28 กุมภาพันธ์ 2561

 

เดินไม่กี่นาทีจากปากซอยรางน้ำอันแสนวุ่นวาย คุณจะพบอาคารชุดเก่าแก่ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยและออฟฟิศ รอบบริเวณเขียวครึ้มด้วยต้นไม้ ชวนสงบใจต่างจากโลกภายนอกรั้ว

ในอาคารนี้มีพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ปัญหาความทุกข์ทางใจที่อบอวลในสังคมเมือง ในใจคนใกล้ชิด และแม้แต่ในใจตัวเอง ทำให้ฉันสนใจจนก้าวมาทำความรู้จักที่แห่งนี้ จะเรียกมันว่าคลินิกก็ได้ แต่หน้าตามันอาจไม่เหมือนคลินิกหรือแม้แต่โรงพยาบาลที่เราคุ้นเคย

แสงไฟอุ่นนวล พื้นที่ปูด้วยวัสดุคล้ายไม้สีน้ำตาล ต้นไม้สีเขียว และกลิ่นอโรมาหอมกรุ่น สร้างบรรยากาศสงบและสบายเหมือนอยู่ในบ้านสไตล์มูจิสักหลัง

Knowing Mind

Knowing Mind

Knowing Mind คือศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมสุขภาวะที่ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนนักจิตวิทยาการปรึกษา 3 คน พวกเขาอยากนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อยากทำงานกับคนกลุ่มกว้างมากกว่าแค่ในโรงพยาบาล รวมถึงต้องการสร้างพื้นที่ให้คนมีปัญหาในชีวิตและอยากหาคนรับฟังมาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเดินเข้าโรงพยาบาล ถูกแปะป้ายว่าเป็นผู้ป่วย

นอกจากนี้ เมื่อคนที่มีความทุกข์ทางใจเดินเข้าโรงพยาบาล พวกเขามักได้พบจิตแพทย์ที่เน้นรักษาอาการทางกาย ก่อนนักจิตวิทยาที่สนใจพูดคุยเยียวยาปมปัญหาในใจ เมื่อจิตแพทย์ไม่มีเวลาพูดคุยมากนักเพราะคนไข้ล้นมือ และด้วยข้อจำกัดในการส่งต่อเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา คนเหล่านี้จึงได้รับการวินิจฉัยโรคและจ่ายยาเป็นหลัก ด้วยความเชื่อว่าอาการทางกายที่ดีขึ้นจะช่วยให้กลับไปแก้ปัญหาในชีวิตเองได้ แต่บางครั้งอาการทางกายนั้นมีต้นตอจากปมปัญหาใหญ่ในใจ เมื่อปัญหาไม่ถูกแก้ไข ไม่นานอาการทางกายก็กลับมาอีก

Knowing Mind

Knowing Mind จึงตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยเพื่อช่วยคนแก้ไขปัญหา โดยใช้วิถีจิตวิทยาแนวพุทธที่พวกเขาเรียนมาผสมผสานกับความรู้ฝั่งตะวันตก

