“คุณได้ตามข่าวความเคลื่อนไหวของเยาวชนบ้างไหมครับ”

ชายในลิฟต์พยักหน้า

“คุณคิดยังไง”

อาร์ทตี้-ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ ทักทายเพื่อนบ้านชาวเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

เขาคือนักข่าวจาก Bangkok Post ที่ทำหน้าที่ไลฟ์สดเพื่อรายงานการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านมา ด้วยวิธีการรายงานข่าวที่มีเอกลักษณ์ ทำให้อาร์ทตี้เป็นที่กล่าวถึงบนโลกออนไลน์ เขากลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต 

หลายคนพูดถึงการรายงานข่าวของเขา บ้างก็ชื่นชม บ้างก็ไม่

อาร์ทตี้เรียนจบสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการทำงานมาหลายอาชีพ ตั้งแต่บริษัทประกันจนถึงบริษัทโฆษณา เคยถูกตัดชื่อออกจากนักการทูตและการประกวด True Academy Fantasia 2 ครั้ง ถูกยกเลิกจากการเป็นพิธีกร Forbes ก่อนเริ่มงาน 3 วัน จนสุดท้ายจับพลัดจับผลูได้ทำอาชีพนักข่าว

เขาเริ่มทำงานข่าวอย่างคนมีความรู้ด้านรัฐศาสตร์ และเรียนรู้ด้านสื่อสารมวลชนผ่านประสบการณ์ จนวันนี้ อาร์ทตี้เป็นนักข่าวที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง วัดจากยอดผู้ติดตาม ณ ตอนที่เขียนบทสัมภาษณ์นี้ที่ขึ้นถึง 340,000 คนในเวลาไม่กี่วัน 

และนี่คือเรื่องราวของนักข่าวคนนี้

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

สรุปตอนนี้ยังทำงานอยู่ Bangkok Post หรือเปล่า

ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ เราบอกหัวหน้าว่าจะลาออก ไม่อยู่แล้ว หัวหน้าเลยบอกว่าพักก่อน ไปพักก่อน คิดดีๆ ก่อน เพราะการตัดสินใจตอนฉุนเฉียวไม่ค่อยดีเท่าไหร่

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคนมากมายชื่นชมการทำข่าวของคุณ เกิดอะไรขึ้น

เมื่อวาน (18 ตุลาคม 2563) โมโห เพราะมีประเด็น อย่างตอนไลฟ์สดมีคนชื่นชมมากมายว่ารายงานตรง ไม่มีบิดเบือน ปรากฏว่าเมื่อวานตอนเช้ามีเรื่องเรื่องหนึ่ง ไม่บอกว่าเรื่องอะไร แต่มีคนมาบอกว่าอาร์ทตี้หลอกลวงประชาชน เป็นความเข้าใจผิดต่อการลงข้อมูลที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม เราเลยอยากแสดงออกให้เห็น ไม่งั้นสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เหมือนเราเป็นคนโกหก หัวหน้าเขาก็เข้าใจ ไม่มีใครมาปิดกั้นอะไรนะ ถามได้เลย ใครจะมอง Bangkok Post เป็นไง แต่เราไม่เคยโดนห้ามเขียนนู้นนี่นั่น ไม่เคยโดนปิดกั้นจากรัฐบาลหรืออะไรก็ตาม 

คนเราเวลา หนึ่ง ง่วง สอง เหนื่อย สาม ปวดส้นตีน เวลาคนเหนื่อยมันไม่ทันคิดหรอก แล้วในทวิตเตอร์ก็โดนปราม ไม่ใช่รัฐบาลนะ รัฐบ้านปราม ใจเย็นๆ เขาไม่ได้ปิดกั้นอะไรเลย คิดก่อน 

คุณเคยทำงานที่แอปพลิเคชันออนไลน์เจ้าหนึ่ง แต่ลาออกมาเพราะความเห็นไม่ตรงกับบริษัท

อยู่ที่ไหนก็ต้องต่อสู้ เราจะอยู่กับสถานะที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขทำไม ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ เราบอกคนอื่นตลอดว่าคุณไม่ใช่ต้นไม้ มึงไม่ได้มีรากฝังอยู่ที่ทำงาน มึงก็ขุดรากของตัวเองแล้วก็ไปที่อื่น แต่รายละเอียดอื่นๆ ไปถามคนที่ทำงานติ๊กต็อก เราไม่เล่า

