“คุณได้ตามข่าวความเคลื่อนไหวของเยาวชนบ้างไหมครับ”

ชายในลิฟต์พยักหน้า

“คุณคิดยังไง”

อาร์ทตี้-ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ ทักทายเพื่อนบ้านชาวเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

เขาคือนักข่าวจาก Bangkok Post ที่ทำหน้าที่ไลฟ์สดเพื่อรายงานการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านมา ด้วยวิธีการรายงานข่าวที่มีเอกลักษณ์ ทำให้อาร์ทตี้เป็นที่กล่าวถึงบนโลกออนไลน์ เขากลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต 

หลายคนพูดถึงการรายงานข่าวของเขา บ้างก็ชื่นชม บ้างก็ไม่

อาร์ทตี้เรียนจบสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการทำงานมาหลายอาชีพ ตั้งแต่บริษัทประกันจนถึงบริษัทโฆษณา เคยถูกตัดชื่อออกจากนักการทูตและการประกวด True Academy Fantasia 2 ครั้ง ถูกยกเลิกจากการเป็นพิธีกร Forbes ก่อนเริ่มงาน 3 วัน จนสุดท้ายจับพลัดจับผลูได้ทำอาชีพนักข่าว

เขาเริ่มทำงานข่าวอย่างคนมีความรู้ด้านรัฐศาสตร์ และเรียนรู้ด้านสื่อสารมวลชนผ่านประสบการณ์ จนวันนี้ อาร์ทตี้เป็นนักข่าวที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง วัดจากยอดผู้ติดตาม ณ ตอนที่เขียนบทสัมภาษณ์นี้ที่ขึ้นถึง 340,000 คนในเวลาไม่กี่วัน 

และนี่คือเรื่องราวของนักข่าวคนนี้

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

สรุปตอนนี้ยังทำงานอยู่ Bangkok Post หรือเปล่า

ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ เราบอกหัวหน้าว่าจะลาออก ไม่อยู่แล้ว หัวหน้าเลยบอกว่าพักก่อน ไปพักก่อน คิดดีๆ ก่อน เพราะการตัดสินใจตอนฉุนเฉียวไม่ค่อยดีเท่าไหร่

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคนมากมายชื่นชมการทำข่าวของคุณ เกิดอะไรขึ้น

เมื่อวาน (18 ตุลาคม 2563) โมโห เพราะมีประเด็น อย่างตอนไลฟ์สดมีคนชื่นชมมากมายว่ารายงานตรง ไม่มีบิดเบือน ปรากฏว่าเมื่อวานตอนเช้ามีเรื่องเรื่องหนึ่ง ไม่บอกว่าเรื่องอะไร แต่มีคนมาบอกว่าอาร์ทตี้หลอกลวงประชาชน เป็นความเข้าใจผิดต่อการลงข้อมูลที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม เราเลยอยากแสดงออกให้เห็น ไม่งั้นสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เหมือนเราเป็นคนโกหก หัวหน้าเขาก็เข้าใจ ไม่มีใครมาปิดกั้นอะไรนะ ถามได้เลย ใครจะมอง Bangkok Post เป็นไง แต่เราไม่เคยโดนห้ามเขียนนู้นนี่นั่น ไม่เคยโดนปิดกั้นจากรัฐบาลหรืออะไรก็ตาม 

คนเราเวลา หนึ่ง ง่วง สอง เหนื่อย สาม ปวดส้นตีน เวลาคนเหนื่อยมันไม่ทันคิดหรอก แล้วในทวิตเตอร์ก็โดนปราม ไม่ใช่รัฐบาลนะ รัฐบ้านปราม ใจเย็นๆ เขาไม่ได้ปิดกั้นอะไรเลย คิดก่อน 

คุณเคยทำงานที่แอปพลิเคชันออนไลน์เจ้าหนึ่ง แต่ลาออกมาเพราะความเห็นไม่ตรงกับบริษัท

อยู่ที่ไหนก็ต้องต่อสู้ เราจะอยู่กับสถานะที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขทำไม ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ เราบอกคนอื่นตลอดว่าคุณไม่ใช่ต้นไม้ มึงไม่ได้มีรากฝังอยู่ที่ทำงาน มึงก็ขุดรากของตัวเองแล้วก็ไปที่อื่น แต่รายละเอียดอื่นๆ ไปถามคนที่ทำงานติ๊กต็อก เราไม่เล่า