“โรคทางจิตเวชมันตั้งอยู่บนอาการเป็นหลัก สมมติว่าพูดถึงโรคซึมเศร้า มันไม่ใช่แค่คุณเศร้านะ แต่มีอาการทางกายบางอย่างเกิดขึ้นด้วย เช่น รู้สึกเศร้าตลอดวัน หมดความสนใจทำสิ่งต่าง ๆ นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร เป็นต้น ผมมองว่าอาการเหล่านี้สะท้อนภาพของภาวะบางอย่างในใจ นักจิตวิทยาจะตามไปดูว่าภาวะนั้นคืออะไร นักจิตวิทยามีฐานคิดในการทำงานที่หลากหลาย ส่วนตัวผมเองมองว่าปัญหาของผู้คนในแง่หนึ่งเกิดจากความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วคุณก็สร้างเงื่อนไขให้ชีวิต สมมติว่าคุณหิว สิ่งที่ตรงไปตรงมาคือไปกินแล้วจะอิ่ม แต่บางครั้งเราก็สร้างเงื่อนไขว่าฉันชอบกินแบบนี้ ต้องกินอันนี้เท่านั้น แล้วก็ฝังหัวว่าชีวิตต้องเป็นแบบนี้ พอเจอสิ่งอื่นในชีวิตที่ไม่เป็นแบบนี้ก็ไม่โอเค ทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ในชีวิตได้ไม่ค่อยดีนัก หลายครั้งคนที่มาคุย เขาก็มาพร้อมกับแบบแผนทางความคิดและพฤติกรรมบางอย่างซึ่งเป็นปัญหา แล้วมองไม่ออกว่าจะแก้ยังไงเพราะเคยชินกับมัน” สมภพ แจ่มจันทร์ หนึ่งในนักจิตวิทยาการปรึกษาของ Knowing Mind อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างหลากหลาย เช่น คนที่ทุกข์ใจเพราะต้องดิ้นรนหาเงินซื้อบ้าน เนื่องจากเชื่อว่าการมีบ้านหลังใหญ่จะนำมาซึ่งความสุข หรือภรรยาที่ไม่อาจเลิกกับสามีได้เพราะเชื่อว่าต้องเห็นแก่ลูก ต้องเป็นแม่ที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขของความทุกข์ที่พวกเขาสร้างขึ้น

 

สมภพ แจ่มจันทร์

สมภพ แจ่มจันทร์

หากถามว่านักจิตวิทยาที่นี่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร คำตอบคือการชวนให้เรา ‘เข้าใจตัวเอง’

ในสายตาของชาว Knowing Mind ปัญหาที่เราเผชิญแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปัญหาภายนอกที่แก้ไม่ได้หรือแก้ได้ยาก และปัญหาภายในใจตัวเองที่แก้ไขได้ ปัญหาที่พวกเขาชี้ให้ผู้คนมองเห็นจึงเป็นการมองสำรวจลึกเข้าไปภายใน อย่างแรกคือต้อนรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น อย่ากดเก็บมันไว้ หรือพยายามเบี่ยงเบนมัน แล้วตามต่อไปว่าอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีที่มาจากไหน และสะท้อนถึงสิ่งใด

“อารมณ์ไม่ใช่ปัญหา อารมณ์เป็นเพียงสัญญาณที่บ่งบอกอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งคุณโกรธ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความโกรธ แต่อยู่ที่ชั้นของความต้องการที่นำมาซึ่งความโกรธ เช่น คุณอาจรู้สึกว่าทำดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่เคยเหลียวแล จนคุณรู้สึกโกรธมาก ดังนั้น ความต้องการของคุณก็คือต้องการให้เขามาสนใจ แล้วทีนี้เราก็มาพิจารณาต่อว่าความต้องการของคุณเป็นจริงได้หรือไม่ หรือกระทั่งมันใช่ความต้องการจริง ๆ ของคุณหรือเปล่า” นักจิตวิทยาหนุ่มยกตัวอย่าง

สมภพ แจ่มจันทร์

ยังไงก็ตาม สมภพและเพื่อนเรียกตัวเองว่า ‘เพื่อนร่วมทาง’ เพราะระหว่างการพูดคุย พวกเขาไม่มีคำตอบสำเร็จรูปมอบให้ แต่จะทำหน้าที่คอยรับฟัง คอยเอื้อให้เรามองเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะปล่อยมือ มอบหน้าที่ให้พวกเราตัดสินใจ