อย่างที่เคยทวีต ดูคุณผ่านการถูกปฏิเสธมาเยอะมากเหมือนกันนะ ทั้งตอนสอบเป็นนักการทูต พิธีกร Forbes และ True Academy Fantasia 

และอื่นๆ เพราะชีวิตเหมือนดวงสู้ เป็นดอกหญ้าในป่าปูน 

มีอะไรอีก

เยอะ เขียนไปเลยว่าเยอะ แล้วขีดเส้นใต้ (ยิ้ม)

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ผ่านความผิดหวังเหล่านั้นมาได้ยังไง

คนอาจจะคิดว่าเราแข็งแรง ไม่หรอก มันไม่มีใครแข็งแรงตลอด มันก็มีช่วงที่ดาวน์เวลาโดนอะไรช้ำๆ แต่มีความหวังอยู่นะ จะมีเพลงที่ชอบฟังคือ I’m Here จาก Color Purple, This is Me ของ Keala Settle, Praying ของ Kesha และอีกเพลงที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้คือ Color ของ Mary J. Blige หรือไม่ก็ Angel ของ Sarah Mclachlan กับเพลงที่ร้องว่า ‘เดินมาเดียวดายใจเริ่มแปรปรวน’ (ร้องเพลง) ฟังแล้วร้องไห้ เราเคยท้อมาหมดแล้ว แต่สำคัญคือ เราต้องลุกขึ้นมาแล้วพยายามใหม่ เหมือนรดน้ำให้ตัวเอง แล้วบอกว่ามันยังมีพรุ่งนี้ๆ 

เป็นคนสู้แบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลยไหม

เนื่องจากโดนอะไรที่มีแพตเทิร์นแบบนี้มาตลอด มันเลยทำให้เราสร้างกำแพงป้องกันตัวขึ้นมา แล้วเรียนรู้ที่จะปรับตัว เปลี่ยนไปตามวัย ทั้งมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ต่อสังคม รวมถึงความคิดคน ตัวตน หรืออะไรก็ตาม น้ำก็คือน้ำ มันก็ไหลไปตามทางของมัน จุดหนึ่งเราเลือกทำอย่างนี้ อีกจุดหนึ่งอาจจะไม่ทำอย่างนี้ 

อย่างเราเชื่อเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและการยอมรับความแตกต่าง เราถูกสอนให้ไม่เพียงเคารพ แต่ต้องโอบอุ้มความแตกต่างจากทุกฝ่าย ต้องขอบคุณคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่สอนมาแบบนั้น

อะไรหล่อหลอมให้คุณเป็นคนแบบนี้

คนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเรามากที่สุดมีสามคน คือคุณยาย คุณแม่ คุณป้า ทุกคนเป็น Strong Woman เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลสำหรับเรา คุณยายจะมีความคาทอลิก เชื่อในพระเจ้า เขาบ่มเพาะเราให้เชื่อในพระคัมภีร์หรือหลักคำสอนในศาสนา 

ส่วนป้าจะเป็นแนว Business ผสมการปฏิบัติ ป้าเก่งเรื่องธุรกิจ เรื่องการจัดการ ในขณะที่แม่เป็นแนว Lana Del Rey หมายถึงฉันมีความสุข ฉันยังไงก็ได้ เหมือนฮิปปี้ยุค 70 แนวสาวดอกไม้ อาร์ทตี้คือส่วนผสม เป็น Melting Pot ระดับครัวเรือน เขาให้เราทำ มีเกินบ้าง ปรามบ้าง ด่าบ้าง เหมือนปกติที่พ่อแม่ทุกคนเป็นห่วงลูก 

แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เขาปล่อยให้เราค้นคว้าอะไรก็ได้ อยากอ่านหนังสืออะไร อยากดูทีวีอะไรก็ดู ตอนนั้นเขาติด UBC ที่บ้านให้ เราก็เปิดไล่ไปเรื่อยๆ Cartoon Network, Cinemax, HBO ได้รู้อะไรพวกนี้มาเยอะ มันก็เลยหล่อหลอมไปในตัว มีความแบบศาสนาบ้าง ตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง ตัวเราเลยผสมปนเปจากต่างวัฒนธรรม เพราะเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นในการเข้าถึง UBC นั่นแหละ

