สารภาพกันตามตรง ทันทีที่รู้ว่าจะได้ไปสัมภาษณ์ ซงจุงกิ หัวใจติ่งอย่างฉันก็เต้นผิดจังหวะไปหมด ตื่นเต้นถึงขนาดที่ว่านอนไม่หลับไปหลายคืน

หลังห่างหายไปจากวงการกว่า 3 ปี ตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Descendants of the Sun เขาก็มารับบทใหม่ พลิกบทบาทกัปตันหนุ่มชุ่มหัวใจ มาเป็นหนุ่มชาวเผ่าเลือดร้อน ผู้ต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองในเรื่อง Arthdal Chronicles (อาธดัล สงครามสยบบัลลังก์)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

แค่ซงจุงกิคนเดียวยังทำใจลำบาก งานนี้ Netflix ยังชวน The Cloud ไปคุยกับ จางดงกอน คิมจีวอน และ คิมอ๊กบิน อีก 3 นักแสดงนำในเรื่อง Arthdal Chronicles นี้ด้วย

แทบไม่ได้นอนไปจนวันเดินทางกันพอดี!

เล่าก่อน เรื่อง Arthdal Chronicles เป็นซีรีส์แนวดราม่า-แฟนตาซี เกี่ยวกับการกำเนิดของอารยธรรมและรัฐชาติในยุคโบราณที่เกิดก่อนกาล ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความขัดแย้ง และการต่อสู้ของวีรบุรุษในตำนาน ณ เมืองอาธ (Arth) อาณาจักรโบราณ ซึ่งกำกับโดย คิมวอนซอก (จาก Sungkyunkwan Scandal, Misaeng, Signal และ My Mister) และเขียนบทโดย คิมยองฮยอน, ปาร์คซังยอน (จาก Deep Rooted Tree, Six Flying Dragons, Queen Seondeok)

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

2 นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนบทซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดในเกาหลี

“มันไม่เคยมีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่เล่าถึงยุคโบราณเลย สิ่งเดียวเกี่ยวกับยุคโบราณที่ผู้คนจะหยิบมาสร้างเป็นแก่นของเรื่องราวต่างๆ ก็คือ ปกรณัมกรีกและโรมันจากฝั่งโลกตะวันตก ซึ่งโลกยุคโบราณไม่ได้มีเพียงชาวคอร์เคเชียนเท่านั้น เราจึงคิดว่า Arthdal Chronicles จะเป็นโปรเจกต์ที่มีความหมายในการนำเสนอตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา” เขาว่าอย่างนั้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรื่องราวใน Arthdal Chronicles ดำเนินเรื่องผ่านบทบาทของ ‘อึนซอม’ (ซงจุงกิ) ชายหนุ่มผู้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเผ่าของตนเอง แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูใสซื่อ แต่สัญชาตญาณแห่งการปกป้องของเขานั้นกลับแข็งแกร่ง และเกิดมาพร้อมกับพลังจากดาวหางสีฟ้า ทำให้เขาไม่เคยลังเลที่ต่อสู้กับใครหน้าไหน

‘ทากน’ (จางดงกอน) บุตรแห่งซานุง หัวหน้าเผ่าแซนยอก ผู้มีรูปโฉมงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ วีรบุรุษผู้มีรอยยิ้ม (เลือดเย็น) เปื้อนใบหน้าอยู่เสมอ ทว่าทากนกลับอันตรายนัก เขามักเก็บงำความรู้สึกไว้ โดยที่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าเขาจะระเบิดโทสะออกมาเมื่อไหร่

‘ทันยา’ (คิมจีวอน) เธอเป็นทายาทแห่งมารดาของเผ่าวาฮัน ผู้ระลึกได้ว่าชะตาของเธอมีไว้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์และโอบอุ้มประชาชนของเธอจากเผ่าอื่นๆ

และ ‘แทอารา’ (คิมอ๊กบิน) บุตรีแห่งผู้นำเผ่าแฮ หญิงงดงามที่สุดแห่งอาธดัลซึ่งกลับกระหายซึ่งอำนาจ แทอาราเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญเพลงดาบตั้งแต่อายุยังน้อย เธอมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สูงสุดในฐานะสมาชิกของเผ่าแฮ และเป็นผู้นำเทคโนโลยีทองแดงจากโลกตะวันตกเข้ามา

ขอสปอยล์เพียงเท่านี้…

Arthdal Chronicles กำลังจะฉายพร้อมกันทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ใน Netflix สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชื่อดัง

ก่อนตามไปชมเรื่องนี้ The Cloud ขอพาไปคุยกับ 4 นักแสดงนำถึงการทำงานในบทบาทที่ได้รับและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งพิสูจน์ความสามารถในการแสดงออกมาอย่างเต็มเปี่ยม สมกับที่ทีมผู้สร้างเอ่ยปากว่า พวกเขาเป็นตัวละครในซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่เล่าเรื่องราวยุคโบราณของเกาหลีและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Arthdal Chronicles หลังจากที่ได้อ่านบท

ซงจุงกิ : ผมมีความเคารพนับถือในตัวนักเขียนบทและผู้กำกับอย่างมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากนี้ ตอนที่ผมได้อ่านบทครั้งแรกผมก็รู้สึกประทับใจมากในมิติและความลุ่มลึกของเนื้อเรื่อง ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรู้สึกทึ่งกับจินตนาการของนักเขียนบทมากๆ

จางดงกอน : อย่างแรกเลยคือ ผมเป็นแฟนคลับตัวยงของนักเขียนบทคิมยังฮยอนและนักเขียนบทพัคซังยอน ผมสนใจคอนเซปต์การสร้างโลกก่อนยุคประวัติศาสตร์มาก และสมาชิกในทีมนักแสดงทุกคนก็เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนที่ผมอยากร่วมงานด้วย มันเลยเป็นอีกตัวแปรสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผมถูกดึงดูดโดย ‘ทากน’ ตัวละครที่ผมแสดง ผู้ยืนอยู่อย่างหมิ่นเหม่ระหว่างความดีและความชั่ว ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละครตัวนี้ ซึ่งนับว่าเป็นตัวละครที่ดีที่นักแสดงคนไหนก็ต้องอยากเล่น

คิมจีวอน : ตอนที่ฉันอ่านบทเรื่องนี้ครั้งแรกฉันคิดกับตัวเองว่าเรื่องนี้สามารถผลิตเป็นซีรีส์เกาหลีได้จริงๆ เหรอ และฉันยังคิดต่อไปว่าถ้ามันทำได้จริงๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นมากๆ แน่นอน ฉันหลงสเน่ห์คาแรกเตอร์ของทันยาตั้งแต่ได้อ่านบท และฉันชอบผลงานชิ้นก่อนๆ ของนักเขียนบททั้งสองท่าน และที่สำคัญที่สุดคือ พอรู้ว่าผู้กำกับคิมวอนซอกจะรับหน้าที่กำกับซีรีส์เรื่องนี้ มันทำให้ความตื่นเต้นของฉันทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก

คิมอ๊กบิน : ฉันหยุดตื่นเต้นไม่ได้เลยหลังจากที่ได้อ่านบท มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างและพัฒนาเรื่องราวแบบนี้ และฉันก็รักตัวละครในเรื่องด้วย มันมีเผ่าพันธ์ุมากมายในเรื่อง และทุกๆ เผ่าพันธุ์มีความแตกต่างกัน

ทุกตัวละครในเรื่องมีเป้าหมายและความต้องการเป็นของตัวเอง มันน่าสนใจมากที่ได้อ่านว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อความต้องการเหล่านั้นซ้อนทับกัน บทดึงฉันไว้ให้คอยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดไป ฉันคิดว่าตัวเองคงโง่มากถ้าไม่ตกลงรับเล่นเรื่องนี้

ที่ผ่านมาคุณรับบทบาทเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ เป็นผู้นำ ทำเพื่อคนอื่น คิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ คาแรกเตอร์เหล่านี้เหมือนหรือต่างกับตัวตนจริงๆ ของคุณอย่างไร

ซงจุงกิ : มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน ที่เหมือนชีวิตจริงของผมคือ คิดถึงคนอื่นก่อน และชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เรื่องความเป็นผู้นำผมไม่รู้ว่าทำได้ดีหรือเปล่า คนที่เหมาะกับคำว่าผู้นำน่าจะเป็นจางดงกอนมากกว่า เพราะเขาได้รับบทบาทและมีตัวตนจริงๆ ที่น่าจะตรงกับคำว่าผู้นำ ส่วนคาแรกเตอร์อื่นๆ ก็เหมือนตัวตนของผมครึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนครึ่งหนึ่ง ที่เหมือนที่สุดคือขี้เล่น ขี้แกล้ง ผมชอบแกล้งคนอื่น แล้วจางดงกอนก็รับมุกได้ดี ยิ่งทำให้ผมแกล้งคนอื่นได้มากกว่าเดิม

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรารู้มาว่าคุณเชี่ยวชาญการขี่ม้าอยู่แล้ว แต่การขี่ม้าในการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ต่างกันไหม

ซงจุงกิ : นับจากครั้งล่าสุดที่ผมซ้อมขี่ม้า ผมต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อที่จะกลับมาคุ้นเคยกับมัน ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ม้าที่อึนซอมขี่ชื่อว่า ‘โดอึล’ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่นั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มนุษย์ควบคุมสัตว์ แต่พวกเขาคือเพื่อนที่เท่าเทียมกัน ผมต้องฝึกฝนทักษะเพิ่มเพื่อที่จะแสดงจังหวะการเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาเยอะมากเพื่อฝึกฝน แม้กระทั่งในช่วงพักเบรกผมก็ยังอยู่บนหลังม้าเพื่อใช้เวลากับม้าให้มากขึ้น

พูดกันตรงๆ ผมชอบที่จะอยู่ใกล้กับม้า เพราะว่าเสื้อผ้าของอึนซอมนั้นบางมาก การอยู่บนหลังม้าจึงช่วยให้ร่างกายผมอบอุ่น (หัวเราะ) เรามีประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำซีนมอนทาจ (Montage) ในเชจู ตอนที่อึนซอมบอกกับโดอึลว่า

“ขอข้าปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าได้ไหม ได้โปรดให้ข้าขึ้นไปเถิด” แล้วโดอึลก็ผลักให้อึนซอมล้มลงบนพื้น ผู้กำกับคิมตัดสินใจปล่อยให้การถ่ายทำดำเนินต่อไปโดยไม่สั่งคัต ทำให้ผมต้องด้นสด หลังจากนั้นม้าก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับผมมากขึ้น ผมนั่งหมอบอยู่บนพื้นเหมือนสัตว์และเงยหน้าขึ้นมองม้า ทันทีที่เราสบตากันม้าก็ทิ้งตัวลงกลิ้งบนพื้น ผู้กำกับจับภาพนั้นไว้ได้ และคุณก็คงจะได้ชมฉากนั้นในตอนใดตอนหนึ่งของซีรีส์ หลังจากที่เราถ่ายทำฉากนั้นเสร็จ ทีมงานทุกคนต่างปรบมือให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ที่มีช่วงเวลาย้อนไปในอดีตที่เก่าแก่มากๆ ข้อมูลที่คุณใช้ศึกษาอ้างอิงต้องหายากมากแน่ๆ คุณทำอย่างไรบ้างเพื่อสวมบทบาทนี้

ซงจุงกิ : ผมคิดว่าคำถามนี้มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ด้วยตัวเรื่องที่ย้อนกลับไปในอดีตที่ไกลมาก ตอนที่ถ่ายทำผมเลยไม่ได้เข้าถึงบทบาทในฐานะซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ส่วนมากผมเลือกใช้การผสมผสานเทคนิคแอคติ้ง บุคลิก การพูด และท่าทาง ทั้งจากซีรีส์แนวย้อนยุคร่วมกับซีรีส์แนวสมัยใหม่ด้วย ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องจำกัดแนวทางของซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิคแอคติ้งแบบอื่นเพียงเพราะว่านี่เป็นซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผมเลือกที่จะละทิ้งองค์ประกอบบางอย่างที่เรามักจะพบเห็นในซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ไป

นอกจากนี้ อึนซอมยังเป็นตัวละครที่ไม่อยู่นิ่ง ผมไม่ได้แสดงบทนี้โดยการยืนอยู่กับที่ในขณะที่ถ่ายทำ อึนซอมเคลื่อนไหวไปทั่ว ทั้งขี่ม้า วิ่งไปรอบๆ ว่ายน้ำ กระโดดหน้าผา กระโจนลงจากหลังม้า หรือแม้แต่ปีนหน้าผา เขาเป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น ผมจึงใช้เวลาครุ่นคิดถึงวิธีการที่ผมจะนำเสนอการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซึ่งในบรรดาทั้งหมดแล้ว การขี่ม้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกขี่ม้า แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็จับจังหวะเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน

จางดงกอน : ซีรีส์นี้เกิดขึ้นในยุคสำริด สาเหตุที่อาธดัลมีความก้าวหน้าและเป็นเมืองศิวิไลซ์เมื่อเทียบกับชนเผ่าอื่นๆ นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีลับของพวกเขาซึ่งใช้สำริดเป็นเครื่องมือ แต่แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้เห็นภาพของมนุษย์ยุคบรรพกาลวิ่งไปมาและส่งเสียงแทนการพูดภาษาคนหรอกนะ (หัวเราะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกสมมติซึ่งสร้างขึ้นมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวละครจึงมีปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในยุคหลัง ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครจึงคล้ายคลึงกับสิ่งที่เรารู้สึกในทุกวันนี้มากๆ ผมจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากเป็นพิเศษในการแสดงความรู้สึกทั่วไป อย่างความสุขหรือความเศร้าของตัวละครของผม

เนื่องจากทากนเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาธดัลและเป็นตัวละครที่มีสเน่ห์มาก ผมคิดว่ามันจะดูสมจริงขึ้นหากตัวละครนี้มีร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ ผมจึงออกกำลังกายหนักมาก เหมือนจะหนักที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมเคยทำเลยด้วยซ้ำ ผมตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนักตัวให้ได้ 10 กิโลกรัม แต่ผมทำได้แค่ 8 กิโลกรัมเท่านั้นครับ

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงช่วงชีวิตตลอด 20 ปี เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพลังในตัวเขา ดังนั้น ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดเสียงและบุคลิกของทากนให้ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ กระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มที่น่าเชื่อถือในที่สุด

คิมจีวอน : เพราะมันเป็นยุคที่เก่ามาก ฉันไม่สามารถจินตนาการภาพออกมาได้ด้วยตัวเองเลย ต้องอาศัยศึกษาเอาจากหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่หลังจากที่เริ่มถ่ายทำและเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันก็เข้าใจขึ้นมาว่า ‘อ๋อ บทมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแบบนี้นี่เอง’

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การได้ลองสวมบทบาทใหม่ๆ ทำให้นักแสดงแต่ละท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยเฉพาะกับบทบาทในเรื่องนี้

ซงจุงกิ : อย่างแรกเลยผมอิจฉาอึนซอมในเรื่องนี้มาก เพราะถ้าเราทุกคนมีชีวิตและความคิดแบบอึนซอมในเรื่องคงจะไม่มีความเครียด ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องสงสัยใคร ไม่ต้องกลัวใครหักหลัง มีความบริสุทธิ์ในตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ได้คงจะมีความสุขน่าดู

