จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในขณะนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากการที่ทุกคนตระหนักถึงพันธกิจสำคัญเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อมเพรียงกันทุกเชื้อชาติ ทุกเขตเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องถือเป็นสินค้าส่งออกหลักของบ้านเรามาหลายทศวรรษ จนเกิดผู้ประกอบการ ช่างชำนาญการ และผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวงการนี้จำนวนมาก

‘อรุณ พลัส’ (ARUN PLUS) ธุรกิจใหม่แห่งอนาคตโดยกลุ่ม ปตท. เดินหน้าลุยธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการผลิต จำหน่าย ระบบกักเก็บพลังงาน แพลตฟอร์มเช่ายานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงาน และร่วมเป็นหนึ่งในการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต’ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและยานต์ยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รวมทั้งจับมือพันธมิตรในการสร้างประสบการณ์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าด้วย 

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

เราได้คุยกับ คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ที่งานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด ‘The Future of eMobility Lifestyle’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ผู้นำด้านศูนย์การค้าจับมือกับผู้นำด้านพลังงาน ขยายเครือข่ายให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานต์ยนต์ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อและสะดวกสบาย

อรุณ พลัส มุ่งสู่บริการยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

กลุ่ม ปตท. วางแผนสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ให้ประเทศไทย ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2065 โดยหมุดหมายแรกคือการตั้ง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ขึ้น เพื่อรองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันได้ร่วมลงทุนกับ Foxconn Technology Group บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากไต้หวัน ก่อตั้ง บริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (HORIZON PLUS) เพื่อผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ชูจุดเด่นโครงช่วงล่างที่ยืดหยุ่น ปรับแต่งเข้ากับรถได้หลายประเภท ซึ่งถือเป็นการสร้างข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันที่น่าสนใจ

“ส่วนมากคนจะกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ กลัวว่าขับอีวีไปข้างนอกแล้วจะไม่มีที่ชาร์จ หรือไฟหมดกลางทาง ปัจจุบันเราตอบโจทย์เรื่องนี้ไปได้เยอะแล้ว ทางกลุ่ม ปตท. ตั้งใจทำทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอีวีตั้งแต่การผลิตรถ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ สถานีชาร์จ รวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่ารถไฟฟ้า ต้องทำครบวงจรเพราะนี่เป็นช่วงเริ่มต้น เพื่อกระตุ้นให้การใช้งานอีวีเกิดขึ้นในวงกว้าง” คุณโทรณกล่าว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

นอกจากนี้ อรุณ พลัส ยังมีโซลูชันที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแบรนด์ เริ่มที่ ออน-ไอออน (on-ion) สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เน้นขยายธุรกิจเข้าไปในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร เป็นต้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคแห่งอนาคต 

โดยผู้ใช้อีวีซึ่งใช้บริการชาร์จไฟที่สถานีของ ออน-ไอออน จะมั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด จะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย และ ออน-ไอออน ยังมีบริการติดตั้งเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าตามที่พักอาศัยอีกด้วย 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

อีกบริษัทอย่าง สวอพ แอนด์ โก (Swap and Go) เป็นแพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มไรเดอร์ในธุรกิจจัดส่งอาหารและสินค้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันภายใน 3 นาที ตามจุดให้บริการครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย การเปิดประสบการณ์ให้ผู้ขับขี่ได้ทดลองใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม อีวีมี (EVme) จึงช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ได้มาก โดยให้บริการเช่าใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบของการสมัครสมาชิก (Subscription) มีรถหลากหลายแบรนด์ให้เลือก ผู้ใช้งานเพียงเลือกรถ กดจอง ก็รอรับรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้งานได้ที่บ้าน