อย่างที่เคยทวีต ดูคุณผ่านการถูกปฏิเสธมาเยอะมากเหมือนกันนะ ทั้งตอนสอบเป็นนักการทูต พิธีกร Forbes และ True Academy Fantasia 

และอื่นๆ เพราะชีวิตเหมือนดวงสู้ เป็นดอกหญ้าในป่าปูน 

มีอะไรอีก

เยอะ เขียนไปเลยว่าเยอะ แล้วขีดเส้นใต้ (ยิ้ม)

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ผ่านความผิดหวังเหล่านั้นมาได้ยังไง

คนอาจจะคิดว่าเราแข็งแรง ไม่หรอก มันไม่มีใครแข็งแรงตลอด มันก็มีช่วงที่ดาวน์เวลาโดนอะไรช้ำๆ แต่มีความหวังอยู่นะ จะมีเพลงที่ชอบฟังคือ I’m Here จาก Color Purple, This is Me ของ Keala Settle, Praying ของ Kesha และอีกเพลงที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้คือ Color ของ Mary J. Blige หรือไม่ก็ Angel ของ Sarah Mclachlan กับเพลงที่ร้องว่า ‘เดินมาเดียวดายใจเริ่มแปรปรวน’ (ร้องเพลง) ฟังแล้วร้องไห้ เราเคยท้อมาหมดแล้ว แต่สำคัญคือ เราต้องลุกขึ้นมาแล้วพยายามใหม่ เหมือนรดน้ำให้ตัวเอง แล้วบอกว่ามันยังมีพรุ่งนี้ๆ 

เป็นคนสู้แบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลยไหม

เนื่องจากโดนอะไรที่มีแพตเทิร์นแบบนี้มาตลอด มันเลยทำให้เราสร้างกำแพงป้องกันตัวขึ้นมา แล้วเรียนรู้ที่จะปรับตัว เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ต่อสังคม รวมถึงความคิดคน ตัวตน หรืออะไรก็ตาม น้ำก็คือน้ำ มันก็ไหลไปตามทางของมัน จุดหนึ่งเราเลือกทำอย่างนี้ อีกจุดหนึ่งอาจจะไม่ทำอย่างนี้ 

อย่างเราเชื่อเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและการยอมรับความแตกต่าง เราถูกสอนให้ไม่เพียงเคารพ แต่ต้องโอบอุ้มความแตกต่างจากทุกฝ่าย ต้องขอบคุณคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่สอนมาแบบนั้น

อะไรหล่อหลอมให้คุณเป็นคนแบบนี้

คนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเรามากที่สุดมีสามคน คือคุณยาย คุณแม่ คุณป้า ทุกคนเป็น Strong Woman เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลสำหรับเรา คุณยายจะมีความคาทอลิก เชื่อในพระเจ้า เขาบ่มเพาะเราให้เชื่อในพระคัมภีร์หรือหลักคำสอนในศาสนา 

ส่วนป้าจะเป็นแนว Business ผสมการปฏิบัติ ป้าเก่งเรื่องธุรกิจ เรื่องการจัดการ ในขณะที่แม่เป็นแนว Lana Del Rey หมายถึงฉันมีความสุข ฉันยังไงก็ได้ เหมือนฮิปปี้ยุค 70 แนวสาวดอกไม้ อาร์ทตี้คือส่วนผสม เป็น Melting Pot ระดับครัวเรือน เขาให้เราทำ มีเกินบ้าง ปรามบ้าง ด่าบ้าง เหมือนปกติที่พ่อแม่ทุกคนเป็นห่วงลูก 

แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เขาปล่อยให้เราค้นคว้าอะไรก็ได้ อยากอ่านหนังสืออะไร อยากดูทีวีอะไรก็ดู ตอนนั้นเขาติด UBC ที่บ้านให้ เราก็เปิดไล่ไปเรื่อยๆ Cartoon Network, Cinemax, HBO ได้รู้อะไรพวกนี้มาเยอะ มันก็เลยหล่อหลอมไปในตัว มีความแบบศาสนาบ้าง ตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง ตัวเราเลยผสมปนเปจากต่างวัฒนธรรม เพราะเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นในการเข้าถึง UBC นั่นแหละ

