28 กุมภาพันธ์ 2561
38 K

 

เดินไม่กี่นาทีจากปากซอยรางน้ำอันแสนวุ่นวาย คุณจะพบอาคารชุดเก่าแก่ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยและออฟฟิศ รอบบริเวณเขียวครึ้มด้วยต้นไม้ ชวนสงบใจต่างจากโลกภายนอกรั้ว

ในอาคารนี้มีพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ปัญหาความทุกข์ทางใจที่อบอวลในสังคมเมือง ในใจคนใกล้ชิด และแม้แต่ในใจตัวเอง ทำให้ฉันสนใจจนก้าวมาทำความรู้จักที่แห่งนี้ จะเรียกมันว่าคลินิกก็ได้ แต่หน้าตามันอาจไม่เหมือนคลินิกหรือแม้แต่โรงพยาบาลที่เราคุ้นเคย

แสงไฟอุ่นนวล พื้นที่ปูด้วยวัสดุคล้ายไม้สีน้ำตาล ต้นไม้สีเขียว และกลิ่นอโรมาหอมกรุ่น สร้างบรรยากาศสงบและสบายเหมือนอยู่ในบ้านสไตล์มูจิสักหลัง

Knowing Mind

Knowing Mind

Knowing Mind คือศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมสุขภาวะที่ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนนักจิตวิทยาการปรึกษา 3 คน พวกเขาอยากนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อยากทำงานกับคนกลุ่มกว้างมากกว่าแค่ในโรงพยาบาล รวมถึงต้องการสร้างพื้นที่ให้คนมีปัญหาในชีวิตและอยากหาคนรับฟังมาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเดินเข้าโรงพยาบาล ถูกแปะป้ายว่าเป็นผู้ป่วย

นอกจากนี้ เมื่อคนที่มีความทุกข์ทางใจเดินเข้าโรงพยาบาล พวกเขามักได้พบจิตแพทย์ที่เน้นรักษาอาการทางกาย ก่อนนักจิตวิทยาที่สนใจพูดคุยเยียวยาปมปัญหาในใจ เมื่อจิตแพทย์ไม่มีเวลาพูดคุยมากนักเพราะคนไข้ล้นมือ และด้วยข้อจำกัดในการส่งต่อเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา คนเหล่านี้จึงได้รับการวินิจฉัยโรคและจ่ายยาเป็นหลัก ด้วยความเชื่อว่าอาการทางกายที่ดีขึ้นจะช่วยให้กลับไปแก้ปัญหาในชีวิตเองได้ แต่บางครั้งอาการทางกายนั้นมีต้นตอจากปมปัญหาใหญ่ในใจ เมื่อปัญหาไม่ถูกแก้ไข ไม่นานอาการทางกายก็กลับมาอีก

Knowing Mind

Knowing Mind จึงตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยเพื่อช่วยคนแก้ไขปัญหา โดยใช้วิถีจิตวิทยาแนวพุทธที่พวกเขาเรียนมาผสมผสานกับความรู้ฝั่งตะวันตก