“ผมชวนให้คนยอมรับตัวเองในแบบที่เขาเป็น โดยเอาเงื่อนไขที่ตัวเขาสร้างขึ้นให้ตัวเอง หรือคนอื่นสร้างขึ้นให้กับเขาออกไป เพื่อให้เขาเห็นตัวตนชัด ๆ ว่า นี่แหละคือตัวเขา นี่แหละคือความต้องการแท้จริง ส่วนเขาจะทำยังไงต่อเป็นเรื่องของเขาเลย คุณจะอยู่แบบนี้ต่อก็ได้นะ คุณจะทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ มีมันให้ได้ คุณจะทำทุกวิถีทางให้คุณเป็นสิ่งที่คุณอยากเป็นก็ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าฉัน ‘ต้อง’ เป็นสิ่งนั้นให้ได้

“เรียกง่ายๆ ว่าผมพยายามจะเปิดพื้นที่ชีวิตของคนให้กว้างขึ้น ชวนพวกเขาออกจากเงื่อนไขที่ตัวเองสร้างขึ้นมา จากเดิมที่เขารู้สึกว่าทางเดินชีวิตฉันแคบจังเลย ไปต่อไม่ได้แล้ว ผมพยายามบอกเขาว่ามีพื้นที่อีกกว้างเลยนะ ถ้าคุณมองเห็นว่าที่แคบนี่เป็นเพราะเงื่อนไขในใจ แต่ประเด็นคือคนยังมาไม่ทันถึงจุดที่เห็นชัดว่าต้องการอะไร อะไรคือความต้องการที่แท้จริง แต่เรามักจะตัดสินด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างไปก่อนแล้ว” สมภพกล่าว

 

สมภพ แจ่มจันทร์

ที่ผ่านมา Knowing Mind เปิดประตูต้อนรับคนมาหลากหลาย ตั้งแต่เด็กมัธยม พนักงานออฟฟิศ จนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ บางคนมาจากการบอกต่อ บางคนลองเสิร์ชหาที่เยียวยาจนเจอที่นี่บนโลกออนไลน์ และแต่ละคนมาด้วยปัญหาแตกต่างกันทั้งเรื่องราวและขนาด จำนวนครั้งของการพูดคุยก็ต่างกันไป

แต่ไม่ว่าคนที่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจะเป็นใคร สิ่งที่นักจิตวิทยาทั้งสามคนเชื่อมั่นคือ มนุษย์มีศักยภาพในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และทุกคนที่นั่งลงตรงนั้นจะไม่ถูกตัดสินด้วยคำเรียกใด ๆ

 

สมภพ แจ่มจันทร์

“ในทางการแพทย์ ถ้าคุณมีอาการครบตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณเป็นโรคซึมเศร้าแน่นอน แต่ในความเห็นของผม ไม่มีใครผิดปกติจริงๆ หรอก มีแต่ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้คุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามา ผมก็ไม่สนใจ จะมองว่าคุณเป็นแค่คนหนึ่งที่มีปัญหาซึ่งยังแก้ไม่ได้ แล้วถ้าคุณแก้ได้ก็จะพ้นจากไอ้โรคบ้านี้เอง ผมเชื่อว่าเราต่างมีปัญหากันไม่มากก็น้อย บางคนก็แก้ไขปัญหาได้เอง แล้วถามว่าบริการของผมมีเพื่ออะไร ก็มีสำหรับคนที่รู้สึกว่าแก้เองแล้วไปต่อไม่ได้ ต้องการใครช่วยรับฟัง ช่วยเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่ยังไงทุกคนก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองอยู่ดีนะ สุดท้ายมันไม่ได้จบที่ในห้องนี้ แต่จบที่ชีวิตจริง” นักจิตวิทยาหนุ่มถ่ายทอดสิ่งที่คิด

Knowing Mind

ที่อยู่ :  25/5 ซอยราชวิถี 9 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10440

เบอร์ติดต่อ :  080-2010202

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. โดยนักจิตวิทยาจะหมุนเวียนกันมาประจำวันละ 1 คน และต้องนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น