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“อีวีมี เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คนมีความรู้และสร้างประสบการณ์การใช้อีวีมากขึ้น เราปล่อยเช่ารถให้ผู้ที่สนใจอยากลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปและกลุ่ม B2B เราอยากให้ได้ทดลองใช้งานกัน โดยในแอปพลิเคชัน อีวีมี จะมีข้อมูลสถานีชาร์จไฟจากทุกค่าย ทุกแบรนด์ บริการอยู่ด้วย ผมว่าคุ้มครับ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของอีวีค่อนข้างถูก ต้นทุนการวิ่ง 1 กิโลเมตรประมาณ 50 สตางค์ถึง 1 บาทเท่านั้นเอง” 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“ผมใช้อีวีมาปีกว่าแล้ว ส่วนตัวก็ชอบ ประหยัด ไม่ต้องไปเติมน้ำมัน เพราะว่าเรามีเครื่องชาร์จที่บ้าน เหมือนมีปั๊มน้ำมันที่บ้านเราเอง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ของคนใช้งานอีวีชอบเติมไฟที่บ้าน ถ้าขับแค่ในกรุงเทพฯ ชาร์จ 1 ครั้ง ขับได้เป็นอาทิตย์ อย่างรุ่นที่ผมใช้อยู่ ขับได้ระยะทางสูงสุด 400 กิโลเมตร เสียงเงียบมาก ไม่มีไอเสียออกมา เป็นเสน่ห์ของการใช้อีวีและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นจริง ๆ ครับ” 

อีกธุรกิจอย่าง นูออโว พลัส (NUOVO PLUS) บริษัทร่วมลงทุนระหว่าง อรุณ พลัส และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงาน เพื่อลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ รองรับทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นี่เป็นตัวอย่างความตั้งใจที่ตอกย้ำความพร้อมด้านวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมกันผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยต่อไป

เชื่อมต่อไม่สะดุดกับบริการชาร์จไฟในทุกจังหวะชีวิต

สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของ อรุณ พลัส ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน เริ่มขยายตลาดทั้งลูกค้าองค์กรและบุคคล ด้วยเครื่อง AC Charger ที่รองรับการใช้งานรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ควบคุมการใช้งานได้สะดวกผ่าน on-ion Mobile Application ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก

เราจะพบบริการของ ออน-ไอออน ได้ที่อาคารจอดรถ EnCo ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EECi) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง รวมทั้งคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ เดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ เพลินนารี่ มอลล์ วัชรพล และสัมมากรเพลส รามคำแหง และในพื้นที่เซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัดทั่วประเทศ

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

นับเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตาของ อรุณ พลัส ด้วยการร่วมมือกับผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าชั้นนำของไทยอย่างเซ็นทรัลพัฒนา ในการขยายจุดบริการเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในเซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประสบการณ์การชาร์จไฟนอกบ้านของลูกค้าง่าย สะดวก และไร้กังวล เป็นไปตามความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยมีจำนวนสถานีและหัวชาร์จให้ได้มากที่สุด ก้าวสู่การบริการที่ครบวงจร ภายใต้การร่วมลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 400 ช่องจอดในสิ้น พ.ศ. 2565 นี้

“เราได้เจรจากับทางเซ็นทรัลพัฒนามาสักพักแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ และต้องขอบคุณทางเซ็นทรัลพัฒนาที่ไว้วางใจบริการ ออน-ไอออน ของ อรุณ พลัส โดยทางเราพร้อมสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาจะเตรียมสถานที่ที่มีศักยภาพเอาไว้ให้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้สังคมผู้ใช้อีวีเกิดขึ้น ต่อไปเมื่อคนขับไปห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดหรือใช้บริการโรงแรมก็ชาร์จไฟได้อย่างสบายใจ จุดบริการแรกในห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัลพัฒนาคือศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เริ่มให้บริการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 นี้ และจะทยอยเปิดให้บริการครบทั้ง 37 สาขาช่วงต้น พ.ศ. 2566” 

ถือเป็นบริการที่ไร้รอยต่อ ไร้กังวล โดยความร่วมมือของภาคธุรกิจที่ตั้งใจขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

คุยกับผู้บริหาร ARUN PLUS ถึงอนาคตของระบบใช้รถ EV ทั่วเมืองไทย และการวางแผนพลังงานสะอาดครบวงจร

พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อก้าวต่อไปของธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณโทรณเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า อรุณ พลัส อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพื่อต่อยอดโอกาสที่จะขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด สร้างระบบนิเวศที่ดีของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง ออน-ไอออน มีแผนที่จะเปิดให้บริการแบบชาร์จเร็วหรือ DC Charger ในปีหน้า เพื่อต่อยอดจากการชาร์จปกติหรือ AC Charger ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจ และรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะเข้มข้นมากขึ้นนับจากนี้