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

เรียนจบรัฐศาสตร์ ทำไมถึงเลือกทำอาชีพนักข่าว

ชีวิตจับพลัดจับผลู หลังจากสอบกระทรวงการต่างประเทศ ก็ช่วยป้าเปิดบริษัทนายหน้าประกันอยู่พักหนึ่ง เสร็จแล้วก็ไปทำบริษัทโฆษณาแป๊บหนึ่ง ช่วยวิจัยแป๊บหนึ่ง ไปจัด Asean Korea Youth Seminar ให้ศูนย์อาเซียนศึกษาที่จุฬาฯ อีกแป๊บหนึ่ง เสร็จแล้วเลยไปจบที่ Bangkok Post เป็นนักข่าวต่างประเทศและการเมือง ตอนแรกเราโคตรจะเกลียดเลยนะที่ต้องทำเรื่องการเมือง พอคุณเป็นนักข่าวการเมืองปุ๊บ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนแปะป้าย โดนว่าเป็นฝั่งนู้นฝั่งนี้ 

เราเริ่มจากไปอยู่ฝ่ายโฆษณาก่อน อยู่ดีๆ เขาก็มาบอกว่า จบอันนี้มาและเขียนหนังสือดี ทำไมไม่ไปเป็นนักข่าวเลยล่ะ แต่เราจะเป็นนักข่าวได้เหรอ เราไม่ได้จบนิเทศฯ ก็ได้ไปอยูู่กับ พี่เอม-กรชนก รักษาเสรี (บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ Bangkok Post) เขาเคี่ยวกับเรามาก มาตรฐานสูงชิบหาย เขาเป็นอาจารย์ที่นิเทศฯ จุฬาฯ ซึ่งเป็นครูทางสื่อมวลชนเพียงคนเดียวของเรา และเขาไม่เคยปล่อยให้มาตรฐานหลุดไปแม้แต่นิดเดียว สักพักทำๆ ไปก็พบว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก เพราะว่าเราได้คุยกับคนจากทุกแวดวง ทุกรูปแบบ ทุกภาคส่วนในสังคม 

บทเรียนจากพี่เอมที่เปลี่ยนมุมมองในการทำงานหรือการใช้ชีวิตของคุณไปเลยคืออะไร

พี่เอมคือคนที่มืออาชีพจริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์แบบไหน ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน ข่าวคือข่าว ความเห็นคือความเห็น อย่าปนกัน เราก็เลยแบ่งได้ตลอด มันทำให้เราเปิดใจจากที่เปิดใจอยู่แล้วสมัยเรียน 

พี่เอมสอนว่า เวลาไปทำข่าวเราต้องล้างทุกข้อมูลหรือการคาดเดาอะไรก็ตาม เราต้องล้างออกไปจากหัว การทำข่าวต้อง Objective (ไม่เข้าข้างใคร) ที่สุด ไม่มั่นใจอะไรห้ามเขียนเด็ดขาด เคยโดนด่าตอนทำงานแรกๆ ที่เราใช้คำคุณศัพท์แบบที่คิดไปเองว่าน่าจะเป็นแบบนี้ แต่อ่านแล้วมันไม่ตรงกับที่เขาพูด ตอนนั้นเรายังใหม่ ไม่ได้จบสื่อสารมวลชนโดยตรงด้วย แต่เราได้รับการสอนจากพี่เอมนี่แหละ เราก็เลยยึดกับความจริงมาตลอด เห็นอะไรก็ว่าอย่างนั้น 

ต้องเข้าใจก่อนว่า เรื่องหนึ่งเรื่อง ประเด็นหนึ่งประเด็น หรืออีเวนต์หนึ่งอีเวนต์ มองจากคนหนึ่งมันก็เป็น Narrative หนึ่ง แล้วเราจะทำไงให้เรื่องนั้นมันเป็น Fact ที่จะได้รับ Narrative จากทุกฝั่ง สมมติว่าฝั่งนี้พูดมาอย่างนี้ เขาจะบอกว่า เช็กข้อมูลอีกฝั่งค่ะ ถ้าไม่มีก็ไม่ลง