ระยะเวลาการพูดคุย : ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง  

ราคา : บุคคลทั่วไป 1,500 บาท / ครั้ง นักเรียนและนักศึกษา 800 บาท / ครั้ง

*ในกรณีที่มีอาการทางกายหนักหน่วง เช่น นอนไม่หลับมาแล้ว 3 วัน นักจิตวิทยาจะให้ไปพบจิตแพทย์ก่อนแล้วค่อยมาพูดคุย และถ้าคุยแล้วพบว่าต้องรักษาอาการทางกายด้วย ก็จะแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์ต่อ

**นอกจากการพูดคุย ที่นี่ยังมีบริการวิ่งสมาธิบำบัด หรือ Mindful Running Therapy ที่ผสมผสานการวิ่ง พูดคุย และทำสมาธิเข้าด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.knowingmindgroup.com

Facebook l Knowing Mind Group

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

ก่อนอ่านบทความนี้ ถ้าคุณผู้อ่านกำลังนั่งอยู่ เราขอให้คุณลองยืดกระดูกสันหลังให้สูงขึ้น ฝืนไหล่ให้เปิดกว้างขึ้น แล้วจะเริ่มรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

นั่นเป็นคำแนะนำข้อแรกที่ ปัท–ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดและผู้ก่อตั้ง Studio Persona สตูดิโอที่บูรณาการศิลปะหลากหลายแขนงเพื่อใช้ในการพัฒนาจิตใจตัวเอง บอกเราทันที่ที่เริ่มสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

ปัท–ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดและผู้ก่อตั้ง Studio Persona

Free Writing คือหัวข้อที่เราคุยกับปัทในวันนั้น เป็นหนึ่งใน Worries Free กิจกรรมคลายความกังวลของ Studio Persona ที่เกิดจากวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้หลายๆ คนต้อง Work from home อยู่บ้านนานมากว่า 1 เดือน หลายคนเกิดความเบื่อและความกังวล แต่ไม่รู้จะระบายกับใครดี 

เธอจึงแนะนำการบำบัดแบบ Free Writing ซึ่งก็คือการสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้ได้ระบายความรู้สึก ความคิด อารมณ์ ความสร้างสรรค์ และปลดปล่อยอย่างมีอิสระบนกระดาษ ผ่านการเขียนหรือวาดไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีกระบวนการคิดอะไร มันต่างจากการเขียนปกติคือเราไม่ต้องการผู้อ่านคนอื่นนอกจากตัวเอง 

ไอเดียตั้งต้นเริ่มตั้งแต่ตอนที่สตูดิโอต้องปิดเพื่อความปลอดภัย ทั้งการบำบัดและการรับคำปรึกษาจึงต้องย้ายไปทำบนออนไลน์ทั้งหมด แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าสตูดิโอออกแบบการบำบัดด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน มีขั้นตอนหรือวิธีการที่ชัดเจนให้คนเข้าใจง่ายๆ เพื่อช่วยคลายความกังวลหรือระบายความรู้สึกบางอย่างได้บ้าง

“ช่วงนี้ร่างกายเราเก็บความกังวลไว้เยอะมาก นอกจากตัวเรา เราก็ห่วงครอบครัว สังคม แล้วก็โลกใบนี้ เราเริ่มสังเกตร่างกายตัวเอง เริ่มรู้ว่าเครียด คนในครอบครัวเครียด 

“คุณแม่เราก็กังวลกับสถานการณ์มาก เราเลยชวนเขามาวาดรูป วาดความกังวลด้วยกัน เราวาดของเรา แม่วาดของแม่ แล้วเราลองมาคุยกัน ซึ่งกิจกรรมนี้มันเหมือนการไปบำบัดที่เราระบายและถ่ายทอดความคิด ความกังวล ความรู้สึกของตัวเองออกมา”

Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี
Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี
Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี

การทำ Free Writing ที่ปัทว่านั้นง่ายนิดเดียว ทำที่บ้านได้ ทำด้วยตัวเองคนเดียวได้ หรือจะชวนคนในครอบครัวมาร่วมทำด้วยสัก 2 – 4 คนก็ได้เช่นกัน อุปกรณ์มีเพียงสมุดหรือกระดาษ ปากกา ดินสอ หรือดินสอสี และพื้นที่ที่คุณรู้สึกปลอดภัย พื้นที่ที่ไม่มีใครรบกวนในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะเป็นมุมโปรดในบ้านหรือห้องส่วนตัวก็ได้ 

ถ้าใครไม่อยากวาดรูปก็เขียนเป็นคำ วลี หรือประโยค ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องไตร่ตรอง ให้มันออกมาตามธรรมชาติ จริงๆ ก็คล้ายกับการเขียนไดอารี่ที่มีความเป็นส่วนตัว (Privacy) มีพื้นที่ได้สะท้อน ระบาย จดบันทึก หรือเขียนเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง

Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี
Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี

“เราไม่อยากให้คนยึดติดกับรูปแบบในการทำงานศิลปะ หนึ่งคือ ถ้ายึดติดมากๆ มันจะกลายเป็นความเครียด เราอยากให้มันเป็นเครื่องมือ เป็นเพื่อนที่ดีที่ตัวเราจะไปพึ่งได้มากกว่า อย่างตัวเราเองก็ไม่ได้วาดรูปทุกวัน บางวันก็วาดรูปน้อย เขียนเยอะ เราค่อนข้างแนะนำการเขียนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นทักษะที่ติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เด็ก สองคือ มันไม่มีผิดถูกในเรื่องของคำและภาษาเมื่อมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เพราะฉะนั้น Free Writing คือการที่เราปล่อยให้พื้นที่บนกระดาษเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะรองรับความรู้สึกของเรา”

บางคนอาจจะใช้เวลา 2 – 3 นาที หรือมากกว่า 5 นาทีก็ได้ แล้วแต่ว่าเรารู้สึกโล่งใจขึ้นแล้วหรือยัง

“เมื่อเขียนรอบแรกเสร็จ เราจะแนะนำว่าถ้าคุณรู้สึกสบายขึ้น โล่งขึ้น ส่วนตัวเราจะไม่กลับไปอ่าน เพราะถือว่าเราจัดการและปลดปล่อยความกังวลออกไปแล้ว 

ปัท–ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดและผู้ก่อตั้ง Studio Persona

“แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจแต่ละคน ถ้าใครรู้สึกว่าสิ่งที่เขียนมันมีผลกับตัวเองมากๆ อยากจะจัดการกับมันต่อก็ทำได้ ให้ลองไปอ่านสิ่งที่เขียน แล้วขีดเส้นหรือวงกลมคำที่ปรากฏซ้ำๆ ในงานเขียนนั้นๆ แล้วค่อยเอามาเขียนขยายต่อจากคำคำนั้น โดยที่ใช้เทคนิค Free Writing เหมือนเดิม เช่น คีย์เวิร์ดที่เจอบ่อยๆ คือ ท้องฟ้า ฝนตก ไม่สบายใจ อึดอัด เราจะเอาสี่คำนี้มาเขียนต่อแล้วดูว่ามันจะพาเราไปได้ถึงจุดไหน ขยายเขาไปเรื่อยๆ 

“ถ้าเป็นการวาดรูปก็คล้ายๆ กัน ให้เราดูว่ามีส่วนใดที่รู้สึกว่าเชื่อมโยงกับเราเป็นพิเศษ อาจจะเป็นสีหรือรูปร่าง เราอาจจะเอาพาร์ตนั้นมาขยาย อย่างมีคนวาดพระอาทิตย์ในบ้าน เราก็จะแนะนำให้เขาลองขยายว่า การมีพระอาทิตย์ในบ้านเป็นยังไง อาจจะขยายเรื่องสีที่โดดเด่นออกมา หรือในทางตรงกันข้ามเป็นสีที่เจือจางกว่าสีอื่นในภาพมากๆ ก็ได้”