“สำหรับเครื่องชาร์จไฟ เราจะเน้นที่ความง่าย สะดวกสบายในการใช้งาน ต้องไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย เน้นเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เราพยายามเอาเครื่องมือทางการตลาดเข้ามาเสริมให้คนใช้งานรู้สึกสนุกไปด้วย เรื่องที่ดีคือตอนนี้เราสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งส่วนมากเป็นพลังงานจากแสงแดดที่ประเทศเรามีศักยภาพมาก ลูกค้าที่มาชาร์จไฟที่ ออน-ไอออน ทุกสถานีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากเรา และยังช่วยโลกอีกแรงครับ”

ผู้บริหารของ อรุณ พลัส มองว่าตลาดยานยนตไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีขนาดเล็กและเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้างอย่างประเทศแถบยุโรป ซึ่งถือว่ามีโอกาสอีกมากที่จะเติบโตต่อไป ซึ่งเรามีข้อได้เปรียบเรื่องการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนมาหลายทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบพัฒนาการของธุรกิจนี้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนด้วยกัน ถือว่าประเทศไทยก้าวมาได้ไกลกว่าเพื่อนบ้านพอสมควรแล้ว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

Lesson Learned 

  • กลุ่ม ปตท. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเรื่องการขยายตัวของพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จึงเลือกจับมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากสิ่งที่ตนเองถนัด เพื่อสร้างสินค้าและบริการในราคาที่จับต้องได้สำหรับคนไทย
  • การใช้พลังงานสะอาดของ ออน-ไอออน เป็นจุดขายที่น่าสนใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับ อรุณ พลัส และกลุ่ม ปตท. ช่วยทำให้คนเข้าใจและเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมต่อไป
  • การจับมือกันกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าของประเทศ จะยิ่งส่งเสริมการรับรู้ของแบรนด์ อรุณ พลัส และ ออน-ไอออน รวมทั้งตอกย้ำความจริงใจของเซ็นทรัลพัฒนาในการสนับสนุนลูกค้าเรื่องพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์ทางบวกให้กับผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าได้ดี

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่โชห่วยเล็ก ๆ จะอยู่รอดในยุคที่โมเดิร์นเทรดยึดครองตลาด จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ร้านค้าชุมชน แต่ ‘บิ๊กเต้’ โชห่วยขนาดจิ๋วแต่แจ๋วแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่บริหารด้วยกลยุทธ์แบบคนรุ่นใหม่ เป็นมิตรกับคนและชุมชนรอบข้าง มีสินค้าทุกอย่างให้เลือกสรร มีลีลาโฆษณาสินค้าอย่างซื่อตรงและคมคาย จนกลายเป็นร้านขายของในใจของลูกแม่โดมไปโดยปริยาย

เราอยู่กับ เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ ที่จะมาเล่าถึงเส้นทางสุดโหด มัน ฮา ของร้านนี้ ตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงน้องเล็กในวงการรีเทล มาจนถึงวันที่เติบโตเป็นวัยรุ่น พร้อมออกเดินทางไปเผชิญความเสี่ยงในโลกใบใหญ่กว่าเดิม

ถ้าพร้อมแล้วก็ผลักประตูเข้าร้าน นั่งคุยกับพวกเขากันเลย

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ

ร้านนี้เริ่มมาจากแม่ยายเต้ แกเล่าให้ฟังว่าขณะนั้น ญาติคนหนึ่งกำลังหาคนเซ้งโชห่วยใต้หอพักซันต้า ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เหมาะกับเป็นแหล่งรายได้ให้คู่รักใหม่ได้ตั้งตัว

“เราก็ไม่ค่อยรู้จักร้านขายของ แต่คิดว่าธุรกิจนี้น่าจะสร้างรายได้ให้เรากับป็อกได้ เลยตัดสินใจลองดูสักตั้ง” เต้บอกให้เราฟัง

เต้เป็นเพียงพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาเปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวน้อยในนาฬิกาเรือนใหญ่ ไม่มีอำนาจหรืออิสระมากพอที่จะเสนอความคิดหรือทดลองในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง การเป็นเจ้าของร้านโชห่วยจึงอาจเป็นโอกาสให้เขาได้ลองทำในสิ่งที่เชื่อ นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เขาจะได้พิสูจน์เสียที