“โรคทางจิตเวชมันตั้งอยู่บนอาการเป็นหลัก สมมติว่าพูดถึงโรคซึมเศร้า มันไม่ใช่แค่คุณเศร้านะ แต่มีอาการทางกายบางอย่างเกิดขึ้นด้วย เช่น รู้สึกเศร้าตลอดวัน หมดความสนใจทำสิ่งต่าง ๆ นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร เป็นต้น ผมมองว่าอาการเหล่านี้สะท้อนภาพของภาวะบางอย่างในใจ นักจิตวิทยาจะตามไปดูว่าภาวะนั้นคืออะไร นักจิตวิทยามีฐานคิดในการทำงานที่หลากหลาย ส่วนตัวผมเองมองว่าปัญหาของผู้คนในแง่หนึ่งเกิดจากความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วคุณก็สร้างเงื่อนไขให้ชีวิต สมมติว่าคุณหิว สิ่งที่ตรงไปตรงมาคือไปกินแล้วจะอิ่ม แต่บางครั้งเราก็สร้างเงื่อนไขว่าฉันชอบกินแบบนี้ ต้องกินอันนี้เท่านั้น แล้วก็ฝังหัวว่าชีวิตต้องเป็นแบบนี้ พอเจอสิ่งอื่นในชีวิตที่ไม่เป็นแบบนี้ก็ไม่โอเค ทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ในชีวิตได้ไม่ค่อยดีนัก หลายครั้งคนที่มาคุย เขาก็มาพร้อมกับแบบแผนทางความคิดและพฤติกรรมบางอย่างซึ่งเป็นปัญหา แล้วมองไม่ออกว่าจะแก้ยังไงเพราะเคยชินกับมัน” สมภพ แจ่มจันทร์ หนึ่งในนักจิตวิทยาการปรึกษาของ Knowing Mind อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างหลากหลาย เช่น คนที่ทุกข์ใจเพราะต้องดิ้นรนหาเงินซื้อบ้าน เนื่องจากเชื่อว่าการมีบ้านหลังใหญ่จะนำมาซึ่งความสุข หรือภรรยาที่ไม่อาจเลิกกับสามีได้เพราะเชื่อว่าต้องเห็นแก่ลูก ต้องเป็นแม่ที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขของความทุกข์ที่พวกเขาสร้างขึ้น

 

สมภพ แจ่มจันทร์

สมภพ แจ่มจันทร์

หากถามว่านักจิตวิทยาที่นี่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร คำตอบคือการชวนให้เรา ‘เข้าใจตัวเอง’

ในสายตาของชาว Knowing Mind ปัญหาที่เราเผชิญแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปัญหาภายนอกที่แก้ไม่ได้หรือแก้ได้ยาก และปัญหาภายในใจตัวเองที่แก้ไขได้ ปัญหาที่พวกเขาชี้ให้ผู้คนมองเห็นจึงเป็นการมองสำรวจลึกเข้าไปภายใน อย่างแรกคือต้อนรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น อย่ากดเก็บมันไว้ หรือพยายามเบี่ยงเบนมัน แล้วตามต่อไปว่าอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีที่มาจากไหน และสะท้อนถึงสิ่งใด

“อารมณ์ไม่ใช่ปัญหา อารมณ์เป็นเพียงสัญญาณที่บ่งบอกอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งคุณโกรธ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความโกรธ แต่อยู่ที่ชั้นของความต้องการที่นำมาซึ่งความโกรธ เช่น คุณอาจรู้สึกว่าทำดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่เคยเหลียวแล จนคุณรู้สึกโกรธมาก ดังนั้น ความต้องการของคุณก็คือต้องการให้เขามาสนใจ แล้วทีนี้เราก็มาพิจารณาต่อว่าความต้องการของคุณเป็นจริงได้หรือไม่ หรือกระทั่งมันใช่ความต้องการจริง ๆ ของคุณหรือเปล่า” นักจิตวิทยาหนุ่มยกตัวอย่าง

สมภพ แจ่มจันทร์

ยังไงก็ตาม สมภพและเพื่อนเรียกตัวเองว่า ‘เพื่อนร่วมทาง’ เพราะระหว่างการพูดคุย พวกเขาไม่มีคำตอบสำเร็จรูปมอบให้ แต่จะทำหน้าที่คอยรับฟัง คอยเอื้อให้เรามองเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะปล่อยมือ มอบหน้าที่ให้พวกเราตัดสินใจ

“ผมชวนให้คนยอมรับตัวเองในแบบที่เขาเป็น โดยเอาเงื่อนไขที่ตัวเขาสร้างขึ้นให้ตัวเอง หรือคนอื่นสร้างขึ้นให้กับเขาออกไป เพื่อให้เขาเห็นตัวตนชัด ๆ ว่า นี่แหละคือตัวเขา นี่แหละคือความต้องการแท้จริง ส่วนเขาจะทำยังไงต่อเป็นเรื่องของเขาเลย คุณจะอยู่แบบนี้ต่อก็ได้นะ คุณจะทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ มีมันให้ได้ คุณจะทำทุกวิถีทางให้คุณเป็นสิ่งที่คุณอยากเป็นก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ เป็นสิ่งนั้นให้ได้