พอมาทำงานเป็นนักข่าวที่ต้องจัดการกับข้อมูลมากมายจากหลายฝ่ายและหลายความเห็น การเรียนรัฐศาสตร์ ได้เรียนรู้เรื่องความแตกต่างมา มันช่วยมากแค่ไหน

ช่วยมาก ไม่ใช่เฉพาะรัฐศาสตร์ ต้องขอบคุณคณะอักษรศาสตร์ด้วย เพราะเราเรียนวรรณคดีที่อักษรฯ หลายตัว ทุกอย่างคือเรื่องเล่า (Narrative) Fact คืออะไรก็เป็นคำถามเชิงปรัชญา มันเลยทำให้เราคงที่กับทุกอย่าง นั่นคือข้อดี แต่ว่าอาจจะเหนื่อยหน่อยในการใช้ชีวิต เพราะเราจะต้องคิดว่าอะไรจริงไม่จริง มันทำให้เราเป็นคนเสือก อยากรู้อยากเห็น 

ธรรมชาติของเด็กรัฐศาสตร์คือช่างสงสัย และต้องหาความจริงด้วย อย่างในไลฟ์ เราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างซีนหรืออะไรนะ มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะก็เราอยากรู้ อย่างเช่นเราอยากรู้ว่าผู้ชุมนุมวิ่งกันทำไม ก็ต้องถามให้รู้ว่าวิ่งทำไม เพราะภาพที่เห็นจะเป็นภาพเด็กวิ่ง แล้วถ้าคนไม่รู้ล่ะ ระเบิดลงหรอ ก็ต้องถามว่า หนูวิ่งทำไม ไม่รู้ค่ะ ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องไปต่อ แล้วคนนี้วิ่งทำไม ไม่รู้ครับ ธรรมชาติของเราเป็นแบบนี้ เป็นสันดานอยู่แล้ว ถามน้องๆ คณะได้ เราไม่อยากให้ข้อมูลเอง ถ้าเราให้ข้อมูลเองมันคือปากเราคนเดียวเป็น Narrative ของเรา 

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”
อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

คิดยังไงที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต

ตอนแรกตกใจก่อน เราเคยดังตอนปี 2014 แล้วก็หายไปจากเรดาร์ พยายามไม่ดัง เราเลือกที่จะไปเพราะคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็น ก็เลยหายไปสองสามปี เพราะฉะนั้น ถ้าต้องตอบคำถามว่าอยากดังหรอ ถ้าเราอยากดัง เราอยู่ต่อตั้งแต่ตอนนั้น 

เมื่อก่อนคนที่เป็นมีมอาจจะกลัวว่ามันจะทำลายชีวิตเขา ตอนแรกเราก็กลัว มันตกใจ จะโดนเอาไปเป็นนักข่าวต้านรัฐบาลหรือเปล่า แต่ก็กลัวแค่เสี้ยววิแหละ เพราะเราผ่านมาหมดแล้ว เพลงไฟท์เตอร์ขึ้น เพลงเซอร์ไวเวอร์ขึ้น ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ความกลัวเดียวคือความตาย ซึ่งตอนนั้นเราไม่กลัวด้วยซ้ำ 

แต่ก่อนเราเปรี้ยวแตกมากกว่านี้ เปรี้ยวตีน ถามใครก็ได้ โอ้โห ท้าชน เพื่อนคณะคนหนึ่งจะโบกรถ ปอพ. แล้วรถ ปอพ. ไม่ยอมหยุดให้ในสถานีที่ควรจะหยุด มันบอกให้จอด เขาก็ไม่จอด มันก็ตะโกนด่าเขาแล้ววิ่งมาหลบหลังเรา เขาก็ลงมา ‘มึงทำไม’ เราก็บอก ‘พี่จะทำไม’ เป็นคนอย่างนั้นนึกออกไหม ก็เพื่อนเรียกให้หยุด ทำไมไม่หยุดล่ะ มันต้องจอดสถานี ก็ทะเลาะแทนเพื่อน 

เราเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนแบบอันธพาลครองเมือง ซึ่งเราก็รู้ว่าสันดานนี้มันไม่ดี เราก็ต้องเย็นลง สามปีที่เราหายไป เราได้กลับไปมองชีวิตอีกครั้ง เพราะฉะนั้น อาร์ทตี้ตอนนี้เลยพยายามหลีกเลี่ยงสปอตไลต์ตลอด ลองไปดูไลฟ์แรกๆ ได้ เราจะไม่ออกหน้าเลย

พอเกิดมีมขึ้นมา คนเลยไม่ได้มองคุณในบทบาทสื่อแล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่เรากลัวที่สุด เพราะว่าเราไม่อยากดัง ทั้งๆ ที่เราแต่งเพลงเอาไว้หลายสิบเพลงเลย โดนโปรดิวเซอร์บังคับให้ปล่อยตั้งนาน เรารู้สึกว่าถ้าคุณเป็นสื่อคุณก็ควรเป็นสื่อ ถ้ามีบทบาทอื่นจะเสี่ยงกับบทบาทสื่อของคุณ เลยพยายามไม่ทำตัวให้อยู่ในกระแส พยายาม “Don’t let them in. Don’t let them see.” (ร้องเพลง Let It Go) จนม็อบปลดแอกครั้งแรกคนดูเยอะมาก เพราะโชคดีที่เราเป็นเจ้าเดียวที่มีเน็ตในการไลฟ์ 

การที่นักข่าวกลายมาเป็นข่าวถือว่าโอเคไหม

แล้วแต่คนจะคิด เราเป็นสันดานนักข่าว มันติด บางทีก็เบื่อตัวเองเหมือนกันนะ ไม่ดีเฟนด์ตัวเอง ถ้าย้อนไปดูเฟซบุ๊ก เคยเขียนอยู่ครั้งเดียวเลยตอนที่คนด่าเรา นินทาเรา เราก็บอกว่า ไม่รู้สึกว่าต้องแก้ต่างตัวเองบนโซเชียลมีเดีย วันนี้ก็ยังให้คำตอบแบบนั้น อยากคิดอะไรกับเรา อยากทำอะไรก็ทำ เราตายได้ครั้งเดียว

บทบาทของสื่อที่นำเสนอข่าวม็อบตอนนี้ สำหรับอาร์ทตี้ที่เรียนรัฐศาสตร์และผ่านมาหลายม็อบ มันต่างจากเดิมไหม

ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤต ในช่วงที่คนคิดแปลกแยกกันมากๆ สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริงให้ประชาชนไม่ว่าจะฝั่งใดได้ใช้ประกอบการตัดสินใจที่รอบคอบรอบด้าน เพราะฉะนั้น ในเรื่องการปิดสื่อ ไม่มีใครมีสิทธิ์ปิดสื่อ เพราะสื่อคือรากฐานของประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความกินดีอยู่ดีของประชาชน 

ไม่มีใครเป็นเจ้าของข้อมูล ยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตยแห่งข้อมูลข่าวสาร เราเคยเขียนแสดงความเห็นไว้ในบางกอกโพสต์เรื่องการระวัง Information Overload (ภาวะข้อมูลท่วมท้น) สื่อที่ดีต้องทำตัวเป็น Gate Keeper ของข้อมูล เพราะคุณจะต้องกรองข้อมูล เป็นประตูเขื่อน ไม่ให้ทะลักออกมาสู่ประชาชน เพราะฉะนั้น รัฐจะปิดไม่ได้ สื่อที่ดีนะ สื่อที่ไม่ดีก็ปิดไปเถอะ 

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ท่ามกลางความขัดแย้งขนาดนี้ การวางตัวของนักข่าวยากขึ้นไหม

ยากสิ ดูอาร์ทตี้เป็นตัวอย่าง โดนด่าว่านักข่าวเสื้อแดง นู่นนี่นั่น ซึ่งมันเป็น Label ที่มาพร้อมกับอาชีพนี้ คติประจำใจของเราคือ Everything is socially constructed. ทุกอย่างถูกสังคมสร้างหมด เพราะฉะนั้น เราไม่มีสิทธิ์ไปทำให้คุณคิดอย่างนู้นอย่างนี้อยู่แล้ว คุณจะคิดอะไรก็เรื่องของคุณ แต่เรารู้ว่าเราเป็นยังไง แค่นั้นก็พอ สื่อที่ดีต้องเป็นเลนส์ แค่ทำให้คนมองผ่าน เหมือนเป็นกล้องถ่ายให้เขาดู แค่นั้น ไม่ต้องไปใส่ซับไตเติลบรรยาย

