12 มิถุนายน 2560
6 K

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยจังหวะดนตรีอาหรับที่ครึกครื้นเกินกว่าจะนั่งมองเฉยๆ ปลายเท้าฉันกระดุกกระดิกตามเสียงเพลง ระหว่างที่ กิ๊ฟ-รงรอง วลัญช์เสถียร ส่ายสะโพกนำสาวๆ ในห้องกระจก แผงลูกปัดและเลื่อมแวววาวรอบลำตัวทุกคนสั่นกระเพื่อมดังกรุกกริก ซ้าย-ขวา ซ้าย-ขวา หมุนตัวสับเท้าไปมา ลำตัวที่สะบัดพลิ้วอ่อนช้อยและแข็งแรงไปในที

ฉันนึกถึงหนังแขกอินเดียที่นางเอกเต้นระบำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ครูสอน Belly Dance เล่าว่าระบำนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศแถบตะวันออกกลาง เกิดจากการเต้นรำสังสรรค์ที่เรียกว่า Baladi (บาลาดี) ของสาวๆ ชาวอาหรับ ต่อมาเมื่อปรับการเต้นนี้ให้เป็นการแสดง จึงผสม Ballet และ Jazz เข้าไปในลีลา ใช้อุปกรณ์เสริมอย่างผ้าต่างๆ พร้อมเปลี่ยนชุดให้โชว์หน้าท้อง ขับสรีระนักเต้นมากยิ่งขึ้น และปัจจุบันระบำนี้ยังได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น อียิปต์ เลบานอน และตุรกี

ในประเทศไทยมีการสอน Belly Dance แค่ 2 ที่เท่านั้น คือที่รำปุรี สตูดิโอสอนการเต้นจากทั่วโลก และที่ BellySister โรงเรียนสอนระบำหน้าท้องโดยเฉพาะ โดยที่นี่มีทั้งคลาส Belly Dance ระบำหน้าท้องแบบอาหรับ, Bollywood ระบำหน้าท้องสไตล์อินเดีย และ Bellyrobics ระบำเพื่อการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แม้ไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อนก็เรียนได้

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

“ตอนแรกกิ๊ฟก็เริ่มจากไม่มีเบสิกการเต้นอะไรเลย แต่ลองเรียนเพราะชอบ Shakira เห็นเขาเอา Belly Dance มาผสมกับท่าเต้น ปรากฏว่าพอเรียนแล้วไม่ใช่ชากีร่าเลย (หัวเราะ) เขามีความโมเดิร์น เขาใส่ฮิปฮอปเข้าไป แต่ Belly Dance ของจริงมีความสวย ความสง่า ความนิ่ง อยู่ในตัว การเต้นนี้ทำให้เราได้ใช้อวัยวะที่เราไม่เคยใช้มาก่อน สมมติฮิปฮอปเราก็จะใช้แขน ใช้ขา ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ แต่ Belly Dance จะใช้กล้ามเนื้อที่อยู่ข้างใน

“เราต้องทำความรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เช่น หน้าท้อง ใครจะไปรู้ว่ามันมี 3 ส่วน เราต้องคุยกับตัวเองว่าหน้าท้องตรงนี้ต้องขยับแบบนี้ สะโพกด้านขวา กล้ามเนื้อตรงสีข้าง ก้นด้านใน ด้านนอก ตรงกลาง มันอยู่ตรงไหน พอเราใช้เวลาฝึกกับมันเยอะขึ้น ก็ทำให้เข้าใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง พอ Belly Dance ทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น เราเลยหลงรักมันไปโดยปริยาย”

กิ๊ฟเล่าว่า สมัยก่อนเธอเป็นคนขี้อายมาก ไม่กล้าคุยกับใคร ขนาดมองตัวเองในกระจกยังไม่กล้ามอง แต่การเต้นทำให้เธอได้สำรวจและทำความรู้จักข้อดีของตัวเอง ช่วยให้จิตใจแข็งแรงและมั่นใจมากขึ้น ส่วนในแง่สุขภาพร่างกาย ครูสอนระบำหน้าท้องบอกตรงๆ ว่าการเต้นประเภทนี้ไม่ใช่วิธีลดความอ้วน