“เรียกง่ายๆ ว่าผมพยายามจะเปิดพื้นที่ชีวิตของคนให้กว้างขึ้น ชวนพวกเขาออกจากเงื่อนไขที่ตัวเองสร้างขึ้นมา จากเดิมที่เขารู้สึกว่าทางเดินชีวิตฉันแคบจังเลย ไปต่อไม่ได้แล้ว ผมพยายามบอกเขาว่ามีพื้นที่อีกกว้างเลยนะ ถ้าคุณมองเห็นว่าที่แคบนี่เป็นเพราะเงื่อนไขในใจ แต่ประเด็นคือคนยังมาไม่ทันถึงจุดที่เห็นชัดว่าต้องการอะไร อะไรคือความต้องการที่แท้จริง แต่เรามักจะตัดสินด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างไปก่อนแล้ว” สมภพกล่าว

 

สมภพ แจ่มจันทร์

ที่ผ่านมา Knowing Mind เปิดประตูต้อนรับคนมาหลากหลาย ตั้งแต่เด็กมัธยม พนักงานออฟฟิศ จนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ บางคนมาจากการบอกต่อ บางคนลองเสิร์ชหาที่เยียวยาจนเจอที่นี่บนโลกออนไลน์ และแต่ละคนมาด้วยปัญหาแตกต่างกันทั้งเรื่องราวและขนาด จำนวนครั้งของการพูดคุยก็ต่างกันไป

แต่ไม่ว่าคนที่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจะเป็นใคร สิ่งที่นักจิตวิทยาทั้งสามคนเชื่อมั่นคือ มนุษย์มีศักยภาพในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และทุกคนที่นั่งลงตรงนั้นจะไม่ถูกตัดสินด้วยคำเรียกใด ๆ

 

สมภพ แจ่มจันทร์

“ในทางการแพทย์ ถ้าคุณมีอาการครบตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณเป็นโรคซึมเศร้าแน่นอน แต่ในความเห็นของผม ไม่มีใครผิดปกติจริงๆ หรอก มีแต่ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้คุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามา ผมก็ไม่สนใจ จะมองว่าคุณเป็นแค่คนหนึ่งที่มีปัญหาซึ่งยังแก้ไม่ได้ แล้วถ้าคุณแก้ได้ก็จะพ้นจากไอ้โรคบ้านี้เอง ผมเชื่อว่าเราต่างมีปัญหากันไม่มากก็น้อย บางคนก็แก้ไขปัญหาได้เอง แล้วถามว่าบริการของผมมีเพื่ออะไร ก็มีสำหรับคนที่รู้สึกว่าแก้เองแล้วไปต่อไม่ได้ ต้องการใครช่วยรับฟัง ช่วยเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่ยังไงทุกคนก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองอยู่ดีนะ สุดท้ายมันไม่ได้จบที่ในห้องนี้ แต่จบที่ชีวิตจริง” นักจิตวิทยาหนุ่มถ่ายทอดสิ่งที่คิด

Knowing Mind

ที่อยู่ :  25/5 ซอยราชวิถี 9 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10440

เบอร์ติดต่อ :  080-2010202

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. โดยนักจิตวิทยาจะหมุนเวียนกันมาประจำวันละ 1 คน และต้องนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น

ระยะเวลาการพูดคุย : ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง  

ราคา : บุคคลทั่วไป 1,500 บาท / ครั้ง นักเรียนและนักศึกษา 800 บาท / ครั้ง

*ในกรณีที่มีอาการทางกายหนักหน่วง เช่น นอนไม่หลับมาแล้ว 3 วัน นักจิตวิทยาจะให้ไปพบจิตแพทย์ก่อนแล้วค่อยมาพูดคุย และถ้าคุยแล้วพบว่าต้องรักษาอาการทางกายด้วย ก็จะแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์ต่อ

**นอกจากการพูดคุย ที่นี่ยังมีบริการวิ่งสมาธิบำบัด หรือ Mindful Running Therapy ที่ผสมผสานการวิ่ง พูดคุย และทำสมาธิเข้าด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.knowingmindgroup.com