ก่อนเริ่มทำร้าน ทั้งคู่ทำการบ้านมาอย่างดี

ร้านมีความเสี่ยงด้านใด 

กลุ่มลูกค้าคือใคร 

สภาพแวดล้อมบริเวณร้านเป็นอย่างไร

และควรขายอะไร

จึงได้รู้ว่าการทำโชห่วยต้องทุ่มเทจริงจังเพื่อให้ร้านออกมาดีที่สุด นั่นหมายถึงการต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลเต็มตัว

“ทีแรกก็แอบกังวล เพราะเจ้าของเก่า 2 คนก่อนหน้าก็ล้มเลิกการทำร้านไป” 

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เต้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทให้ร้านบิ๊กเต้ ส่วนป็อกยังคงทำงานวิจัยและมาช่วยเป็นครั้งคราว

ถ้ามัวกังวลจนไม่ได้ลงมือทำ อาจเสียใจภายหลังก็ได้ ถ้าอย่างนั้นขอเสี่ยงสักหน่อยแล้วกัน

อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คิดนี่หว่า

การเปลี่ยนสถานะตัวเองจากลูกจ้างมาเป็นนายจ้างเป็นเรื่องใหม่และใหญ่

ภาระงานและปัญหาเข้ามาไม่ขาดสาย ชนิดที่พวกเขาไม่เคยพบเจอ เปรียบเหมือนนักมวยที่ถูกปิดตา ไม่รู้ทิศทาง แต่กลับต้องลงชกในสนามจริงทันที

ในตอนแรกไม่มีแม้กลยุทธ์ ไม่รู้ว่าร้านควรอยู่ในตำแหน่งใดในตลาดค้าปลีกนี้ ควรเปิด-ปิดร้านเวลาใด และขายอะไร สินค้าชนิดไหนจะตรงกลุ่มเป้าหมาย ความไม่รู้ด้านธุรกิจบังคับให้พวกเขาต้องลองผิดลองถูกอย่างทุลักทุเล จนเงินเก็บจำนวนมากละลายหายไปดังสายน้ำ

“ครีมบำรุงผิวสำหรับผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินค้าที่ขายไม่ออก เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือนักศึกษา แต่เรากลับไปขายสินค้าของคนอีกวัยหนึ่ง” เต้หัวเราะให้กับความผิดพลาดที่กลายเป็นบทเรียนชั้นดีในอนาคต

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ส่วนเรื่องเวลาเปิด-ปิด ร้านของเขามีเวลาให้บริการที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาทองที่นักศึกษานิยมใช้บริการ ยิ่งนักศึกษายุคนี้ต่างเป็นอัศวินรัตติกาล ใช้ชีวิตกลางคืน การเปิดร้านในช่วงเวลาไม่เหมาะสมส่งผลให้รายได้ออกมาไม่ตรงตามที่หวัง

‘นักศึกษา’ คือกลุ่มเป้าหมายหลักของร้าน – พวกเขาลืมคิดส่วนนี้ไป

อีกทั้งเรื่องการจัดสินค้าบนชั้นวาง ก็มิได้มีกลยุทธ์จัดวางที่โน้มน้าวให้ลูกค้าหยิบสินค้าใส่ตะกร้า จากฟ้าวันใหม่ของร้านโชห่วยที่หมายมั่นจะให้ร้านเติบโต ก็ดำดิ่งเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

จะเซ้งร้านและกลับไปเป็นฟันเฟืองตัวเล็กในองค์กรอีกครั้ง หรือสู้ต่อถึงจะไม่รู้ว่าแสงปลายอุโมงค์จะเป็นเช่นไร คือทางเลือก ณ ตอนนั้น

แต่พวกเขาไม่สิ้นหวัง 

เต้และป็อกยังมีพ่อแม่ มิตรสหายรอบตัวที่คอยยืนเคียงข้าง และพร้อมผลักดันสนับสนุน ทั้งคู่จึงต้องแก้เกมอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ร้านนี้อยู่รอดต่อไปได้ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Better Late than Never

