นใดๆ เราไม่ต้องคิดว่าอยากจะขยับมือ ขยับขา ขยับสะโพก แบบนั้น แบบนี้ เพื่อให้การเต้นเป็นอย่างนั้นและต้องสวยอย่างนี้ เราแค่ขยับร่างกายตามที่ร่างกายอยากจะขยับ เพื่อสำรวจพื้นที่ในตัวเองและพื้นที่โดยรอบ ค่อยๆ ไป ไปอย่างธรรมชาติ เบา พลิ้วไหว และผ่อนคลาย ตัดความคิดออกไป เอาความรู้สึกไปอยู่กับประสาทสัมผัสที่ร่างกาย เป็นการสร้าง Body Awareness ที่เข้มข้น เสมือนการทำภาวนาอีกรูปแบบหนึ่งเลยทีเดียว 

ยิ่งเมื่อจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ เข้าสู่สภาวะสมาธิผ่านร่างกาย ทำให้เกิดความผ่อนคลายภายในจิตใจ และในขณะเดียวกัน การสำรวจผ่านร่างกายตัวเอง ทำให้ฉันรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น รักมันมากขึ้น รู้สึกมั่นคงและปลอดภัยในสเปซของตัวเองอย่างแท้จริง

ทำความรู้จัก Contact Dance การเต้นนเดียวเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในใจตัวเองกับสิ่งรอบข้าง เพื่อเพิ่มปัญญาญาณ

“นอกจากสมาธิและความผ่อนคลายในจิตใจแล้ว สิ่งที่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ Intuition หรือปัญญาญาณ ซึ่งเรื่องของปัญญาญาณนี้ไม่ได้มาจากแบบแผนที่บอกว่าทำแบบนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วจะได้มันออกมา มันไม่มีรูปแบบตายตัวเลยจริงๆ แต่จะได้จากการรับรู้เนื้อตัว การฟังผ่านร่างกาย มาจากการศิโรราบ ไม่คาดหวัง กะเกณฑ์ แล้วก็มากับความเงียบ ที่เชื้อเชิญ ชักชวน เราจะเกิด Wisdom ซึ่งเป็นศักยภาพให้เราเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่นอกเหนือจากการรับรู้

“ฟังแบบนี้แล้วอาจจะดูจับต้องยาก แต่อยากจะยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัว อย่างเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัว เราถูกเลี้ยงมาแบบถูกสัมผัสน้อยมาก ทำให้เรามีข้อจำกัดในการสื่อสารกับเขา ยิ่งเราเรียนต่างประเทศ ทำให้พื้นฐานการศึกษาต่างกัน พูดด้วยภาษาเดียวกันไม่ได้ และด้วยการเต้น ปัญญาญาณ และ Wisdom ทำให้เราค้นพบว่า เราไม่จำเป็นต้องสื่อสารผ่านการพูด แต่ใช้ร่างกายในการสื่อสารแทน แค่นั่งใกล้กัน รับรู้พลังงานกันและกัน แสดงความรักผ่านการอยู่ด้วยกัน หลังๆ พบว่าแม่ชอบกอดเรามาก รู้สึกเชื่อมโยงกันมากขึ้น รู้สึกถึงอากาศที่อยู่ระหว่างกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เราฟังเขาในแบบที่เขาเป็น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแม่ในอุดมคติ แต่เรายอมรับกันและกัน”

ในขณะที่พื้นที่ภายนอกถูกจำกัดเหลือเกินในสถานการณ์โควิด-19 ออกไปไหนไม่ได้ การสำรวจพื้นที่ภายในใจ ภายในกาย อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเยียวยา เปิดให้โลกกว้างขึ้นโดยไม่ต้องก้าวขาออกไปไหน อาจมองได้ว่าการเต้นหรือเคลื่อนไหวคนเดียวในห้อง ไม่ได้เกิดการสัมผัสกับใครเลย แต่แท้จริงแล้ว การมองเห็นและรู้สึกถึงการเชื่อมต่อของอวัยวะภายใน หรือการสัมผัสถูกสิ่งของต่างๆ ภายในห้อง ก็เป็น Contact Dance ได้แล้ว 

ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน เมื่อสถานการณ์เป็นใจ เราจะได้เต้นแบบที่สัมผัส และสานสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ผ่านผิวหนัง หัวใจ และจิตวิญญาณ

ทำความรู้จัก Contact Dance การเต้นนเดียวเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในใจตัวเองกับสิ่งรอบข้าง เพื่อเพิ่มปัญญาญาณ

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load