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

เรียนจบรัฐศาสตร์ ทำไมถึงเลือกทำอาชีพนักข่าว

ชีวิตจับพลัดจับผลู หลังจากสอบกระทรวงการต่างประเทศ ก็ช่วยป้าเปิดบริษัทนายหน้าประกันอยู่พักหนึ่ง เสร็จแล้วก็ไปทำบริษัทโฆษณาแป๊บหนึ่ง ช่วยวิจัยแป๊บหนึ่ง ไปจัด Asean Korea Youth Seminar ให้ศูนย์อาเซียนศึกษาที่จุฬาฯ อีกแป๊บหนึ่ง เสร็จแล้วเลยไปจบที่ Bangkok Post เป็นนักข่าวต่างประเทศและการเมือง ตอนแรกเราโคตรจะเกลียดเลยนะที่ต้องทำเรื่องการเมือง พอคุณเป็นนักข่าวการเมืองปุ๊บ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนแปะป้าย โดนว่าเป็นฝั่งนู้นฝั่งนี้ 

เราเริ่มจากไปอยู่ฝ่ายโฆษณาก่อน อยู่ดีๆ เขาก็มาบอกว่า จบอันนี้มาและเขียนหนังสือดี ทำไมไม่ไปเป็นนักข่าวเลยล่ะ แต่เราจะเป็นนักข่าวได้เหรอ เราไม่ได้จบนิเทศฯ ก็ได้ไปอยูู่กับ พี่เอม-กรชนก รักษาเสรี (บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ Bangkok Post) เขาเคี่ยวกับเรามาก มาตรฐานสูงชิบหาย เขาเป็นอาจารย์ที่นิเทศฯ จุฬาฯ ซึ่งเป็นครูทางสื่อมวลชนเพียงคนเดียวของเรา และเขาไม่เคยปล่อยให้มาตรฐานหลุดไปแม้แต่นิดเดียว สักพักทำๆ ไปก็พบว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก เพราะว่าเราได้คุยกับคนจากทุกแวดวง ทุกรูปแบบ ทุกภาคส่วนในสังคม 

บทเรียนจากพี่เอมที่เปลี่ยนมุมมองในการทำงานหรือการใช้ชีวิตของคุณไปเลยคืออะไร

พี่เอมคือคนที่มืออาชีพจริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์แบบไหน ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน ข่าวคือข่าว ความเห็นคือความเห็น อย่าปนกัน เราก็เลยแบ่งได้ตลอด มันทำให้เราเปิดใจจากที่เปิดใจอยู่แล้วสมัยเรียน 

พี่เอมสอนว่า เวลาไปทำข่าวเราต้องล้างทุกข้อมูลหรือการคาดเดาอะไรก็ตาม เราต้องล้างออกไปจากหัว การทำข่าวต้อง Objective (ไม่เข้าข้างใคร) ที่สุด ไม่มั่นใจอะไรห้ามเขียนเด็ดขาด เคยโดนด่าตอนทำงานแรกๆ ที่เราใช้คำคุณศัพท์แบบที่คิดไปเองว่าน่าจะเป็นแบบนี้ แต่อ่านแล้วมันไม่ตรงกับที่เขาพูด ตอนนั้นเรายังใหม่ ไม่ได้จบสื่อสารมวลชนโดยตรงด้วย แต่เราได้รับการสอนจากพี่เอมนี่แหละ เราก็เลยยึดกับความจริงมาตลอด เห็นอะไรก็ว่าอย่างนั้น 

ต้องเข้าใจก่อนว่า เรื่องหนึ่งเรื่อง ประเด็นหนึ่งประเด็น หรืออีเวนต์หนึ่งอีเวนต์ มองจากคนหนึ่งมันก็เป็น Narrative หนึ่ง แล้วเราจะทำไงให้เรื่องนั้นมันเป็น Fact ที่จะได้รับ Narrative จากทุกฝั่ง สมมติว่าฝั่งนี้พูดมาอย่างนี้ เขาจะบอกว่า เช็กข้อมูลอีกฝั่งค่ะ ถ้าไม่มีก็ไม่ลง