จางดงกอน : การได้รับบทบาทใหม่ๆ เหมือนการได้รับประสบการณ์ใหม่เรื่อยๆ เพราะชีวิตจริงของผมคงเป็นเหมือนบทบาทที่แสดงไม่ได้ สำหรับบททากน ตอนแรกคนดูคงอธิบายไม่ได้ว่าคนนี้เป็นคนดีหรือคนร้าย เพราะคนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกเป็นใคร เขาก็จะมองว่าคนนี้ต้องเป็นตัวร้ายแน่เลย แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มันมีมุมที่เขาเป็นคนดีด้วย เขาทำเพื่อเผ่าพันธุ์ของเขา การตีบทนี้ให้แตกจึงยากพอสมควร ผมต้องเรียนรู้วิธีคิดของตัวละคร มันเป็นเหมือนผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของผม ผมเล่นบทร้ายมาหลายเรื่อง เล่นหนังฟอร์มใหญ่มาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยาก เป็นความท้าทายมาก

คิมจีวอน : ฉันได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ในบทพูดถึงชีวิตของคนหลายเผ่าพันธุ์ เวลาแสดงจะไม่ค่อยมีบทบาทที่เน้นตัวละครคนเดียวหรือ 2 คน ไม่ได้มีซีนแสดงอารมณ์คนเดียวมากนัก เวลาเล่นต้องรู้บทคนอื่นที่ถ่ายร่วมกันด้วย นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มากที่สุด ละครเรื่องอื่นฉันไม่ได้แสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นเยอะขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน

คิมอ๊กบิน : ฉันได้มิตรภาพใหม่ๆ จากการถ่ายทำครั้งนี้ เนื่องจากมีทั้งรุ่นพี่และคุณจีวอนมีของกินให้ฉันตลอดเวลา การถ่ายทำร่วมกันใช้เวลานาน แต่ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เข้ากันได้ดี ตลอดการถ่ายทำจึงไม่น่าเบื่อ ถึงเหนื่อยก็ยิ้มได้ เพราะทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็สู้ไปด้วยกัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

บทบาทของผู้หญิงในเรื่องต่างจากผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างไร

ซงจุงกิ : ที่ผมรู้สึกได้คือ ยุคสมัยในเรื่องปกครองโดยผู้หญิง หัวหน้าเผ่าก็เป็นผู้หญิง เวลาส่งตำแหน่งต่อก็ส่งให้ผู้หญิง

คิมอ๊กบิน : ในซีรีส์สมัยโชซอนเราจะเห็นคาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่น่าอึดอัด ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้หญิง แต่สมัยนั้นมองว่าผู้หญิงต้องมีสถานะแค่นี้ ต้องไม่มีปากมีเสียง ต้องทำตามสิ่งที่ผู้ชายบอก แต่ในเรื่องนี้เผ่าของจีวอนก็มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าเผ่า แต่เผ่าของฉันไม่แบ่งหญิงชาย ผู้นำเป็นใครก็ได้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นผู้นำ ปกครองคนได้ แต่การจะรับตำแหน่งต่อได้ต้องตามสายเลือดเท่านั้น ในเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลังผู้ชาย ทุกคนมีสิทธิ์ มีหน้าที่ เหมือนกัน แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

เรามองตัวละครผู้หญิงในเรื่องในมุมเฟมินิสม์ได้ไหม

คิมจีวอน : สมัยนั้นคนยังไม่คิดว่าผู้ปกครองต้องเป็นหญิงหรือชาย แค่พิสูจน์ได้ว่าฉันมีความสามารถพอจะปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ก็พอ เนื่องจากบทบาทของทันยาคือรับอำนาจมาทางสายเลือด เขาก็คิดแค่เขาต้องเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะฉะนั้น ไม่น่ามีความคิดว่าต้องแบ่งแยกเรื่องหญิงชาย ฉันปกป้องเผ่าพันธุ์ของฉันได้ ฉันก็จะได้รับการยอมรับจากคนอื่นให้ดำรงตำแหน่งนี้

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การต่อสู้ของตัวละครหญิงในเรื่องเป็นการต่อสู้ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หรือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง

คิมอ๊กบิน : บทของฉันไม่ได้บอกว่าต่อสู้ในฐานะผู้หญิงหรือหัวหน้า แต่ในเรื่องนี้เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะทันยา เขาเลยต้องสู้เพื่ออำนาจสูงสุด

ถ้าคุณคือแทอารา จะเลือกอะไรระหว่างอำนาจและความรัก

คิมอ๊กบิน : ฉันคิดว่าฉันก็คงจะเลือกอำนาจเหมือนกัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา แต่อำนาจสิยั่งยืน แต่เดี๋ยว… อำนาจก็ถูกยึดไปจากคุณได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ความท้าทายในการรับบทบาทในเรื่องนี้

จางดงกอน : เป็นความยากเรื่องการแสดง เพราะตัวละครตัวนี้ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่บอกใคร การเก็บอารมณ์มันก็ยาก ผู้กำกับเลยบอกให้คิดตามความเป็นจริง คือไม่ต้องเก็บอารมณ์นั้นเอาไว้ และให้เรารู้สึกแบบเดียวกับทากน แล้วถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่ต้องสื่อออกมาให้ได้เหมือนที่ผู้กำกับต้องการ

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

คิมจีวอน : ตอนแรกมันยากนิดหน่อยในการจินตนาการถึงบุคลิกและมารยาทในการพูดของตัวละคร แต่พอฉันให้เวลากับการอ่านบทมากขึ้น ฉันก็ตระหนักได้ว่าผู้คนจะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสัตว์หรือโรคภัย และฉันคิดว่ามนุษย์ที่แข็งแรงกว่า แกร่งกว่า และว่องไวกว่า หรือคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ที่จะอยู่รอด ทำให้ฉันคิดไปถึงว่าเผ่าวาฮัน ทันยา หรืออึนซอม จะต้องเฉลียวฉลาด สามารถตอบสนองต่อภยันตรายได้อย่างรวดเร็ว และจะต้องระแวดระวังความเสี่ยงอยู่เสมอ

พูดอีกอย่างก็คือ ฉันสร้างตัวละครขึ้นมาตามที่ฉันจินตนาการ ในขณะเดียวกัน ฉันก็คิดว่าถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เล่าอยู่ในช่วงยุคก่อน แต่การเป็นอยู่ของผู้คนและความต้องการต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกวันนี้เสียเท่าไหร่

คิมอ๊กบิน : ตัวละครในเรื่อง Arthdal Chronicles ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง แต่แทอาราเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เธอถูกใช้เป็นวิธีในการสร้างอำนาจ  มันเลยขับเคลื่อนความกระหายของเธอ สร้างอำนาจเพื่อออกมาจากจุดนั้น คำพูดของเธอสามารถทิ่มแทงผู้คนได้เหมือนเหล็กใน และเธอก็เยือกเย็นและแหลมคมได้ราวกับดาบ ซึ่งฉันมองว่านั่นเป็นความน่าสนใจของตัวละครนี้ เธอปิดบังความเจ็บปวดทรมานของเธอในตอนที่เธอไร้อำนาจไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเห็นใจเธอ

และกับคนที่เธอแคร์จริงๆ เธอจะรักพวกเขามาก แต่ในฐานะที่เธอเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เธอสามารถก้าวผ่านและกลายเป็นคนเยือกเย็น แม้แต่ตอนที่เธอเข้าใจทุกสิ่งในหัว เธอกลับพบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเธอ มันเลยทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่คาดคิดลงไป นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจสำหรับตัวละครนี้ และฉันพยายามที่จะเน้นย้ำมัน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