Free Writing ต่างจากการไปคุยกับนักบำบัดอยู่จุดหนึ่ง มันเป็นการระบายทางเดียว แต่ข้อดีของมันก็คือเราทำเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ที่เรารู้สึกมีความกังวล จะทำกี่ครั้งต่อวันก็ได้ ปัทเองก็ใช้วิธีนี้มานานแล้ว เธอพกสมุดและปากกาติดตัวตลอด เมื่อมีความกังวลเกิดขึ้นมาก็จะหยิบขึ้นมาเขียน และสังเกตอารมณ์ตัวเองผ่านสิ่งที่เขียน พอได้กลับไปอ่านอีกครั้งจึงได้เห็นแพตเทิร์นการเขียนที่แตกต่างไปในแต่ละช่วงอายุ หรือแม้แต่กระทั่งในหนึ่งวันเอง อารมณ์ความรู้สึกก็อาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี
Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี

“การเขียน Free Writing ช่วยเราได้มากเรื่องการรับรู้ในแต่ละแอคชั่นและอารมณ์ของตัวเอง พอเราเริ่มมีอารมณ์ เราจะหยิบจับมันได้ง่ายขึ้น เรารับรู้ถึงผลกระทบที่อารมณ์ส่งผลกับร่างกายได้เร็วขึ้น 

“พอเรารับรู้ความคิดตัวเองได้เร็วขึ้น รับรู้ว่าเราโกรธ เราจะอยากหยุดโกรธ จะคิดว่าควรทำยังไงกับความโกรธนี้ ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ เราก็จะโกรธไปเรื่อยๆ จนมันส่งผลต่อการกระทำเรา ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม คนใกล้ชิด การฝึกเขียนทำให้ตัวเราสงบเร็วขึ้น

“การมีสมุดและปากกาหนึ่งด้ามไว้ในกระเป๋าหรือโต๊ะทำงานของเรา มันอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในบางเวลาได้เลยนะ เพราะทุกคนก็ต้องการพื้นที่ที่จะน้อยใจ สะท้อนความอ่อนไหวที่ไม่อยากไปแบ่งปันกับใครเพราะมันอาจจะทำร้ายคนอื่น แต่ก็ไม่อยากเก็บไว้กับตัว วิธีนี้ก็ปลอดภัย มันเป็นวิธีสันติอย่างหนึ่งที่ช่วยเราจัดการกับอารมณ์ได้ดี”

Free Writing บำบัดความคิด คลายความกังวล และปลดความเครียด ด้วยกระดาษ ปากกา ดินสอสี

นอกจากนี้ ปัทและ Studio Persona ยังจัดกลุ่มบำบัด Worries Free ที่เรียกว่า Open Heart Club ที่รวมคน 4 – 5 คน มาทำกิจกรรมศิลปะบำบัดผ่านวิดีโอคอลออนไลน์ทุกวันจันทร์และพุธ และไม่ต้องกลัวหากคุณผู้อ่านไม่คุ้นเคยกับศิลปะ เพราะเธอบอกว่าคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมกิจกรรมมีหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่นักบัญชีไปจนถึงนักจิตวิทยา และหลายคนไม่ได้วาดรูปมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน 

เธอเล่าว่า คนส่วนใหญ่ที่มาทำงานศิลปะที่นี่ไม่เอางานศิลปะเขากลับบ้าน เขาจะมอบให้สตูดิโอ เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้กลับไปคือประสบการณ์บางอย่าง คุณค่าของมันเลยไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ ไม่ได้อยู่ว่าชิ้นงานนั้นจะสวยหรือไม่

ภาพ : Studio Persona

Open Heart Club จะเปิดอีกครั้งเดือนพฤษภาคม วันจันทร์ที่ 4, 11 และ วันพุธที่ 6,13 เวลา 11.00 – 12.30 น.

ทุกรอบไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครได้ที่

Line : @studiopersona

Email : [email protected]

Instagram : studiopersona.bkk

Facebook : Studio persona

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load