ลูกค้าอยากได้อะไรต้องหามาให้ คือกลยุทธ์แก้เกมแรก

“เราเป็นคนขายที่ถามลูกค้าว่า อยากได้อะไร แบบไหน จะไม่คิดแทนลูกค้า ถ้าเขาต้องการอะไร เราต้องหามาให้ ซึ่งจะช่วยให้ขายได้และมีสินค้าตรงความต้องการของลูกค้าวางอยู่บนชั้นอยู่เสมอ

“แต่ก็ต้องดูอารมณ์ลูกค้าด้วยว่าเขายินดีจะตอบเราไหม” เต้หัวเราะดังลั่น

หากลูกค้าอยากได้อะไร แม้สินค้าจะอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์หรืออยู่สุดขอบโลก ร้านบิ๊กเต้ก็จะพยายามเต็มความสามารถเพื่อหามาให้ แม้จะเป็นสินค้าเพียงชิ้นเดียวก็ตาม

หากสั่งมาเพื่อลูกค้าเพียงคนเดียว แล้วมันคุ้มต้นทุนหรือไม่ในทางธุรกิจ – เราเกิดข้อสงสัย

ในโลกทางธุรกิจ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่คุ้มทุนแน่ ผู้จัดจำหน่ายอาจไม่สะดวกใจที่จะส่งสินค้าให้เนื่องจากเป็นร้านเล็ก มีปริมาณการสั่งน้อย ดังนั้นหากหาสินค้าชนิดใดไม่ได้ ร้านบิ๊กเต้จะพยายามหาสินค้าอื่นมาเสนอแทน 

แม้จะเหนื่อยสักหน่อยแต่เป็นความสุขใจและความคุ้มค่า สร้างความประทับใจในระยะยาว ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การซื้อใจ’ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ป็อกยื่นโทรศัพท์ให้เราดู แต่ละวันมีนักศึกษาและลูกค้าทั่วไปทักมาถามและขอสั่งสินค้าไม่ขาดสาย ตั้งแต่ข้าวปั้นญี่ปุ่น ขนมหวาน ไปจนถึงกาวดักแมลงสาบ

ส่วนกลยุทธ์อีกประการคือ การสร้างบรรยากาศร้านให้เป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ทั่วไปจากร้านค้าเจ้าใหญ่อื่น ๆ 

“ร้านเราจ้างนักศึกษามาทำงานเป็นประจำ ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายหลักของร้านคือนักศึกษา เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาที่ร้านมากขึ้น เพราะอยากมาเจอเพื่อน หรือแกล้งเพื่อนตัวเองที่ทำงานที่นี่ เวลามาที่ร้านก็จะซื้อของกลับออกไป”

อีกทั้งร้านยังพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเสมอ ทั้งพูดคุยหยอกล้อ ทักทายเมื่อเจอหน้ากัน ทำให้ให้บรรยากาศเป็นมากกว่าโชห่วยทั่วไป แต่เป็นร้านค้าที่ลูกค้าได้ทั้งสิ่งของและความสุขกลับไปด้วยทุกครั้งที่แวะมา

“เพราะเป็นโชห่วยขนาดเล็ก เรียกว่าระดับจิ๋วในวงการนี้ เราเลยสะดวกใจในการเข้าถึงลูกค้า และสรรหาสินค้าต่าง ๆ มานำเสนอพวกเขา ต่างจากร้านโมเดิร์นเทรดอื่น ๆ ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องนี้” 

กลยุทธ์ใหม่ สินค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมาย มีของใช้สไตล์วัยรุ่น บรรยากาศเป็นมิตร ร้านบิ๊กเต้กดไลก์ นักศึกษากดเลิฟ ทำให้พวกเขาชื่นใจและธุรกิจเบ่งบานได้อีกครั้ง

โพสต์อิต โพสต์ใจ

‘โพสต์อิต โพสต์ใจ’ ป้ายแนะนำสินค้าที่เปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญช่วยให้ลูกค้าช้อปปิ้งอย่างเพลิดเพลิน คลายความกังวลและไขข้อสงสัยไว้ด้านหลัง

เมื่อเต้และป็อกไม่อยู่ร้าน หากลูกค้าอยากสอบถามวิธีใช้หรือเรื่องอื่น ๆ บางครั้งพนักงานอาจตอบไม่ได้ การสื่อสารกับลูกค้าจึงน้อยลง ตัวแทนของพวกเขาในการแนะนำสินค้าให้ลูกค้าอย่าง ‘โพสต์อิต’ จึงเกิดขึ้น 