ซีรีส์เรื่องนี้มีความเป็นสากลแค่ไหน จะเข้าถึงคนทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ได้ไหม เหมือนอย่างที่มีคนบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น Game of Thrones ยุคใหม่

ซงจุงกิ : คงเทียบกับ Game of Thrones ไม่ได้ เพราะผมยังไม่ได้ดู เลยไม่รู้ว่าจะเหมือนแค่ไหน เรื่องนี้พระเอกเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะมีส่วนคล้ายกับชีวิตผู้ชม เรื่องความรัก ความโลภ ความหลงต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน พื้นที่ไหน ก็เหมือนกัน ตัวเนื้อเรื่องน่าจะทำให้ทุกคนสนุกได้ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

การที่ซีรีส์เรื่องนี้จะเผยแพร่บน Netflix กว่า 190 ประเทศ และมีผู้ชมมากถึง 148 ล้านคน คุณรู้สึกยังไงบ้าง

ซงจุงกิ : ผมอยากรู้ว่าผู้ชมจะมีความเห็นอย่างไรต่อซีรีส์เรื่องนี้ ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกบันเทิงไปกับเรื่องราว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมหวังว่าผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เรื่องนี้ อยากให้ผู้ชมรับรู้ว่าคุณสามารถมองหาซีรีส์ที่มีคุณภาพน่าจับตามองได้ในประเทศเกาหลี อย่างที่หลายคนคงทราบว่าคุณภาพของซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับดีมาก แต่เนื่องจากว่าซีรีส์ของเราจะถูกเผยแพร่ในหลายประเทศ ผมจึงอยากที่จะเห็นกระแสตอบรับจากผู้ชมที่อยู่ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ช่วยแชร์ความเห็นกับผมด้วยนะครับ ผมอยากรู้มากๆ

จางดงกอน : โดยปกติแล้วเมื่อภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา กลุ่มผู้ชมหลักที่เราสนใจก็คือคนเกาหลี แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ Netflix เปิดโอกาสให้พวกเราสามารถผลิตซีรีส์ที่มีกลุ่มผู้ชมหลักจากทั่วโลก นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่าอยู่นิดๆ ด้วย

อย่างแรกสุดเลย ผมอยากขอบคุณผู้ชมจากทั่วโลกที่รอชม Arthdal Chronicles อยู่ การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้คือการเดินทางอันแสนยาวนานที่ใช้เวลาไปกว่า 9 เดือน นักแสดงและทีมงานทุกคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักเพื่อโปรเจกต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจที่จะบอกว่า พวกเรามีซีรีส์ที่ดีเยี่ยมจะนำเสนอให้คุณได้รับชม

คิมจีวอน : การที่ได้ยินและคิดว่า Arthdal Chronicles จะมีผู้ชมที่มากมายขนาดนั้นผ่าน Netflix ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเลย ฉันยังไม่ได้เห็นผลงานหลังจากที่ใส่เสียง VFX และผ่านการตัดต่อทั้งหมดจนเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ฉันคิดว่าฉันเองก็คงจะได้สนุกไปพร้อมๆ กับผู้ชมท่านอื่นนั่นแหละ พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างหนักเพื่อซีรีส์เรื่องนี้ ฉันคาดหวังว่าคนดูจะสนุกและคิดว่า ว้าว สิ่งนี้มันสุดยอดไปเลย ฉันไม่เคยคิดถึงภาพประวัติศาสตร์แบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย

คิมอ๊กบิน : ฉันเองก็เป็นแฟนตัวยงของ Netflix ดังนั้น นี่เลยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและตื้นตันมาก ฉันหวังว่าจะมีผู้ชมมากมาย

และเพราะนี่เป็นซีรีส์ที่พูดถึงจุดแรกเริ่มของเกาหลี ฉันคิดว่าคงจะได้ผลตอบรับที่แตกต่างไปจากซีรีส์เกาหลีย้อนยุคเรื่องอื่นๆ พวกเราพยายามอย่างหนักในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมา ฉันเลยตื่นเต้นว่าเราจะได้รับผลตอบรับแบบไหน แฟนพันธ์ุแท้หนังย้อนยุคจะต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ มันเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ความขัดแย้ง ฉากต่อสู้ และฉากที่น่าตกตะลึงมากมาย

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

อะไรคือเหตุผล 3 ข้อที่เราต้องดูเรื่องนี้

ซงจุงกิ : หนึ่ง มีซงจุงกิ สอง มีจางดงกอน สาม มันสนุก

คิมจีวอน : บรรยากาศธรรมชาติในเรื่องไม่เหมือนในซีรีส์เรื่องไหน มีความลี้ลับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันชอบ และอยากให้ผู้ชมได้เห็นบรรยากาศที่เป็นฉากของเรื่องที่สมจริง

Arthdal Chronicles, ซงจุงกิ, จางดงกอน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โต้ง เด็กหนุ่มที่หวนมาเจอเพื่อนสนิทอีกครั้งกลางสยาม

พี่โชน รุ่นพี่ผู้เป็นดั่งรักแรกในวัยเรียนของใครหลายคน

พี่มาก ทหารเพิ่งผ่านศึกกับรักที่ทำให้ทั้งพระโขนงขนลุก

ไอ้แก้ว หนุ่มพเนจรความจำเสื่อมผู้ต่อสู้กับจอมเวทย์

ทองเอก หมอยาสุดปราดเปรื่องแห่งบ้านท่าโฉลง

ก้าวกล้า ทายาทธุรกิจที่ต้องจำใจเกลียดคนเคยรัก

ฯลฯ

รายนามตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนจอทั้งหมด รับบทโดย มาริโอ้ เมาเร่อ

นักแสดงผู้ตีบทแตกจนหลายเรื่องกลายเป็นมรดกของวงการหนังไทย

แต่วันนี้ เราอยากรู้เรื่องของเขาในฐานะชายหนุ่มหัวเราะง่าย ลูกชายคนเล็กของบ้าน ผู้สะสมของเก่าเป็นชีวิต ไม่ใช่นักแสดงเจ้าบทบาท

ยอมรับว่าประหม่าเล็กน้อย เพราะผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็รูปหล่อสมคำร่ำลือ แต่สิ่งที่มากกว่าความหล่อ คืออัธยศัยและความจริงใจ เขาตอบทุกคำถามอย่างสัตย์ซื่อ เป็นตัวเอง เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน จนหวังใจว่าผู้อ่านจะได้ยินเสียงเล่ากวน ๆ ของเขาจากตัวอักษร 

เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็มากพอให้เราบอกได้ว่า หากคิดจะชื่นชอบดาราสักคน มาริโอ้คงเป็นคนนั้นที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง 

ก่อนจะไปชมหนังเรื่องใหม่ Six Characters มายาพิศวง ในโรงภาพยนตร์ The Cloud ชวนมาริโอ้มานั่งคุยถึง Six Characters ของตัวเขา เราอธิบายทิศทางการสัมภาษณ์ครั้งนี้ให้เขาฟังอย่างย่อ ว่าจะเริ่มต้นง่าย ๆ จากเรื่องเล่าในวัยเยาว์

“ชีวิตลูกผู้ชายมาริโอ้เหรอ…”

เขาทวนคำถาม ปล่อยเวลาผ่านไปครู่หนึ่งให้ตัวเองได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไป ก่อนจะโพล่งออกมาเหมือนเห็นภาพไม่น่าจดจำบางอย่าง

“เอาเรื่องจริงแบบจริง ๆ หรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้นครับ เพราะถ้าจะเอาเรียล ๆ มันจะออกไม่ได้นะ”