พอมาทำงานเป็นนักข่าวที่ต้องจัดการกับข้อมูลมากมายจากหลายฝ่ายและหลายความเห็น การเรียนรัฐศาสตร์ ได้เรียนรู้เรื่องความแตกต่างมา มันช่วยมากแค่ไหน

ช่วยมาก ไม่ใช่เฉพาะรัฐศาสตร์ ต้องขอบคุณคณะอักษรศาสตร์ด้วย เพราะเราเรียนวรรณคดีที่อักษรฯ หลายตัว ทุกอย่างคือเรื่องเล่า (Narrative) Fact คืออะไรก็เป็นคำถามเชิงปรัชญา มันเลยทำให้เราคงที่กับทุกอย่าง นั่นคือข้อดี แต่ว่าอาจจะเหนื่อยหน่อยในการใช้ชีวิต เพราะเราจะต้องคิดว่าอะไรจริงไม่จริง มันทำให้เราเป็นคนเสือก อยากรู้อยากเห็น 

ธรรมชาติของเด็กรัฐศาสตร์คือช่างสงสัย และต้องหาความจริงด้วย อย่างในไลฟ์ เราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างซีนหรืออะไรนะ มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะก็เราอยากรู้ อย่างเช่นเราอยากรู้ว่าผู้ชุมนุมวิ่งกันทำไม ก็ต้องถามให้รู้ว่าวิ่งทำไม เพราะภาพที่เห็นจะเป็นภาพเด็กวิ่ง แล้วถ้าคนไม่รู้ล่ะ ระเบิดลงหรอ ก็ต้องถามว่า หนูวิ่งทำไม ไม่รู้ค่ะ ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องไปต่อ แล้วคนนี้วิ่งทำไม ไม่รู้ครับ ธรรมชาติของเราเป็นแบบนี้ เป็นสันดานอยู่แล้ว ถามน้องๆ คณะได้ เราไม่อยากให้ข้อมูลเอง ถ้าเราให้ข้อมูลเองมันคือปากเราคนเดียวเป็น Narrative ของเรา 

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”
อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

คิดยังไงที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต

ตอนแรกตกใจก่อน เราเคยดังตอนปี 2014 แล้วก็หายไปจากเรดาร์ พยายามไม่ดัง เราเลือกที่จะไปเพราะคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็น ก็เลยหายไปสองสามปี เพราะฉะนั้น ถ้าต้องตอบคำถามว่าอยากดังหรอ ถ้าเราอยากดัง เราอยู่ต่อตั้งแต่ตอนนั้น 

เมื่อก่อนคนที่เป็นมีมอาจจะกลัวว่ามันจะทำลายชีวิตเขา ตอนแรกเราก็กลัว มันตกใจ จะโดนเอาไปเป็นนักข่าวต้านรัฐบาลหรือเปล่า แต่ก็กลัวแค่เสี้ยววิแหละ เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว เพลงไฟท์เตอร์ขึ้น เพลงเซอร์ไวเวอร์ขึ้น ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ความกลัวเดียวคือความตาย ซึ่งตอนนั้นเราไม่กลัวด้วยซ้ำ 

แต่ก่อนเราเปรี้ยวแตกมากกว่านี้ เปรี้ยวตีน ถามใครก็ได้ โอ้โห ท้าชน เพื่อนคณะคนหนึ่งจะโบกรถ ปอพ. แล้วรถ ปอพ. ไม่ยอมหยุดให้ในสถานีที่ควรจะหยุด มันบอกให้จอด เขาก็ไม่จอด มันก็ตะโกนด่าเขาแล้ววิ่งมาหลบหลังเรา เขาก็ลงมา ‘มึงทำไม’ เราก็บอก ‘พี่จะทำไม’ เป็นคนอย่างนั้นนึกออกไหม ก็เพื่อนเรียกให้หยุด ทำไมไม่หยุดล่ะ มันต้องจอดสถานี ก็ทะเลาะแทนเพื่อน 

เราเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนแบบอันธพาลครองเมือง ซึ่งเราก็รู้ว่าสันดานนี้มันไม่ดี เราก็ต้องเย็นลง สามปีที่เราหายไป เราได้กลับไปมองชีวิตอีกครั้ง เพราะฉะนั้น อาร์ทตี้ตอนนี้เลยพยายามหลีกเลี่ยงสปอตไลต์ตลอด ลองไปดูไลฟ์แรกๆ ได้ เราจะไม่ออกหน้าเลย

พอเกิดมีมขึ้นมา คนเลยไม่ได้มองคุณในบทบาทสื่อแล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่เรากลัวที่สุด เพราะว่าเราไม่อยากดัง ทั้งๆ ที่เราแต่งเพลงเอาไว้หลายสิบเพลงเลย โดนโปรดิวเซอร์บังคับให้ปล่อยตั้งนาน เรารู้สึกว่าถ้าคุณเป็นสื่อคุณก็ควรเป็นสื่อ ถ้ามีบทบาทอื่นจะเสี่ยงกับบทบาทสื่อของคุณ เลยพยายามไม่ทำตัวให้อยู่ในกระแส พยายาม “Don’t let them in. Don’t let them see.” (ร้องเพลง Let It Go) จนม็อบปลดแอกครั้งแรกคนดูเยอะมาก เพราะโชคดีที่เราเป็นเจ้าเดียวที่มีเน็ตในการไลฟ์ 

การที่นักข่าวกลายมาเป็นข่าวถือว่าโอเคไหม

แล้วแต่คนจะคิด เราเป็นสันดานนักข่าว มันติด บางทีก็เบื่อตัวเองเหมือนกันนะ ไม่ดีเฟนด์ตัวเอง ถ้าย้อนไปดูเฟซบุ๊ก เคยเขียนอยู่ครั้งเดียวเลยตอนที่คนด่าเรา นินทาเรา เราก็บอกว่า ไม่รู้สึกว่าต้องแก้ต่างตัวเองบนโซเชียลมีเดีย วันนี้ก็ยังให้คำตอบแบบนั้น อยากคิดอะไรกับเรา อยากทำอะไรก็ทำ เราตายได้ครั้งเดียว

บทบาทของสื่อที่นำเสนอข่าวม็อบตอนนี้ สำหรับอาร์ทตี้ที่เรียนรัฐศาสตร์และผ่านมาหลายม็อบ มันต่างจากเดิมไหม

ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤต ในช่วงที่คนคิดแปลกแยกกันมากๆ สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริงให้ประชาชนไม่ว่าจะฝั่งใดได้ใช้ประกอบการตัดสินใจที่รอบคอบรอบด้าน เพราะฉะนั้น ในเรื่องการปิดสื่อ ไม่มีใครมีสิทธิ์ปิดสื่อ เพราะสื่อคือรากฐานของประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความกินดีอยู่ดีของประชาชน 

ไม่มีใครเป็นเจ้าของข้อมูล ยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตยแห่งข้อมูลข่าวสาร เราเคยเขียนแสดงความเห็นไว้ในบางกอกโพสต์เรื่องการระวัง Information Overload (ภาวะข้อมูลท่วมท้น) สื่อที่ดีต้องทำตัวเป็น Gate Keeper ของข้อมูล เพราะคุณจะต้องกรองข้อมูล เป็นประตูเขื่อน ไม่ให้ทะลักออกมาสู่ประชาชน เพราะฉะนั้น รัฐจะปิดไม่ได้ สื่อที่ดีนะ สื่อที่ไม่ดีก็ปิดไปเถอะ 

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ท่ามกลางความขัดแย้งขนาดนี้ การวางตัวของนักข่าวยากขึ้นไหม

ยากสิ ดูอาร์ทตี้เป็นตัวอย่าง โดนด่าว่านักข่าวเสื้อแดง นู่นนี่นั่น ซึ่งมันเป็น Label ที่มาพร้อมกับอาชีพนี้ คติประจำใจของเราคือ Everything is socially constructed. ทุกอย่างถูกสังคมสร้างหมด เพราะฉะนั้น เราไม่มีสิทธิ์ไปทำให้คุณคิดอย่างนู้นอย่างนี้อยู่แล้ว คุณจะคิดอะไรก็เรื่องของคุณ แต่เรารู้ว่าเราเป็นยังไง แค่นั้นก็พอ สื่อที่ดีต้องเป็นเลนส์ แค่ทำให้คนมองผ่าน เหมือนเป็นกล้องถ่ายให้เขาดู แค่นั้น ไม่ต้องไปใส่ซับไตเติลบรรยาย