“การเอาของไปวางพร้อมติดป้ายราคา ไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้เพียงพอ เราต้องช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ก็เลยเขียนโพสต์อิตอธิบาย เป็นการพูดกับลูกค้าโดยตรงว่า สิ่งนี้คืออะไร ใช้ยังไง” เต้อธิบายถึงเหตุผล

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ทั้งสองได้ลองพิสูจน์ให้เห็น ต่อให้นำสินค้ามาวางขายในจุดที่มองเห็นชัดที่สุด ก็อาจขายไม่ได้ตามเป้า แต่การเขียนโพสต์อิตเอาไว้ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นก้าวกระโดดเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

“ช่วงหลังเราเขียนบรรยายด้วยมุกตลก ส่วนใหญ่จะทำมุกแบบ Real-time Content ที่ใครมาอ่านก็เข้าใจ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังตลก มุกตลกที่ทำให้ลูกค้าขบขัน ช่วยให้เขาจดจำสินค้าได้ง่ายและเป็นที่สนใจมากขึ้น”

  “แต่สินค้าพวกสกินแคร์เหมือนเป็นอาถรรพ์ของร้านบิ๊กเต้ ทำทุกอย่างแล้วก็ยังขายไม่ดีตลอด น่าจะเป็นเพราะพี่เต้เป็นผู้ชาย จึงอาจไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีเท่าผู้หญิง เพราะจะเขียนโฆษณาหรือบรรยายอะไรลงไปในโพสต์อิตเราต้องใส่จิตวิญญาณลงไปด้วย” ป็อกเล่าเรื่องนี้ด้วยเสียงหัวเราะ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

“รักแท้ต้องการดูแล รักแร้ก็เช่นกัน” สำหรับโรลออนนีเวีย

“กำลังเหม็นความรักใช่ไหมครับ พี่เต้มีหน้ากากคาร์บอนจำหน่าย” สำหรับขายหน้ากากอนามัย

“นมนี้ราคาแพงหน่อย แต่อร่อยแสงพุ่ง” สำหรับขายนมแดรี่โฮม

“จะทำบุญทั้งที พี่เต้แนะนำให้ใช้ถังกรวดน้ำไปเลยครับ เพราะเจ้ากรรมนายเวรอาจเยอะกว่าที่คิดนะจ๊ะ” สำหรับขายถังน้ำ

“ยามรัก… น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พี่เต้มีผักปลอดสารพิษขายให้ไปลองต้มดูนะครับ ทุกอย่างกำละ 10 บาท” สำหรับโฆษณาผักสด

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ป๊อกเป็นคนดูแลป้ายสินค้าส่วนใหญ่ในร้านเพราะมีความเชี่ยวชาญกว่า แต่เรื่องอาหารต้องยกให้เต้ เราถึงกับต้องยอมรับในเรื่องนี้ เพราะหลังสัมภาษณ์ก็ได้ขนมและน้ำพริกกากหมูติดกลับบ้านจนล้นมือ

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

การตลาดปัง ยอดขายตามเป้า แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ลูกค้าคือแรงผลักดันที่ทำให้โชห่วยแห่งนี้เติบโตจนสมชื่อ ‘บิ๊ก’

โชห่วยเจ้านี้มีสินค้าจากนักศึกษาและผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าร้านอื่น ๆ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

“ปกติของร้านค้า เงินจะไหลมาที่เรา แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว สักวันเงินของลูกค้าจะหมด เราเลยต้องสร้างการหมุนเวียน คืนกำไร ตอบแทนเงินกลับไปหาลูกค้า” 

นโยบายจ้างนักศึกษาทำงานพาร์ตไทม์จึงเกิดขึ้น

อีกทั้งโชห่วยเล็ก ๆ แห่งนี้ยังกระจายรายได้สู่ลูกค้า ผ่านการรับซื้อสินค้าจากนักศึกษาและชุมชนรอบข้าง