เรายืนยันกับเขาว่าขอให้เล่าเรื่องจริง (แบบที่ยังออกอากาศได้อยู่น่ะนะ)

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ลูกชายแม่

เด็กชายมาริโอ้ที่เติบโตมากับกิจการปั๊มน้ำมันเป็นยังไง

ผมเป็นเด็กฝรั่งผอม ๆ เหมือนที่บ้านไม่ค่อยให้อะไรกิน ตัวแห้งมาก ผอมสุดในบ้าน ส่วนพี่ชายอ้วน ผมช่วยแม่เติมน้ำมันตลอด แล้วก็ดูแลที่จอดรถทั้งหมด มาริโอ้จะวิ่งเข้าไปบอกว่า พี่ครับ ค่าจอดรถ 20 บาท เพราะว่าคนที่มาจอดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจ่ายเงิน แต่ผมไม่ได้ ผมต้องวิ่งเข้าไปขอเลย เขาก็ เฮ้ย น้อง ต้องเสียด้วยหรอ ผมก็บอกว่า ต้องเสียครับพี่ พื้นที่ตรงนี้ของผมครับ 

ผมขอทุกคนนะ ตอนนั้นเขาทราย แกแล็คซี่ ดังมาก ขับรถมาในปั๊มแม่ผม ผมยังขอเลย ถ้าจอดรถยังไงก็ต้องเสียเงินให้มาริโอ้ 20 บาท 

แล้วเงินนั้นไปถึงมือแม่ไหม

ไม่ถึงครับ มันอยู่ในกระเป๋า มาริโอ้เอาไปซื้อปืนอัดลม

คุณดูเป็นผู้ชายที่สนุกสนาน ร่าเริง อารมณ์ดีมาก ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงคุณมาแบบไหน

แม่เป็นคนดุ ๆ หน่อย เป็น Working Woman พ่อเป็นคนใจดี คุยกันได้ทุกเรื่อง

ทุกวันพ่อจะออกไปทำงานบริษัท แม่ทำปั๊มน้ำมัน สมัยก่อนบ้านผมมีปั๊ม 3 ปั๊ม แม่ผมก็ต้องวิ่ง 3 ปั๊ม พอเรียนเสร็จผมก็ต้องวิ่งหาว่าวันนี้แม่ผมอยู่ปั๊มไหน ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในปั๊ม เก็บค่าจอดรถ เย็น ๆ บางทีแม่ก็ไปตลาด ไปซื้อลูกชิ้นมาขาย แม่ผมขายทุกอย่าง ปืนฉีดน้ำ ใบปัดน้ำฝน น้ำมันเครื่อง กระถางต้นไม้ คอมฟอร์ทร้อย 

ส่วนผมเติมน้ำมัน เติมลม ล้างรถ ดูดฝุ่น เป่าพรม ส่วนตัวผมชอบเป่าพรมเป็นพิเศษ สนุกมาก เพราะลมมันแรงดี แต่ผมก็ทำช้ามาก จนคนงานต้องเข้ามาบอกให้ออกไปก่อน เพราะว่าค่าจ้าง 20 บาท แต่เราเป่าละเมียดมากเหมือนเขาให้ 200 

แล้วความสัมพันธ์กับพี่ชายเป็นยังไง เห็นเคยบอกว่า พี่ชายเป็นคนปกป้องคุณเวลามีเรื่องตลอด 

พี่มาร์โค (มาร์โค เมาเร่อ) คอยปกป้องผมตั้งแต่มัธยม เช่น ผมทะเลาะกับเพื่อน เพื่อนก็มีพี่ ผมก็มีพี่ พอเราสู้กันไม่ได้ก็เรียกพี่มาสู้กัน มันเรียกพี่มัน ผมเรียกพี่ผม มาเจอกันหน่อย แต่ไม่มีใครเอาพี่ผมลงนะ เพราะพี่ผมตัวใหญ่มาก แล้วเขาก็เป็นคนไม่ค่อยติ๋มเท่าไหร่ 

คนจะชอบบอกว่าผมหน้าตากวนตีนเลยโดนหาเรื่องเยอะ ผมเดินในตลาดยังโดนหาเรื่อง ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมก็หน้าตากวนตีนจริง ๆ ผมจะมองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า คือไม่ดีเลย

แล้วในใจคิดไม่ดีด้วยไหม

ไม่ ๆ ผมไม่ได้ดูถูกใคร ผมแค่มองเฉย ๆ ว่า เออ คนนี้แต่งตัวดีเว้ย แต่มันกลายเป็นมีเรื่องทุกที สุดท้ายจบด้วยพี่ชายมาเคลียร์ เขาต้องมากระทืบใครสักคนหรือต่อยกับใครสักคน ต้องเห็นเลือดเรื่องถึงจะจบไป ไม่จบที่หน้าบ้านคนนั้น ก็ต้องจบที่โรงพัก จะมีอยู่แค่นี้

มีไหมที่จะจบด้วยการใช้เหตุผล

ไม่มีเลย ตอนนั้นวัยรุ่นเขานิยมใช้กำลังกันครับ (หัวเราะ) 

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

ปัจจุบันคุณกับพี่ชายมีความชอบที่แตกต่างกันมาก มีอะไรที่พวกคุณเหมือนกันบ้างไหม

จริง ๆ ความชอบส่วนใหญ่ของผมมาจากเขาเลยนะ ผมเริ่มแต่งตัว เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ด ฟังเพลงฮิปฮอป ก็เพราะเขา พี่มาร์โคเป็นคนเอาวัฒนธรรมนี้มาใส่ในตัวผม เพื่อน ๆ เขาชอบแต่งตัวฮิปฮอป แล้วพี่ผมโตกว่าผม 5 ปี เทรนด์ของผมก็เลยโตเหมือนพี่ เขาแต่งอะไรเขาก็จะเอามาให้ผมด้วย แล้วสมัยนั้นเป็นยุคของฮิปฮอปเลย ไทเทเนียม โจอี้บอย ไปสยามก็ต้องแต่งแบบนั้น เดินไปไหนต้องโดนคนหาเรื่องแน่นอน 

มีช่วงที่คุณสองคนไม่ถูกกันบ้างรึเปล่า

มีเด็ก ๆ ตอนแย่งรีโมตทีวีกันเนี่ย ไม่ถูกกันเลย พี่มาร์โคจะดูบอล ส่วนผมจะดูการ์ตูน 

แต่เขารักคุณมาก ถึงขนาดสักรูปคุณไว้บนตัวเลยนะ คุณอยากสักรูปพี่ชายลงไปบนตัวไหม

เขาสักเหมือนมากอยู่ที่หน้าอก ผมก็มีคิดนะ แต่ว่าเราเบื่อลบเวลาทำงาน ถ้าอายุแก่ ๆ หน่อยก็ไม่แน่ 

แล้วความชอบเรื่องรถได้มาจากไหน

มาจากคุณพ่อครับ แต่ก่อนพ่อผมทำอาชีพขนรถส่งที่เยอรมนี พวกรถสิบล้อที่ขนรถได้ 10 คัน พ่อเริ่มจากคันเดียว ตอนหลังก็เป็น 10 กว่าคัน แล้วเขาเกิดปี 1938 ผ่านรถมาทุกยุคตั้งแต่ปี 30 คุยกับเขาเรื่องรถจะสนุกมากเลย ตอนเด็ก ๆ ที่ผมนั่งรถกับพ่อ เขาพูดเรื่องรถอย่างเดียว กลายเป็นว่าผมซึมซับมาจากเขา แล้วบ้านผมก็ไม่ได้มีฐานะดี ผมคิดว่าวันหนึ่งถ้ามีเงินเยอะจะซื้อรถดี ๆ ให้แม่นั่ง คราวนี้แม่บอกว่าโอ้ต้องหยุดซื้อรถได้แล้ว ต้องซื้อบ้าน โอ้ก็บอกว่า แต่บ้านขับไม่ได้ไงแม่ (หัวเราะ)