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

“การลดน้ำหนักไม่เกี่ยวกับ Belly Dance ถ้าหากคุณอยากได้หุ่นผอม หน้าท้องแบนราบมีซิกซ์แพ็ก กิ๊ฟแนะนำให้ไปฟิตเนสมากกว่า แต่ถ้าคุณอยากได้หุ่นที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง หุ่นที่เป็นผู้หญิง แนะนำที่นี่ เพราะการเต้นระบำหน้าท้องจะช่วยกระชับเอวให้คอดขึ้น มีสะโพกมากขึ้น posture ดีขึ้น และการออกกำลังช่วงท้องจะทำให้ระบบภายในดีขึ้น ทั้งระบบเผาผลาญ ระบบการขับถ่าย หรือช่วยเรื่องระบบฮอร์โมน ลดการปวดท้องประจำเดือน”

ผู้เชี่ยวชาญระบำอาหรับเอ่ยต่อว่านักเรียน Belly Dance ของเธอมีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนถึง 75 ปี เพราะเป็นการออกกำลังที่ไม่หักโหม ไม่มีการกระโดดหรือใช้ร่างกายอย่างรุนแรง จึงไม่ส่งผลเสียต่อหลังหรือหัวเข่านักเต้นในภายหลัง แม้นักเรียนแทบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง แต่สตูดิโอก็พร้อมเปิดรับคนทุกเพศทุกวัยที่สนใจศิลปะการเต้นรูปแบบนี้ เพียงแค่เตรียมเสื้อผ้าทะมัดทะแมงอย่างชุดฟิตเนสหรือโยคะมาก็เข้าร่วมได้ แถมที่นี่ยังมีเสื้อผ้าสนุกๆ แถบเลื่อมระยิบระยับผูกเอว และอุปกรณ์ให้ยืมใช้ฟรีอีกต่างหาก

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

คลาส Belly Dance จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความยากง่าย Level 1 คือสอนแยกส่วนร่างกายและใช้งานกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ Level 2 จะเริ่มสอนการควบคุมร่างกายและท่วงท่าทั้งหมดอย่างละเอียด ส่วนระดับสุดท้ายจะโฟกัสที่การเคลื่อนไหวไปพร้อมกับดนตรี เพราะเมโลดี้อาหรับแตกต่างจากจังหวะนับ 8 แบบตะวันตก เลเวลนี้จึงยากที่สุดและสนุกที่สุด เพราะนักเต้นจะได้แสดงฝีมือและตัวตนออกมาอย่างชัดเจนที่สุด

“ความสวยของ Belly Dance ไม่ได้อยู่ที่หุ่นนักเต้นนะ Belly Dance คือการเป็นตัวของตัวเอง คุณจะมีหุ่นแบบไหน หน้าท้องแบบไหน เสน่ห์คือสิ่งที่คุณส่งออกมาจากใจ นั่นแหละที่ดึงดูดใจผู้ชม กิ๊ฟว่าหุ่นธรรมชาติของผู้หญิงสวยที่สุดแหละ มาเต้นกันเถอะ”

เสียงเพลงอาหรับสนุกเชิญชวนขณะที่นักเรียนยักย้ายส่ายสะโพกโดยไม่พะวงเรื่องไซส์ ฉันพยักหน้าหงึกหงัก รู้สึกอยากทำความรู้จักกล้ามเนื้อพุงตัวเองบ้างเหมือนกัน

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister

ที่อยู่: สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชั้น 3, ระหว่างซอยทองหล่อ 1 และทองหล่อ 3
ราคา: 4 ครั้ง / 2,000 บาท
www.facebook.com/Bellysister  
www.bellysister.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