Facebook l Knowing Mind Group

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

นานมาแล้ว ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘การบำบัดด้วยดอกไม้’ (Flower Essence Therapy) ณ ตอนนั้นก็ได้แต่ฟังผ่าน ไม่ได้สนใจ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะแค่ความงดงามของดอกไม้ เพียงแค่เราได้จ้องมอง หรือดอมดม มันก็ช่วยพาความสดชื่น เบิกบาน และรู้สึกสุขในใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อชีวิตนำพาให้มีบ้านในป่า และไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนเท่าไรนัก ในแต่ละวันฉันใช้เวลาอยู่กับการฝึกชี่ นั่งสมาธิ โยคะ เพื่อนที่เราพูดคุยด้วยนอกจากตัวเองก็คือ ดอกไม้ ใบไม้ ธรรมชาติและสัตว์ป่า ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและดอกไม้จึงลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น 

ในแต่ละวัน ฉันเห็นดอกไม้รับพลังด้วยการชาร์จแสงอาทิตย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขามีพลังงานและการสั่นสะเทือน (Vibration) แบบที่ฉันและเราทุกคนมี และฉันก็เชื่อว่าดอกไม้แต่ละชนิดก็มีพลังชีวิตแตกต่างกัน เหมือนการที่เราต่างมีเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ไม่มีใครจะมาเลียนแบบเราได้ 

จากองค์ประกอบต่างๆ ทั้งด้วยความเชื่อเนิ่นนานด้วยพลังเยียวยาจากธรรมชาติ การฝึกฝนเรื่องพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการได้ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในป่า มันคงถึงเวลาที่ทำให้ฉันได้พบกับ มิเชล (Michelle Teo) เจ้าของ Namreka Sanctuary : Private Wellness Resort แบบบังเอิญ แต่ก็น่าอัศจรรย์ในเวลาเดียวกัน 

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

มิเชลทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เธอบอกว่าตัวเองเป็น Energy Work Practitioner มากกว่าจะเป็น Healer ตอนเจอกันครั้งแรก เธอบอกปมภายในของฉันได้อย่างแม่นยำผ่านการอ่านพลังงานด้วยทักษะของเธอ จากนั้นวันต่อมา เธอผสมบางอย่างมาให้ในขวดดรอปเปอร์สีชา แล้วกำชับว่าให้เก็บห่างจากโทรศัพท์มือถือ หยดในน้ำดื่ม 5 – 7 หยด เช้า-เย็น หรือ 4 ครั้งต่อวันก็ได้ถ้าไม่ลืม 

“มันคือยอดน้ำค้างบนดอกไม้ ที่ค้นพบโดยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ ดร.เอ็ดเวิร์ด บาค (Edward Bach) ผู้ที่มีความเชื่อว่าความเครียดทางอารมณ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางกาย การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิธีการมองโลกในแง่บวก ช่วยเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บได้ นายแพทย์ผู้นี้ได้ค้นคว้าทัศนคติลบในจิตใจเท่าที่มนุษย์ได้มีประสบการณ์ร่วมกันไว้ 38 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง ความหดหู่ ท้อแท้ ไม่มั่นใจ ไม่เห็นค่าของตัวเอง 

“จากนั้นเขาก็เริ่มศึกษาคุณลักษณะในทางยาของดอกไม้ทั้งหลาย ผสมผสานกับผัสสะและ Sensitivity อ่านคลื่นความสั่นสะเทือนของดอกไม้แต่ละชนิด ว่าส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้าง และคิดค้นสูตร Flower Essence ออกมาทั้งหมดสามสิบแปดขนาน ซึ่งมาจากน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ โดยตัวน้ำค้างเองได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิดอีกที

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้
Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

“การเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในตอนเช้า มีความเข้นข้นไม่เท่ากับน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ฉันศึกษา Flower Essence กับ Essential Oil มาทั้งคู่ จึงเห็นความแตกต่าง น้ำมันเกิดจากการสกัดพืชและดอกจำนวนมาก ซึ่งมีความเข้มข้นทางยาจากคุณลักษณะของดอกไม้แต่ละชนิด เช่น เปปเปอร์มินต์ มีตัวยาเมนทอลที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการปวด ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้เยียวยาทางกาย แก้ปวดหรือดื่มกิน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าสูดดมก็ช่วยเรื่องทางด้านจิตใจ คลายเครียด ให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ 