คนมักจะพูดกันว่า แม่ทุกคนจะมองว่าลูกเป็นเด็กเสมอ มาริโอ้คิดว่าแม่มองคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะมองว่าผมยังอายุ 15 16

เด็กคนนั้นเป็นยังไง

ขี้เกียจ ไม่เก็บเสื้อผ้า ถอดกางเกงในไว้เป็นเลข 8 ไม่ทิ้งขยะ ทิ้งคอนแทคเลนส์ที่พื้น แล้วมันก็เหนียว แข็งติดพื้น แม่บ่นว่ามึงเป็นคนใส่แว่นแต่ต้องเดือดร้อนชีวิตกู แม่ต้องซักเสื้อ ซักรองเท้าให้ พับผ้าปูเตียงให้ พับผ้าห่มให้ เก็บเงินให้ ทำกับข้าวให้มันกิน เตรียมน้ำให้มันดื่ม เขาก็คงยังมองว่าผมเป็นเด็กน้อยอยู่

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว

ผมก็ยังเด็กอยู่ครับ (หัวเราะ) ไม่หรอก มันก็มีนิสัยบางอย่างที่แก้ไม่หาย เช่น การซักผ้าห่ม ผมซักไม่ได้เลยครับ

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักแสดง

ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง คิดว่าทุกวันนี้จะทำอะไรอยู่

มันคงอยู่ลานสเก็ต หน้าดำคร่ำเครียด

จะเล่นสเก็ตถึงอายุ 30 เลยหรอ

ใช่ครับ 

เพราะอะไรถึงชอบขนาดนั้น

ผมมีความสุข เพราะมันไม่ใช่อะไรที่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา ตอนนั้นคิดว่าอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพด้วยซ้ำ

แล้วพอได้มาเป็นนักแสดง คุณยังอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพอยู่ไหม

ยังอยากเป็นอยู่ครับ แต่ความอยากก็จางลงไปเยอะ ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เล่นแล้ว แต่ยังเก็บสะสมสเก็ตบอร์ด

มีนักแสดงหลายคนที่ไม่อยากดูตัวเองในทีวี มาริโอ้ดูละครที่ตัวเองเล่นรึเปล่า

ผมเป็นแบบนั้นแหละครับ (หัวเราะ) แต่มันแล้วแต่เรื่องนะ อย่างเรื่อง คือเธอ ผมไม่ค่อยดู เพราะผมเขินตัวเองมาก รู้สึกว่าคุณคาร์ลทำไมต้องดุขนาดนี้ แล้วพอเป็นนักแสดงเราจะชอบติตัวเอง ทำไมเล่นแบบนี้วะ ทำไมพูดแบบนี้วะ เยอะแยะไปหมด

จริง ๆ ผมก็ดูทุกเรื่อง แค่ไม่กล้าดูสด ๆ กับคนอื่น ผมจะรอทิ้งช่วงให้คนเขาลืมไปแล้วค่อยกลับมาดู มันจะเขินน้อยลง

คุณตั้งใจดูอะไร

อยากดูผลงานตัวเองว่าที่เราเหนื่อยมามันเป็นยังไง เวลาเล่นผมเป็นคนไม่ค่อยดูมอนิเตอร์เท่าไหร่ ส่วนมากจะคุยกับผู้กำกับเลยว่าพี่อยากได้แบบไหน ไม่อยากเสียสมาธิ สลับเป็นตัวเองเพื่อไปดูมอนิเตอร์ แล้วก็กลับมาเล่น ผมเลยไม่ดูเลยดีกว่า ขอโฟกัสกับการเล่น ถ้าเล่นไม่ได้จริง ๆ ค่อยดูมอนิเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ขอไม่ดูครับ

ชอบเล่นบทไหนมากกว่ากัน ระหว่างบทที่คล้าย ๆ ตัวเองกับบทที่ตรงข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง

ผมชอบตรงข้ามกับตัวเอง

ตอนเด็ก ๆ จะอยากเล่นอะไรที่ใกล้กับตัวเอง รู้สึกว่ามันง่าย แต่พอโตมาแล้วได้เล่นอะไรที่มันตรงข้ามกับตัวเอง กลายเป็นสนุกมากกว่า เพราะเราไม่ต้องคิดอะไรเลย เล่นอะไรก็ไม่ผิด จะคิดคาแรกเตอร์เขายังไงก็ได้ ให้เขาเป็นแบบไหนก็ได้ มันคือการทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรา

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

แล้วบทบาท ‘คำรณ’ ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ มีความเหมือนหรือต่างกับตัวตนของคุณตรงไหน

ต้องบอกว่ามันต่างจากมาริโอ้ตั้งแต่แบ็กกราวนด์แล้ว เขาเป็นคนบ้านรวย ไม่เหมือนโอ้ เขาไปเรียนเมืองนอก ก็ไม่เหมือนโอ้ เขาเป็นคนซีเรียสกับงานมาก ก็ไม่ใช่โอ้อีก 

ส่วนที่เหมือนอาจจะเป็นความใจร้อน จริง ๆ ผมดูเหมือนใจเย็นนะ แต่ผมเป็นคนใจร้อน แล้วในหนังจะมีจุดที่นายคำรณอารมณ์ปรี๊ดแตก เป็นซีนที่ผมเอาอินเนอร์มาจากตัวผมเอง แล้วก็จากการที่ผมสังเกตผู้กำกับคนอื่น

รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องประชันฝีมือกับนักแสดงมากฝีมือหลายท่าน

ตื่นเต้นมาก เพราะว่าเจอแต่รุ่นใหญ่ แพนเค้ก เขมนิจ, แอฟ ทักษอร, แต้ว ณฐพร, นิว ชัยพล แต่ละคนคือมาเต็มทั้งนั้น ผมเห็นศักยภาพของพวกเขาตั้งแต่ซ้อมแล้ว 

หลายคนเราก็เคยร่วมงานด้วย แต่เรื่องนี้ หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ค่อนข้างซีเรียสมาก กลายเป็นทุกคนต้องมาเข้าคลาสกันใหม่ จริง ๆ ลูกทีมของหม่อมทุกคน เวลาจะเริ่มหนังใหม่ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ต่อให้คุณมีประสบการณ์ ยังไงก็ต้องซ้อมใหม่ตั้งแต่แรก

คุณเป็นลูกศิษย์ของหม่อมน้อยมานานมาก ทุกวันนี้ยังมีอะไรที่หม่อมต้องสอนคุณอีก

มีอีกเยอะครับ หม่อมเคยบอกผมว่า วิชาอื่นมันมีจบ แต่วิชาการแสดงไม่มีวันจบ

ถ้าอย่างนั้น คิดว่าตอนนี้คุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว

(คิดนาน) เอาสัก 20 เปอร์เซ็นต์แล้วกัน หม่อมบอกผมเสมอว่า เวลาเริ่มใหม่ เราต้องลืมทุกอย่างที่เคยทำมา ผมก็เลยไม่ค่อยคิดถึงความสำเร็จในอดีต มันจะทำให้เรากังวล แล้วก็เอาจิตไปผูกกับมัน แต่ถ้าเราทิ้งไปหมดแล้วเริ่มใหม่ โฟกัสใหม่ เราก็จะทุ่มไปกับเรื่องใหม่อย่างเต็มที่ 