คาดการณ์ว่าเทรนด์หนึ่งในปี 2022 นี้ จะเป็นการกินเพื่อสุขภาพใจที่ดี หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญวิกฤตมาร่วมกัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจมาต่อเนื่องและเนิ่นนาน

การกินเพื่อบำบัดจิตใจมีหลายวิธีการและหลากหลายระดับความเชื่อ แต่แนวทางหนึ่งที่เราสนใจคือวิถีของ Nik Heartsong นักบำบัดผู้ที่ตรวจสอบร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติ และใช้วิธีการกินอาหารเพื่อปรับสมดุลของสภาวะในร่างกาย เป้าหมายเพื่อขับสิ่งที่ไม่ดี และทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเกิดพลังงานดีที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

“ไม่รู้ว่าจะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ฉันเริ่มเจ็บป่วยมาตั้งแต่อายุ 25 แบบที่หาสาเหตุไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเด็กที่แข็งแรง ชอบเล่นกีฬา เล่นยิมนาสติก แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นเยอะมาก จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม หลับยาก สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก แพ้ มีอาการคันตามผิวหนัง และรู้สึกถึงการอักเสบในร่างกาย มีการติดเชื้อ ฉันไปหาหมอหลายที่ ไปหาแพทย์ทางเลือก ทั้งฝังเข็มและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้ ต่างคนต่างก็วินิจฉัยไปในวิถีทางของตัวเอง” นิคเริ่มเล่าเรื่องของตัวเธอให้ฟังในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่เราเพิ่งทำซาวน่าด้วยกันเสร็จ 

มันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเข้มข้นกับการหาสาเหตุความเจ็บป่วยด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ และเธอก็พอใจและภูมิใจในผลลัพธ์เอามาก ๆ และสุดท้ายจากประสบการณ์ของเธอ ทำให้ได้ทำงานที่เธอรัก ช่วยเหลือผู้คน นิคมีอาชีพเป็น Quantum Bioresonance Therapist หรือนักบำบัดโรคด้วยคลื่นความถี่ (เราจะยังไม่พูดถึงบทบาทนี้ของเธอในบทความนี้ แต่ติดตามได้ว่าเธอมีคอร์สอะไรบ้างได้ที่ www.wingedhearthealing.com) เธอใช้ตัวเองพิสูจน์ว่าโรคต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้นิคอยากแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

“จากจุดนั้น ฉันเลยเริ่มมาสังเกตตัวเองอย่างละเอียด ดูอาการของตัวเอง ใช้การรับรู้ความรู้สึกและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดูวิถีการใช้ชีวิต การกิน 

“จนสุดท้าย ฉันค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ปรสิต และอาหาร” นิคเล่าถึงสิ่งที่เธอค้นพบ

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

ตอนนี้นิคอายุ 36 แต่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เธอเพียรหาคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายเธอคิดว่ามันเป็นความโชคดีที่เธอเจ็บป่วยมาตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เข้าใจร่างกาย อาหารที่ก่อโรค และดูแลตัวเองได้อย่างที่มันควรจะเป็นจนถึงทุกวันนี้

“ฉันใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง เพื่อรักษาตัวฉันเองโดยไม่พึ่งพาหมออีกต่อไป ฉันสังเกตทุกอย่างว่ากินอาหารอะไร แล้วมันส่งผลต่อร่างกายแบบไหน แล้วสุดท้ายฉันก็ค้นพบว่า ปรสิตอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

“ทุกการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่มีหมอคนไหนพูดถึงสิ่งนี้ให้ฉันฟัง จากอาการของฉันที่กล่าวมาข้างต้น มันไปจบที่การเป็นมะเร็งได้ จึงอธิบายได้ว่าอาหารบางประเภทเป็นอาหารที่ทำให้ปรสิตเติบโตมากขึ้น มันสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรสิตเติบโตได้ดี และน้ำตาลเป็นตัวอันตรายที่สุด (ส่วนน้ำตาลมะพร้าว หญ้าหวาน และน้ำผึ้ง ทานได้) นอกจากนั้นยังมีแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม กลูเตน และถั่วเหลืองอีก ซึ่งถ้าหากไม่บอกว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของปรสิต อาหารเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อภายในร่างกายได้ง่ายมาก” 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