ส่วน Flower Essence นั้นไม่ได้สกัดมาจากดอกไม้แต่อย่างใด แต่เป็นการเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในยามเช้า ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำค้างได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิด พลังที่ว่านี้คือคลื่นความถี่ที่มีความละเอียดอ่อนมากๆ การทำงานของ Flower Essence จึงไม่ได้ทำงานกับกายหยาบ (Physical Body) แต่ลงลึกไปที่ความรู้สึก (Emotional Body) และจิตวิญญาณภายใน (Spiritual Body) นั่นเอง”

หลังจาก Dr.Bach เสียชีวิต คนที่ทำงานด้านนี้ต่อคือ เอียน ไวต์ (Ian White) จากออสเตรเลีย เขาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Australian Bush Flower Essences ขึ้นมา เขาค้นคว้าและค้นพบขนานยามากขึ้น เพราะในแต่ละประเทศพืชพันธุ์ก็ต่างกันออกไป และในสมัยที่ Dr.Bach ยังมีชีวิตอยู่ ประเด็นต่างๆ ก็ยังไม่มากมายเท่าปัจจุบัน อย่างเรื่องการข่มขืน การทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์กับแม่ และการให้ความสำคัญในสตรีเพศ เหล่านี้ถูกคิดค้นในภายหลัง 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

ปกติแล้ว Flower Essence Therapy จะเป็นการถาม-ตอบ (Consultation) อาการทางกายและใจที่เกิดขึ้น ทางนักบำบัดจะเก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้วผสมตัวยาให้ 

แต่วิธีที่มิเชลวิเคราะห์นั้นต่างออกไป ซึ่งฉันก็อธิบายออกมาเป็นคำพูด หรือหาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ไม่ได้ ฉันแค่หลับตานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ได้แนะนำตัวหรือพูดอะไรใดๆ ลืมตาขึ้นมา เธอก็รู้แล้วว่าต้องเบลนด์อะไรให้ 

“ในการทำงานของฉัน การถามตอบเป็นการใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป และฉันไม่ชอบใช้วิธีนี้ เพราะคนไข้บางคนมาด้วยความเครียด การถูกถามซ้ำๆ และต้องตอบสิ่งที่เจ็บปวดหรือสิ่งที่ไม่อยากจะคิดถึงมันไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร ฉันจะสัมผัสพลังงานและดูว่ามีจุดติดขัดที่ตรงไหน มีจักระใดที่ไม่สมดุล อย่างเช่นในระหว่าง Session บางเคสฉันรู้ว่ามีการปิดกั้นที่จักระคอ นั่นหมายถึงเขาอาจมีปัญหาการปฏิเสธคน พูดสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ ตอบปฏิเสธได้ยาก ฉันจะเบลนด์น้ำค้างจากดอกเซนทอรี (Centaury) เพื่อช่วยให้กล้าพูดมากขึ้น และในขณะเดียวกัน เคสแบบนี้ฉันจะผสมน้ำค้างจากดอกอะกริโมนี (Agrimony) เพื่อเอาตัวตนที่แท้จริงออกมา เอาหน้ากากที่สวมไว้ออก เพราะบางครั้งการที่เราพูดอย่างที่เราอยากไม่ได้ ก็เหมือนกับเราไม่ได้เป็นตัวของเราเองนั่นเอง

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“บางคนยึดติดกับอดีตมากไป หรือให้อดีตมามีผลกระทบกับปัจจุบัน ก้าวไปต่อไม่ได้ ต้องใช้น้ำค้างจากดอกสายน้ำผึ้ง (Honeysuckle) ถ้าคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง เราจะใช้น้ำค้างจากดอกสนลาร์ช (Larch) หรือคนที่ชอบคิดว่าตัวเองโชคร้ายเสมอ หรือแบบว่าตัวเองไม่สมควรได้รับโชคดี ทับถมตัวเอง อันนี้ก็ต้องใช้จากต้นหลิว (Willow) หรือคนที่คิดว่าตัวเองไม่เคยดีพอ แครบแอปเปิ้ล (Crabapple) จะช่วยได้ 

“ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของขนานยาน้ำค้างจากดอกไม้ ที่ทำงานกับแรงสั่นสะเทือนของอารมณ์ต่างๆ ในร่างกาย ฉันเรียกมันว่า Vibrational Medicine และนี่คือเหตุผลที่ฉันแนะนำให้วางมันไกลจากโทรศัพท์มือถือ เพราะมันกวนคลื่นกันและกันได้

“ปกติแล้วเวลาผสม เรามักจะไม่เบลนด์เกินเจ็ดชนิด เพราะเชื่อว่าถ้าเยอะเกินไป อาจแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด แต่สำหรับบางคน ฉันอาจจะเบลนด์ถึงเก้าชนิด ถ้ามันจำเป็นสำหรับเขาจริงๆ แต่ละเคสนั้นมีความเฉพาะตัวและไม่มีใครเหมือนใคร”

ตอนที่ฉันได้ Flower Essence จากมิเชลเป็นของขวัญ ฉันไม่ได้ถามว่าเธอใส่อะไรเข้าไป ฉันเริ่มดื่มได้ 2 – 3 วันก็ตัดสินใจนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน อยู่กับตัวเอง ไม่ออกไปไหน ไม่เจอใคร ปิดโทรศัพท์สัก 7 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฉันนอนยาววันหนึ่งเต็มๆ เหนื่อย เพลีย และง่วงมาก ฉันฝันตลอด ความฝันที่ผุดขึ้นเป็นความทรงจำเก่าๆ จากอดีต ที่ไม่คิดว่าจะจำได้ มิเชลบอกฉันว่า 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“มันเป็นเรื่องปกติ ถ้า Flower Essence ที่เบลนด์นั้นมันเหมาะกับคุณ และเข้าไปถึงปัญหาที่คุณมี ร่างกายคุณจะเกิดการดีท็อกซ์ เช่น เพลีย ปวดหัว เป็นไข้นิดหน่อย ท้องเสีย เพราะร่างกายต้องการขับพิษที่สะสมมานานออก และเราเรียกช่วงเวลานี้ว่า Healing Crisis โดยปกติแล้วหลังจาก Session ฉันมักบอกให้คนไข้ดื่มน้ำ มีสติ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 

“ฉันนับถือคนทุกคนที่เข้ามารักษากับฉันมากๆ เพราะผลจากอารมณ์ที่คั่งค้าง จากจิตใต้สำนึก แรงสั่นสะเทือนของ Flower Essence ไปเปิดความทรงจำ ความเจ็บปวด ปมต่างๆ ในอดีตได้ แต่หลังจากนั้น พอผ่านช่วง Healing Crisis ไปแล้ว ซึ่งปกติจะไม่นานมาก ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ คุณจะรู้สึกดีขึ้น เบาขึ้น และอยากจะดูแลตัวเองมากขึ้น” 

หลังจากดื่ม Flower Essence หมดไปหนึ่งขวด ฉันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง จึงเริ่มตั้งคำถามกับเธอว่าเบลนด์นั้นคืออะไร เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนแบบที่ยิ้มให้ฉันเสมอแล้วบอกว่า 

“มียอดน้ำค้างจากต้นสน (Pine) ทำให้เธอเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากดอกเซนทอรี เพื่อให้เธอกล้าพูดในสิ่งที่อยากพูด ตอบว่าได้เมื่อต้องการ ตอบว่าไม่เมื่อไม่ต้องการแบบไม่รู้สึกผิดใดๆ ส่วนน้ำค้างจากดอกเวอร์บีน่า (Vervain) ให้เธอไม่ต้องผลักดันตัวเองให้หนักเกินไป ฉันรู้เธอตั้งใจฝึกฝนตัวเองทุกวัน แต่ถ้าวันไหนเธอไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเครียดว่าไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้”

ขอบคุณนะคะมิเชล

Facebook : Namreka Sanctuary Koh Phangan 

Instagram : Namrekasanctuary

โทรศัพท์ : 09 3574 2693

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load