“นักศึกษาสมัยนี้มีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด บางคนไม่ได้แค่มาทำงาน แต่พวกเขามีความสามารถที่จะผลิตสินค้า ขนม เครื่องดื่ม ได้ด้วยซ้ำ” โชห่วยย่านรังสิตแห่งนี้จึงรับซื้อสินค้าจากพวกเขามาขายต่อ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Playground คือนิยามที่ร้านบิ๊กเต้ให้โอกาสนักศึกษาได้มาปล่อยของ ทางร้านจัดสรรพื้นที่จำนวนหนึ่งให้นักศึกษาที่นำสินค้ามาขายได้ทดลองบริหาร เขียนป้ายตกแต่ง จัดวางและเช็กสต็อกสินค้าด้วยตัวเอง โดยคิดค่าบริการฝากขายต่ำกว่าสินค้าจากผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นักศึกษา ช่วยให้นักศึกษามีรายได้เสริม และยังเป็นการฝึกฝนทักษะผู้ประกอบการให้พวกเขาต่อยอดเป็นอาชีพได้อนาคต

พวกเราเดินไปสะดุดตากับข้าวกล่องและเครื่องดื่มเรียงรายกันอยู่เต็มตู้แช่ ภาพบรรจุภัณฑ์ที่ไม่คุ้นตาทำให้เราตระหนักได้ว่าต้องเป็นสินค้าจากนักศึกษาแน่ ๆ

“สินค้าที่เห็นมาจากอดีตนักศึกษาที่เคยทำงานที่ร้าน เขาเริ่มทำข้าวกล่องขาย ตามมาด้วยพวกน้ำ แซนด์วิชต่าง ๆ จากพนักงานร้านปัจจุบัน เขากลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ที่ส่งอาหารจนมีเงินเก็บซื้อบ้าน และเตรียมจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนแล้ว” คำพูดของเต้กับป็อกทำเราถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

หากจะฝากขายบ้างต้องทำอย่างไร – เราถามต่อ

หนึ่ง สินค้าต้องทำเอง ไม่ใช่การรับมาขายต่อ นี่คือเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณา สินค้าส่วนใหญ่ของนักศึกษาจึงเป็นจำพวกอาหาร เนื่องจากทำได้ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างหอพัก 

สอง สินค้าที่วางขายทุกชนิดต้องมีคุณภาพ หากชำรุดหรือไม่ตรงตามมาตรฐาน นักศึกษาจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เข้าปากลูกค้าทุกคนจะอร่อยและได้มาตรฐาน 

นอกจากนี้ สินค้าทุกชนิดต้องมีราคาที่เอื้อมถึง ระหว่างการขายต้องทดสอบว่าราคา ณ จุดใดคือจุดที่ซื้อง่ายขายคล่องสำหรับทั้งร้านค้าและลูกค้า

ร้านบิ๊กเต้ยังกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 มีการรับสินค้าเข้ามามากกว่าปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการแถบนั้นให้มีรายได้ในช่วงวิกฤต

‘ลูกค้าอยู่ได้ ร้านบิ๊กเต้ก็อยู่ได้’ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

หัวใจใหญ่กว่าตับ

ปัจจุบันร้านบิ๊กเต้มีทั้งหมด 3 สาขา สาขาแรกตั้งอยู่ใต้หอพักซันต้า สาขาที่สองบริเวณหอพัก 2B CASA และสาขาสามที่หอพักโซน B มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทั้ง 3 สาขาตั้งอยู่ใกล้ร้านโมเดิร์นเทรดของกลุ่มทุนใหญ่ทั้งหมด 

ทั้งคู่เล่าว่า 2 สาขาแรกบริเวณหอพักซันต้าและ 2B CASA ตั้งอยู่ก่อนที่ร้านโมเดิร์นเทรดเหล่านั้นจะเข้ามา

“เมื่อเขาย้ายมาตั้งติดกับเรา เราย้ายหนีไม่ได้เพราะเลือกสถานที่ไปแล้ว ทางเดียวที่จะอยู่รอดจึงเป็นการต่อสู้อย่างถึงที่สุด

“การมีร้านโมเดิร์นเทรดใกล้ ๆ เป็นยากระตุ้นชั้นดี นอกจากทำให้เราต้องเอาตัวรอดและตั้งใจศึกษาพัฒนาร้านให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ยังเป็นข้อพิสูจน์ว่า ทำเลที่เราเลือกมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปได้” 