นิคลองเข้ารับ Treatment และ Therapy มาเกือบหมดทุกอย่าง ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการฉีดวิตามิน การใส่ออกซิเจนในร่างกาย หรือแม้แต่ทำเลเซอร์เพื่อรักษาโรค แต่กลับไม่มีวิธีไหนได้ผลดีเลย จนได้พบว่าปรสิตนี้เองที่เป็นตัวการ เพราะเมื่อปรสิตเข้าไปในร่างกายเรา มันจะสร้างรัง ซึ่งรังนี้ก็จะดูดแบคทีเรีย เชื้อรา และโลหะหนัก ให้หมักหมมอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดโรค ถ้าเราฆ่าเฉพาะแค่แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยไม่ทำลายปรสิตไป เมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราตัวใหม่เข้ามา มันก็จะไปเติบโตในรังของปรสิตอยู่ดี พอรู้อย่างนี้ ฉันก็หาวิธีที่จะกำจัดปรสิตในร่างกาย ศึกษาอยู่หลายวิธี ทั้งที่แบบซื้อยาจากร้านขายยา แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 

จนนิคค้นพบวิธีธรรมชาติ นั่นก็คือการทำ Juice Fasting หรือการอดอาหารและดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว ร่วมกับการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟหรือกระเทียม โดยใช้กระเทียม 3 กลีบปั่นกับน้ำสะอาดแล้วสวนล้างทวารเข้าไป ต่อเนื่องเป็นเวลา10 วัน และทำซาวน่าเป็นบางวัน 

หรือการทาน Juice Shot ที่นิคเรียกมันว่า Parasite Bomb ทุกเช้าที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ กระเทียม ขมิ้น ขิงมะนาว ส้ม และหยดออริกาโนออยล์ 2 – 3 หยดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดและราคาไม่แพง แต่ใช้เวลานานสุดคือ การกินดินเบาหรือไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth) 2 – 3 เวลาต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยตักมา 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำแล้วดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัย แม้แต่เด็กก็ทานได้ เพราะดินเบามีคุณสมบัติดูดซับไขมันที่ผนังลำตัวชั้นนอกของปรสิต ทำให้มีการสูญเสียน้ำ ประกอบกับรูปร่างของดินเบา ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเห็นว่าชั้นผิวรอบนอกขรุขระ ซึ่งขีดข่วนลำตัวปรสิตให้สูญเสียน้ำเช่นกัน และเนื่องจากปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก การสูญเสียน้ำนิดเดียวมันก็ตายได้ 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

วิธีสุดท้ายคือการรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะกินเป็นแบบแคปซูลหรือแบบผงก็ได้ มี 3 อย่างด้วยกัน คือ วอลนัทดำ บอระเพ็ด และกานพลู ซึ่งต้องกินติดต่อกัน 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เพราะปรสิตมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ละชนิดก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน บางพันธุ์สั้น บางพันธุ์ยาว ดังนั้นบางทีเราฆ่าตัวไปแล้ว แต่ไข่อาจจะยังอยู่

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจว่าปรสิตเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทางกาย แต่ถ้าให้มองลึกลงไปในแง่พลังงาน เจ้าปรสิตนี้ก็มีผลต่อจิตใจและอารมณ์เช่นกัน เพราะสสารทุกอย่างเริ่มต้นที่พลังงาน มันมีแรงสั่นสะเทือน มีความถี่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นพลังงาน และเมื่อคลื่นความถี่ในร่างกายถูกรบกวน ร่างกายและจิตใจก็เกิดความไม่สมดุล ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจ จึงกลับมาเล่นงานเราได้นั่นเอง 