ไม่มีใครเป็นกลางทางการเมืองหรอก แต่เราต้องมีความเป็นมืออาชีพ ตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆ เราพยายามอ่านศึกษาเรื่องจรรยาบรรณสื่อจากทุกสำนัก แล้วก็ตั้งใจมาเสมอว่าต้อง Seek accurate factual unbiased information that contributes to vibrant national conversation. นี่คือคติของเรา (ปรบมือ) 

ใครว่าเรายังไง เราก็เลยไม่สนใจ เพราะว่าเวลาเป็นนักข่าวบทบาทของเรามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นฝั่งนู้นฝั่งนี้ ก็มึงทำข่าวเรื่องนั้นน่ะ สมมติทำข่าว กปปส. ก็โดนว่าว่าเป็นนักข่าว กปปส. ทำข่าวเสื้อแดง ก็เป็นนักข่าว นปช. ทำม็อบปลดแอก ก็เป็นนักข่าวปลดแอก คนอื่นจะคิดอะไรเป็นเรื่องของคุณ เราเองก็มีความคิดของเรา แต่เราไม่เคยใส่ความเห็นของเราลงไปในการรายงานข่าว ไม่เคยเลย 

พอได้ลงไปทำงานลงพื้นที่เยอะๆ คุณเห็นอะไรจากตรงนั้น

อย่าตัดสินใครไปก่อน Don’t judge a book by its cover. แล้วเดี๋ยวนี้ปกมันถูกห่อด้วยกระดาษ มันยิ่งมองไม่เห็นว่าปกเป็นยังไง ก็เลยจะไม่ตัดสินใครไปก่อน อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง คุยกับเขา อย่าไปตั้งแง่ อย่าตั้งสมมติฐานไปเองก่อน 

ทุกครั้งที่ไปทำข่าว เราไปแบบตีเบลอ เรา Numb เราทำข่าวเราต้องเน้น Fact ตลอด ไม่ค่อยได้เขียน Commentary จนก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองเชื่อแบบไหน Fact ก็คือ Fact วิธีการรับมือก็ตีมึน ไม่คิดไปก่อน อยากรู้อะไรก็ถาม เวลาอยู่กับม็อบ เราจะถามตลอด ถามคำถามยากๆ คำถามที่ถามแล้วคนเกลียด เราถามเลยว่าใครจัดตั้งมารึเปล่า หรือฝั่งที่เขาวิจารณ์คุณ เขาบอกว่าคุณฟังแต่ข่าวทวิตเตอร์ จริงรึเปล่า เราเป็นนักข่าว เราต้องถาม ต้องเสือก แต่เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ 

ความสำเร็จของการเป็นนักข่าวของคุณคืออะไร

รอพูลิตเซอร์ปีนี้ (ยิ้ม) ฝากแฮชแท็กหน่อยว่า #PulitzerforArtie

เอาจริงๆ

คือการได้เป็นทุกอย่างให้ประชาชน บางวันก็เป็นเสื้อแดง บางวันก็เป็น กปปส. บางวันก็เป็นสลิ่ม เป็นทุกอย่าง

ที่ผ่านมาคิดว่าทำได้ดีแล้วหรือยัง

ที่ผ่านมา เราอาจจะทำอย่างอื่นในชีวิตผิดพลาดไปเยอะ แต่ในฐานะนักข่าว เราเอามาตรฐานสื่อมวลชนแขวนคอไว้มาตลอด

สุดท้ายแล้ว อนาคตของอาร์ทตี้หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ

เหนื่อยชิบหาย ขอนอนก่อน

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ATTENTION

อาร์ทตี้ฝากตามหาเจ้าของรองเท้า ที่เอารองเท้าแตะคู่นี้มาให้ขณะไลฟ์รายงานข่าวด้วยเท้าเปล่าแถวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพราะอยากเลี้ยงขนมเป็นการขอบคุณ

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load