เคยคิดกับตัวเองเล่น ๆ ไหมว่า ถ้าไม่ได้รับบทเป็นพระเอก อยากเป็นอะไรในกองถ่าย

ถ้าให้ผมเป็นได้เหรอ ผมอาจจะเล่นเป็นตัวร้าย แล้วก็น่าจะเป็นพร็อพมาสเตอร์ เอาของเข้าฉากครับ 

ไม่กลัวของตัวเองพัง

อุ้ย ถ้าพังผมคิดตังค์ดับเบิลเลย ผมวางบิลไว้อยู่แล้ว เพราะค่าซ่อมมันแพง

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักสะสม

มาริโอ้สะสมอะไรบ้าง

ทุกอย่างเลยครับ ตอนเด็ก ๆ เริ่มจากเหรียญก่อน เหรียญพดด้วง เหรียญช้าง เหรียญบาท เหรียญสตางค์รู ธนบัตร โตมาก็เริ่มสะสมมีด มีดขวาน มีดกริช มีดผีเสื้อ มีดสปาร์ต้า เก็บไว้หมดเลย สักพักก็มาเก็บของเล่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ป้าย พวงกุญแจ แก้ว ที่รองแก้ว บ้าบอเหมือนเด็ก 

คิดว่ามีของประมาณกี่ชิ้นอยู่ในบ้าน

โห เป็นหมื่น

หมื่นชิ้น!

เกินด้วยซ้ำ หลายหมื่นชิ้น ถามพี่โช (ผู้จัดการส่วนตัว) ได้เลย

เคยไปสะพานเหล็กแล้วเสียเงินมากสุดกี่บาทใน 1 วัน

ผมซื้อจนคนในสะพานเหล็กบอกว่า พี่โอ้ พี่จะเหมาสะพานเหล็กหรือไง พี่กลัวสะพานเหล็กปิดหรือไง (หัวเราะ) ผมบอกว่า เปล่า วันนี้ของมันถูกใจเว้ย ก็เลยซื้อเยอะ เคยซื้อวันหนึ่ง 30,000 – 40,000 บาท แต่ไม่เท่ากันทุกที่นะ ถ้าไปซื้อตึกแดงอาจได้ของมาหลายถุง แต่ถ้าไปตึกของเล่นอาจจะได้มาแค่ 3 – 4 ชิ้นเอง 

ผมชอบร้านที่เป็นของเก่ามากกว่า เพราะว่าถ้าเดินไปซื้อของใหม่มันง่าย มันซื้อได้เลย แต่เวลาได้หาของเก่าพวกที่เขาขนมาขายแบบแบกะดิน มันสนุกที่เราได้หาของ อย่างล่าสุดผมไปตึกแดงก็ไม่คิดว่าจะได้อะไร จนค้นเจอหนังสือรถแข่ง F1 ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่มีแค่ 500 เล่มในโลก อายุประมาณ 50 ปี ผมซื้อมาในราคา 800 บาท มันไม่มีปกแล้วนะ แต่ภูมิใจมาก นอนดูทั้งคืน

บางคนเขาเลือกสะสมแค่ของอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย ทำไมคุณถึงเก็บทุกอย่าง

ถ้าไปเห็นบ้านโอ้ จะรู้ว่าต่อให้เราเก็บหลายอย่าง แต่ทุกอย่างเราเก็บเป็นคอลเลกชัน 

คุณเคยสัมภาษณ์ไว้ที่หนึ่งว่า อยากสะสมของจนเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเองได้ ตอนนี้ยังคิดอยู่ไหม

คิดอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ครับ

เราทุกคนจะเข้าไปดูได้ไหม

ได้ แต่อาจจะเก็บตังค์ ตอนนี้ผมเริ่มคิดเรื่องเงินแล้ว แหม มันก็ต้องมีค่าฟงค่าไฟกันบ้าง (หัวเราะ)

ของอะไรที่ตอนแรกไม่ชอบเลย พอรู้ตัวอีกทีกลับมีเต็มบ้าน

หมี Bearbrick เป็นตุ๊กตาพลาสติกหน้าตาเหมือนหมี ผมเคยคิดว่าซื้อไปทำไมวะ หมีหน้ามันก็เหมือนกันหมด แต่ไม่เคยคิดเลยว่าของทุกอย่างที่เราเก็บมาก็หน้าเหมือนกันหมด (หัวเราะ) พอเริ่มซื้อมาหนึ่งตัว ทีนี้ล่ะก็ซื้อไม่หยุดเลย กลายเป็นมี 20 – 30 ตัว จากที่บอกว่า หมีอะไรเนี่ย เก็บทำไมหมี ตอนนี้มีหมีเต็มบ้าน

ถ้าสมมติ Guinness World Records ระบุว่านายมาริโอ้ เมาเร่อ เป็นผู้สะสม… เยอะที่สุดในโลก ของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ที่สุดในโลกเลยเหรอครับ (เขาทิ้งช่วงใช้ความคิด)

ถ้าอยากมีเยอะที่สุด คือกล่องเก็บอะไหล่ที่อยู่ในรถโฟล์ค เป็นกล่องเหล็กกลม ๆ ดูไม่มีอะไร ข้างในจะมีประแจ ไขควง แม่แรงเต็มไปหมด ปกติกล่องละหมื่น ทุกวันนี้ขายกล่องละ 100,000 บางคนเก็บไว้ 200 กว่าอัน

แล้วตอนนี้มีเท่าไหร่

2 อันครับ (หัวเราะ) แล้วก็ของไม่ค่อยครบด้วย

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

ที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่คุณเก็บของ เอาของเข้าบ้าน มีของอะไรที่ทิ้งบ้างไหม

กล่องที่ใส่พวกมันนี่แหละ เยอะชิบเป๋ง เกะกะบ้านมาก ไอ้หมีที่ผมบอกนะ ใครไม่รู้เป็นคนต้นคิดว่าต้องเก็บกล่องมัน แค่ 10 อันก็เต็มห้องแล้ว ผมคิดว่าจะตัดมันก็วันนี้แหละ (หัวเราะ)

(จากนั้นทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันว่าจะเก็บกล่องด้วยวิธีไหนดี พี่โชเสนอว่าพับกล่องได้ไหม ส่วนช่างภาพของเราถามว่า แล้วคุณจะทิ้งได้ยังไงถ้ามันมีผลต่อราคา เกิดเป็นความโกลาหลขนาดย่อมกลางห้อง)

แต่ก็จริงนะ ผมเป็นคนไม่เคยทิ้งอะไรเลย ผมนั่งเก็บของเล่น เฮ้ย ของเล่นกูก็ไม่เยอะนะแต่ถุงเยอะมาก นั่งพับอยู่ 2 – 3 ชั่วโมง แค่ถุงอย่างเดียว แล้วผมก็พับอย่างดีด้วย เป็นกรรมเหมือนกันนะที่เราหาเงินได้ ซื้อของได้ แต่เราเก็บไม่ได้

มีช่วงที่เคลียร์ของออกจากบ้านบ้างไหม

ตอนนี้ทำอยู่ครับ ของเล่นแต่ละอย่างจะอยู่ในตู้ หลายตู้มาก เพราะว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ก็เลยทำเป็นห้องเพื่อแยกชนิดของเล่น เพิ่งทำสำเร็จไป 1 ห้องครับ เพราะของมันเยอะมาก อยู่หลายบ้าน โอ้ขนเองคนเดียวทีละร้อย ๆ ตัว แต่กว่าจะจัดของ กว่าจะแกะ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี 

คิดว่าคนเราควรจะสะสมอะไรสักอย่างรึเปล่า

ควร ผมว่าบางทีการสะสมของอาจจะดูไร้สาระ เปลืองเงิน แต่มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ใครซื้อของให้ผม ผมก็เก็บไว้หมด ผมจำได้แทบทุกชิ้นเลยว่าได้มันมาช่วงไหน งานอะไร มีความรู้สึกยังไงกับของชิ้นนี้ ของผมผมรู้ แล้วพอมันมารวม ๆ กัน ผมรู้สึกว่า เออ ชีวิตเราก็แก่ลงไปเยอะ