มีความเชื่อว่าบางครั้งการเติบโตของปรสิตในร่างกาย ก็มาจากนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในตัวเอง เช่น การไม่สร้างเกราะให้ตัวเอง เช่น การไม่สามารถพูดว่า ได้ หรือ ไม่ได้ แบบตรงไปตรงมา พลังงานความถี่ของนิสัยเหล่านี้ จะส่งผลกลับให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปรสิตเช่นกัน 

ปกติแล้ว เราดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวของเราด้วยการให้กินยาฆ่าพยาธิทุกเดือน แล้วทำไมเราถึงจะดูแลตัวเองไม่ได้ 

อย่างที่บอกไปข้างต้น วิธีที่ทรงพลังและได้ผลที่สุดคือ Juice Fasting ซึ่งจะเป็นน้ำผักผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีกากใย แต่ถ้าเน้นเป็นผักใบเขียวได้ก็จะดี เพราะวิธีนี้เชื่อมต่อกับจิตใจของเราด้วย มันสร้างวินัยอย่างสูง และสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจให้เราผ่านไปได้ 

มันอาจทำให้บางคนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ Distract ตัวเองด้วยการออกไปเจอเพื่อน ไปเจออาหาร เป็นเหมือนการเยียวยาทั้งกายใจไปพร้อมกัน แต่ในกระบวนการนี้จะมีข้อห้าม เช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ซึ่งเป็นข้อดีที่การอดไปสักระยะ เป็นการชนะใจตนเองในรูปแบบหนึ่งหลังจากผ่านไปได้ 10 วัน หรือยิ่งถ้าบางคนทำได้นานกว่านั้น ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเข้มแข็งจากภายใน

หลังจากทำแล้ว ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่หรือมี Body Awareness มาก ๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและจิตใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกที่ทำแนะนำให้ทำทุก 3 เดือนครั้ง หลังจากนั้นค่อยปรับเป็นปีละ 2 ครั้ง 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

หลังจาก Fast ครบ 10 วันแล้ว ให้ค่อย ๆ ปรับตัวมาเริ่มกินอาหารอ่อนก่อน เช่น Smoothie แล้วก็ซุป ค่อย ๆ ให้ร่างกายปรับตัว แล้วก็ให้เริ่มกินโพรไบโอติกและอาหารหมักดอง เพื่อเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย เพราะตอนที่เราฆ่าปรสิต เราก็ฆ่าแบคทีเรียที่ดีในร่างกายไปด้วย 

ทั้งโพรไบโอติกและอาหารหมักดองเป็นสิ่งที่เราควรกินทุกวัน ใส่มันไปในมื้ออาหารทุกมื้อ อาจเป็นมิโซะ กิมจิ ซาวเคราท์ Apple Cider Vinegar หรือคีเฟอร์ก็ได้ อาหารเหล่านี้มีผลดีต่อลำไส้และสมอง ถ้าวันไหนรู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ อาหารเหล่านี้ช่วยได้ 

อีกอย่างหนึ่งคือไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดแฟลกซ์ ปลาที่มีโอเมก้า 3 

ในเมืองไทยเรามักใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยดีในการประกอบอาหาร แต่ที่จริงแล้วน้ำมันที่ดีมีมากมายในเมืองไทย เช่นน้ำมันมะพร้าว รองลงมาก็น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโด การใช้น้ำมันที่ดีมีผลต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ด้วย 

“จะว่าไปแล้วทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปทั้งหมด มาจากการกระทำของมนุษย์เรานี่เอง ปรสิตก็มาจากอาหาร อากาศ น้ำ ของที่เรากินเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งตอนนี้ปรสิตเติบโตมากมาย ก็เพราะเราปฏิบัติต่อโลกไม่ดี เราไม่ดูแลบำรุงดิน เราปลูกพืชซ้ำไปมา เราใช้เคมีในพืชและในดิน เราเลี้ยงสัตว์ที่เรากินในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีเชื้อโรคมากมาย เราใช้เคมีในสัตว์ แล้วพอกินเข้าไปเราก็ป่วย เหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง” นิคเล่าปิดท้าย

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load