ส่วนร้านบิ๊กเต้สาขาหอพักโซน B มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เกิดขึ้นหลังร้านโมเดิร์นเทรด แล้วทำไมเขาถึงกล้าไปท้าทายส่วนแบ่งตลาดจากร้านค้าเจ้าใหญ่ ซึ่งอาจเป็นโจทย์หินที่สุดในชีวิตของพวกเขา

“เราเปิดหลังเขาก็จริง แต่มองว่ายังมีพื้นที่สำหรับร้านบิ๊กเต้ให้นำเสนอสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการได้อยู่ ยังมีช่องว่างให้เราเติบโตได้” 

ขณะสัมภาษณ์ เราเห็นภาพลูกค้าหยอกล้อ พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ หรือภาพแปลกตาคือนักศึกษาหิ้วถุงมาเติมสินค้าในตู้ สิ่งเหล่านี้พบเจอได้ยากในร้านโมเดิร์นเทรดเจ้าอื่น โดยเฉพาะในยุคที่การใช้ชีวิตของคนเมืองรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เปิดโชห่วยแล้วได้อะไร

การทำร้านมาหลายปีให้บทเรียนชีวิตและธุรกิจหลายข้อ

“ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ คือสิ่งที่ยากที่สุดที่เราได้เรียนรู้” ทั้งคู่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทางธุรกิจจากการทำร้านก็ยังต้องปวดหัวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ภาวะโรคระบาด และเงินเฟ้อที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ นอกจากเตรียมความพร้อมและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

อีกเรื่องคือ ‘ความไม่รู้’ คำเล็ก ๆ ที่มีผลยิ่งใหญ่ต่อธุรกิจ

ของบางอย่างไม่คิดว่าจะขายได้แต่กลับขายได้ บางอย่างที่คิดว่าจะขายได้แต่กลับขายไม่ได้ ประสบการณ์และการสอบถามลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“เมื่อก่อนที่ร้านมีขนมครันช์ชิปรสน้ำส้มสายชู สำหรับเราคือรสชาติแบบอิหยังวะ แต่เมื่อขายจริงมันเป็นรสที่ขายดีที่สุด เราจึงต้องติดร้านไว้” 

บทเรียนสำคัญสุดท้าย “อย่าคิดแทนลูกค้า และจงเรียนรู้ที่จะรับฟังลูกค้าทั้งแง่บวก แง่ลบ พร้อมรับฟังด้วยความไม่ขุ่นเคืองใจ เสียงตำหนิ เสียงวิจารณ์ คือคำเตือนที่จะทำให้ร้านเราเป็นร้านที่ดีขึ้น เราต้องขอบคุณพวกเขา” 

ทั้งคู่ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลังที่จะทำธุรกิจเอาไว้ว่า “จะทำอะไรจงอย่าใจร้อน ธุรกิจจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยเวลาและองค์ประกอบยิบย่อยมากมาย เราต้องเป็นทั้งผู้บริหารและนักประสานงานที่ดี มีเหตุผลอยู่เสมอ จงพูดกับทุกคนดี ๆ แล้วสิ่งดี ๆ จะตามมาในภายหลัง”

พวกเขาไม่รู้ว่าร้านบิ๊กเต้จะไปถึงจุดไหนในอนาคต กว่าจะมีวันนี้ได้ ไม่ได้เกิดจากแค่น้ำพักน้ำแรงของ 2 คน แต่รวมถึงครอบครัว ซัพพลายเออร์ที่ทำสินค้าส่ง น้องขนของ น้องสตาฟฟ์ในร้าน ที่ทั้งเต้และป๊อกรู้สึกขอบคุณในทุกวัน

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Lessons Learned

  • การรักษาความจริงใจในการให้บริการคือการตลาดที่ดีที่สุด
  • จงรักษาความเป็นกันเองและความเป็นร้านค้าของชุมชนเอาไว้ ให้โชห่วยเป็นมากกว่าโชห่วย แต่เป็นเสมือนสมาชิกที่สำคัญของคอมมูนิตี้
  • อย่าลืมที่จะคืนสิ่งดี ๆ กลับสู่ชุมชน ธุรกิจที่อยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ คือธุรกิจที่ยั่งยืน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load