ตั้งแต่พวกของแถมจาก McDonald’s, Burger King ทุกวันนี้หลานผมโตแล้ว มันยังบอกเลยว่า ตอนเด็ก ๆ อยากไปกินก๋วยเตี๋ยว เฮียไม่พาไปกินเลย เพราะว่าเฮียจะกินแต่เบอร์เกอร์ ผมไม่พามันไปกินอย่างอื่นเลยจริง ๆ ทุกวันนี้มันก็อ้วนเพราะผมนี่แหละ ภูมิใจมาก (หัวเราะ)

ถ้าไม่ใช่สิ่งของ มาริโอ้อยากสะสมอะไรมากที่สุด

อยากสะสมเพื่อนดี ๆ เพื่อนที่โตมาด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเติบโตยังไงมันก็ยังเป็นคนเดิมในความรู้สึกของผม เพราะว่ามันเป็นของหายากที่หาไม่ได้แล้ว 

การที่คุณเป็นนักสะสม ทำให้คุณเห็นคุณค่าของความรักมากขึ้นไหม

มันทำให้เราเห็นคุณค่าของของ แล้วก็ทำให้เราเห็นคุณค่าของคน เพราะกว่าจะได้มา เราต้องทุ่มเท ทำงาน หาเงินไปซื้อ แล้วก็ต้องดูแลมันอย่างดี คล้าย ๆ กับคนรักที่เรามีแล้วก็ต้องดูแลเขาครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’
บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท คนรัก

มาริโอ้เป็นคนรักแบบไหน

เอาแต่ใจ

ผมเป็นคนไม่ค่อยดูแลนะ คือดูแล แต่ว่าไม่ได้โอเวอร์ ผมไม่ได้เป็นคนที่ต้องทำให้ตลอด ๆ เราทำให้ด้วยความจริงใจมากกว่า แล้วก็เป็นคนไม่ได้หวานอะไรมาก

ในมุมของผู้ชายที่บอกว่าตัวเองไม่หวาน การแสดงความรักของมาริโอ้เป็นยังไง 

ผมให้เวลาเขา พาไปกินข้าว เขาอยากทำอะไรก็ไปด้วย อาจจะน้อยหน่อยเพราะว่าโอ้งานเยอะมาก แล้วก็ต้องจัดของด้วยครับ ของเยอะมาก (หัวเราะ) แต่ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือ ถ้าผมรักใคร ผมจะมีเวลาให้เขา

เกี่ยวไหมที่คุณได้รับบทเป็นพระเอกหนังรักโรแมนติกคอเมดี้มากมาย…

ติดนิสัยมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม 

ใช่

ผมว่าไม่เกี่ยว บทก็คือบท ส่วนใหญ่บทที่ได้จะเป็นพระเอกเข้ม ๆ หยิ่ง ๆ ถ้าไม่เข้มหยิ่งก็เป็นคนกวนตีน แต่การเป็นพระเอกมันได้หลายอย่าง ทำให้รู้ว่าเราต้องเทกแคร์คนยังไง ตัวละครบางตัวเป็นตัวหวาน ๆ ทำให้รู้ว่าเวลาทำตัวหวานมันก็ได้อีกแบบหนึ่ง 

ถ้ามองตัวเองในวัยเลข 4 ภาพที่เห็นจะเป็นคุณนั่งทำงานอยู่หรือมีครอบครัวแล้ว

ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ผมอยากมีเร็ว ๆ เพราะพ่อผมอายุเยอะตอนที่ผมเกิด แล้วเขาก็จากผมไปเร็วมาก เลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งมีลูกก็อยากมีเร็ว ๆ เราจะได้อยู่กับเขานาน ๆ

น่าสนใจว่าคุณจะเป็นพ่อแบบไหน

โห ลูกผมต้องเฟี้ยวกว่าใครเขานะ ต้องซิ่ง ต้องซ่า ต้องเป็นตัวท็อป ถ้าเป็นนักเลงก็ต้องเป็นตัวบวก ถ้าเป็นเพื่อนก็ต้องเป็นหัวโจก ผมจะสอนให้เขาเป็นแบบนั้นเลย

ในอาณาจักรของเล่นของคุณจะให้ลูกเล่นอะไรบ้าง

ผมให้ลูกเล่นทุกอย่างเลย แต่ไอ้พวกที่ละเอียดมาก ๆ จะไม่ให้เล่น พ่อเคยให้ผมเล่นโมเดลสวย ๆ ผมก็ทำของเขาพัง พอแก่มาผมรู้สึกเสียใจว่าผมทำอะไรลงไป ผมก็จะเลือกของให้มันตรงกับอายุของเด็ก เขาอาจจะยังไม่รู้ค่าของมัน

ว่าแพงแค่ไหนใช่ไหม

ใช่ ง่าย ๆ คือเราหวงของนั่นแหละ (หัวเราะ)

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ยูทูบเบอร์

รายการ Oh Lunla เริ่มมาจากพี่โชอยากให้มี แฟนคลับจะได้ไม่ลืมโอ้ หายคิดถึง บางทีเราไปถ่ายละคร ถ่ายหนัง ก็หายไปเกือบครึ่งปีที่เขาไม่เจอหน้าเราเลย

กลายเป็นข้อดี เพราะในยุคที่พี่โชเขาคิดรายการนี้ขึ้นมา มันเป็นยุคที่ดาราเริ่มทำยูทูบ เป็นช่องทางที่ทำให้แฟนคลับ คนที่รู้จักโอ้ หรือคนที่ไม่รู้จัก ก็กลายเป็นชื่นชอบผมไปเลย จากไลฟ์สไตล์ จากสิ่งที่เราชอบ จากวิดีโอที่เราถ่าย ซึ่งสั้นมากนะแค่ 10 นาที 

ตอนแรกคิดว่าคนที่ดูเราคงจะเป็นเด็ก กลายเป็นผู้ใหญ่เป็นวัยกลางคนเยอะมาก ของที่เราสนใจก็กลายเป็นเขาสนใจตามไปด้วย โอ้ชอบไปเที่ยว ชอบไปทำนู่นทำนี่ 

เวลาว่างผมก็จะขับรถโบราณไปตึกแดง ไปดูของ แล้วก็จะอยู่ที่อู่รถของเพื่อน นั่งรถ ขับรถ ตระเวนอู่ประมาณ 3 – 4 อู่ ไปซื้ออะไหล่ ไปซื้อของมาแต่งรถ ผมก็จะวนเวียนอยู่กับรถยนต์ของผมนี่แหละ อยู่กับเรื่องล้อ ๆ ยาง ๆ แต่ผมยังอยากไปแคมป์ปิ้ง ในเมืองไทยมีที่ให้แคมป์เยอะมาก อยากไปเที่ยวตามอ่างเก็บน้ำ เที่ยวต่างประเทศก็ยังไม่ได้ไปเลย เพราะว่าติดเรื่องโควิด

เพราะแฟนคลับอยากให้เราทำอีก เขาอยากจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากเรา เหมือนเขาได้เปิดโลก โอ้ไม่เคยคิดว่ารายการที่ทำเล่น ๆ กับผู้จัดการคนดูจะชอบมากขนาดนี้

บทบาทสุดท้าย เราอยากให้ มาริโอ้ เมาเร่อ นิยามตัวเอง

ผมมองตัวเองเป็นอะไรเหรอ

ผมยังเป็นลูกแม่ แล้วก็เป็นบ้าด้วยครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load