ไม่มีใครเป็นกลางทางการเมืองหรอก แต่เราต้องมีความเป็นมืออาชีพ ตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆ เราพยายามอ่านศึกษาเรื่องจรรยาบรรณสื่อจากทุกสำนัก แล้วก็ตั้งใจมาเสมอว่าต้อง Seek accurate factual unbiased information that contributes to vibrant national conversation. นี่คือคติของเรา (ปรบมือ) 

ใครว่าเรายังไง เราก็เลยไม่สนใจ เพราะว่าเวลาเป็นนักข่าวบทบาทของเรามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นฝั่งนู้นฝั่งนี้ ก็มึงทำข่าวเรื่องนั้นน่ะ สมมติทำข่าว กปปส. ก็โดนว่าว่าเป็นนักข่าว กปปส. ทำข่าวเสื้อแดง ก็เป็นนักข่าว นปช. ทำม็อบปลดแอก ก็เป็นนักข่าวปลดแอก คนอื่นจะคิดอะไรเป็นเรื่องของคุณ เราเองก็มีความคิดของเรา แต่เราไม่เคยใส่ความเห็นของเราลงไปในการรายงานข่าว ไม่เคยเลย 

พอได้ลงไปทำงานลงพื้นที่เยอะๆ คุณเห็นอะไรจากตรงนั้น

อย่าตัดสินใครไปก่อน Don’t judge a book by its cover. แล้วเดี๋ยวนี้ปกมันถูกห่อด้วยกระดาษ มันยิ่งมองไม่เห็นว่าปกเป็นยังไง ก็เลยจะไม่ตัดสินใครไปก่อน อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง คุยกับเขา อย่าไปตั้งแง่ อย่าตั้งสมมติฐานไปเองก่อน 

ทุกครั้งที่ไปทำข่าว เราไปแบบตีเบลอ เรา Numb เราทำข่าวเราต้องเน้น Fact ตลอด ไม่ค่อยได้เขียน Commentary จนก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองเชื่อแบบไหน Fact ก็คือ Fact วิธีการรับมือก็ตีมึน ไม่คิดไปก่อน อยากรู้อะไรก็ถาม เวลาอยู่กับม็อบ เราจะถามตลอด ถามคำถามยากๆ คำถามที่ถามแล้วคนเกลียด เราถามเลยว่าใครจัดตั้งมารึเปล่า หรือฝั่งที่เขาวิจารณ์คุณ เขาบอกว่าคุณฟังแต่ข่าวทวิตเตอร์ จริงรึเปล่า เราเป็นนักข่าว เราต้องถาม ต้องเสือก แต่เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ 

ความสำเร็จของการเป็นนักข่าวของคุณคืออะไร

รอพูลิตเซอร์ปีนี้ (ยิ้ม) ฝากแฮชแท็กหน่อยว่า #PulitzerforArtie

เอาจริงๆ

คือการได้เป็นทุกอย่างให้ประชาชน บางวันก็เป็นเสื้อแดง บางวันก็เป็น กปปส. บางวันก็เป็นสลิ่ม เป็นทุกอย่าง

ที่ผ่านมาคิดว่าทำได้ดีแล้วหรือยัง

ที่ผ่านมา เราอาจจะทำอย่างอื่นในชีวิตผิดพลาดไปเยอะ แต่ในฐานะนักข่าว เราเอามาตรฐานสื่อมวลชนแขวนคอไว้มาตลอด

สุดท้ายแล้ว อนาคตของอาร์ทตี้หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ

เหนื่อยชิบหาย ขอนอนก่อน

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

ATTENTION

อาร์ทตี้ฝากตามหาเจ้าของรองเท้า ที่เอารองเท้าแตะคู่นี้มาให้ขณะไลฟ์รายงานข่าวด้วยเท้าเปล่าแถวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพราะอยากเลี้ยงขนมเป็นการขอบคุณ

อาร์ทตี้ ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์ นักข่าวที่ถือคติ “ต้องถาม ต้องเสือก เสือกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load